ตอนที่ 497. พระคุณต้องทดแทน
ขงเบ้งแก้พิษของลำธารที่ทำให้ทหารเป็นใบ้แล้ว จึงทำการขุดบ่อหาน้ำให้ทหารอาบกิน แต่ขุดบ่อลึกสี่สิบวาก็ไม่มีน้ำ ขงเบ้งจึงทำพิธีตั้งสัตยาธิษฐานอ้างเอาความสัตย์จงรักภักดีต่อพระเจ้าเล่าปี่เป็นที่ตั้ง ขอให้เทพยดาบำรุงรักษา รุ่งขึ้นก็บังเกิดน้ำเต็มทั้งสี่สิบบ่อ ขงเบ้งจึงยาตราทัพรุดหน้าต่อไป
ในขณะที่โต้สู้ไต้อ๋องและเบ้งเฮ็กสั่งฆ่าวัวควายเตรียมทำศึกเสี่ยงตายนั้น ทหารรักษาการณ์ได้เข้ามารายงานว่าเอียวหองซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าชนกลุ่มน้อยแห่งเขางินติสันได้คุมทหารสามหมื่นจะยกมาช่วย ขณะนี้ให้ทูตรออยู่ที่หน้าถ้ำ
โต้สู้ไต้อ๋องได้ยินดังนั้นก็ดีใจ เดินออกไปต้อนรับทูตของเอียวหอง แล้วเชิญให้ เอียวหองยกทหารเข้ามาในเทือกเขาอิมตองสัน หลังจากคำนับทักทายกันตามธรรมเนียมแล้วเอียวหองได้แนะนำบุตรห้าคนซึ่งเป็นทหารมาในกองทัพให้โต้สู้ไต้อ๋องและเบ้งเฮ็กรู้จัก พร้อมกับโอ่ว่าบุตรข้าพเจ้าทั้งห้าคนนี้มีสติปัญญา และมีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญ
เบ้งเฮ็กและโต้สู้ไต้อ๋องเห็นบุตรทั้งห้าคนของเอียวหองรูปร่างใหญ่โตแข็งแรงปราดเปรียวดุจดังเสือก็ชื่นชมเอียวหองว่านับเป็นบิดาที่ประเสริฐ จึงมีบุตรที่องอาจกล้าหาญและชาญฉลาดเยี่ยงนี้ได้
เอียวหองได้ฟังคำชมก็หัวเราะ แล้วโอ้อวดต่อไปว่าบรรดาทหารของข้าพเจ้าล้วนมีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญ อาวุธคมกล้า เกราะโลหะหนาทนทาน พร้อมจะฝ่าดงหอกดาบและเกาทัณฑ์โดยไม่เกรงกลัวต่อความตาย สำมะหาอะไรกับกองทัพของขงเบ้งเพียงเท่านี้ ต่อให้ยกมาเป็นร้อยหมื่นก็จะถูกฆ่าตายสิ้น
โต้สู้ไต้อ๋องและเบ้งเฮ็กได้ฟังคำเอียวหองก็ใจชื้น เห็นว่าพอจะรับมือกับกองทัพของขงเบ้งได้โดยไม่ขัดสน จึงให้ทหารยกสุราและอาหารมาเลี้ยงดูเอียวหองและบุตร
ในระหว่างกินโต๊ะเสพสุรานั้น เอียวหองได้แสดงท่าทีที่ประหลาดพิกล ซึ่งสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาว่า “เอียวหองแกล้งทำเมาสำแดงฤทธิ์ต่าง ๆ รำเพลงโล่ เพลงทวนโลดโผนทำสง่าว่าถ้าขงเบ้งมาเราจะตัดศีรษะด้วยเพลงอาวุธอันนี้”
โต้สู้ไต้อ๋องและเบ้งเฮ็กแม้จะเห็นถึงความประหลาดพิกลแต่ก็มิได้สงสัย ด้วยเห็นว่าเป็นชนเผ่ากลุ่มน้อยในแดนพุกามด้วยกัน ดังนั้นจึงพากันชื่นชมยินดี เอียวหองเห็นดังนั้นก็หัวเราะด้วยความลำพองใจแล้วปรบมือเรียกหญิงสิบคนซึ่งแต่งตัวด้วยหนังสัตว์พอปกปิดส่วนนูนส่วนเว้าอันงอนงามเย้ายวนของสตรี สยายผมยาวถึงเอว ให้เข้ามาในที่เลี้ยงรับรอง นางทั้งสิบได้เยื้องกรายเข้ามาอย่างเย้ายวน สองมือปรบเป็นจังหวะเพลงของชนเผ่า แล้วเข้ามาร่ายรำในที่ใกล้โต้สู้ไต้อ๋องและเบ้งเฮ็ก
เอียวหองได้สั่งให้บุตรชายทั้งห้าคนถือจอกสุราคนละจอกเข้าไปคำนับและสั่งให้กับเบ้งเฮ็ก เบ้งฮิว และโต้สู้ไต้อ๋อง ประหนึ่งว่าผู้น้อยดื่มอวยพรแสดงความคารวะแก่ผู้ใหญ่ เบ้งเฮ็ก เบ้งฮิว และโต้สู้ไต้อ๋อง ก็รับจอกสุรามาแหงนหน้าขึ้นดื่ม
ในทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเอียวหองร้องดังก้องถ้ำว่าลงมือได้ บุตรชายของเอียวหองทั้งห้าคนก็ช่วยกันจับตัวเบ้งเฮ็ก เบ้งฮิว และโต้สู้ไต้อ๋อง หญิงซึ่งร่ายรำเป็นกลอยู่ก็ดึงสายรัดเอวออกมามัดเบ้งเฮ็ก เบ้งฮิว และโต้สู้ไต้อ๋องไว้โดยละม่อม ในท่ามกลางการตื่นตะลึงตกใจของบรรดาคนทั้งปวงที่อยู่ภายในถ้ำนั้น
เอียวหองสั่งให้จุดพลุสัญญาณยิงออกไปข้างนอกถ้ำ ครู่หนึ่งทหารของเอียวหองก็เข้ามาคุมสถานการณ์ในถ้ำไว้โดยง่ายดาย ทหารของโต้สู้ไต้อ๋องและเบ้งเฮ็ก เบ้งฮิว ไม่ทันระวังตัวก็ถูกทหารของเอียวหองควบคุมตัวไว้ได้จนหมดสิ้น
เบ้งเฮ็กเห็นดังนั้นจึงต่อว่าเอียวหองว่า เรากับท่านมิได้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดขุ่นแค้นเคืองใจเป็นพยาบาทต่อกัน ไฉนท่านจึงจับกุมเราดังนี้เล่า
เอียวหองจึงว่า เรากับท่านไม่ได้มีความพิพาทบาดหมางนั้นก็จริงอยู่ แต่ท่านไม่คิดถึงความสงบสุขของบ้านเมืองและราษฎร ยกกองทัพไปรุกรานแผ่นดินจีน เป็นเหตุให้มหาอุปราชจูกัดเหลียงยกกองทัพมาระงับเภทภัย แลขงเบ้งนั้นมีน้ำใจเอื้ออาทรต่อราษฎรทั้งปวง จับทหารลูกหลานของเราได้แล้วไม่ฆ่า ปล่อยกลับมาเป็นปกติดังเก่า แต่พวกท่านไม่สำนึก ยังเกณฑ์ไพร่พลเมืองคิดจะทำสงครามกับขงเบ้งอีกเป็นการเนรคุณ เราตระหนักในคุณของขงเบ้งจึงคิดอ่านอุบายมาจับตัวท่าน เพื่อให้บ้านเมืองและราษฎรเป็นสุขสืบไป
เอียวหองกล่าวดังนั้นแล้วจึงสั่งบรรดาทหารรองให้ออกไปป่าวประกาศแก่ทหารของโต้สู้ไต้อ๋องและเบ้งเฮ็กว่า คนทั้งปวงไม่ได้เกี่ยวข้องในการทำความผิด ให้แยกย้ายกันกลับไปหาครอบครัวลูกเมียตามเดิม ทหารของโต้สู้ไต้อ๋องและเบ้งเฮ็กได้ยินดังนั้นก็มีความยินดี พากันแยกย้ายกันกลับไปภูมิลำเนาเดิม
เอียวหองจัดแจงสถานการณ์ในเทือกเขาอิมตองสันเป็นปกติแล้ว จึงให้ทหารคุมตัวโต้สู้ไต้อ๋อง เบ้งเฮ็ก และเบ้งฮิว ออกไปหาขงเบ้ง และให้ม้าเร็วล่วงหน้าไปแจ้งความให้ขงเบ้งทราบก่อน
ขงเบ้งทราบความแล้วมีความยินดีเป็นอันมาก ให้ทหารออกไปต้อนรับเอียวหองเข้ามาพบ เมื่อได้คำนับทักทายกันตามธรรมเนียมแล้วเอียวหองจึงกล่าวกับขงเบ้งว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ ณ เขางินติสัน คิดถึงคุณมหาอุปราชซึ่งไว้ชีวิตปล่อยลูกหลานข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจึงคิดกลอุบายจับเบ้งเฮ็ก เบ้งฮิวมาแทนคุณท่าน”
ขงเบ้งจึงว่า เราจำเป็นต้องยกกองทัพล่วงมาในพุกามประเทศก็เพราะเหตุที่เบ้งเฮ็กยกกองทัพไปรุกรานบ้านเมืองเราก่อน ทำให้ราษฎรทั้งปวงเดือดร้อนทุกข์เข็ญ แต่เรานั้นไม่อาฆาตพยาบาทผู้ใด จับเชลยได้แล้วก็ห่วงใยว่าบุตรภรรยาอยู่ข้างหลังจะทุกข์ร้อนจึงปล่อยตัวกลับมา ซึ่งท่านทำการดังนี้เป็นที่นับถือแก่ข้าพเจ้านัก กล่าวแล้วขงเบ้งจึงสั่งให้เบิกข้าวของเงินทองมามอบแก่เอียวหองเป็นบำเหน็จ และสั่งให้ทหารคุมตัวเบ้งเฮ็กเข้ามาหา
พอเห็นเบ้งเฮ็กขงเบ้งก็หัวเราะ แล้วกล่าวว่าเราจับท่านได้เป็นครั้งที่ห้าแล้ว จะยอมแพ้แก่เราโดยดีหรือหาไม่
