ตราสารเพื่อการลงทุน

เราอาจจะคุ้นเคยเพียงแต่เรื่องของหุ้น(สามัญ) แต่จริงๆ แล้วยังมีการลงทุนในตราสารอื่นๆ อีกที่เราควรจะรู้เพราะผลตอบแทนและความเสี่ยงของแต่ละตราสารนั้นไม่เท่ากัน การที่เรารู้จักตราสารหลายประเภทมากขึ้น ทำให้เรามีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น ได้ผลตอบแทนที่ควบคุมได้ และความเสี่ยงที่เลือกได้ ผมก็ขอนำมา "เล่าผ่านเว็ป" ให้ฟังกันครับ
- ตราสารเพื่อการลงทุน
- ตราสารหนี้
- ตราสารอนุพันธ์
ตรงนี้ ผมพยายามเรียบเรียงเรื่องของตราสารหนี้ออกมาอย่างคร่าวๆ นะครับ อาจจะไม่ครบถ้วนแต่พยายามให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่ายที่สุด เพราะการลงทุนในตราสารหนี้ที่ดี ก็เป็นอีกการลงทุนหนึ่งที่น่าสนใจครับ เราลองเริ่มทำความเข้าใจอย่างง่ายๆ ในเรื่องของ "ตราสาร" กันก่อน
เราสามารถแบ่งตราสารเพื่อการลงทุนออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ:

------- 1. ตราสารหนี้ -------

อันนี้ฟังแค่ชื่ออาจจะคุ้นเคยน้อยกว่าตราสารทุน แต่จริงๆ แล้วอย่างที่ชื่อมันบอกอยู่ ตราสารชนิดนี้แสดงถึงความเป็นหนี้เป็นสินต่อกันนั่นเอง ตัวอย่างของตราสารชนิดนี้เช่น หุ้นกู้, พันธบัตร นั่นเอง ซึ่งทั้งสองอย่างก็แสดงถึงความเป็นหนี้ที่ผู้ออกตราสารมีต่อผู้ซื้อตราสาร เช่นเอกชนออกหุ้นกู้ให้นักลงทุนซื้อ นักลงทุนก็มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของเอกชนรายนั้น หรือหากรัฐบาลเป็นผู้ออก ก็จะเรียกว่าพันธบัตรนั่นเอง ตราสารประเภทนี้ ต่างจากตราสารทุนที่ว่าผู้ออกตราสารจะกำหนดผลตอบแทนไว้แน่นอนว่าจะเป็น เท่าไร ตราสารนี้มีอายุเท่าไร และจะจ่ายหนี้ที่เป็นเงินต้นคืนอย่างไร (เช่นคืนทีเดียวงวดสุดท้าย หรือทะยอยคืนตลอดอายุของตราสาร หรืออื่นๆ)
ตราสารหนี้เป็นเอกสารอย่างหนึ่งที่คล้ายๆ กับเอกสารการกู้เงิน โดยที่ผู้กู้ (ลูกหนี้) เป็นผู้ออกตราสารชนิดนี้ให้กับผู้ให้กู้ (หรือเจ้าหนี้) เอาไว้โดยเจ้าหนี้ก็ต้องจ่ายเงินให้กับลูกหนี้เพื่อไปทำประโยชน์ก่อน ตราสารหนี้นี้เป็นเหมือนการพบกันครึ่งทางของผู้ออกและผู้ถือตราสาร แทนที่ผู้ออกตราสารหนี้จะกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ที่อัตราดอกเบี้ย 6% ก็ออกตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนผู้ถือที่ 4.5% และผู้ถือ แทนที่จะฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์แล้วรับดอกเบี้ย 2% ก็ไปซื้อ/ถือตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย (เรียกว่า Coupon Rate แทนที่จะเรียกว่า Interest) ที่มากกว่า
ตัวอย่างหนึ่งของตราสารหนี้คือจะระบุว่าลูกหนี้จะจ่ายดอกเบี้ยให้กับเจ้า หนี้ทุกๆ หนึ่งปี เป็นเวลานานกี่ปี แล้วสุดท้ายก็จะคืนเงินต้นให้กับเจ้าหนี้ ระยะเวลาที่จะคืนเงินต้นให้กับเจ้าหนี้นี้ เรียกว่า Maturity Date เป็นต้น (ดูรูปที่ 1) ดูๆ ไปแล้วก็ "คล้าย" กับการฝากเงินกับธนาคาร แต่ว่ามีระยะเวลาอันจำกัด และอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนที่ได้รับนั้นมักจะมากกว่าการฝากเงินกับธนาคาร แต่ก็มีความเสี่ยงมากกว่าด้วยเช่นกัน ทั้งนี้บางท่านอาจจะบอกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทพันธบัตรรัฐบาลนั้นไม่ มีความเสี่ยง อันนี้เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วก็มีความเสี่ยงอยู่ดังที่เราจะได้พูดถึงต่อไป


