Timeline ความสำเร็จของ Penguin Books
ถ้าย้อนกลับไปในปี 1935 การจะหาหนังสือดีๆ อ่านสักเล่มหนึ่ง
มีปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สามารถเข้าถึงหนังสือดีๆ ได้นั้นมีอยู่ 2 อย่าง
หนึ่งคือเงิน และสองคือบัตรห้องสมุด ทั้งนี้เพราะหนังสือที่ดีๆ
หนึ่งเล่มนั้นราคาค่อนข้างสูง หนังสือปกอ่อนราคาถูกพอมีอยู่บ้าง
แต่ก็ถูกผลิตด้วยกระบวนการที่ไม่ได้มาตรฐาน
ซึ่งก็เป็นเหมือนผลสะท้อนระหว่างคุณภาพของเนื้อหาภายในกับหน้าปก
หนังสือปกอ่อนของ Penguin นั้นเรียกได้ว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ของ Allen Lene ผู้อำนวยการ The Bodley Head (สำนักพิมพ์เก่าแก่ในประเทศอังกฤษ) หลังจากใช้จ่ายวันหยุดไปกับการเยี่ยมเยียนนักเขียนอย่าง Agatha Christie (นักเขียนหญิงผู้ได้รับสมญานามว่า "ราชินีแห่งนวนิยายอาชญากรรม" และเป็นผู้ที่ได้รับการบันทึกจากกินเนสต์บุ๊คว่า เป็นนักเขียนที่มียอดขายหนังสือมากที่สุดในโลก) ที่เมือง Devon เขาได้พยายามหาร้านหนังสือเล็กๆ เพื่อจับจองหนังสือดีๆ สักเล่มหนึ่งไว้อ่านขณะเดินทางกลับสู่ลอนดอน แต่สิ่งที่เขาพบในบริเวณนั้นมีเพียงนิตยสารยอดนิยมที่ขายกันดาษดื่น และนวนิยายวิกตอเรียนที่ถูกพิมพ์ซ้ำให้เห็นจนชินตา
หลังจากเหตุการณ์นั้น Allen จึงตัดสินใจที่จะผลิตนวนิยายร่วมสมัยที่มาพร้อมกับคุณภาพการพิมพ์ที่ดีเลิศ ในขณะที่ราคาก็สมเหตุสมผล และตั้งใจว่าจะไม่จัดจำหน่ายในร้านหนังสือดั้งเดิมของเมือง แต่จะเลือกจำหน่ายที่สถานีรถไฟ ร้านขายบุหรี่ และร้านค้าทั่วไปแทน
Allen ต้องการสัญลักษณ์สำหรับธุรกิจใหม่ของเขาที่มีลักษณะ “สง่างามแบบเป็นกันเอง” และเลขานุการของเขาเองที่เป็นคนแนะนำสัตว์อย่างนกเพนกวินให้เป็นสัญลักษณ์ บ่งชี้ความต้องการของเขานี้ เขาส่งพนักงานของเขาไปที่สวนสัตว์ลอนดอน เพื่อสเก็ตช์ภาพนกเพนกวิน และภายใน 7 ปีหลังจากนั้น สัญลักษณ์รูปนกเพนกวินก็กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ชั้นนำที่คนทั่วโลกจดจำได้
หนังสือปกอ่อนเล่มแรกของสำนักพิมพ์เพนกวินเกิดขึ้นในฤดูร้อนปี 1935 ประกอบไปด้วยผลงานจาก Ernest Hamingway, Andre’ Maurois และ Agatha Christie เล่มหนังสือประกอบไปด้วย “รหัสสี” ได้แก่ สีส้มสำหรับหนังสือนิยาย สีน้ำเงินสำหรับหนังสือชีวประวัติ และสีเขียวสำหรับหนังสือสืบสวน ในราคาขายเพียง 6 เพนนีเท่านั้น เป็นราคาเดียวกับซองบุหรี่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติวงการหนังสือปกอ่อนนับตั้งแต่นั้นเป็นต้น มา