เบ้งเฮ็กสะบัดหน้าหนี แล้วกล่าวว่า “ซึ่งท่านจะให้เราอ่อนน้อมต่อนั้นไม่ชอบ เพราะเรามิได้แพ้ฝีมือท่าน บัดนี้เอียวหองเพื่อนเราทำกลอุบายให้เราไว้ใจ จึงจับเรามาได้ ถึงท่านจะฆ่าเสียก็ตามเถิด เรามิได้อ่อนน้อมต่อเป็นอันขาด”
ขงเบ้งได้ฟังจึงว่า ตัวท่านรบพุ่งกับเราจนสิ้นปัญญาและฝีมือแล้ว จึงคิดอาศัยภูมิประเทศอันกอปรด้วยธารน้ำพิษและสัตว์ร้ายนานาชนิดหวังจะพิชิตกองทัพเรา แต่ด้วยอำนาจแห่งความสัตย์ เทพยดาอารักษ์จึงพิทักษ์ปกป้องกองทัพเรามิให้เป็นอันตราย แม้ชนชาวเผ่าต่าง ๆ ก็มีน้ำใจเป็นไมตรีทั่วถ้วน ทั้งมนุษย์และเทพยดาต่างประจักษ์น้ำใจเรา แล้วไฉนเจ้าจึงยังมีทิฐิมานะดึงดันไม่ยอมแพ้อีกเล่า
เบ้งเฮ็กได้ฟังดังนั้นก็ค่อยอ่อนลง กล่าวด้วยน้ำเสียงท้อแท้ว่า “เดิมเราอยู่เมืองงินแข ภูมิฐานกำแพงหอรบมั่นคง แม้ท่านจับเราได้ในเมืองนั้นเราก็จะอ่อนน้อมต่อท่านชั่วลูกหลาน นี่เราออกจากเมืองเราดอก ท่านจึงลวงจับตัวเราได้”
ขงเบ้งได้ฟังคำเบ้งเฮ็กก็รู้ว่ายังไม่ยอมแพ้แก่ใจ จำจะทรมานให้สิ้นมานะจึงจะสามารถยกกองทัพกลับไปทำการกับเมืองฮูโต๋ได้โดยสะดวก
คิดดังนั้นแล้วขงเบ้งจึงกล่าวว่า เมื่อท่านยังไม่ยอมแพ้ด้วยใจ เราก็จะปล่อยท่านกลับไปอีกครั้งหนึ่ง จงไปซ่องสุมทำนุบำรุงทหารให้พรั่งพร้อม เราจะยกไปรบกับท่านให้รู้แพ้แลชนะ ถ้าหากแม้นเราจับท่านได้อีกและยังดื้อรั้นพูดจาฉะนี้ เราก็จะจำฆ่าเสียให้สิ้นทั้งโคตร
ว่าแล้วขงเบ้งจึงสั่งให้แก้มัดเบ้งเฮ็ก แล้วกล่าวว่าท่านจงกลับไปเถิด เบ้งเฮ็กได้ยินก็ก้มหน้าคอตกเดินกลับออกไป เห็นทหารเมืองเสฉวนเตรียมม้าไว้ตัวหนึ่งก็ขี่ม้านั้นควบไปโดยเร็ว
ขงเบ้งให้ทหารคุมตัวเบ้งฮิวและโต้สู้ไต้อ๋องเข้ามา แล้วให้แก้มัดทั้งสองคน จากนั้นจึงแต่งโต๊ะเลี้ยงสุรา แล้วกล่าวว่าเบ้งเฮ็กยังไม่ยอมแพ้เราจึงปล่อยตัวกลับไปให้ซ่องสุมกำลังให้พร้อมแล้วจะได้รบกันใหม่ กล่าวแล้วขงเบ้งก็ชวนเบ้งฮิวและโต้สู้ไต้อ๋องดื่มสุราและกินโต๊ะ พออิ่มแล้วขงเบ้งจึงบอกให้เบ้งฮิวและโต้สู้ไต้อ๋องรีบตามเบ้งเฮ็กไป
วันรุ่งขึ้นขงเบ้งประกาศแต่งตั้งให้เอียวหองเป็นขุนนางผู้ใหญ่แห่งแคว้นจ๊ก และให้ปูนบำเหน็จแก่ทหารและหญิงสิบคนของเอียวหองเป็นอันมาก พร้อมกับกำชับว่าท่านจงปกครองราษฎรให้เป็นสุขเถิด ครั้นได้เวลาเอียวหองจึงพาทหารกลับไป
ฝ่ายเบ้งเฮ็กขี่ม้าออกจากค่ายของขงเบ้งแล้วก็ชะลอฝีเท้าม้าไว้ ด้วยคิดว่าอีกไม่นานขงเบ้งคงจะปล่อยเบ้งฮิวและโต้สู้ไต้อ๋องกลับมา หลังจากนั้นอีกสองชั่วยามเบ้งฮิวและโต้สู้ไต้อ๋องก็ขี่ม้าตามมาทัน และชวนกันกลับไปเมืองงินแข
เบ้งเฮ็ก เบ้งฮิว และโต้สู้ไต้อ๋อง ขี่ม้าเดินทางตลอดทั้งวันทั้งคืนก็ล่วงเขตเมืองสำกั๋งซึ่งเป็นหัวเมืองในแดนเมืองงิมแข “มีแม่น้ำล้อมสามด้าน นอกนั้นออกไปฝ่ายข้างทิศเหนือเป็นที่ราบกว้างสี่ร้อยเส้น มีผลไม้ต่างๆ เป็นอันมาก ข้างทิศตะวันตกสองร้อยเส้นเป็นนาเกลือ ฝ่ายทิศใต้ใกล้เมืองสามร้อยเส้นถึงเมืองลงต่อต๋อง แล้วจึงถึงเมืองหลวงมีเขาล้อมรอบ ในเมืองมีเขาใหญ่อันหนึ่งชื่องินแข บนยอดเขานั้นมีปราสาทชื่อ ก๋งเตียนเล่าคาย เป็นที่อยู่เจ้ามันอ๋อง