มาดู ROA กับ ROE กันดีกว่า

ลักษณะการซื้อขายหุ้นไทยในเวลานี้ หลายๆ ท่านคงมีเวลาว่างสักหน่อย คือไม่สามารถทำอะไรถนัดนักกับตลาดแบบนี้ ก็ลองหาอะไรอ่านที่เป็นประโยชน์กันดีกว่า โดยวันนี้ผมอยากจะคุยเรื่องผลตอบแทนจากการประกอบการของบริษัท และจากเงินที่มาจากการลงทุนของผู้ถือหุ้นกันครับ
ผมแน่ใจมากว่า เพื่อนๆ จะต้องเคยผ่านตาคำศัพท์ทางการลงทุนที่ว่า ROA และ ROE มาบ้าง หลายท่านอาจจะทราบดีแล้วว่าคืออะไร ในขณะที่อีกหลายท่านยังไม่ทราบ วันนี้ผมเลยขอเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้สักหน่อยนะครับว่าเจ้าสองตัวนี้คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรกับการลงทุนของเรา เริ่มกันที่ตัวแรกเลยนะครับ

ROA
ROA เป็นคำย่อมาจากคำว่า Return On Asset หรือ "ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์" ถามว่าสินทรัพย์ของใคร ก็คือสินทรัพย์ของบริษัทนั่นเอง โดยที่สินทรัพย์นี้คือสิ่งสารพันที่บริษัทมีและถือครองอยู่ ตัวอย่างเช่น โรงแรม สิ่งที่ธุรกิจประเภทโรงแรมถือครองอยู่ก็เช่น ตึก อาคาร ที่ดิน สวนภายในที่ดิน ห้องอาหารในโรงแรม ห้องพักในโรงแรม สระว่ายน้ำ โต๊ะ เก้าอี้ และอีกสารพัดที่อยู่ในโรงแรม ทั้งหมดทั้งปวงนี้คือสินทรัพย์ที่โรงแรมจะต้องมีและพยายามใช้สร้างเงินและผล กำไรให้เกิดขึ้นมาได้ เมื่อได้กำไรมา เราก็จะมาคิดว่า กำไรที่ได้คิดเป็นสัดส่วนเท่าไรเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ของโรงแรมที่มี ซึ่งโดยมากก็คิดเป็นร้อยละ (%) โดยถ้าโรงแรม หรือบริษัท มีความสามารถที่ดีในการบริหารงาน ก็จะได้ผลตอบแทนเป็นจำนวนร้อยละที่สูง เรียกได้ว่าสามารถใช้ทรัพย์สินของโรงแรมที่มีอยู่ ในการสร้างกำไรได้มาก ถ้ายกเป็นตัวเลขง่ายๆ ให้เข้าใจได้ก็เช่น กิจการโรงแรมมีกำไรสุทธิเป็น 115 ล้านบาท จากทรัพย์สินทั้งหมดที่มีคือ 1,000 ล้านบาท แบบนี้ก็คือมีผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เป็น 115x100/1000 = 11.5% เป็นต้น