สำนักพิมพ์เพนกวินแยกตัวออกมาเป็นธุรกิจอย่างเอกเทศในปี 1936 และก่อตั้งบริษัทที่ห้องใต้ดินในโบสถ์ บนถนน Marylebone โดยเปิดพื้นที่แสดงและจัดจำหน่ายหนังสือบริเวณถนนนั้นเอง ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี หนังสือจากสำนักพิมพ์เพนกวินขายได้มากถึง 3 ล้านเล่ม ทั้งสำนักพิมพ์เก่าเจ้าประจำที่ก่อตั้งขึ้นก่อนและวงการนักเขียนต่างตั้งข้อ สงสัยและให้ความสนใจกับปรากฏการณ์นี้เป็นอย่างมาก
จนในปี 1937 สำนักพิมพ์เพนกวินย้ายที่ตั้งสำนักงานใหม่เข้าสู่โกดังเก็บของใน Harmondsworth (หมู่บ้านในเมือง Hillingdon) และเริ่มต้นขยับขยายกำลังการผลิตให้เพิ่มมากขึ้น ในปีเดียวกันนี้เอง ที่สำนักพิมพ์เพนกวินเริ่มต้นพิมพ์ซีรี่ยส์เช็คสเปียร์ และ Pelican Imprint หนังสือสารคดีในประเด็นร่วมสมัย โดยจัดจำหน่ายผ่านนวัตกรรมที่เรียกว่า “Penguincubator”
ต่อมา สำนักพิมพ์เพนกวินเปิดตัวอีก 2
บริษัทที่สร้างชื่อเสียงให้กับสำนักพิมพ์อย่างมหาศาล เริ่มต้นที่ Puffin
ก่อตั้งในปี 1940 เป้าหมายเพื่อผลิตซีรี่ยส์หนังสือภาพ
(ที่ไม่ใช่เรื่องแต่งหรือนิทาน) สำหรับเด็ก
และพิสูจน์ความสำเร็จผ่านการมองเห็นความต้องการในตลาดอีกครั้งด้วยการผลิต
หนังสือนิทานตามมาในปีต่อมา ที่ทำให้ตัวละครอย่าง Worzel Gummidge
เป็นที่รู้จักสำหรับเด็กๆ ทั่วโลก
ในอีก 6 ปีต่อมา Penguin Classic เริ่มต้นการเปิดตัวด้วยผลงานการแปลหนังสือ The Odyssey แปลโดย E. V. Rieu ทำให้หนังสือคลาสสิคกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงและสามารถอ่านได้ทุกคน มาถึงในวันนี้ หนังสือจาก Penguin Classic (รวม Penguin Modern Classic) มีมากถึง 1,200 เล่ม
ในช่วงปี 1960 สำนักพิมพ์สร้างการปฏิวัติในวงการสื่อสิ่งพิมพ์ สำนักพิมพ์เพนกวินเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำในช่วงยุควัฒนธรรมร่วมสมัย (Pop Culture) บริษัทเคยถูกตั้งข้อหาจากพระราชบัญญัติควบคุมการพิมพ์ ในปี 1960 ในประเด็นเข้าข่ายลามกอนาจารจากการพิมพ์หนังสือเรื่อง Lady Chatterley’s Lover แต่สำนักพิมพ์ก็ตอบโต้กลับและถูกประกาศว่าพ้นผิดในภายหลัง จากเหตุการณ์นี้ส่งผลให้หนังสือเล่มดังกล่าวขายได้มากถึง 2 ล้านเล่มด้วยระยะเวลาเพียง 6 สัปดาห์เท่านั้น
สำนักพิมพ์ถูกก่อตั้งขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อ Allen Lane The penguin Press ในปี 1967 ความเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่น่าสนใจ คือสำนักพิมพ์เพนกวินตัดสินใจพิมพ์หนังสือทั้งแบบปกอ่อนและปกแข็ง แต่เพียง 3 ปีให้หลัง Allen Lane ก็เสียชีวิตลง ถือเป็นการสูญเสียที่สำคัญในวงการวรรณกรรม และในปีเดียวกันนั้นเองที่ Pearson บริษัทสื่อข้ามชาติเข้ามาซื้อสำนักพิมพ์เพนกวินและบริษัทในเครือเพื่อสืบต่อ เจตนารมย์ และทำให้เพนกวินเป็นสำนักพิมพ์ชั้นนำแห่งวงการน้ำหมึกอยู่อย่างต่อเนื่อง
