ตอนที่ 640. สองเสือในถ้ำเดียวกัน
เกียงอุยทราบข่าวว่าเมืองฮันต๋ง เมืองก๊กเสีย และเมืองฮันเสีย เสียแก่จงโฮยแล้ว จึงเลิกทัพจากเมืองหลงเสจะกลับไปชิงเอาเมืองฮันต๋ง แต่ถูกทหารวุยก๊กจากเมืองหยงจิ๋วสกัดทางไว้ที่สะพานปลายช่องแคบอิมเป๋ง เกียงอุยจึงทำกลอุบายจะยกกองทัพไปตีเมืองหยงจิ๋ว เพื่อลวงให้ทหารวุยก๊กถอนกำลังจากเชิงสะพานอิมเป๋ง
เกียงอุยประมาณการเวลาว่าทหารเมืองหยงจิ๋วที่เฝ้าเชิงสะพานปลายช่องแคบอิมเป๋งจะยกไปช่วยป้องกันรักษาเมืองหยงจิ๋วแล้ว จึงรีบพาทหารวกอ้อมกลับไปที่สะพานข้ามหุบเหวปลายช่องแคบอิมเป๋ง
หน่วยสอดแนมของเกียงอุยได้นำความมารายงานว่า ทหารวุยก๊กซึ่งรักษาค่ายเชิงสะพานนั้นเหลืออยู่ประมาณสองร้อยคน กองทัพส่วนใหญ่ได้ยกกลับไปป้องกันเมืองหยงจิ๋วแล้ว เกียงอุยได้ทราบรายงานก็มีความยินดี สั่งทหารให้บุกเข้าตีเอาค่ายของจูกัดสู ทหารในค่ายถูกโจมตีโดยไม่ทันรู้ตัวก็พากันแตกหนีเอาตัวรอด
เกียงอุยจึงให้ทหารจุดไฟเผาค่ายจูกัดสู แล้วรีบยกทหารข้ามสะพานตรงไปที่ด่านเกียมโก๊ะ
ฝ่ายจูกัดสูพาทหารออกจากค่ายเชิงสะพานอิมเป๋งจะไปช่วยรักษาเมืองหยงจิ๋ว ครั้นไปถึงกลางทางเหลียวหลังกลับมาดูเห็นควันไฟไหม้ขึ้นที่ค่ายเชิงสะพานก็ตกใจ รู้ว่าหลงกลเกียงอุยแล้วจึงรีบยกทหารกลับไปที่เชิงสะพาน ครั้นไปถึงเห็นค่ายถูกไฟไหม้หมดแล้ว กองทัพของเกียงอุยก็ยกข้ามสะพานไปทางด่านเกียมโก๊ะ ถึงจะติดตามไปก็ไม่ทัน จึงให้ทหารตั้งค่ายใหม่ขึ้นในที่ตั้งเดิม
ฝ่ายเกียงอุยครั้นพาทหารข้ามสะพานอิมเป๋งแล้ว พอไปถึงกลางทางพบกับกองทัพของเตียวเอ๊กและเลียวฮัว ต่างคนต่างคำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว เกียงอุยจึงแจ้งแก่เตียวเอ๊กและเลียวฮัวว่า “บัดนี้ข้าศึกเมืองวุยก๊กมาเป็นหลายทาง ตีหัวเมืองเราได้เป็นหลายหัวเมืองแล้ว แต่เราบอกหนังสือไปถึงพระเจ้าเล่าเสี้ยนให้ท่านเร่งมาช่วย เหตุใดจึงไม่เห็นท่านยกมา”
เตียวเอ๊กและเลียวฮัวได้ยินดังนั้นก็พากันส่ายศีรษะถอดถอนใจใหญ่แล้วกล่าวว่า เมืองเสฉวนวิปริตผันแปรใกล้จะดับสูญแล้ว ทุกวันนี้พระเจ้าเล่าเสี้ยนมิได้มีพระทัยใส่ในราชกิจ มัวเมาลุ่มหลงเชื่อฟังแต่คำฮุยโฮขันทีผู้เดียว ทุกวันชวนกันเสพสุราเคล้านารีคลุกขันทีตั้งแต่บ่ายจรดรุ่ง ราชการแผ่นดินทุกประการสุดแท้แต่ฮุยโฮขันทีจะจัดแจงว่ากล่าวทั้งสิ้น ขุนนางผู้ภักดีมีปัญญาต่างพากันลาออกจากราชการ ไม่ก็ถูกปลดถูกถอดกลับไปทำไร่ไถนา เหลือแต่คนชั่วช้าถ่อยสถุลเข้ามาครองตำแหน่งแทน รีดนาทาเร้น ข่มเหงยำเยงราษฎร ซึ่งหวังพึ่งพาเมืองเสฉวนให้ยกมาช่วยนั้นเห็นจะไม่ได้การ แม้เมืองเสฉวนเองก็เห็นว่าจะเสียแก่ข้าศึกในไม่ช้า ข้าพเจ้าทั้งสองคนได้รายงานความศึกเป็นหลายครั้ง ขอรับพระบรมราชานุญาตยกกองทัพมาช่วยท่าน ก็มิได้เอาพระทัยใส่รับสั่งประการใด หากจะเนิ่นช้าสืบไปเกรงว่าท่านจะเสียที จึงรีบยกกองทัพมา
เกียงอุยได้ทราบความนัยดังนั้นจึงคำนับขอบใจเตียวเอ๊กและเลียวฮัว แล้วกล่าวว่าเมื่อหัวเมืองจำนวนมากเสียแก่ข้าศึกฉะนี้แล้ว จะคิดอ่านประการใด
