ตอนที่ 483. ตระกูลแซ่ของฟ้า
ขงเบ้งดำเนินกโลบายทางการเมืองต้อนรับขับสู้ราชทูตอาวุโสจากเมืองกังตั๋ง อย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ ทำให้ราชทูตอาวุโสมีความกำเริบฮึกเหิมว่าชาวเมืองเสฉวน ยำเกรงชาวเมืองกังตั๋ง ทั้งไม่เห็นผู้ใดมีภูมิปัญญาในเชิงชั้นเจรจาทางการทูต แม้ขงเบ้งก็เจรจาความในทางที่อ่อนข้ออย่างเต็มที่ จึงกลับไปที่พักด้วยความอิ่มเอมเปรมใจตามวิสัยของผู้ทะนงตน
ครั้นเตียวอุ๋นกลับไปที่พักแล้ว ขงเบ้งได้เรียกเตงจี๋มาสั่งว่าเพื่อผูกน้ำใจชาวเมืองกังตั๋ง จะให้ท่านเดินทางไปเมืองกังตั๋งอีกครั้งหนึ่งเพื่อส่งราชทูตเตียวอุ๋นให้สมเกียรติ เตงจี๋รับคำขงเบ้งแล้วกลับไปที่พักจัดแจงเตรียมการเดินทาง
พอเตียวอุ๋นกลับออกไป ขงเบ้งได้เชิญเจ้ากรมอาลักษณ์แห่งสำนักราชเลขาธิการผู้มีวัยเพียงสามสิบปีเศษเข้ามาพบในที่ลับแต่เพียงสองต่อสอง แล้วว่าข้าพเจ้ามีการสำคัญของแผ่นดินเรื่องหนึ่งจะให้ท่านดำเนินการในวันพรุ่งนี้ เจ้ากรมอาลักษณ์ได้ฟังดังนั้นก็รับคำว่ามีสิ่งใดที่มหาอุปราชจะมอบหมายให้ข้าพเจ้าทำแล้วอย่าได้เกรงใจ ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะทำราชการสนองพระคุณให้สำเร็จดังปรารถนาจงได้
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี กระซิบที่ข้างหูเจ้ากรมหนุ่มแล้วกำชับว่า ข้าพเจ้าวางใจว่าท่านจะทำการให้เป็นเกียรติยศไว้กับชาวเมืองเสฉวนได้สำเร็จเป็นแน่แท้ เจ้ากรมหนุ่มพยักหน้ารับคำขงเบ้งแล้วคำนับลากลับออกไป
ฝ่ายเตียวอุ๋นเมื่อกลับไปถึงที่พักก็ปรากฏว่าทางราชสำนักได้ส่งขบวนเชิญของขวัญพระราชทานมาตั้งรออยู่เป็นจำนวนมาก ขุนนางผู้เชิญของกำนัลได้แจ้งความให้เตียวอุ๋นทราบว่าพระเจ้าเล่าเสี้ยนโปรดเกล้าฯ พระราชทานของขวัญครั้งนี้แก่ราชทูตเป็นการเฉพาะ เตียวอุ๋นเห็นดังนั้นก็ปลื้มปิติเป็นอันมาก
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) มิได้ระบุความซึ่งขงเบ้งจัดงานเลี้ยงส่งราชทูตอาวุโสชาวเมืองกังตั๋ง ทั้ง ๆ ที่มีความนัยสำคัญทางการทูตอันไม่อาจละข้ามไปได้เลย แต่ในฉบับภาษาจีนนั้นได้พรรณนาความอย่างชัดเจนว่า พอถึงวันรุ่งขึ้นขงเบ้งได้สั่งให้จัดขบวนเกียรติยศออกไปส่งราชทูตเมืองกังตั๋งอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ พอขบวนพ้นประตูเมืองขงเบ้งก็ให้หยุดขบวนไว้ที่พลับพลาซึ่งสร้างขึ้นใหม่ที่หน้าประตูเมือง