Penguin Audiobook (หนังสือเสียง) เปิดตัวในปี 1993 มีส่วนผสมของหนังสือที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือคลาสสิคหรือร่วมสมัย และจะใช้เสียงนักแสดงที่ดีที่สุดในการบันทึกเสียงในหนังสือเสียงนี้เท่านั้น เพนกวินยังคงปรับตัวตามเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการจัดจำหน่ายหนังสือผ่านเว็บไซต์ www.penguin.co.uk
ในปี 2001 สำนักพิมพ์เพนกวินย้ายสำนักงานมาที่ เลขที่ 80 Strand ใน Central London ซึ่งเป็นสำนักงานที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันนี้ รวมถึงมีสำนักงานในประเทศอื่นอีก 15 ประเทศ และยังคงพิมพ์หนังสือไม่ต่ำกว่า 5,000 ชื่อเรื่องอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงในศตวรรษที่ 21 ที่สำนักพิมพ์เพนกวินยังคงตอบสนองต่อความต้องการ และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนักอ่านมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น Dorling Kindersley, Frederick Warne, Ladybird, Penguin, Puffin and Rough Guides ซึ่งล้วนเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้สำนักพิมพ์เพนกวินเป็นบ้านของนักอ่าน ทั่วโลก
หนังสือปกอ่อนของ Penguin นั้นเรียกได้ว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ของ Allen Lene ผู้อำนวยการ The Bodley Head (สำนักพิมพ์เก่าแก่ในประเทศอังกฤษ) หลังจากใช้จ่ายวันหยุดไปกับการเยี่ยมเยียนนักเขียนอย่าง Agatha Christie (นักเขียนหญิงผู้ได้รับสมญานามว่า "ราชินีแห่งนวนิยายอาชญากรรม" และเป็นผู้ที่ได้รับการบันทึกจากกินเนสต์บุ๊คว่า เป็นนักเขียนที่มียอดขายหนังสือมากที่สุดในโลก) ที่เมือง Devon เขาได้พยายามหาร้านหนังสือเล็กๆ เพื่อจับจองหนังสือดีๆ สักเล่มหนึ่งไว้อ่านขณะเดินทางกลับสู่ลอนดอน แต่สิ่งที่เขาพบในบริเวณนั้นมีเพียงนิตยสารยอดนิยมที่ขายกันดาษดื่น และนวนิยายวิกตอเรียนที่ถูกพิมพ์ซ้ำให้เห็นจนชินตา
หลังจากเหตุการณ์นั้น Allen จึงตัดสินใจที่จะผลิตนวนิยายร่วมสมัยที่มาพร้อมกับคุณภาพการพิมพ์ที่ดีเลิศ ในขณะที่ราคาก็สมเหตุสมผล และตั้งใจว่าจะไม่จัดจำหน่ายในร้านหนังสือดั้งเดิมของเมือง แต่จะเลือกจำหน่ายที่สถานีรถไฟ ร้านขายบุหรี่ และร้านค้าทั่วไปแทน
Allen ต้องการสัญลักษณ์สำหรับธุรกิจใหม่ของเขาที่มีลักษณะ “สง่างามแบบเป็นกันเอง” และเลขานุการของเขาเองที่เป็นคนแนะนำสัตว์อย่างนกเพนกวินให้เป็นสัญลักษณ์ บ่งชี้ความต้องการของเขานี้ เขาส่งพนักงานของเขาไปที่สวนสัตว์ลอนดอน เพื่อสเก็ตช์ภาพนกเพนกวิน และภายใน 7 ปีหลังจากนั้น สัญลักษณ์รูปนกเพนกวินก็กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ชั้นนำที่คนทั่วโลกจดจำได้