เตียวเอ๊กและเลียวฮัวจึงว่า ที่ด่านเกียมโก๊ะเป็นชัยภูมิแข็งแรงมั่นคง เสบียงอาหารก็บริบูรณ์ ขอให้ท่านยกไปตั้งอยู่ที่ด่านเกียมโก๊ะเถิด ซ่องสุมผู้คนและเสบียงพร้อมแล้วเห็นเป็นทีเมื่อใดจะได้คิดอ่านชิงเอาเมืองฮันต๋งกลับคืน
เกียงอุยได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย ดังนั้นจึงสั่งให้เตียวเอ๊กและเลียวฮัวบรรจบกองทัพเข้าด้วยกันแล้วยกไปที่ด่านเกียมโก๊ะ
ฝ่ายตังขวดซึ่งเป็นผู้รักษาด่านเกียมโก๊ะ ได้ทราบความจากหน่วยลาดตระเวนว่ามีกองทัพกำลังยกมาที่ด่านก็ตกใจ สำคัญว่าเป็นกองทัพวุยก๊ก จึงสั่งเกณฑ์ทหารขึ้นรักษาด่านมิได้ประมาท ครั้นกองทัพนั้นยกมาใกล้เห็นธงประจำตัวนายทัพชื่อเกียงอุยก็มีความยินดี จึงพาทหารออกไปต้อนรับที่หน้าประตูด่าน
ตังขวดได้คำนับเกียงอุยตามธรรมเนียมแล้วจึงรายงานสถานการณ์ภายในด่านให้เกียงอุยทราบ แล้วเชิญเกียงอุยยกทหารเข้าไปข้างในด่าน แล้วพากันขึ้นไปบนหอรบ
พอเกียงอุยนั่งลงแล้ว ตังขวดได้เข้าไปคุกเข่าแล้วร้องไห้กล่าวว่า “บัดนี้พระเจ้าเล่าเสี้ยนนายเราเชื่อถือถ้อยคำฮุยโฮ สาละวนเสพสุรามิได้ออกว่าราชการบ้านเมืองเลยจนเป็นอันตรายถึงเพียงนี้แล้วจะคิดประการใด”
เกียงอุยเห็นดังนั้นจึงประคองให้ตังขวดลุกขึ้น แล้วกล่าวว่าความเป็นไปในบ้านเมืองเราประการใดนั้นแจ้งอยู่แก่ใจทุกตัวคนแล้ว เป็นหน้าที่ของขุนนางผู้จงรักภักดีต่อราชวงศ์ฮั่นจะต้องช่วยกันคิดอ่านกอบกู้สถานการณ์ ตัวข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ตราบใดท่านอย่าเพิ่งวิตกไปเลย จะคิดอ่านชิงเอาเมืองฮันต๋งให้ได้ก่อน แล้วยกไปรบพุ่งป้องกันรักษาเมืองเสฉวนไว้มิให้เป็นอันตราย
ตังขวดจึงว่า ท่านว่าดังนี้ชอบใจนัก แต่ข้าพเจ้าวิตกด้วยเมืองเสฉวน เพราะข้าศึกยกมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก แล้วยกมาเป็นหลายทาง กริ่งว่าข้าศึกจะยกไปยึดเอาเมืองเสฉวน แลเมืองเสฉวนนั้นพระเจ้าเล่าเสี้ยนไม่ใส่พระทัยในการป้องกันรักษาเมือง ตั้งอยู่ในความประมาท จึงเกรงว่าเมืองเสฉวนจะเสียแก่ข้าศึก
เกียงอุยจึงว่า ท่านอย่าวิตกกังวลด้วยเมืองเสฉวนเลย เห็นจะไม่เป็นอันตรายตามความคิดท่าน ด้วยเมืองเสฉวนมีขุนเขาเป็นเทือกยาวขวางกั้นเหมือนปราการเหล็กกล้า ข้าศึกไม่อาจยกกองทัพใหญ่เข้าไปถึงเมืองเสฉวนได้ เส้นทางที่จะเข้าไปเมืองเสฉวนทุรกันดาร มีห้วยธารซอกเขาและผาชัน ถึงจะพาทหารฝ่าความทุรกันดารเข้าไปได้ก็จะมีทหารเพียงจำนวนน้อยนิด พอที่เมืองเสฉวนจะรับมือได้
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุความซึ่งเกียงอุยกล่าวกับตังขวดว่า “ท่านปรารมภ์นี้ก็ชอบ แต่ว่าเมืองเสฉวนเป็นทางกันดาร มีซอกห้วยเขามาก ซึ่งข้าศึกจะล่วงไปทำอันตรายเห็นขัดสนอยู่ ถึงมาตรว่าจะตีเมืองเสฉวนได้เราก็คิดไปตีคืนเอา สู้ตายมิให้น้อยหน้าแก่ทหารเมืองวุยก๊กเลย”
เกียงอุยกล่าวสิ้นคำลง ทหารรักษาการณ์ได้วิ่งขึ้นมาบนหอรบแล้วรายงานว่า จูกัดสูนายทหารวุยก๊กกำลังยกทหารบุกมาที่ด่าน ขณะนี้อยู่ห่างจากด่านประมาณสองร้อยเส้น