ริมปราสาทนั้นมีศาลเจ้าสำหรับแผ่นดินเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ ชาวเมืองทั้งปวงนับถือแต่งเครื่องไปเซ่นเจ้าแกคุยที่ศาลนั้นปีละสี่ครั้ง ผู้สำหรับปรนนิบัติรับเครื่องเซ่นนั้นชื่อปกกุย แล้วชาวเมืองทั้งปวงต้องไปจับคนในแดนเมืองเสฉวนมาเซ่นทุกปีมิได้ขาด ถ้าหาไม่ได้ก็เผอิญให้ไข้จับเป็นโรคต่าง ๆ ประการหนึ่งในเมืองงิมแขนั้นมิได้มีกฎหมายเป็นอย่างธรรมเนียมเหมือนหัวเมืองทั้งปวง ถ้ากระทำผิดให้เจ้าเมืองขัดเคืองแล้วก็ให้เอาตัวไปฆ่าเสีย ถึงมาตรว่าหญิงชายในเมืองนั้นจะทำละเมิดนอกคำบิดามารดาสามีก็มิได้มีโทษ อนึ่งถ้าฝนตกไม่บริบูรณ์ ขัดสนด้วยข้าวปลาอาหาร ชาวเมืองทั้งปวงก็เอาเนื้อแลช้างกินเลี้ยงชีวิต”
สภาพของเมืองงินแขดังพรรณนามานี้เป็นสภาพที่เป็นอยู่ในปีพุทธศักราชเจ็ดร้อยหกสิบแปด อาณาเขตภูมิประเทศ วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ดูจะคล้ายคลึงกับดินแดนที่เรียกว่าเมืองตองอูในปัจจุบันนี้ และพิธีการแห่งความเชื่อที่กระทำถึงปีละสี่ครั้งนั้นล้วนเป็นพิธีเซ่นไหว้ผี ซึ่งแสดงว่าพระพุทธศาสนายังไม่ได้เข้ามาถึงดินแดนแถบนี้
เบ้งเฮ็ก เบ้งฮิวและโต้สู้ไต่อ๋องกลับมาถึงเมืองงินแขแล้ว จึงปรึกษากับบรรดาญาติพี่น้องหัวหน้าเผ่าต่าง ๆ ว่าเราทำศึกกับขงเบ้งทุกครั้งก็ปราชัยทุกครั้ง ได้รับความอัปยศเป็นอันมาก ที่ว่าจะยกไปรบกับขงเบ้งใหม่นั้นแท้จริงแล้วก็ยังมองไม่เห็นว่าจะเอาชนะขงเบ้งได้อย่างไร ช่วยกันคิดอ่านผ่อนปรนให้พ้นคำนินทาเถิด
ฝ่ายตั้วไหลซึ่งเป็นน้องภรรยาของเบ้งเฮ็กได้ฟังปรารภดังนั้นจึงว่า เมืองเราอยู่ลึกเข้ามาไกลจากแดนแผ่นดินจีนมากนัก หากขงเบ้งยกล่วงมาทหารก็จะอ่อนล้าอิดโรย เห็นจะเสียทีแก่เรา ข้าพเจ้าจะขออาสานำทหารยกไปรบกับขงเบ้งแก้แค้นให้กับท่านเอง
เบ้งเฮ็กได้ยินก็ประหลาดใจจึงถามว่า เจ้าจะคิดอ่านประการใดจึงจะเอาชัยชนะขงเบ้งได้
ตั้วไหลจึงว่า เจ้าเมืองปัดหลับต๋องข้างทิศตะวันตกของเมืองงินแขมีเจ้าเมืองชื่อบกลกไต้อ๋องเป็นผู้เรืองวิชาอาคม สามารถร่ายมนต์เรียกลมฝนพายุและอาวุธเข้าทำร้ายข้าศึกได้ หรือจะเรียกสัตว์ร้ายนานาชนิดให้ทำร้ายข้าศึกก็จะได้ดังใจ นอกจากนี้ยังสามารถเรียกภูตผีปีศาจมาใช้การดุจดังบริวารที่ซื่อสัตย์ จึงขอให้พี่ท่านแต่งหนังสือฉบับหนึ่งพร้อมข้าวของบรรณาการจำนวนมากถึงบกลกไต้อ๋อง ข้าพเจ้าจะอาสาเป็นทูตไปเจรจาเกลี้ยกล่อมให้บกลกไต้อ๋องยกทหารมาช่วยท่านรบกับขงเบ้ง
เบ้งเฮ็กได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงแต่งหนังสือถึงบกลกไต้อ๋องตามคำของตั้วไหลและมอบหนังสือนั้นพร้อมข้าวของเงินทองจำนวนมากให้ตั้วไหลคุมไปมอบเป็นบรรณาการแก่บกลกไต้อ๋อง
เบ้งเฮ็กเห็นโต้สู้ไต้อ๋องมีอาการซึมเศร้าจึงให้โต้สู้ไต้อ๋องและไพร่พลไปอยู่ที่เมืองสำกั๋งเพื่อฟื้นฟูสภาพชีวิตจิตใจ และช่วยป้องกันรักษาเมืองสำกั๋งหากว่ากองทัพจีนจะยกติดตามมา
ฝ่ายขงเบ้งครั้นได้ปล่อยตัวเบ้งเฮ็กกลับไปแล้ว ได้พักกองทัพอยู่ที่เขาอิมตองสันสามสี่วัน แล้วสั่งให้เคลื่อนทัพไปที่เมืองสำกั๋งซึ่งเป็นปลายแดนของเมืองหมั่นอ๋อง.
