CK เกิดสัญญาณสิ้นสุดการพักฐาน เตรียมพร้อมทำ new high

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ผมได้ติดตามวิเคราะห์ความเป็นไปของหุ้น CK (บมจ. ช. การช่าง) เรื่อยมาตามแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเกี่ยวกับหุ้นตัวนี้ ซึ่งผู้สนใจสามารถกลับไปอ่านได้
[ที่นี่]
 เท้าความโดยย่อได้ว่า หุ้น CK เป็นหุ้นที่มีประวัติและพฤติกรรมน่าศึกษา กล่าวคือ ในบางช่วง มีการฟื้นตัวตามสภาวะเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และบางช่วงก็ซึมลงได้อย่างยาวนาน  ตามประวัติแล้ว CK ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ ปี 1995 ต่อมาไม่นานราคาหุ้นได้ดิ่งลงด้วยวิกฤตต้มยำกุ้ง กว่าจะเริ่มฟื้นตัวได้อีกครั้งต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปี ล่วงมาถึงปี 2003 เศรษฐกิจไทยเริ่มกลับมารุ่งเรือง โครงการรถไฟฟ้าใต้ดินที่บริษัทได้รับงานก่อสร้างและรับสัมปทานเดินรถเสร็จสิ้นลง ประกอบกับการชนะประมูลงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็น ทางด่วนลอยฟ้าบางนา-บางปะกง และถนนวงแหวนด้านใต้ บางพลี-สุขสวัสดิ์ ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นเข้าซื้อหุ้น CK อย่างขนานใหญ่ จนราคาหุ้นของ CK เพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าตัวในเวลาเพียง 5 เดือน ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ประมาณ 30 บาท เมื่อประมาณปลายปี 2003 (ราคาหลังการแตกพาร์ 10 บาท เหลือ 1 บาท) ระดับแรงต้านที่แข็งแรงมากซึ่งกดดันไม่ให้หุ้นขึ้นต่อไปได้อีกคือระดับ 20 บาทซึ่งเป็นราคาหุ้นของ CK เมื่อเริ่มเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง จากจุดนี้ไป หุ้น CK ได้ซึมลงยาวนานประมาณ 5 ปี จนราคาหุ้นไปทำจุดต่ำสุดที่ราคาประมาณ 2 บาทเมื่อปลายปี 2008 ผลจากวิกฤตซับไพรม์ทำให้ภาครัฐระดมก่อสร้างสาธารณูปโภคอย่างขนานใหญ่ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงที่เป็นใต้ดิน นอกจากนี้บริษัทยังได้งานก่อสร้างในต่างประเทศ เช่นการสร้างถนนในกัมพูชา และการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าหลายแห่งในลาว การฟื้นตัวในรอบนี้มีลักษณะที่น่าสังเกตคือ จะมีการเพิ่มระดับราคาคล้ายขั้นบันได โดยเพิ่มขึ้นประมาณขั้นละ 2 เท่าตัว จาก 2 บาท มาเป็น 5 บาท และมาเป็น 10 บาท ในที่สุด
     การฟื้นตัวของราคาหุ้น CK นับจากกลางปี 2008 เป็นต้นมามีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป แต่รูปแบบการเพิ่มของราคาสามารถสังเกตเห็นได้เมื่อพิจารณากราฟราคาหุ้นรายสัปดาห์ดังรูปข้างล่าง ในช่วงครึ่งหลังของปี 2008 หุ้น CK ปรับฐานจาก 5 บาท ลงไปเหลือ 2 บาท แล้วปรับกลับขึ้นมาที่ 5 บาท ในเวลา 13 เดือน แล้วจึงพุ่งขึ้น 50% ไปทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 7.5 บาท ภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์ จุดที่เริ่มเกิดการพุ่งขึ้นทำราคาสูงสุดใหม่นี้เป็นระดับราคาของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 สัปดาห์ หรือ SMA100W พอดี  หลังจากทำจุดสูงสุดใหม่แล้ว ได้เกิดการพักฐานในรูปแบบเดิมด้วยตัวเลขคล้ายเดิมอีก โดยราคาหุ้นปรับฐานจาก 7.5 บาท กลับลงไปอยู่ที่ 5 บาท หรือ ลง 33% แล้วกลับขึ้นไปที่ 7.5 บาทในเวลาประมาณ 10 เดือน แล้วจึงพุ่งขึ้น 53% ไปทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 11.5 บาท ภายในเวลาเพียง 6 สัปดาห์ หลังจากทำจุดสูงสุดใหม่แล้ว ได้เกิดการพักฐานในรูปแบบเดิมด้วยตัวเลขคล้ายเดิมอีก แต่การพักฐานรอบปัจจุบันยังไม่เสร็จสิ้น กล่าวคือ ราคาหุ้น CK ปรับลงจาก 11.5 บาท ลงมา ที่ 7.5 บาท หรือลงมา 35% และเริ่มปรับขึ้นอีกครั้งแล้วในขณะนี้