เกียงอุยได้ยินดังนั้นก็โกรธ สั่งให้จัดทหารห้าพันแล้วยกออกจากด่าน พอดีจูกัดสูยกทหารมาถึง ทหารทั้งสองฝ่ายได้ตั้งขบวนเผชิญหน้ากันที่หน้าด่าน จูกัดสูและเกียงอุยต่างขี่ม้าเข้าต่อสู้กัน เกียงอุยได้รุกไล่จูกัดสูจนถอยร่น ครั้นเห็นเป็นทีแล้วจึงร้องสั่งทหารให้โจมตีทหารของจูกัดสู
ทหารของเกียงอุยรุกเข้าโจมตีทหารของจูกัดสูอย่างดุเดือด ทหารของจูกัดสูเพิ่งยกมาจากทางไกลกำลังเหนื่อยหอบ ครั้นถูกโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวจึงพากันแตกตื่น ถูกทหารของเกียงอุยฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก
จูกัดสูเห็นทหารแตกหนีไม่เป็นอันสู้รบ เกรงว่าจะตกอยู่ในท่ามกลางวงล้อมของทหารจ๊กก๊กจึงขี่ม้าหนี เกียงอุยเห็นจูกัดสูขี่ม้าพาทหารหนีไปทั้ง ๆ ที่เพิ่งสู้รบกันไม่ทันนาน ก็เกรงว่าจะเป็นกลอุบาย จึงให้ทหารจับเอาม้าและเก็บศาสตราวุธของทหารวุยก๊กที่ตกหล่นในสมรภูมิ แล้วพาทหารกลับเข้าด่าน
จูกัดสูพ่ายแพ้แก่เกียงอุยแล้วจึงพาทหารหนีไปตั้งค่ายห่างจากด่านเกียมโก๊ะสองร้อยเส้น
ฝ่ายจงโฮยครั้นได้เมืองฮันต๋งและจัดแจงบ้านเมืองเป็นปกติแล้ว ทราบข่าวว่าเกียงอุยพาทหารไปตั้งหลักอยู่ที่ด่านเกียมโก๊ะจึงยกกองทัพจากเมืองฮันต๋งตรงไปที่ด่าน
จูกัดสูทราบความว่าจงโฮยยกองทัพหนุนมา จึงพาทหารไปต้อนรับจงโฮย แล้วรายงานความให้จงโฮยทราบทุกประการ
พอจงโฮยทราบว่าจูกัดสูพ่ายแพ้แก่เกียงอุยก็โกรธ กล่าวว่าตัวเราสั่งการมอบหมายหน้าที่ให้ท่านคุมทหารสกัดเกียงอุยไว้ที่เชิงสะพานปลายช่องแคบอิมเป๋ง แต่ไฉนจึงไม่รักษาหน้าที่ตามคำสั่งแล้วหลงกลข้าศึก ทำให้เกียงอุยยกทหารถอยกลับมาด่านเกียมโก๊ะได้ มิหนำซ้ำยังยกตามมาตีด่านจนพ่ายแพ้เสียทีอีก ตัวเป็นทหารไม่รักษาระเบียบวินัย ไม่ฟังคำสั่งรักษาหน้าที่อย่างเคร่งครัด คิดอ่านทำการตามอำเภอน้ำใจ จนกองทัพได้รับความเสียหาย มีความผิดตามกฎพระอัยการศึกอย่างร้ายแรง
กล่าวแล้วจงโฮยจึงสั่งทหารให้คุมตัวจูกัดสูเอาไปตัดศีรษะ อุยก๋วนซึ่งเป็นนายทหารผู้ใหญ่เห็นดังนั้นจึงยกมือขึ้นปรามทหารซึ่งคุมตัวจูกัดสูว่าอย่าเพิ่งเอาตัวออกไป แล้วเข้าไปคุกเข่าเบื้องหน้าจงโฮยและกล่าวว่า ซึ่งท่านจะลงโทษประหารจูกัดสูเสียดังนี้ยังไม่ควร เพราะจูกัดสูผู้นี้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิทของเตงงาย เตงงายรักใคร่ไว้วางใจเป็นอันมากจึงใช้ให้มาเป็นกองทัพหน้า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเตงงายก็เมตตาจูกัดสู กราบบังคมทูลฮ่องเต้ให้โปรดเกล้าเลื่อนตำแหน่งจูกัดสูจนได้เป็นที่ขุนนางผู้ใหญ่ ดังนั้นมาตรแม้นจูกัดสูจะทำความผิดประการใด ควรที่จะส่งตัวไปให้สุมาเจียวพิจารณาพิพากษาโทษตามควรแก่ความผิด หากท่านประหารชีวิตจูกัดสูโดยที่ไม่ปรึกษาเตงงายก่อน ความทราบถึงเตงงายแล้วก็จะโกรธพยาบาทท่าน ราชการกองทัพก็จะขัดสน ท่านจงพิเคราะห์ดูจงควรเถิด
