ตอนที่ 499. ยุทธ์แห่งไสยเวทย์

 ขงเบ้งได้เมืองสำกั๋งแล้วจึงเคลื่อนกองทัพเข้าประชิดเมืองงินแขซึ่งเป็นเมืองหลวงของเมืองหมั่นอ๋อง นางจกหยงผู้เป็นศรีภรรยาของเบ้งเฮ็กซึ่งเรียนรู้วิชาสั่งกระสุนได้ใช้เวทย์มนตร์สั่งอาวุธเข้าต่อสู้และจับตัวเตียวหงีกับม้าตงได้ ขงเบ้งจึงคิดกลอุบายให้จูล่งและอุยเอี๋ยนไปท้ารบกับนางจกหยง

            อุยเอี๋ยนต่อสู้กับนางจกหยงได้ห้าเพลงก็แกล้งชักม้าหนี นางจกหยงก็รู้ทีจึงขี่ม้ากลับมาที่กองทหาร และพักทหารอยู่นอกเมือง ในขณะที่จูล่งและอุยเอี๋ยนได้ยกทหารกลับไปที่ค่าย แล้วรายงานความทั้งปวงให้ขงเบ้งทราบ

            ขงเบ้งจึงว่า นางจกหยงผู้นี้ไม่เพียงแต่รู้วิชาอาคมยังมีความเฉลียวฉลาดเป็นอันมาก ซึ่งจะท้ารบแล้วแสร้งทำทีเป็นล่าหนีเห็นจะลวงนางจกหยงไม่ได้ กล่าวแล้วขงเบ้งก็ทำเป็นครุ่นคิดในขณะที่ในมือก็ถือพัดขนนกโบกไปมา

            จูล่งและอุยเอี๋ยนเห็นดังนั้นก็นิ่งตั้งใจฟังว่าขงเบ้งจะคิดอ่านประการใด ครู่หนึ่งขงเบ้งจึงกล่าวว่า อันความเฉลียวฉลาดของคนเรานั้นจะสำแดงอานุภาพได้ก็แต่ในยามที่มีสติตั้งมั่น เมื่อใดที่สติเผลอเรอ ความเฉลียวฉลาดก็จะถูกบดบังหลงลืมไป ดังนั้นในวันพรุ่งนี้ให้อุยเอี๋ยนด่าว่าปรามาสนางจกหยงให้หยาบคายเป็นสาหัส ยั่วยุให้นางโกรธคุมสติไม่ได้ เห็นจะไล่ตามไปที่จุดซุ่มเป็นมั่นคง

            เมื่อปรึกษาแผนการรบเสร็จแล้ว จูล่งและอุยเอี๋ยนจึงคำนับลาขงเบ้ง ครั้นรุ่งขึ้นจึงคุมทหารยกออกไปท้ารบที่หน้ากองทหารของนางจกหยง

            นางจกหยงเห็นจูล่งขี่ม้าออกมาท้ารบก็ขี่ม้าเข้ารบกับจูล่ง พอเห็นจูล่งขับม้าหนีนางจกหยงก็ขี่ม้ากลับมาที่กองทหาร อุยเอี๋ยนเห็นดังนั้นจึงขี่ม้าเข้าไปใกล้นางจกหยง แล้วกล่าวว่าดูทีท่านางผู้นี้ตึงเต่งเปล่งปลั่งนัก ตัวเรามาจากแดนไกลให้รู้สึกเหงาและว้าเหว่ อยากจะเชื้อเชิญเจ้าไปหลับนอนค้างคืนสักคืนหนึ่ง

            นางจกหยงได้ยินดังนั้นก็โกรธ ขี่ม้าเข้ารบกับอุยเอี๋ยน อุยเอี๋ยนเห็นสีหน้านางจกหยงแดงกล่ำด้วยความโกรธก็รู้ว่าอุบายของขงเบ้งที่ยั่วยุให้โกรธเริ่มบังเกิดผล จึงกล่าวยั่วยุนางจกหยงต่อไปว่า ตัวเจ้าเป็นชาวคนป่าเถื่อน เคยเสพสุขอยู่กับพวกชาวป่าชาวเขา ไม่เคยได้ลิ้มรสชาวเมืองอันประณีต ตัวเราจะบำรุงบำเรอความสุขให้เจ้า แล้วจะลืมเลือนความหลังทั้งปวง