(คลิกที่ภาพเพื่อขยายให้ใหญ่ขึ้น)



เมื่อพิจารณาปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ แล้ว ผมคิดว่าระดับราคา 7.5 บาทที่หุ้น CK ได้ไต่ลงไปแตะแล้วนั้นเป็นจุดต่ำสุดของการปรับฐาน เพราะ
ที่ราคาดังกล่าวตรงกับระดับของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 สัปดาห์ หรือ SMA50W พอดี
สัญญาณ MACD เป็นลบพร้อมจะไต่ขึ้นไปทางด้านบวก
สัญญาณ RSI ต่ำกว่า 50 เล็กน้อยและกำลังไต่ขึ้นด้านบวก
ปริมาณการซื้อขายอยู่ในระดับต่ำ
การลงนามว่าจ้างก่อสร้างทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนที่เป็นใต้ดิน 1 สัญญา และส่วนการวางรางอีก 1 สัญญา ภายใน 2 - 3 สัปดาห์ข้างหน้า (ก่อนสิ้นเดือน ก.พ. 2554)
การเข้าเก็บหุ้นของผู้บริหาร (ปลิว ตรีวิศวเวทย์ 24/01/54 ซื้อ 150,000 หุ้นที่ราคาเฉลี่ย 8.55 บาท และสิทธิเดช ตรีวิศวเวทย์ 25/01/54 ซื้อ 100,000 หุ้นที่ราคา 7.95 บาท)
การพักฐานจากจุดสูงสุด 11.5 บาท ดำเนินมาแล้วประมาณ 4 เดือน ใกล้เคียงกับระยะเวลาการลงสู่จุดต่ำสุดของการพักฐานรอบก่อนหน้า
เมื่อดูกราฟรายวัน พบว่าระดับราคา 7.5 บาท ตรงกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน หรือ SMA200D พอดี ซึ่งเส้นนี้ได้เป็นแนวเด้งเชือกที่แข็งแกร่งสำหรับหุ้น CK มาตลอดการฟื้นตัวนับตั้งแต่ราคา 2 บาทเป็นต้นมา
     จากข้อพิจารณาข้างต้นและลักษณะรูปแบบการไต่ระดับราคาของหุ้น CK ผมคิดว่าจากจุดนี้ไปราคาหุ้นน่าจะไต่กลับขึ้นไปที่ระดับ 11.5 บาท แล้วพักสักระยะ จากนั้นจึงพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ด้วยการเพิ่มขึ้นในช่วงประมาณ 50% จาก 11.5 บาท หรือน่าจะขึ้นไปที่จุดสูงสุดใหม่ประมาณ 17 บาท ดังรูปข้างล่าง ช่วงจังหวะการพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นช่วงที่มีการลงนามในสัญญาก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีในลาวที่จะทำให้งานในมือของ CK มีปริมาณเกิน 1 แสนล้านบาทเป็นครั้งแรกซึ่งมีกำหนดการลงนามประมาณปลายเดือนมีนาคม 2554 ดังนั้นในขณะนี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเข้าเก็บสะสมหุ้น CK แต่เพื่อลดความเสี่ยงลงอีก นักลงทุนอาจจะรออีกนิดเพื่อให้ราคาของ CK ทะลุผ่านเส้นแนวโน้มขาลงระยะสั้นที่ระดับประมาณ 9 บาทไปก่อนก็ได้ครับ

(คลิกที่ภาพเพื่อขยายให้ใหญ่ขึ้น)


สำหรับท่านที่ลงทุนด้วยเงินกู้ยืมอาจคาดเดาว่าหุ้น CK จะมีพฤติกรรมคล้ายเดิมคือ หุ้นน่าจะพุ่งขึ้นไป 50% จาก 11.5 บาท หรือไปสูงสุดที่ 17 บาท แล้วปรับลง 30% หรือลงมาอยู่ที่ 12 บาทก่อนจึงจะมีแรงไปต่อ ดังนั้นจึงอาจขายหุ้นเฉพาะส่วนที่ซื้อมาในราคามากกว่า 12 บาท ออกไปก่อนที่ราคาหุ้นจะขึ้นไปแถว ๆ 17 บาท เพื่อเอากำไรไปใช้หนี้ค่าดอกเบี้ยมาร์จิ้น แล้วค่อยกลับลงไปซื้อลงทุนเพิ่มที่ราคาประมาณ 12 บาท ในอีกหลายเดือนถัดมา แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะไม่ทำอย่างที่กล่าวมา ผมก็ยังคิดว่าการซื้อเพิ่มระหว่างหุ้นพุ่งขึ้น 50% แล้วถือรอพักฐานไปอีกหลายเดือนก็ยังคุ้มค่ากับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในระหว่างการพักฐานนั้นอยู่ดีครับ

หมายเหตุ :  ปัจจุบันผมมี CK อยู่ 297,000 หุ้น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันอาทิตย์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