จงโฮยได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่าตัวเราเป็นแม่ทัพใหญ่ ได้รับอาญาสิทธิ์จากฮ่องเต้ให้บังคับบัญชาทหารทั้งปวง แลสุมาเจียวมหาอุปราชก็ไว้วางใจเรา กำชับให้บังคับบัญชาทหารตามพระอัยการศึกโดยเคร่งครัด เมื่อผู้ใดกระทำความผิดก็จำต้องลงโทษ ผู้ใดทำความชอบแม้ไม่พอใจก็ยังต้องปูนบำเหน็จ ความผิดของจูกัดสูฉะนี้อย่าว่าแต่เป็นจูกัดสูกระทำความผิดเลย ต่อให้เป็นตัวเตงงายเอง เราก็จำต้องลงโทษประหารชีวิตเสีย
แม่ทัพนายกองเห็นดังนั้นจึงพากันตกตะลึง พอได้สติจึงพากันคุกเข่าคำนับร้องขอให้จงโฮยไว้ชีวิตจูกัดสู เพื่อความสามัคคีและเอกภาพของกองทัพ
จงโฮยเห็นขุนนางทั้งปวงอ้อนวอนขอให้งดโทษจูกัดสูไม่อาจขัดใจได้จึงกล่าวกับจูกัดสูว่าเราเห็นแก่หน้าแม่ทัพนายกองทั้งปวงจึงยังไม่ลงโทษประหารชีวิตท่าน แต่ความผิดท่านครั้งนี้ใหญ่หลวงนักจะละเลยเสียนั้นมิได้
กล่าวแล้วจงโฮยจึงสั่งทหารให้คุมตัวจูกัดสูส่งเข้าไปเมืองลกเอี๋ยง และทำใบบอกรายงานความผิดของจูกัดสูให้สุมาเจียวทราบทุกประการ
ฝ่ายเตงงายครั้นได้ทราบข่าวว่าจูกัดสูเสียทีแก่เกียงอุย ถูกจงโฮยจำขังและส่งตัวเข้าไปให้มหาอุปราชสุมาเจียวพิจารณาโทษ และจงโฮยยังพูดจาว่ากล่าวพาดพิงมาถึงตัวว่าแม้นกระทำความผิดก็ต้องลงโทษเหมือนกันก็โกรธ กล่าวกับแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่า จงโฮยคนนี้น้ำใจกำเริบนัก รู้ทั้งรู้อยู่ว่าจูกัดสูขึ้นต่อการบังคับบัญชาของเรา แม้ทำผิดพลาดประการใดชอบที่จะต้องส่งตัวมาให้เราพิจารณาโทษตามพระอัยการศึก ซึ่งจงโฮยรายงานความให้มหาอุปราชทราบนั้นเพราะต้องการให้มหาอุปราชตำหนิเราให้ได้อาย เป็นการหยามน้ำใจเรานัก
เตงงายกล่าวสืบไปว่า จงโฮยเป็นขุนนางฝ่ายทหารชั้นผู้ใหญ่เท่ากับเรา แต่หามีความชอบในราชการเสมอด้วยเราไม่ อาศัยที่มีความใกล้ชิดกับมหาอุปราชจึงได้เลื่อนขั้นตำแหน่งถึงเพียงนี้ ตัวเราสู้ยากลำบากออกมาตรากตรำทำศึกอยู่ตามด่านชายแดนเป็นเวลาหลายปี ตีโต้ข้าศึกจนต้องล่าถอยไปเป็นหลายครั้ง มีความชอบกว่าจงโฮยมากมายนัก
เตงต๋งบุตรเตงงายเห็นผู้เป็นบิดาโกรธแค้นขุ่นเคืองอย่างรุนแรงดังนั้นก็เกรงว่าความจะทราบไปถึงจงโฮย จึงเข้าไปเตือนสติเตงงายว่า “การผิดพลั้งแต่เพียงนี้ควรจะอดเสียเอาราชการก่อน แม้บิดามิดับความโกรธพยาบาทในท่ามกลางสงครามนี้ก็จะเสียราชการไป ถ้าสำเร็จราชการศึกแล้วจึงค่อยว่ากล่าวกันตามประเพณีเถิด”
เตงงายได้ฟังคำของผู้บุตรก็ค่อยได้สติ คลายโกรธลง แต่ยังขุ่นมัวอยู่ในใจเป็นอันมาก จึงกล่าวว่าจงโฮยทำการครั้งนี้หมิ่นน้ำใจเรานัก แต่เพื่อเห็นแก่ราชการของฮ่องเต้จำเราจะไปพบจงโฮยดูท่วงท่าอัชฌาสัยสักครั้งหนึ่งแล้วค่อยคิดอ่านสืบไป
ว่าแล้วเตงงายจึงสั่งให้พักทหารอยู่ในที่ตั้ง แล้วพาทหารองครักษ์สิบสี่สิบห้าคนขึ้นม้าขี่ไปหาจงโฮยที่ค่ายนอกด่านเกียมโก๊ะ
จงโฮยได้ทราบรายงานจากทหารรักษาการณ์ว่าเตงงายพาทหารองครักษ์สิบสี่สิบห้าคนมาหา ก็คิดว่าเตงงายเดินทางมาครั้งนี้เพื่อต่อว่าเกี่ยวกับเรื่องจูกัดสู จึงถามทหารคนสนิทว่าซึ่งเราสั่งให้คุมตัวจูกัดสูไปเมืองลกเอี๋ยงนั้น ได้ดำเนินการแล้วหรือหาไม่
อา! สองเสือในถ้ำเดียวกันกำลังก่อปมเงื่อนความขัดแย้งขึ้นในใจของแต่ละตัวอย่างลึกล้ำแล้ว.