            นางจกหยงได้ยินคำดูหมิ่นปรามาสผิดประเพณีอย่างรุนแรงดังนั้นก็โกรธ ขี่ม้าเข้าโจมตีอุยเอี๋ยนด้วยแรงแห่งโทสะ อุยเอี๋ยนเห็นได้ทีก็ยั่วยุสืบไปว่า ตัวเราแม้เคยสตรีมานับไม่ถ้วน แต่ยังไม่เคยลิ้มลองรสคนป่าเถื่อนเลย เป็นบุญเรายิ่งนักที่จะได้ลิ้มรสของเจ้าในครั้งนี้

            นางจกหยงได้ฟังก็ยิ่งโกรธ ฟาดฟันอุยเอี๋ยนอย่างหนักหน่วง อุยเอี๋ยนทำเป็นสู้ไม่ได้แล้วชักม้าหนี หนีไปพลางปากก็ยั่วไปพลาง ล้วนเป็นทำนองสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวทั้งสิ้น นางจกหยงก็โกรธจนลืมตัวขี่ม้าไล่ตามอุยเอี๋ยนไปจนถึงจุดซุ่ม

            ในทันใดนั้นม้านางจกหยงก็สะดุดกับเชือกซึ่งม้าต้ายขึงดักไว้ นางจกหยงเสียหลักพลัดตกลงจากหลังม้า ม้าต้ายจึงคุมตัวนางจกหยงมัดตัวแล้วนำกลับมาหาขงเบ้ง ในขณะที่อีกด้านหนึ่งจูล่งเห็นนางจกหยงขี่ม้าไล่ตามอุยเอี๋ยนเข้าซอกเขาไปแล้ว จึงสั่งทหารให้เข้าตีทหารเมืองงิมแขอย่างฉับพลัน

            ทหารเมืองงิมแขถูกจู่โจมโดยไม่ทันรู้เนื้อตัวรู้ก็แตกหนีกระจัดกระจายไป และถูกทหารเมืองเสฉวนฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก จากนั้นจูล่งจึงพาทหารกลับไปหาขงเบ้ง

            ขงเบ้งทราบว่าม้าต้ายจับนางจกหยงได้ก็มีความยินดี สั่งให้เตรียมโต๊ะเลี้ยงดูอย่างสมเกียรติแล้วออกไปรับนางจกหยงที่หน้าค่าย เห็นนางจกหยงถูกมัดตัวมาอย่างแน่นหนาขงเบ้งจึงเข้าไปแก้มัดให้ แล้วกล่าวว่าท่านเป็นภรรยาของเบ้งเฮ็กก็เหมือนคนรู้จักกัน เราจับตัวเบ้งเฮ็กได้แล้วปล่อยกลับมาถึงห้าครั้งหวังมีไมตรีกันไว้สืบไปเมื่อหน้า แต่เบ้งเฮ็กไม่เห็นแก่ไมตรีของเรา ยังคงคิดสู้รบกับเราอีก เราจับตัวท่านในครั้งนี้ก็จะปล่อยกลับไป เพื่อให้ว่ากล่าวกับเบ้งเฮ็กให้รู้สึกสำนึกในบุญคุณเรา

            กล่าวแล้วขงเบ้งจึงเชิญนางจกหยงไปเลี้ยงโต๊ะเสพสุรา และให้ทหารไปแจ้งแก่เบ้งเฮ็กว่าบัดนี้ขงเบ้งจับตัวนางจกหยงได้ จะปล่อยตัวนางจกหยงกลับคืน และให้เบ้งเฮ็กปล่อยตัวเตียวหงีและม้าตงกลับไปก่อน

            เบ้งเฮ็กทราบความจากทหารซึ่งแตกหนีกลับเข้าเมืองมาก่อนแล้วให้วิตกกังวลคิดถึงผู้เป็นภรรยาเป็นอันมาก ครั้นทราบความจากทหารของขงเบ้งก็เชื่อถือว่าขงเบ้งจะปล่อยนางจกหยง จึงสั่งทหารให้เบิกตัวเตียวหงีและม้าตงออกจากที่คุมขังแล้วปล่อยตัวกลับไปพร้อมกับทหารนั้น