ในขณะที่โต้สู้ไต้อ๋องและเบ้งเฮ็กสั่งฆ่าวัวควายเตรียมทำศึกเสี่ยงตายนั้น ทหารรักษาการณ์ได้เข้ามารายงานว่าเอียวหองซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าชนกลุ่มน้อยแห่งเขางินติสันได้คุมทหารสามหมื่นจะยกมาช่วย ขณะนี้ให้ทูตรออยู่ที่หน้าถ้ำ
โต้สู้ไต้อ๋องได้ยินดังนั้นก็ดีใจ เดินออกไปต้อนรับทูตของเอียวหอง แล้วเชิญให้ เอียวหองยกทหารเข้ามาในเทือกเขาอิมตองสัน หลังจากคำนับทักทายกันตามธรรมเนียมแล้วเอียวหองได้แนะนำบุตรห้าคนซึ่งเป็นทหารมาในกองทัพให้โต้สู้ไต้อ๋องและเบ้งเฮ็กรู้จัก พร้อมกับโอ่ว่าบุตรข้าพเจ้าทั้งห้าคนนี้มีสติปัญญา และมีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญ
เบ้งเฮ็กและโต้สู้ไต้อ๋องเห็นบุตรทั้งห้าคนของเอียวหองรูปร่างใหญ่โตแข็งแรงปราดเปรียวดุจดังเสือก็ชื่นชมเอียวหองว่านับเป็นบิดาที่ประเสริฐ จึงมีบุตรที่องอาจกล้าหาญและชาญฉลาดเยี่ยงนี้ได้
เอียวหองได้ฟังคำชมก็หัวเราะ แล้วโอ้อวดต่อไปว่าบรรดาทหารของข้าพเจ้าล้วนมีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญ อาวุธคมกล้า เกราะโลหะหนาทนทาน พร้อมจะฝ่าดงหอกดาบและเกาทัณฑ์โดยไม่เกรงกลัวต่อความตาย สำมะหาอะไรกับกองทัพของขงเบ้งเพียงเท่านี้ ต่อให้ยกมาเป็นร้อยหมื่นก็จะถูกฆ่าตายสิ้น
โต้สู้ไต้อ๋องและเบ้งเฮ็กได้ฟังคำเอียวหองก็ใจชื้น เห็นว่าพอจะรับมือกับกองทัพของขงเบ้งได้โดยไม่ขัดสน จึงให้ทหารยกสุราและอาหารมาเลี้ยงดูเอียวหองและบุตร
ในระหว่างกินโต๊ะเสพสุรานั้น เอียวหองได้แสดงท่าทีที่ประหลาดพิกล ซึ่งสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาว่า “เอียวหองแกล้งทำเมาสำแดงฤทธิ์ต่าง ๆ รำเพลงโล่ เพลงทวนโลดโผนทำสง่าว่าถ้าขงเบ้งมาเราจะตัดศีรษะด้วยเพลงอาวุธอันนี้”
โต้สู้ไต้อ๋องและเบ้งเฮ็กแม้จะเห็นถึงความประหลาดพิกลแต่ก็มิได้สงสัย ด้วยเห็นว่าเป็นชนเผ่ากลุ่มน้อยในแดนพุกามด้วยกัน ดังนั้นจึงพากันชื่นชมยินดี เอียวหองเห็นดังนั้นก็หัวเราะด้วยความลำพองใจแล้วปรบมือเรียกหญิงสิบคนซึ่งแต่งตัวด้วยหนังสัตว์พอปกปิดส่วนนูนส่วนเว้าอันงอนงามเย้ายวนของสตรี สยายผมยาวถึงเอว ให้เข้ามาในที่เลี้ยงรับรอง นางทั้งสิบได้เยื้องกรายเข้ามาอย่างเย้ายวน สองมือปรบเป็นจังหวะเพลงของชนเผ่า แล้วเข้ามาร่ายรำในที่ใกล้โต้สู้ไต้อ๋องและเบ้งเฮ็ก
เอียวหองได้สั่งให้บุตรชายทั้งห้าคนถือจอกสุราคนละจอกเข้าไปคำนับและสั่งให้กับเบ้งเฮ็ก เบ้งฮิว และโต้สู้ไต้อ๋อง ประหนึ่งว่าผู้น้อยดื่มอวยพรแสดงความคารวะแก่ผู้ใหญ่ เบ้งเฮ็ก เบ้งฮิว และโต้สู้ไต้อ๋อง ก็รับจอกสุรามาแหงนหน้าขึ้นดื่ม
ในทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเอียวหองร้องดังก้องถ้ำว่าลงมือได้ บุตรชายของเอียวหองทั้งห้าคนก็ช่วยกันจับตัวเบ้งเฮ็ก เบ้งฮิว และโต้สู้ไต้อ๋อง หญิงซึ่งร่ายรำเป็นกลอยู่ก็ดึงสายรัดเอวออกมามัดเบ้งเฮ็ก เบ้งฮิว และโต้สู้ไต้อ๋องไว้โดยละม่อม ในท่ามกลางการตื่นตะลึงตกใจของบรรดาคนทั้งปวงที่อยู่ภายในถ้ำนั้น