เกียงอุยประมาณการเวลาว่าทหารเมืองหยงจิ๋วที่เฝ้าเชิงสะพานปลายช่องแคบอิมเป๋งจะยกไปช่วยป้องกันรักษาเมืองหยงจิ๋วแล้ว จึงรีบพาทหารวกอ้อมกลับไปที่สะพานข้ามหุบเหวปลายช่องแคบอิมเป๋ง
หน่วยสอดแนมของเกียงอุยได้นำความมารายงานว่า ทหารวุยก๊กซึ่งรักษาค่ายเชิงสะพานนั้นเหลืออยู่ประมาณสองร้อยคน กองทัพส่วนใหญ่ได้ยกกลับไปป้องกันเมืองหยงจิ๋วแล้ว เกียงอุยได้ทราบรายงานก็มีความยินดี สั่งทหารให้บุกเข้าตีเอาค่ายของจูกัดสู ทหารในค่ายถูกโจมตีโดยไม่ทันรู้ตัวก็พากันแตกหนีเอาตัวรอด
เกียงอุยจึงให้ทหารจุดไฟเผาค่ายจูกัดสู แล้วรีบยกทหารข้ามสะพานตรงไปที่ด่านเกียมโก๊ะ
ฝ่ายจูกัดสูพาทหารออกจากค่ายเชิงสะพานอิมเป๋งจะไปช่วยรักษาเมืองหยงจิ๋ว ครั้นไปถึงกลางทางเหลียวหลังกลับมาดูเห็นควันไฟไหม้ขึ้นที่ค่ายเชิงสะพานก็ตกใจ รู้ว่าหลงกลเกียงอุยแล้วจึงรีบยกทหารกลับไปที่เชิงสะพาน ครั้นไปถึงเห็นค่ายถูกไฟไหม้หมดแล้ว กองทัพของเกียงอุยก็ยกข้ามสะพานไปทางด่านเกียมโก๊ะ ถึงจะติดตามไปก็ไม่ทัน จึงให้ทหารตั้งค่ายใหม่ขึ้นในที่ตั้งเดิม
ฝ่ายเกียงอุยครั้นพาทหารข้ามสะพานอิมเป๋งแล้ว พอไปถึงกลางทางพบกับกองทัพของเตียวเอ๊กและเลียวฮัว ต่างคนต่างคำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว เกียงอุยจึงแจ้งแก่เตียวเอ๊กและเลียวฮัวว่า “บัดนี้ข้าศึกเมืองวุยก๊กมาเป็นหลายทาง ตีหัวเมืองเราได้เป็นหลายหัวเมืองแล้ว แต่เราบอกหนังสือไปถึงพระเจ้าเล่าเสี้ยนให้ท่านเร่งมาช่วย เหตุใดจึงไม่เห็นท่านยกมา”
เตียวเอ๊กและเลียวฮัวได้ยินดังนั้นก็พากันส่ายศีรษะถอดถอนใจใหญ่แล้วกล่าวว่า เมืองเสฉวนวิปริตผันแปรใกล้จะดับสูญแล้ว ทุกวันนี้พระเจ้าเล่าเสี้ยนมิได้มีพระทัยใส่ในราชกิจ มัวเมาลุ่มหลงเชื่อฟังแต่คำฮุยโฮขันทีผู้เดียว ทุกวันชวนกันเสพสุราเคล้านารีคลุกขันทีตั้งแต่บ่ายจรดรุ่ง ราชการแผ่นดินทุกประการสุดแท้แต่ฮุยโฮขันทีจะจัดแจงว่ากล่าวทั้งสิ้น ขุนนางผู้ภักดีมีปัญญาต่างพากันลาออกจากราชการ ไม่ก็ถูกปลดถูกถอดกลับไปทำไร่ไถนา เหลือแต่คนชั่วช้าถ่อยสถุลเข้ามาครองตำแหน่งแทน รีดนาทาเร้น ข่มเหงยำเยงราษฎร ซึ่งหวังพึ่งพาเมืองเสฉวนให้ยกมาช่วยนั้นเห็นจะไม่ได้การ แม้เมืองเสฉวนเองก็เห็นว่าจะเสียแก่ข้าศึกในไม่ช้า ข้าพเจ้าทั้งสองคนได้รายงานความศึกเป็นหลายครั้ง ขอรับพระบรมราชานุญาตยกกองทัพมาช่วยท่าน ก็มิได้เอาพระทัยใส่รับสั่งประการใด หากจะเนิ่นช้าสืบไปเกรงว่าท่านจะเสียที จึงรีบยกกองทัพมา
เกียงอุยได้ทราบความนัยดังนั้นจึงคำนับขอบใจเตียวเอ๊กและเลียวฮัว แล้วกล่าวว่าเมื่อหัวเมืองจำนวนมากเสียแก่ข้าศึกฉะนี้แล้ว จะคิดอ่านประการใด
เตียวเอ๊กและเลียวฮัวจึงว่า ที่ด่านเกียมโก๊ะเป็นชัยภูมิแข็งแรงมั่นคง เสบียงอาหารก็บริบูรณ์ ขอให้ท่านยกไปตั้งอยู่ที่ด่านเกียมโก๊ะเถิด ซ่องสุมผู้คนและเสบียงพร้อมแล้วเห็นเป็นทีเมื่อใดจะได้คิดอ่านชิงเอาเมืองฮันต๋งกลับคืน