            เตียวหงีและม้าตงกลับไปถึงค่ายของขงเบ้งก็คำนับขอบคุณและรายงานความทั้งปวงให้ขงเบ้งทราบ ขงเบ้งเห็นเตียวหงีและม้าตงกลับมาก็ดีใจ จึงกล่าวกับนางจกหยงว่าเบ้งเฮ็กเชื่อใจเราจึงปล่อยตัวเตียวหงีและม้าตงกลับมาก่อนดังนี้ไมตรีย่อมก่อเกิดขึ้นแล้ว วานท่านได้กลับไปว่ากล่าวกับเบ้งเฮ็กให้ยอมแพ้แก่เราแต่โดยดี อย่าให้ได้ยากแก่ทหารและราษฎรอีกเลย

            นางจกหยงคำนับขอบคุณขงเบ้งแล้ว ขงเบ้งจึงออกมาส่งนางจกหยงถึงนอกค่าย จัดม้าให้นางจกหยงขี่กลับเข้าไปในเมือง

            เบ้งเฮ็กทราบว่าภรรยากลับมาก็มีความยินดี ออกมาต้อนรับถึงประตูเมือง นางจกหยงกลับสู่อ้อมอกของเบ้งเฮ็กก็มีความยินดี พลางกล่าวว่าขงเบ้งนี้มีน้ำใจเอื้ออาทร มิได้ผูกพยาบาท หาควรที่เราจะสู้รบกับขงเบ้งต่อไปไม่

            เบ้งเฮ็กได้ยินคำศรีภรรยาก็อึ้ง พอดีขณะนั้นทหารรักษาการณ์ได้เข้ามารายงานว่า บัดนี้บกลกไต้อ๋องได้ยกกองทัพมาถึงแล้ว เบ้งเฮ็กทราบความว่าบกลกไต้อ๋องยกกองทัพมาช่วยตามที่ได้ขอร้องก็มีความยินดี จึงพาทหารออกไปตั้งขบวนกองเกียรติยศต้อนรับถึงนอกเมือง

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง  (หน) ได้พรรณนาเกี่ยวกับบกลกไต้อ๋องว่า  “เห็นบกลกไต้อ๋องใส่เสื้อพื้นทองประดับพลอย เหน็บดาบใหญ่สองเล่ม ขี่ช้างเผือกยืนอยู่กับทหารซึ่งเป็นควานสำหรับขี่สัตว์ร้ายนั้นพวกหนึ่ง”

            ถ้อยคำซึ่งแปลมาจากภาษาจีนแบบคำต่อคำนี้ เป็นไปตามทัศนะของฝ่ายจีนที่เห็นว่าช้างนั้นเป็นสัตว์ร้าย ความจริงช้างเป็นสัตว์ป่าที่อาจฝึกให้เชื่องได้ หาใช่สัตว์ร้ายเหมือนกับเสือหรือจระเข้แต่ประการใดไม่ เพราะเสือและจระเข้เป็นสัตว์ร้ายโดยธรรมชาติ มีความร้ายกาจแต่กำเนิด ส่วนช้างนั้นเป็นสัตว์ป่าที่มีความร้ายก็เฉพาะในยามที่คงความเป็นสัตว์ป่าตามสัญชาติญาณแห่งป่าเท่านั้น หากได้ฝึกฝนเป็นอันดีแล้ว ก็สามารถใช้สอยได้ดียิ่งกว่าคนพาลบางจำพวก ที่ไม่ว่าจะสั่งสอนอบรมทำบุญคุณไว้กับใจสักเพียงไหนก็ไม่อาจเลี้ยงให้เชื่องได้ คอยแว้งกัดทำร้ายผู้มีพระคุณทุกวันเวลา และบรรดาชนชาติทั้งหลายในเอเชียนั้น มีหลายประเทศที่ใช้ช้างได้อย่างสัตว์เลี้ยง เช่น อินเดีย พม่า มอญและไทย เมื่อพิจารณาดูการแต่งกายและอาวุธของบกลกไต้อ๋องแล้ว ปรากฏว่าขี่ช้างเผือก ใส่เสื้อพื้นทองประดับพลอย และถือดาบใหญ่สองเล่ม ลักษณะที่กล่าวนี้เป็นลักษณะของผู้นำชนเผ่ามอญ เพราะมีคตินิยมเกี่ยวกับช้างเผือกประการหนึ่งว่าเป็นช้างคู่บารมีของผู้นำ การแต่งตัวใส่เสื้อพื้นทองประดับพลอยดูจะเป็นเรื่องแปลกสักหน่อยหนึ่งเพราะการแต่งตัวของชนเผ่ามอญในยุคนั้นยังไม่รู้จักใส่เสื้อ และเมื่อพิจารณาจากดาบคู่แล้วก็ยิ่งทำให้แน่ชัดขึ้นว่าบกลกไต้อ๋องผู้นี้น่าจะเป็นผู้นำชนเผ่ามอญเป็นแน่แท้ แต่ที่ยังหาเหตุผลไม่ได้ก็คือเหตุไฉนจึงใส่เสื้อพื้นทองประดับพลอย แต่ก็เป็นไปได้ว่าเผ่ามอญในสมัยนั้นอาจมีความก้าวหน้าถึงขั้นมีเสื้อใส่และได้นิยมใช้สีเหลืองเป็นสีของพระเจ้าแผ่นดินอยู่แล้วก็เป็นได้