ROE
สำหรับ ROE ก็เป็นคำย่อมาจาก Return On Equity แปลตรงๆ ตัวก็คือ "ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น" ซึ่งสามารถคิดเป็นอัตราร้อยละของกำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เจ้า ROE นี้เรียกได้ว่าเป็นญาติผู้ใหญ่ของ ROA เนื่องจากในการจัดตั้งบริษัท ตามตัวอย่างนี้ก็คือ  โดยมากก็จะต้องเริ่มด้วยการระดมทุน จากผู้ถือหุ้นทั้งหลาย จนได้เงินสดมาก้อนหนึ่ง จากนั้นบริษัทก็อาจจะไปกู้ยืมเพิ่มเติมมาอีก จนเป็นเงินก้อนใหญ่ขึ้น เงินทั้งหมดนี้ (ประกอบไปด้วยส่วนที่ผู้ถือหุ้นควักประเป๋าออกมา เรียกว่าส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ Equity และส่วนที่กู้มาเรียกว่า หนี้สินหรือ Liability) รวมกันเป็นสินทรัพย์ที่ใหญ่ขึ้น (สินทรัพย์ = ส่วนของผู้ถือหุ้น + หนี้สิน) และนำไปทำกินการ การเริ่มต้นกิจการจึงมักจะต้องเริ่มด้วยการมี E-Equity (ส่วนของผู้ถือหุ้น) เป็นทุนเริ่มต้นเสียก่อน แล้วจึงเพิ่มพลังให้เป็น A-Asset (สินทรัพย์)
ถ้าย้อนกลับไปในตัวอย่างที่เป็นตัวเลขด้านบน เราจะเห็นว่าสินทรัพย์จำนวน 1,000 ล้านบาทนี้อาจจะไม่ใช่เป็นส่วนที่มาจากผู้ถือหุ้นทั้งหมด แต่กลับมาจากส่วนของผู้ถือหุ้นเพียง 700 ล้านบาท และมาจากการกู้ยืมอีก 300 ล้านบาท เมื่อเป็นดังนี้แล้วจึงเรียกได้ว่า บริษัทหรือโรงแรมตามตัวอย่างนี้กำลังทำการ "Leverage" เงินที่มีอยู่จาก 700 ล้านบาท ให้เป็น 1,000 ล้านบาทโดยการกู้ยืม และหากคิดผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นก็จะได้เป็น 115*100/700 = 16.42% ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หากบริษัทมีการกู้ยืม หรือมีหนี้สิน (ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินแบบระยะสั้น ยาว ต้องจ่ายดอกเบี้ย หรือไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยโดยตรงก็ตาม) และสามารถใช้ผลประโยชน์จากหนี้สินนั้นได้ดี ผลตอบแทนของส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ ROE จะสูงกว่า ROA ครับ

อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทมีหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย ก็จะทำให้บริษัทเพิ่มความเสี่ยงในการดำเนินกิจการมากขึ้น นักลงทุนก็จะต้องพิจารณาว่า หนี้สินนั้นเป็นหนี้สินระยะสั้นหรือระยะยาว มีส่วนที่เป็นดอกเบี้ยจ่ายมากน้อยอย่างไร ความสามารถในการทำกำไรเพื่อจ่ายดอกเบี้ยมีมากน้อยเพียงใด (มีกำไรเป็นกี่เท่าตัวของดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย เรียกว่า payout ratio - ยิ่งมากยิ่งดี) และที่สำคัญ แนวโน้มของภาระหนี้สินเมื่อเวลาผ่านไปนั้นมากขึ้นหรือน้อยลง ซึ่งเราจะพูดถึงเรื่องนี้กันในบทความอื่นๆ ต่อไปครับ

หมายเหตุ
ในเว็ปของ set.or.th ถ้าจำไม่ผิด จะคิด ROA โดยใช้ตัวเลขก่อนหักภาษี นัยว่าเพื่อให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบความสามารถในการทำกำไรของตัวธุรกิจ โดยไม่เอาภาษีเข้ามาข้องเกี่ยว เนื่องจากบริษัทต่างๆ นั้นอาจจะเสียภาษีในอัตราที่ไม่เท่ากัน การนำตัวเลขกำไรสุทธิที่หักภาษีแล้วมาคำนวณหา ROA จะทำให้เปรียบเทียบกันได้ยาก
สรุปสั้นอีกครั้ง
- ดูว่าธุรกิจนั้นโดยเนื้อแท้แล้วเป็นอย่างไร ดู ROA (ว่าทำกำไรได้มากน้อยแค่ไหนผู้บริหารเอาสินทรัพย์มาสร้างเงินได้แค่ไหน)
- ดูว่าธุรกิจนั้นโดยเนื้อแท้ทำกำไรได้แค่ไหน "บวกกับ" ผู้บริหารมีการจัดการทางวิศวกรรมการเงิน (สร้างหนี้ที่ดี เอาเงินเข้ากระเป๋า) ได้ดีแค่ไหน ก็ดู ROE
- แต่พึงจำไว้ว่า การมีหนี้มาก ทำให้บริษัทต้องเผชิญกับความเสี่ยงได้ ในสภาวะที่เศรษฐกิจชะงักงัน หรือเกิดปัญหาทางการเงินชั่วคราว ต้องดูอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) ประกอบด้วยครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันอาทิตย์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