เกียงอุยได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย ดังนั้นจึงสั่งให้เตียวเอ๊กและเลียวฮัวบรรจบกองทัพเข้าด้วยกันแล้วยกไปที่ด่านเกียมโก๊ะ
ฝ่ายตังขวดซึ่งเป็นผู้รักษาด่านเกียมโก๊ะ ได้ทราบความจากหน่วยลาดตระเวนว่ามีกองทัพกำลังยกมาที่ด่านก็ตกใจ สำคัญว่าเป็นกองทัพวุยก๊ก จึงสั่งเกณฑ์ทหารขึ้นรักษาด่านมิได้ประมาท ครั้นกองทัพนั้นยกมาใกล้เห็นธงประจำตัวนายทัพชื่อเกียงอุยก็มีความยินดี จึงพาทหารออกไปต้อนรับที่หน้าประตูด่าน
ตังขวดได้คำนับเกียงอุยตามธรรมเนียมแล้วจึงรายงานสถานการณ์ภายในด่านให้เกียงอุยทราบ แล้วเชิญเกียงอุยยกทหารเข้าไปข้างในด่าน แล้วพากันขึ้นไปบนหอรบ
พอเกียงอุยนั่งลงแล้ว ตังขวดได้เข้าไปคุกเข่าแล้วร้องไห้กล่าวว่า “บัดนี้พระเจ้าเล่าเสี้ยนนายเราเชื่อถือถ้อยคำฮุยโฮ สาละวนเสพสุรามิได้ออกว่าราชการบ้านเมืองเลยจนเป็นอันตรายถึงเพียงนี้แล้วจะคิดประการใด”
เกียงอุยเห็นดังนั้นจึงประคองให้ตังขวดลุกขึ้น แล้วกล่าวว่าความเป็นไปในบ้านเมืองเราประการใดนั้นแจ้งอยู่แก่ใจทุกตัวคนแล้ว เป็นหน้าที่ของขุนนางผู้จงรักภักดีต่อราชวงศ์ฮั่นจะต้องช่วยกันคิดอ่านกอบกู้สถานการณ์ ตัวข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ตราบใดท่านอย่าเพิ่งวิตกไปเลย จะคิดอ่านชิงเอาเมืองฮันต๋งให้ได้ก่อน แล้วยกไปรบพุ่งป้องกันรักษาเมืองเสฉวนไว้มิให้เป็นอันตราย
ตังขวดจึงว่า ท่านว่าดังนี้ชอบใจนัก แต่ข้าพเจ้าวิตกด้วยเมืองเสฉวน เพราะข้าศึกยกมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก แล้วยกมาเป็นหลายทาง กริ่งว่าข้าศึกจะยกไปยึดเอาเมืองเสฉวน แลเมืองเสฉวนนั้นพระเจ้าเล่าเสี้ยนไม่ใส่พระทัยในการป้องกันรักษาเมือง ตั้งอยู่ในความประมาท จึงเกรงว่าเมืองเสฉวนจะเสียแก่ข้าศึก
เกียงอุยจึงว่า ท่านอย่าวิตกกังวลด้วยเมืองเสฉวนเลย เห็นจะไม่เป็นอันตรายตามความคิดท่าน ด้วยเมืองเสฉวนมีขุนเขาเป็นเทือกยาวขวางกั้นเหมือนปราการเหล็กกล้า ข้าศึกไม่อาจยกกองทัพใหญ่เข้าไปถึงเมืองเสฉวนได้ เส้นทางที่จะเข้าไปเมืองเสฉวนทุรกันดาร มีห้วยธารซอกเขาและผาชัน ถึงจะพาทหารฝ่าความทุรกันดารเข้าไปได้ก็จะมีทหารเพียงจำนวนน้อยนิด พอที่เมืองเสฉวนจะรับมือได้
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุความซึ่งเกียงอุยกล่าวกับตังขวดว่า “ท่านปรารมภ์นี้ก็ชอบ แต่ว่าเมืองเสฉวนเป็นทางกันดาร มีซอกห้วยเขามาก ซึ่งข้าศึกจะล่วงไปทำอันตรายเห็นขัดสนอยู่ ถึงมาตรว่าจะตีเมืองเสฉวนได้เราก็คิดไปตีคืนเอา สู้ตายมิให้น้อยหน้าแก่ทหารเมืองวุยก๊กเลย”
เกียงอุยกล่าวสิ้นคำลง ทหารรักษาการณ์ได้วิ่งขึ้นมาบนหอรบแล้วรายงานว่า จูกัดสูนายทหารวุยก๊กกำลังยกทหารบุกมาที่ด่าน ขณะนี้อยู่ห่างจากด่านประมาณสองร้อยเส้น
เกียงอุยได้ยินดังนั้นก็โกรธ สั่งให้จัดทหารห้าพันแล้วยกออกจากด่าน พอดีจูกัดสูยกทหารมาถึง ทหารทั้งสองฝ่ายได้ตั้งขบวนเผชิญหน้ากันที่หน้าด่าน จูกัดสูและเกียงอุยต่างขี่ม้าเข้าต่อสู้กัน เกียงอุยได้รุกไล่จูกัดสูจนถอยร่น ครั้นเห็นเป็นทีแล้วจึงร้องสั่งทหารให้โจมตีทหารของจูกัดสู