            เบ้งเฮ็กเห็นบกลกไต้อ๋องยกทหารพร้อมธงทิวเป็นสง่าน่าเกรงขามก็มีความยินดี จึงเข้าไปคำนับทักทายตามธรรมเนียม แล้วแจ้งความศึกให้บกลกไต้อ๋องฟังว่า ขงเบ้งนำกองทัพจีนรุกรานมาถึงแดนใต้ ทำลายความสงบสันติของชนเผ่าต่าง ๆ ในพุกามประเทศจนหมดสิ้น แต่กองทัพจีนเข้มแข็งเกรียงไกรยิ่งนักจึงจำต้องรบกวนขอพึ่งบารมีท่าน

            บกลกไต้อ๋องผู้อิ่มหนำด้วยของบรรณาการที่เบ้งเฮ็กส่งไปติดสินบนบำเรอถวายได้ฟังดังนั้นจึงว่า “ท่านอย่าวิตกเลย ซึ่งขงเบ้งทำให้ท่านได้ความอัปยศนั้นเราจะรับเป็นธุระช่วยแก้แค้นเอง”

            เบ้งเฮ็กจึงเชื้อเชิญให้บกลกไต้อ๋องยกทหารเข้าไปในเมืองงิมแขแต่งโต๊ะเลี้ยงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่เอิกเกริกทั้งตัวนายและไพร่พล

            ครั้นวันรุ่งขึ้นบกลกไต้อ๋องจึงขี่ช้างคุมทหารยกออกจากเมืองตรงไปที่ค่ายทหารเมืองเสฉวน ขงเบ้งทราบว่าข้าศึกยกมาจึงให้จูล่งและอุยเอี๋ยนยกทหารออกไปสกัด

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้พรรณนาเกี่ยวกับบกลกไต้อ๋องเพิ่มเติมว่ากองทัพของบกลกไต้อ๋องนั้น “เห็นธงกระบวนศึกทั้งปวงแล้วเห็นทหารเกณฑ์รบนั้นมิได้ใส่เสื้อเกราะ หน้าตาก็ผิดจริตคน แล้วก็มิได้ตีกลองแลม้าล่อ ตีแต่ฆ้องเรียกคนเป็นสำคัญ แลเห็นบกลกไต้อ๋องแต่งตัวเป็นกษัตริย์ ขี่ช้างเผือกเหน็บด้าบใหญ่สองเล่ม มีทหารถือธงใหญ่แห่หน้าช้างคนหนึ่ง”

            ลักษณะที่ว่านี้คล้ายคลึงกับกองทัพของพระเจ้าราชาธิราชกษัตริย์มอญ เมื่อครั้งทำศึกกับพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องในวรรณคดีเรื่องราชาธิราชยิ่งนัก จึงยิ่งชี้ชัดว่าบกลกไต้อ๋องก็คือหัวหน้าชนเผ่ามอญเป็นแน่แท้ และได้เห็นถึงธรรมเนียมการมีธงชัยประจำพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นธงเดี่ยวผืนใหญ่ว่ามีมาแต่ยุคสมัยนั้นแล้ว