หนังสือปกอ่อนเล่มแรกของสำนักพิมพ์เพนกวินเกิดขึ้นในฤดูร้อนปี 1935 ประกอบไปด้วยผลงานจาก Ernest Hamingway, Andre’ Maurois และ Agatha Christie เล่มหนังสือประกอบไปด้วย “รหัสสี” ได้แก่ สีส้มสำหรับหนังสือนิยาย สีน้ำเงินสำหรับหนังสือชีวประวัติ และสีเขียวสำหรับหนังสือสืบสวน ในราคาขายเพียง 6 เพนนีเท่านั้น เป็นราคาเดียวกับซองบุหรี่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติวงการหนังสือปกอ่อนนับตั้งแต่นั้นเป็นต้น มา
สำนักพิมพ์เพนกวินแยกตัวออกมาเป็นธุรกิจอย่างเอกเทศในปี 1936 และก่อตั้งบริษัทที่ห้องใต้ดินในโบสถ์ บนถนน Marylebone โดยเปิดพื้นที่แสดงและจัดจำหน่ายหนังสือบริเวณถนนนั้นเอง ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี หนังสือจากสำนักพิมพ์เพนกวินขายได้มากถึง 3 ล้านเล่ม ทั้งสำนักพิมพ์เก่าเจ้าประจำที่ก่อตั้งขึ้นก่อนและวงการนักเขียนต่างตั้งข้อ สงสัยและให้ความสนใจกับปรากฏการณ์นี้เป็นอย่างมาก
จนในปี 1937 สำนักพิมพ์เพนกวินย้ายที่ตั้งสำนักงานใหม่เข้าสู่โกดังเก็บของใน Harmondsworth (หมู่บ้านในเมือง Hillingdon) และเริ่มต้นขยับขยายกำลังการผลิตให้เพิ่มมากขึ้น ในปีเดียวกันนี้เอง ที่สำนักพิมพ์เพนกวินเริ่มต้นพิมพ์ซีรี่ยส์เช็คสเปียร์ และ Pelican Imprint หนังสือสารคดีในประเด็นร่วมสมัย โดยจัดจำหน่ายผ่านนวัตกรรมที่เรียกว่า “Penguincubator”
We are What You Read
- รถบรรทุกหนังสือจากสำนักพิมพ์เพนกวินนี้ คือการนำเอาแนวคิดเรื่อง Food
Truck มาปรับใช้กับการจัดจำหน่ายหนังสือ โดยจะหมุนเวียนไปตามงานอีเว้นท์
หรือเทศกาลสำคัญต่างๆ ทั่วเมือง
เพื่อช่วยให้นักอ่านสามารถเลือกสรรหนังสือที่หลากหลายได้จากนักเขียนชื่อดัง
ไม่ว่าจะเป็น Patricia Cornwell to John Green, Elizabeth Gilbert to
Khaled Hosseini, Nate Silver to Sylvia Day
โดยรถบรรทุกหนังสือเพนกวินนี้จะย้ายไปตามพื้นที่สำคัญต่างๆ ของเมือง
ไม่ว่าจะเป็นร้านหนังสือ สวนสาธาณะ ชายทะเล
และแหล่งพื้นที่ช้อปปิ้งหรือโรงภาพยนตร์
ในอีก 6 ปีต่อมา Penguin Classic เริ่มต้นการเปิดตัวด้วยผลงานการแปลหนังสือ The Odyssey แปลโดย E. V. Rieu ทำให้หนังสือคลาสสิคกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงและสามารถอ่านได้ทุกคน มาถึงในวันนี้ หนังสือจาก Penguin Classic (รวม Penguin Modern Classic) มีมากถึง 1,200 เล่ม
ในช่วงปี 1960 สำนักพิมพ์สร้างการปฏิวัติในวงการสื่อสิ่งพิมพ์ สำนักพิมพ์เพนกวินเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำในช่วงยุควัฒนธรรมร่วมสมัย (Pop Culture) บริษัทเคยถูกตั้งข้อหาจากพระราชบัญญัติควบคุมการพิมพ์ ในปี 1960 ในประเด็นเข้าข่ายลามกอนาจารจากการพิมพ์หนังสือเรื่อง Lady Chatterley’s Lover แต่สำนักพิมพ์ก็ตอบโต้กลับและถูกประกาศว่าพ้นผิดในภายหลัง จากเหตุการณ์นี้ส่งผลให้หนังสือเล่มดังกล่าวขายได้มากถึง 2 ล้านเล่มด้วยระยะเวลาเพียง 6 สัปดาห์เท่านั้น