ทหารของเกียงอุยรุกเข้าโจมตีทหารของจูกัดสูอย่างดุเดือด ทหารของจูกัดสูเพิ่งยกมาจากทางไกลกำลังเหนื่อยหอบ ครั้นถูกโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวจึงพากันแตกตื่น ถูกทหารของเกียงอุยฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก
จูกัดสูเห็นทหารแตกหนีไม่เป็นอันสู้รบ เกรงว่าจะตกอยู่ในท่ามกลางวงล้อมของทหารจ๊กก๊กจึงขี่ม้าหนี เกียงอุยเห็นจูกัดสูขี่ม้าพาทหารหนีไปทั้ง ๆ ที่เพิ่งสู้รบกันไม่ทันนาน ก็เกรงว่าจะเป็นกลอุบาย จึงให้ทหารจับเอาม้าและเก็บศาสตราวุธของทหารวุยก๊กที่ตกหล่นในสมรภูมิ แล้วพาทหารกลับเข้าด่าน
จูกัดสูพ่ายแพ้แก่เกียงอุยแล้วจึงพาทหารหนีไปตั้งค่ายห่างจากด่านเกียมโก๊ะสองร้อยเส้น
ฝ่ายจงโฮยครั้นได้เมืองฮันต๋งและจัดแจงบ้านเมืองเป็นปกติแล้ว ทราบข่าวว่าเกียงอุยพาทหารไปตั้งหลักอยู่ที่ด่านเกียมโก๊ะจึงยกกองทัพจากเมืองฮันต๋งตรงไปที่ด่าน
จูกัดสูทราบความว่าจงโฮยยกองทัพหนุนมา จึงพาทหารไปต้อนรับจงโฮย แล้วรายงานความให้จงโฮยทราบทุกประการ
พอจงโฮยทราบว่าจูกัดสูพ่ายแพ้แก่เกียงอุยก็โกรธ กล่าวว่าตัวเราสั่งการมอบหมายหน้าที่ให้ท่านคุมทหารสกัดเกียงอุยไว้ที่เชิงสะพานปลายช่องแคบอิมเป๋ง แต่ไฉนจึงไม่รักษาหน้าที่ตามคำสั่งแล้วหลงกลข้าศึก ทำให้เกียงอุยยกทหารถอยกลับมาด่านเกียมโก๊ะได้ มิหนำซ้ำยังยกตามมาตีด่านจนพ่ายแพ้เสียทีอีก ตัวเป็นทหารไม่รักษาระเบียบวินัย ไม่ฟังคำสั่งรักษาหน้าที่อย่างเคร่งครัด คิดอ่านทำการตามอำเภอน้ำใจ จนกองทัพได้รับความเสียหาย มีความผิดตามกฎพระอัยการศึกอย่างร้ายแรง
กล่าวแล้วจงโฮยจึงสั่งทหารให้คุมตัวจูกัดสูเอาไปตัดศีรษะ อุยก๋วนซึ่งเป็นนายทหารผู้ใหญ่เห็นดังนั้นจึงยกมือขึ้นปรามทหารซึ่งคุมตัวจูกัดสูว่าอย่าเพิ่งเอาตัวออกไป แล้วเข้าไปคุกเข่าเบื้องหน้าจงโฮยและกล่าวว่า ซึ่งท่านจะลงโทษประหารจูกัดสูเสียดังนี้ยังไม่ควร เพราะจูกัดสูผู้นี้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิทของเตงงาย เตงงายรักใคร่ไว้วางใจเป็นอันมากจึงใช้ให้มาเป็นกองทัพหน้า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเตงงายก็เมตตาจูกัดสู กราบบังคมทูลฮ่องเต้ให้โปรดเกล้าเลื่อนตำแหน่งจูกัดสูจนได้เป็นที่ขุนนางผู้ใหญ่ ดังนั้นมาตรแม้นจูกัดสูจะทำความผิดประการใด ควรที่จะส่งตัวไปให้สุมาเจียวพิจารณาพิพากษาโทษตามควรแก่ความผิด หากท่านประหารชีวิตจูกัดสูโดยที่ไม่ปรึกษาเตงงายก่อน ความทราบถึงเตงงายแล้วก็จะโกรธพยาบาทท่าน ราชการกองทัพก็จะขัดสน ท่านจงพิเคราะห์ดูจงควรเถิด
จงโฮยได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่าตัวเราเป็นแม่ทัพใหญ่ ได้รับอาญาสิทธิ์จากฮ่องเต้ให้บังคับบัญชาทหารทั้งปวง แลสุมาเจียวมหาอุปราชก็ไว้วางใจเรา กำชับให้บังคับบัญชาทหารตามพระอัยการศึกโดยเคร่งครัด เมื่อผู้ใดกระทำความผิดก็จำต้องลงโทษ ผู้ใดทำความชอบแม้ไม่พอใจก็ยังต้องปูนบำเหน็จ ความผิดของจูกัดสูฉะนี้อย่าว่าแต่เป็นจูกัดสูกระทำความผิดเลย ต่อให้เป็นตัวเตงงายเอง เราก็จำต้องลงโทษประหารชีวิตเสีย