เอียวหองสั่งให้จุดพลุสัญญาณยิงออกไปข้างนอกถ้ำ ครู่หนึ่งทหารของเอียวหองก็เข้ามาคุมสถานการณ์ในถ้ำไว้โดยง่ายดาย ทหารของโต้สู้ไต้อ๋องและเบ้งเฮ็ก เบ้งฮิว ไม่ทันระวังตัวก็ถูกทหารของเอียวหองควบคุมตัวไว้ได้จนหมดสิ้น
เบ้งเฮ็กเห็นดังนั้นจึงต่อว่าเอียวหองว่า เรากับท่านมิได้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดขุ่นแค้นเคืองใจเป็นพยาบาทต่อกัน ไฉนท่านจึงจับกุมเราดังนี้เล่า
เอียวหองจึงว่า เรากับท่านไม่ได้มีความพิพาทบาดหมางนั้นก็จริงอยู่ แต่ท่านไม่คิดถึงความสงบสุขของบ้านเมืองและราษฎร ยกกองทัพไปรุกรานแผ่นดินจีน เป็นเหตุให้มหาอุปราชจูกัดเหลียงยกกองทัพมาระงับเภทภัย แลขงเบ้งนั้นมีน้ำใจเอื้ออาทรต่อราษฎรทั้งปวง จับทหารลูกหลานของเราได้แล้วไม่ฆ่า ปล่อยกลับมาเป็นปกติดังเก่า แต่พวกท่านไม่สำนึก ยังเกณฑ์ไพร่พลเมืองคิดจะทำสงครามกับขงเบ้งอีกเป็นการเนรคุณ เราตระหนักในคุณของขงเบ้งจึงคิดอ่านอุบายมาจับตัวท่าน เพื่อให้บ้านเมืองและราษฎรเป็นสุขสืบไป
เอียวหองกล่าวดังนั้นแล้วจึงสั่งบรรดาทหารรองให้ออกไปป่าวประกาศแก่ทหารของโต้สู้ไต้อ๋องและเบ้งเฮ็กว่า คนทั้งปวงไม่ได้เกี่ยวข้องในการทำความผิด ให้แยกย้ายกันกลับไปหาครอบครัวลูกเมียตามเดิม ทหารของโต้สู้ไต้อ๋องและเบ้งเฮ็กได้ยินดังนั้นก็มีความยินดี พากันแยกย้ายกันกลับไปภูมิลำเนาเดิม
เอียวหองจัดแจงสถานการณ์ในเทือกเขาอิมตองสันเป็นปกติแล้ว จึงให้ทหารคุมตัวโต้สู้ไต้อ๋อง เบ้งเฮ็ก และเบ้งฮิว ออกไปหาขงเบ้ง และให้ม้าเร็วล่วงหน้าไปแจ้งความให้ขงเบ้งทราบก่อน
ขงเบ้งทราบความแล้วมีความยินดีเป็นอันมาก ให้ทหารออกไปต้อนรับเอียวหองเข้ามาพบ เมื่อได้คำนับทักทายกันตามธรรมเนียมแล้วเอียวหองจึงกล่าวกับขงเบ้งว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ ณ เขางินติสัน คิดถึงคุณมหาอุปราชซึ่งไว้ชีวิตปล่อยลูกหลานข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าจึงคิดกลอุบายจับเบ้งเฮ็ก เบ้งฮิวมาแทนคุณท่าน”
ขงเบ้งจึงว่า เราจำเป็นต้องยกกองทัพล่วงมาในพุกามประเทศก็เพราะเหตุที่เบ้งเฮ็กยกกองทัพไปรุกรานบ้านเมืองเราก่อน ทำให้ราษฎรทั้งปวงเดือดร้อนทุกข์เข็ญ แต่เรานั้นไม่อาฆาตพยาบาทผู้ใด จับเชลยได้แล้วก็ห่วงใยว่าบุตรภรรยาอยู่ข้างหลังจะทุกข์ร้อนจึงปล่อยตัวกลับมา ซึ่งท่านทำการดังนี้เป็นที่นับถือแก่ข้าพเจ้านัก กล่าวแล้วขงเบ้งจึงสั่งให้เบิกข้าวของเงินทองมามอบแก่เอียวหองเป็นบำเหน็จ และสั่งให้ทหารคุมตัวเบ้งเฮ็กเข้ามาหา
พอเห็นเบ้งเฮ็กขงเบ้งก็หัวเราะ แล้วกล่าวว่าเราจับท่านได้เป็นครั้งที่ห้าแล้ว จะยอมแพ้แก่เราโดยดีหรือหาไม่
เบ้งเฮ็กสะบัดหน้าหนี แล้วกล่าวว่า “ซึ่งท่านจะให้เราอ่อนน้อมต่อนั้นไม่ชอบ เพราะเรามิได้แพ้ฝีมือท่าน บัดนี้เอียวหองเพื่อนเราทำกลอุบายให้เราไว้ใจ จึงจับเรามาได้ ถึงท่านจะฆ่าเสียก็ตามเถิด เรามิได้อ่อนน้อมต่อเป็นอันขาด”