รูป ที่ 1 การตอบแทนผู้ลงทุนในตราสารหนี้ทั่วๆ ไปจะแบ่งออกเป็นสองแบบใหญ่ๆ คือ ก) แบบจ่ายคืนเงินต้นครั้งเดียว และแบบ ข) แบบทะยอยจ่ายคืนเงินต้น
การคำนวณผลตอบแทนของตราสารหนี้
การคำนวณผลตอบแทนของตราสารหนี้ก็คล้ายๆ กับการคำนวณดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารนั่นเอง (คือเงิน มีค่าตามเวลา เพราะมีดอกเบี้ย - อย่างน้อยก็ดอกเบี้ยเงินฝาก - มาเกี่ยวข้อง) โดยการแปลง (Convert) เงินตามระยะเวลาต่างๆ ไปเป็นจำนวนเงินเสมือนในปัจจุบัน หรือ ณ จุดหนึ่งในอนาคต

จาก รูปที่ 2 จะเห็นว่าหากเรานำเงิน 100 บาทไปฝากไว้ในธนาคารโดยได้รับดอกเบี้ย 5% ต่อปี จะเห็นว่าปีแรกได้ดอกเบี้ย 5 บาทรวมกับเงินต้นเดิมเป็น 105 บาท และเงินจำนวน 105 บาทนี้จะได้รับดอกเบี้ยอีก 5.25 บาทกลายเป็น 110.25 บาท และได้รับดอกเบี้ยทบต้นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็น 115.7625 บาทเมื่อสิ้นปีที่สาม เราสามารถคำนวณอัตราดอกเบี้ยทบต้นเช่นนี้ได้จาก
FV = PV x ( 1 + interest rate ) ^ Y
โดยที่
FV คือ Future Value หรือจำนวนเงินเสมือนในอนาคต
PV คือ Present Value หรือจำนวนเงินเสมือนในปัจจุบัน
Interest Rate คืออัตราดอกเบี้ยต่อปี, ถ้าอัตราดอกเบี้ยเป็น 5% ค่านี้จะเป็น 0.05
^ แทนการยกกำลัง
Y เป็นจำนวนปีที่ผ่านไป
หรือจากตัวอย่างในรูปที่ 2 เราสามารถพูดได้ว่าเงินจำนวน 100 บาทในปัจจุบัน มีค่าเสมือนกับเงินจำนวน 115.7625 บาทในอีกสามปีข้างหน้าเมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (แบบไม่มีความเสี่ยง) เป็น 5% ต่อปีหรือพูดในทางกลับกันก็คือ หากใครจะนำเงินจำนวน 115.7625 บาทมาให้เราในอีกสามปีข้างหน้า ก็จะมีค่าเท่ากับเอาเงินเพียง 100 บาทมาให้เราในวันนี้เมื่ออัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนแบบไร้ความเสี่ยงเป็น 5% ต่อปีนั่นเอง
คราวนี้สมมติว่า มีตราสารหนี้อันหนึ่ง มีราคาหน้าตั๋ว (ใช้คืนเงินต้น) จำนวน 10,000 บาท โดยจ่ายดอกเบี้ยทุกๆ ปีปีละ 500 บาท และเหลือเวลาอีก 3 ปีจนถึงเวลาไถ่ถอน แต่นักลงทุนต้องการผลตอบแทนเป็น 7% ต่อปี เราสามารถคำนวณราคาของตราสารหนี้นี้ (คือราคาที่จะยอมซื้อในปัจจุบัน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนเป็น 7% ต่อปี) ได้ดังรูปที่ 3 ข้างล่าง