สำนักพิมพ์ถูกก่อตั้งขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อ Allen Lane The penguin Press ในปี 1967 ความเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่น่าสนใจ คือสำนักพิมพ์เพนกวินตัดสินใจพิมพ์หนังสือทั้งแบบปกอ่อนและปกแข็ง แต่เพียง 3 ปีให้หลัง Allen Lane ก็เสียชีวิตลง ถือเป็นการสูญเสียที่สำคัญในวงการวรรณกรรม และในปีเดียวกันนั้นเองที่ Pearson บริษัทสื่อข้ามชาติเข้ามาซื้อสำนักพิมพ์เพนกวินและบริษัทในเครือเพื่อสืบต่อ เจตนารมย์ และทำให้เพนกวินเป็นสำนักพิมพ์ชั้นนำแห่งวงการน้ำหมึกอยู่อย่างต่อเนื่อง
Penguin Audiobook (หนังสือเสียง) เปิดตัวในปี 1993 มีส่วนผสมของหนังสือที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือคลาสสิคหรือร่วมสมัย และจะใช้เสียงนักแสดงที่ดีที่สุดในการบันทึกเสียงในหนังสือเสียงนี้เท่านั้น เพนกวินยังคงปรับตัวตามเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการจัดจำหน่ายหนังสือผ่านเว็บไซต์ www.penguin.co.uk
ในปี 2001 สำนักพิมพ์เพนกวินย้ายสำนักงานมาที่ เลขที่ 80 Strand ใน Central London ซึ่งเป็นสำนักงานที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันนี้ รวมถึงมีสำนักงานในประเทศอื่นอีก 15 ประเทศ และยังคงพิมพ์หนังสือไม่ต่ำกว่า 5,000 ชื่อเรื่องอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงในศตวรรษที่ 21 ที่สำนักพิมพ์เพนกวินยังคงตอบสนองต่อความต้องการ และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนักอ่านมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น Dorling Kindersley, Frederick Warne, Ladybird, Penguin, Puffin and Rough Guides ซึ่งล้วนเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้สำนักพิมพ์เพนกวินเป็นบ้านของนักอ่าน ทั่วโลก
• • •
การเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปีเมื่อปี 2010
ด้วยการเป็นสำนักพิมพ์ที่คัดสรรและตีพิมพ์วรรณกรรมชั้นดีจากสหราชอาณาจักร
ตลอดทศวรรษ ‘50s ‘60s ‘70s และ ‘80s
หนังสือปกอ่อนนั้นยิ่งสมบูรณ์ขึ้นด้วยฝีมือการออกแบบของเหล่านักออกแบบชื่อ
ดังอย่าง Peter Blake, Zandra Rhode, Alan Aldrige และ John Squires
ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองความสำเร็จของสำนักพิมพ์เพนกวิน
และส่งต่อความตั้งใจของ Allen Lane
กับความต้องการผลิตหนังสือที่ทุกคนเข้าถึงได้