ขงเบ้งได้ฟังจึงว่า ตัวท่านรบพุ่งกับเราจนสิ้นปัญญาและฝีมือแล้ว จึงคิดอาศัยภูมิประเทศอันกอปรด้วยธารน้ำพิษและสัตว์ร้ายนานาชนิดหวังจะพิชิตกองทัพเรา แต่ด้วยอำนาจแห่งความสัตย์ เทพยดาอารักษ์จึงพิทักษ์ปกป้องกองทัพเรามิให้เป็นอันตราย แม้ชนชาวเผ่าต่าง ๆ ก็มีน้ำใจเป็นไมตรีทั่วถ้วน ทั้งมนุษย์และเทพยดาต่างประจักษ์น้ำใจเรา แล้วไฉนเจ้าจึงยังมีทิฐิมานะดึงดันไม่ยอมแพ้อีกเล่า
เบ้งเฮ็กได้ฟังดังนั้นก็ค่อยอ่อนลง กล่าวด้วยน้ำเสียงท้อแท้ว่า “เดิมเราอยู่เมืองงินแข ภูมิฐานกำแพงหอรบมั่นคง แม้ท่านจับเราได้ในเมืองนั้นเราก็จะอ่อนน้อมต่อท่านชั่วลูกหลาน นี่เราออกจากเมืองเราดอก ท่านจึงลวงจับตัวเราได้”
ขงเบ้งได้ฟังคำเบ้งเฮ็กก็รู้ว่ายังไม่ยอมแพ้แก่ใจ จำจะทรมานให้สิ้นมานะจึงจะสามารถยกกองทัพกลับไปทำการกับเมืองฮูโต๋ได้โดยสะดวก
คิดดังนั้นแล้วขงเบ้งจึงกล่าวว่า เมื่อท่านยังไม่ยอมแพ้ด้วยใจ เราก็จะปล่อยท่านกลับไปอีกครั้งหนึ่ง จงไปซ่องสุมทำนุบำรุงทหารให้พรั่งพร้อม เราจะยกไปรบกับท่านให้รู้แพ้แลชนะ ถ้าหากแม้นเราจับท่านได้อีกและยังดื้อรั้นพูดจาฉะนี้ เราก็จะจำฆ่าเสียให้สิ้นทั้งโคตร
ว่าแล้วขงเบ้งจึงสั่งให้แก้มัดเบ้งเฮ็ก แล้วกล่าวว่าท่านจงกลับไปเถิด เบ้งเฮ็กได้ยินก็ก้มหน้าคอตกเดินกลับออกไป เห็นทหารเมืองเสฉวนเตรียมม้าไว้ตัวหนึ่งก็ขี่ม้านั้นควบไปโดยเร็ว
ขงเบ้งให้ทหารคุมตัวเบ้งฮิวและโต้สู้ไต้อ๋องเข้ามา แล้วให้แก้มัดทั้งสองคน จากนั้นจึงแต่งโต๊ะเลี้ยงสุรา แล้วกล่าวว่าเบ้งเฮ็กยังไม่ยอมแพ้เราจึงปล่อยตัวกลับไปให้ซ่องสุมกำลังให้พร้อมแล้วจะได้รบกันใหม่ กล่าวแล้วขงเบ้งก็ชวนเบ้งฮิวและโต้สู้ไต้อ๋องดื่มสุราและกินโต๊ะ พออิ่มแล้วขงเบ้งจึงบอกให้เบ้งฮิวและโต้สู้ไต้อ๋องรีบตามเบ้งเฮ็กไป
วันรุ่งขึ้นขงเบ้งประกาศแต่งตั้งให้เอียวหองเป็นขุนนางผู้ใหญ่แห่งแคว้นจ๊ก และให้ปูนบำเหน็จแก่ทหารและหญิงสิบคนของเอียวหองเป็นอันมาก พร้อมกับกำชับว่าท่านจงปกครองราษฎรให้เป็นสุขเถิด ครั้นได้เวลาเอียวหองจึงพาทหารกลับไป
ฝ่ายเบ้งเฮ็กขี่ม้าออกจากค่ายของขงเบ้งแล้วก็ชะลอฝีเท้าม้าไว้ ด้วยคิดว่าอีกไม่นานขงเบ้งคงจะปล่อยเบ้งฮิวและโต้สู้ไต้อ๋องกลับมา หลังจากนั้นอีกสองชั่วยามเบ้งฮิวและโต้สู้ไต้อ๋องก็ขี่ม้าตามมาทัน และชวนกันกลับไปเมืองงินแข
เบ้งเฮ็ก เบ้งฮิว และโต้สู้ไต้อ๋อง ขี่ม้าเดินทางตลอดทั้งวันทั้งคืนก็ล่วงเขตเมืองสำกั๋งซึ่งเป็นหัวเมืองในแดนเมืองงิมแข “มีแม่น้ำล้อมสามด้าน นอกนั้นออกไปฝ่ายข้างทิศเหนือเป็นที่ราบกว้างสี่ร้อยเส้น มีผลไม้ต่างๆ เป็นอันมาก ข้างทิศตะวันตกสองร้อยเส้นเป็นนาเกลือ ฝ่ายทิศใต้ใกล้เมืองสามร้อยเส้นถึงเมืองลงต่อต๋อง แล้วจึงถึงเมืองหลวงมีเขาล้อมรอบ ในเมืองมีเขาใหญ่อันหนึ่งชื่องินแข บนยอดเขานั้นมีปราสาทชื่อ ก๋งเตียนเล่าคาย เป็นที่อยู่เจ้ามันอ๋อง ริมปราสาทนั้นมีศาลเจ้าสำหรับแผ่นดินเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ ชาวเมืองทั้งปวงนับถือแต่งเครื่องไปเซ่นเจ้าแกคุยที่ศาลนั้นปีละสี่ครั้ง ผู้สำหรับปรนนิบัติรับเครื่องเซ่นนั้นชื่อปกกุย แล้วชาวเมืองทั้งปวงต้องไปจับคนในแดนเมืองเสฉวนมาเซ่นทุกปีมิได้ขาด ถ้าหาไม่ได้ก็เผอิญให้ไข้จับเป็นโรคต่าง ๆ ประการหนึ่งในเมืองงิมแขนั้นมิได้มีกฎหมายเป็นอย่างธรรมเนียมเหมือนหัวเมืองทั้งปวง ถ้ากระทำผิดให้เจ้าเมืองขัดเคืองแล้วก็ให้เอาตัวไปฆ่าเสีย ถึงมาตรว่าหญิงชายในเมืองนั้นจะทำละเมิดนอกคำบิดามารดาสามีก็มิได้มีโทษ อนึ่งถ้าฝนตกไม่บริบูรณ์ ขัดสนด้วยข้าวปลาอาหาร ชาวเมืองทั้งปวงก็เอาเนื้อแลช้างกินเลี้ยงชีวิต”
สภาพของเมืองงินแขดังพรรณนามานี้เป็นสภาพที่เป็นอยู่ในปีพุทธศักราชเจ็ดร้อยหกสิบแปด อาณาเขตภูมิประเทศ วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ดูจะคล้ายคลึงกับดินแดนที่เรียกว่าเมืองตองอูในปัจจุบันนี้ และพิธีการแห่งความเชื่อที่กระทำถึงปีละสี่ครั้งนั้นล้วนเป็นพิธีเซ่นไหว้ผี ซึ่งแสดงว่าพระพุทธศาสนายังไม่ได้เข้ามาถึงดินแดนแถบนี้
เบ้งเฮ็ก เบ้งฮิวและโต้สู้ไต่อ๋องกลับมาถึงเมืองงินแขแล้ว จึงปรึกษากับบรรดาญาติพี่น้องหัวหน้าเผ่าต่าง ๆ ว่าเราทำศึกกับขงเบ้งทุกครั้งก็ปราชัยทุกครั้ง ได้รับความอัปยศเป็นอันมาก ที่ว่าจะยกไปรบกับขงเบ้งใหม่นั้นแท้จริงแล้วก็ยังมองไม่เห็นว่าจะเอาชนะขงเบ้งได้อย่างไร ช่วยกันคิดอ่านผ่อนปรนให้พ้นคำนินทาเถิด
ฝ่ายตั้วไหลซึ่งเป็นน้องภรรยาของเบ้งเฮ็กได้ฟังปรารภดังนั้นจึงว่า เมืองเราอยู่ลึกเข้ามาไกลจากแดนแผ่นดินจีนมากนัก หากขงเบ้งยกล่วงมาทหารก็จะอ่อนล้าอิดโรย เห็นจะเสียทีแก่เรา ข้าพเจ้าจะขออาสานำทหารยกไปรบกับขงเบ้งแก้แค้นให้กับท่านเอง
เบ้งเฮ็กได้ยินก็ประหลาดใจจึงถามว่า เจ้าจะคิดอ่านประการใดจึงจะเอาชัยชนะขงเบ้งได้
ตั้วไหลจึงว่า เจ้าเมืองปัดหลับต๋องข้างทิศตะวันตกของเมืองงินแขมีเจ้าเมืองชื่อบกลกไต้อ๋องเป็นผู้เรืองวิชาอาคม สามารถร่ายมนต์เรียกลมฝนพายุและอาวุธเข้าทำร้ายข้าศึกได้ หรือจะเรียกสัตว์ร้ายนานาชนิดให้ทำร้ายข้าศึกก็จะได้ดังใจ นอกจากนี้ยังสามารถเรียกภูตผีปีศาจมาใช้การดุจดังบริวารที่ซื่อสัตย์ จึงขอให้พี่ท่านแต่งหนังสือฉบับหนึ่งพร้อมข้าวของบรรณาการจำนวนมากถึงบกลกไต้อ๋อง ข้าพเจ้าจะอาสาเป็นทูตไปเจรจาเกลี้ยกล่อมให้บกลกไต้อ๋องยกทหารมาช่วยท่านรบกับขงเบ้ง
เบ้งเฮ็กได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงแต่งหนังสือถึงบกลกไต้อ๋องตามคำของตั้วไหลและมอบหนังสือนั้นพร้อมข้าวของเงินทองจำนวนมากให้ตั้วไหลคุมไปมอบเป็นบรรณาการแก่บกลกไต้อ๋อง
เบ้งเฮ็กเห็นโต้สู้ไต้อ๋องมีอาการซึมเศร้าจึงให้โต้สู้ไต้อ๋องและไพร่พลไปอยู่ที่เมืองสำกั๋งเพื่อฟื้นฟูสภาพชีวิตจิตใจ และช่วยป้องกันรักษาเมืองสำกั๋งหากว่ากองทัพจีนจะยกติดตามมา
ฝ่ายขงเบ้งครั้นได้ปล่อยตัวเบ้งเฮ็กกลับไปแล้ว ได้พักกองทัพอยู่ที่เขาอิมตองสันสามสี่วัน แล้วสั่งให้เคลื่อนทัพไปที่เมืองสำกั๋งซึ่งเป็นปลายแดนของเมืองหมั่นอ๋อง.