นั่น คือนักลงทุนจะยอมซื้อตราสารหนี้นี้ที่ราคา 9475.135 เพื่อให้ได้ผลตอบแทนเป็น 7% ต่อปี เพราะหากยอมซื้อที่ราคา 10,000 บาทแล้ว ก็จะเปรียบเหมือนกับได้อัตราผลตอบแทนที่ 5% เท่านั้น แต่หากเราซื้อตราสารหนี้นี้ที่ราคาต่ำกว่า 9475.135 บาทแล้ว จะเสมือนกับเราได้อัตราผลตอบแทนมากกว่า 7% ต่อปี และในทางตรงกันข้าม หากเราจ่ายเงินมากกว่า 10,000 บาทเพื่อตราสารหนี้นี้ นั่นหมายถึงเราได้ผลตอบแทนต่ำกว่า 5% ต่อปี (ซึ่งก็เป็นไปได้ หากอัตราดอกเบี้ยไร้ความเสี่ยงทางการใช้หนี้คืน มีค่าต่ำลงมากๆ)
ความเสี่ยงจากตราสารหนี้
อย่างที่บอกไว้แต่ต้น ว่าตราสารหนี้ก็ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ดังนั้นแล้วก็ย่อมมีความเสี่ยงติดมาด้วย เช่นเราต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้น ก็ย่อมต้องรับความเสี่ยงมากขึ้นเป็นธรรมดา ดังความจริงที่ว่า "ของฟรีไม่มีในโลก" เราสามารถสรุปความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้ได้ดังต่อไปนี้:
1) ความเสี่ยงจากความมั่นคงของผู้ออกตราสาร
อันนี้เป็นอย่างแรกที่นักลงทุนเราต้องพิจารณาเลยเป็นอันดับแรก เปรียบเหมือนกับการที่เราให้คนอื่นกู้ยืมเงิน ก็ต้องดูก่อนว่าผู้ที่กู้เงินเราไปนั้นสามารถใช้หนี้เราได้หรือไม่ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย หากผู้ออกตราสารเอง มีฐานะทางธุรกิจและการเงินไม่ดีแล้ว อาจจะเกิดการ "ชัดดาบ" หรือประเภทที่เรียกว่า ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ก็ได้ครับ
แต่เรื่องของการชักดาบนี้ คงไม่เกิดขึ้นกับพันธบัตร เพราะรัฐบาลคงไม่ยอมเสียเครดิตเป็นแน่แท้ หากถึงคราวอับจนขึ้นมา รัฐอาจใช้สารพัดวิธีเช่น เก็บภาษีมากขึ้น หรือแม้กระทั่งออกพันธบัตรชุดใหม่เพื่อนำมาใช้หนีเดิมก่อน หรืออาจจะพูดได้ว่า ความเสี่ยงด้านความมั่นคงกับรัฐบาลคงไม่มีประเด็น
2) ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย
อันนี้พูดถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก หรือแม้กระทั่งอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้รุ่นที่ใหม่กว่า ตัวอย่างเช่นหากคุณถือตราสารหนี้ราคาหน้าตั๋ว (เรียก Face Value) 100,000 บาทที่ให้ผลตอบแทน (Coupon Rate) 4.5% ต่อปีแต่อัตราดอกเบี้ยของเงินฝากธนาคารค่อยๆ ปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ จาก 4% เป็น 4.5% แล้วเลยเถิดขึ้นไปเป็น 6% ต่อปี เมื่อเป็นดังนี้แล้ว หากคุณต้องการขายตราสารหนี้นั้นออกไปก่อนครบกำหนดไถ่ถอน ผู้ซื้อก็จำต้องกดราคาลงมาต่ำกว่า 100,000 บาทนั้น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนรวมเดียวกับอัตราดอกเบี้ย 6% (เพราะตราสารนั้น ก็ยังคงจ่ายดอกเบี้ย 4.5% เมื่อเทียบกับเงินต้น คือเป็นจำนวน 4,500 บาทต่อปีอยู่)
3) ความเสี่ยงจากสภาพคล่อง
อย่างไรเสียตราสารหนี้นั้นก็ไม่ใช่เงินสด และไม่ใช่ตราสารทุนประเภทหุ้นสามัญ ดังนั้นแล้วหากผู้ถือต้องการเปลี่ยนเป็นเงินสดโดยทันที อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ในตลาดรอง ผู้ที่ต้องการซื้อ ก็อาจจะเสนอซื้อด้วยราคาที่ต่ำมาก (เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูง) และผู้ที่ขายก็ต้องการขายด้ายราคาที่สูง (แต่คนที่ซื้อก็จะได้ผลตอบแทนที่ต่ำ) ดังนั้นการซื้อขายมักจะเป็นไปได้ยาก เพราะตกลงเรื่องของราคาไม่ได้นี้เอง