            จูล่งเห็นขบวนศึกผิดประหลาดกว่าที่เคยเห็นมาแต่ก่อน จึงกล่าวกับอุยเอี๋ยนว่ากระบวนศึกครั้งนี้ประหลาดพิกลนัก ซึ่งนายทัพข้าศึกขี่ช้างเผือกแทนม้าดูได้เปรียบแก่ฝ่ายเรา ทำไฉนจึงจะเอาชัยชนะแก่ข้าศึกได้

            อุยเอี๋ยนยังไม่ทันกล่าวความประการใด ก็ได้ยินเสียงระฆังดังเหง่งหง่างมาจากหลังช้างของบกลกไต้อ๋อง จูล่งและอุยเอี๋ยนได้ยินเสียงประหลาดเช่นนั้นจึงหันไปจ้องมองดู เห็นบกลกไต้อ๋องพนมมือร่ายมนตร์อยู่บนหลังช้าง ครู่หนึ่งท้องฟ้าก็มืดครึ้ม พายุพัดกล้ามาเป็นระลอก ๆ และรุนแรงขึ้นทุกที อึดใจหนึ่งก็มีก้อนศิลาปลิวมากับสายลม

            ทหารเมืองเสฉวนเห็นความรวนเรแปรปรวนวิปริตดังนั้นก็พากันตกใจ จูล่งจึงออกคำสั่งให้ทหารทั้งปวงคุมกำลังตั้งมั่นอย่าได้ประมาท ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงบกลกไต้อ๋องเป่าแตรเขาควาย แล้วสัตว์ร้ายนานาชนิดทั้งช้าง เสือ กระบือป่า เป็นจำนวนมากได้วิ่งตรงเข้ามาที่กองทัพของจูล่ง

            จูล่งเห็นเหตุการณ์อาเพศวิปริตผิดปกติก็ตกใจ สั่งให้ทหารถอยทัพกลับค่ายแล้วรายงานความให้ขงเบ้งทราบทุกประการ แล้วขอให้ขงเบ้งยกโทษที่ไม่สามารถตีทัพข้าศึกให้แตกถอยกลับไปได้

            ขงเบ้งจึงว่า บกลกไต้อ๋องทำวิชาเหนือสามัญมนุษย์ จะเอาผิดท่านนั้นไม่ชอบ แต่อย่าได้ปรารมภ์เลย เราจะคิดอ่านเอาชัยชนะบกลกไต้อ๋องให้จงได้ แล้วขงเบ้งจึงว่าเรายกกองทัพลงใต้ในครั้งนี้รู้ดีอยู่แต่ก่อนแล้วว่า จะต้องพบพานเผชิญหน้ากับวิชาเช่นว่านี้ จึงได้เตรียมการรับมือไว้พร้อมสรรพ

            จูล่งจึงถามว่า มหาอุปราชเตรียมการประการใดหรือ ขงเบ้งจึงว่าเราแต่งเกวียนไว้สิบเอ็ดเล่ม ภายในเกวียนมีรูปสัตว์ร้ายต่าง ๆ ร้อยหนึ่งทำด้วยไม้ เขียนลายเหมือนรูปสัตว์ ข้างในใส่ดินประสิวและลูกพลุไฟ มีล้อสำหรับเสือกเดิน สามารถระเบิดเผาทำลายวิชาของข้าศึกได้

            พอตะวันตกบ่าย ขงเบ้งจึงสั่งให้เบิกเอาเกวียนซึ่งจัดเตรียมไว้นั้นมาตรวจตราความพร้อมสมบูรณ์ เห็นบรรดาสิ่งที่เตรียมไว้พร้อมใช้ทำการขงเบ้งก็มีความยินดี สั่งให้คัดเลือกทหารที่แข็งแรงจำนวนหนึ่งพันหนึ่งร้อยคน ให้แบ่งเป็นสิบเอ็ดหมู่ หมู่ละร้อยคน สำหรับเข็นเกวียนซึ่งเตรียมมานั้นและให้ทหารเตรียมตัวให้พร้อม.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