แม่ทัพนายกองเห็นดังนั้นจึงพากันตกตะลึง พอได้สติจึงพากันคุกเข่าคำนับร้องขอให้จงโฮยไว้ชีวิตจูกัดสู เพื่อความสามัคคีและเอกภาพของกองทัพ
จงโฮยเห็นขุนนางทั้งปวงอ้อนวอนขอให้งดโทษจูกัดสูไม่อาจขัดใจได้จึงกล่าวกับจูกัดสูว่าเราเห็นแก่หน้าแม่ทัพนายกองทั้งปวงจึงยังไม่ลงโทษประหารชีวิตท่าน แต่ความผิดท่านครั้งนี้ใหญ่หลวงนักจะละเลยเสียนั้นมิได้
กล่าวแล้วจงโฮยจึงสั่งทหารให้คุมตัวจูกัดสูส่งเข้าไปเมืองลกเอี๋ยง และทำใบบอกรายงานความผิดของจูกัดสูให้สุมาเจียวทราบทุกประการ
ฝ่ายเตงงายครั้นได้ทราบข่าวว่าจูกัดสูเสียทีแก่เกียงอุย ถูกจงโฮยจำขังและส่งตัวเข้าไปให้มหาอุปราชสุมาเจียวพิจารณาโทษ และจงโฮยยังพูดจาว่ากล่าวพาดพิงมาถึงตัวว่าแม้นกระทำความผิดก็ต้องลงโทษเหมือนกันก็โกรธ กล่าวกับแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่า จงโฮยคนนี้น้ำใจกำเริบนัก รู้ทั้งรู้อยู่ว่าจูกัดสูขึ้นต่อการบังคับบัญชาของเรา แม้ทำผิดพลาดประการใดชอบที่จะต้องส่งตัวมาให้เราพิจารณาโทษตามพระอัยการศึก ซึ่งจงโฮยรายงานความให้มหาอุปราชทราบนั้นเพราะต้องการให้มหาอุปราชตำหนิเราให้ได้อาย เป็นการหยามน้ำใจเรานัก
เตงงายกล่าวสืบไปว่า จงโฮยเป็นขุนนางฝ่ายทหารชั้นผู้ใหญ่เท่ากับเรา แต่หามีความชอบในราชการเสมอด้วยเราไม่ อาศัยที่มีความใกล้ชิดกับมหาอุปราชจึงได้เลื่อนขั้นตำแหน่งถึงเพียงนี้ ตัวเราสู้ยากลำบากออกมาตรากตรำทำศึกอยู่ตามด่านชายแดนเป็นเวลาหลายปี ตีโต้ข้าศึกจนต้องล่าถอยไปเป็นหลายครั้ง มีความชอบกว่าจงโฮยมากมายนัก
เตงต๋งบุตรเตงงายเห็นผู้เป็นบิดาโกรธแค้นขุ่นเคืองอย่างรุนแรงดังนั้นก็เกรงว่าความจะทราบไปถึงจงโฮย จึงเข้าไปเตือนสติเตงงายว่า “การผิดพลั้งแต่เพียงนี้ควรจะอดเสียเอาราชการก่อน แม้บิดามิดับความโกรธพยาบาทในท่ามกลางสงครามนี้ก็จะเสียราชการไป ถ้าสำเร็จราชการศึกแล้วจึงค่อยว่ากล่าวกันตามประเพณีเถิด”
เตงงายได้ฟังคำของผู้บุตรก็ค่อยได้สติ คลายโกรธลง แต่ยังขุ่นมัวอยู่ในใจเป็นอันมาก จึงกล่าวว่าจงโฮยทำการครั้งนี้หมิ่นน้ำใจเรานัก แต่เพื่อเห็นแก่ราชการของฮ่องเต้จำเราจะไปพบจงโฮยดูท่วงท่าอัชฌาสัยสักครั้งหนึ่งแล้วค่อยคิดอ่านสืบไป
ว่าแล้วเตงงายจึงสั่งให้พักทหารอยู่ในที่ตั้ง แล้วพาทหารองครักษ์สิบสี่สิบห้าคนขึ้นม้าขี่ไปหาจงโฮยที่ค่ายนอกด่านเกียมโก๊ะ
จงโฮยได้ทราบรายงานจากทหารรักษาการณ์ว่าเตงงายพาทหารองครักษ์สิบสี่สิบห้าคนมาหา ก็คิดว่าเตงงายเดินทางมาครั้งนี้เพื่อต่อว่าเกี่ยวกับเรื่องจูกัดสู จึงถามทหารคนสนิทว่าซึ่งเราสั่งให้คุมตัวจูกัดสูไปเมืองลกเอี๋ยงนั้น ได้ดำเนินการแล้วหรือหาไม่
อา! สองเสือในถ้ำเดียวกันกำลังก่อปมเงื่อนความขัดแย้งขึ้นในใจของแต่ละตัวอย่างลึกล้ำแล้ว.