การพิจารณาซื้อตราสารหนี้
สิ่งต่อไปนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาหากเราต้องการลงทุนในตราสารหนี้:
1) ดูจากการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
ปัจจุบันในประเทศไทย มีสองสถาบันที่ได้รับการยอมรับจาก กลต. ให้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทที่ออกหุ้นกู้ (ก็ความสามารถในการใช้หนี้และเงินต้นคืนได้ครบถ้วนตามเงื่อนไขนั่นแหละ) คือ บริษัท ไทยเรทติ้ง แอนด์ อินฟอร์เมชั่น เซอร์วิส จำกัด (เรียกว่า "ทริส") และ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (เรียกว่า "ฟิทช์") ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้จะมีตัวอักษรแสดงอันดับความน่าเชื่อถือแตกต่างกันเล็ก น้อย แต่โดยทั่วไปแล้วสามารถเรียงได้จาก AAA, AA, A, BBB เป็นต้น โดยหากอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่า BBB แล้วก็ไม่น่าลงทุนนัก เพราะเริ่มมีความเสี่ยงที่สูงมากขึ้น
2) เงื่อนไขพิเศษบางประการของหุ้นกู้
ตราสารหนี้ประเภทหุ้นกู้บางตัว มีการกำหนดเงื่อนไขพิเศษเอาไว้ให้ผู้ออก (ผู้กู้) สามารถไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดได้ (เรียกว่า Callable Bond) หุ้นกู้ประเภทนี้จะมีความเสี่ยงสูงต่อนักลงทุนมากกว่า เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในตลาดสูง ผู้กู้ก็ออกหุ้นกู้ด้วยอัตราผลตอบแทน (ดอกเบี้ย - Counpon Rate) ที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อระดมทุนในการทำกิจการ ต่อมาเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำลง ผู้ออกหุ้นกู้ก็ไถ่ถอนคืนโดยอาจจะนำเงินมาจากการกู้ธนาคารพาณิชย์ที่มีดอก เบี้ยที่ต่ำลง เมื่อเป็นดังนี้แล้ว นักลงทุนจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง เพราะเมื่อผู้กู้ขอไถ่ถอนหุ้นกู้คืนแล้ว นักลงทุนก็ไม่รู้จะนำเงินต้นที่ได้ไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงได้ง่าย นัก
3) หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Bond)
หุ้นกู้ประเภทนี้จะมีการกำหนดให้สิทธิไว้ว่า ผู้ถือสามารถเลือกที่จะแปลงสภาพจากหุ้นกู้ (ผู้ออกมีสภาพเป็นลูก "หนี้") ไปเป็นหุ้นสามัญ (กลายเป็น "ทุน" ส่วนหนึ่งของบริษัท) ซึ่งมีทั้งข้อดีต่อบริษัทผู้ออกและผู้ถือหุ้นกู้นั้น แต่เป็นผลเสียต่อผู้ถือหุ้นเดิม กล่าวคือเมื่อเกิดการแปลงสภาพ ภาระหนี้สินของบริษัทหรือผู้ออกก็จะลดน้อยลง ในขณะที่ผู้ถือหุ้นกู้อาจจะสามารถขายหุ้นสามัญที่แปลงสภาพแล้วนั้นที่ราคา ตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าผลตอบแทนทางดอกเบี้ยโดยรวม (หากเลือกที่จะถือหุ้นกู้นั้นต่อไป แทนที่จะแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญแล้วขายในตลาด) แต่ผู้ถือหุ้นเดิมจะได้รับผลกระทบทางลบเนื่องจากมีปริมาณหุ้นสามัญเพิ่มขึ้น (Dilution Effect)
4) การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้
หากนักลงทุนไม่มีความชำนาญเรื่องของการติดตามสภาวะเศรษฐกิจต่างๆ รวมทั้งอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้แต่ละตัวแล้ว ก็สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมที่เน้นในการลงทุนกับตราสารหนี้ก็ได้ ซึ่งจะได้ผลตอบแทนที่ดีในระดับหนึ่ง


------- 2. ตราสารทุน -------

พวกนี้เราคุ้นเคยกันดี ก็คือบรรดาหุ้นสามัญ (Common Stocks) ทั้งหลายนั่นเอง ตราสารแบบนี้ก็อย่างที่ชื่อของมันบอก คือเป็นเรื่องของทุน เป็นการแสดงว่าเรามีทุนหรือมีส่วนอยู่ในกิจการเท่าไรนั่นเอง ถ้ามีหุ้นอยู่มาก ก็เหมือนกับเรามีส่วนอยู่มาก ก็จะมีอำนาจในการออกเสียงเพื่อการบริหารมากขึ้น หากเมื่อกิจการทำกำไร และมีเงินเหลือจากการขยายกิจการเพื่อความสามารถในการแข่งขันในอนาคตแล้ว ผู้ที่มีส่วนเป็นเจ้าของมากกว่า ก็จะได้รับปันผลเงิน (หรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ) มากกว่า แต่หากปีใด หรือช่วงเวลาใด ที่กิจการไม่สามารถทำกำไรได้ หรือไม่มีเงินเหลือมาจ่ายปันผลได้ (แล้วแต่นโยบายการจ่ายปันผลของแต่ละบริษัท) ผู้ถือตราสารทุนก็มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับปันผลนั้นเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม หากบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรได้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ สามารถสะสมเงินทุนไปลงทุนเพิ่มเติมได้เรื่อยๆ ขยายตลาดและเพิ่มยอดขายได้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้ผลตอบแทนของผู้ถือตราสารทุนเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นไปได้เรื่อยๆ


------- 3. ตราสารอนุพันธ์ -------

ตราสารประเภทนี้เป็นเสมือนสัญญาแสดงสิทธิต่อกัน ที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนมือกันได้ ด้วยตัวของมันเองแล้วไม่ได้มีราคาอะไร เพียงแต่จะมีมูลค่าเกี่ยวพันอยู่กับสินทรัพย์หรือตัวแปรที่มันอ้างถึง (ผูกพันกันอยู่) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเราสามารถแบ่งตราสารประเภทนี้ออกได้เป็นอีกสามประเภทย่อยๆ คือ
3.1) ตราสารสิทธิ (Options - put/pull options)
3.2) สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward/Futures)
3.3) สัญญาแลกเปลี่ยน (Swap)
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากจะเน้นก็คือ ทั้งตราสารทุน, ตราสารหนี้, และตราสารอนุพันธ์ ได้ชื่อว่าเป็นตราสาร "เพื่อการลงทุน" ดังนั้นแล้วตราสารทั้งสามอย่างนี้จะมีความเสี่ยงผูกติดมาด้วยเสมอ เดี๋ยวช่วงมีเวลา ผมจะเขียนถึงรายละเอียดของแต่ละอันกันในภายหลังนะครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันอาทิตย์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