มีการแต่งโต๊ะสำหรับเลี้ยงส่งไว้พร้อมสรรพ ขงเบ้งเชิญราชทูตเมืองกังตั๋งและ ขุนนางผู้ใหญ่ที่ตามไปส่งขึ้นไปบนพลับพลา ส่วนบรรดาทหารและขุนนางผู้น้อยยังคงตั้งขบวนคอยอยู่ด้านล่าง ธงทิวบริเวณพลับพลาปลิวไสวตระการตา ราวกับว่าจะมีการสำแดงพิธีสวนสนามอวดศักดานุภาพแห่งกำลังทหาร แต่กลับซ่อนเนื้อหาที่มีการเตรียมการเพื่ออวดศักดานุภาพทางการทูตไว้อย่างแยบยล
ในระหว่างกินโต๊ะขงเบ้งรินสุราคำนับราชทูตเตียวอุ๋นหลายครั้งหลายหน ทำให้ เตียวอุ๋นประจักษ์ในความมีไมตรีที่จริงใจของชาวเมืองเสฉวนเป็นอันมาก แต่ในขณะเดียวกันนั้นภายในใจก็ยิ้มเยาะว่าพระเจ้าซุนกวนกริ่งเกรงลีลาเชิงชั้นเจรจาทางการทูตของขงเบ้งและชาวเมืองเสฉวนจนเกินจริง เพราะถึงวันนี้จะอำลาแล้วยังไม่เห็นผู้ใดมีความปรีชาสามารถฉลาดเฉลียวในเชิงชั้นการทูตแม้แต่สักคนเดียว ทุกคนที่พบเห็นต่างอ่อนน้อม มีลักษณะเกรงอกเกรงใจชาวเมืองกังตั๋งไปทั้งสิ้น
ครั้นงานเลี้ยงใกล้จะสิ้นสุดลง ขุนนางหนุ่มผู้หนึ่งได้เดินมาที่โต๊ะซึ่งขงเบ้งและเตียวอุ๋นนั่งดื่มสุราอยู่ด้วยกัน พลางยกจอกสุราขึ้นคำนับเตียวอุ๋นแล้วเชิญชนจอกสุราดื่มพร้อมกัน เตียวอุ๋นรับคำเชิญแล้วดื่มสุราไปตามมารยาท จากนั้นจึงมองหน้าขุนนางหนุ่มแล้วถามว่า ท่านผู้นี้อายุยังน้อยนัก มีชื่อเสียงเรียงนามและตำแหน่งใดหรือ
ขุนนางผู้นั้นตอบเตียวอุ๋นว่า ข้าพเจ้าอายุเพิ่งสามสิบเศษ แต่ได้รับพระมหากรุณาให้เป็นเจ้ากรมอาลักษณ์ เห็นท่านราชทูตจะเดินทางกลับไปเมือง มีความเลื่อมใสนักจึงขอมาดื่มคารวะให้แก่ท่าน
ราชทูตอาวุโสเห็นขุนนางหนุ่มมีตำแหน่งเพียงแค่เจ้ากรมอาลักษณ์แต่หาญกล้ามาเชิญชวนราชทูตอาวุโสชนจอกสุราดังนั้น วิสัยหยิ่งทะนงประจำตนก็กำเริบ คิดจะกำราบขุนนางเมืองเสฉวนให้ประจักษ์ซึ่งสติปัญญา จึงแสร้งถามว่าตัวท่านมีตำแหน่งเป็นที่เจ้ากรมอาลักษณ์ คงจะมีการศึกษาเล่าเรียนสูงส่งเป็นแน่แท้
แทนที่ราชทูตเตียวอุ๋นจะได้ยินคำตอบที่อ่อนน้อมถ่อมตนหรือระดับความรู้อันควรแก่ตำแหน่งขุนนางผู้น้อย กลับได้ยินคำตอบที่โอหังบังอาจยิ่งนักว่าตัวข้าพเจ้านี้แม้มีตำแหน่งเป็นผู้น้อย แต่ในการศึกษานั้นหาได้ด้อยตามตำแหน่งไม่ เพราะได้ร่ำเรียนสรรพวิชาอันควรแก่ชายชาติอาชาไนยพึงใฝ่เล่าเรียน เช่นเดียวกับลูกเล็กเด็กน้อยชาวเมืองเสฉวนทั้งปวง
ราชทูตเตียวอุ๋นได้ฟังคำยอกย้อนซ่อนเงื่อนดังนั้นก็หลากใจ แต่คาดคิดว่าขุนนางน้อยผู้นี้ถึงอย่างไรก็คงร่ำเรียนไม่สูงส่งกว้างขวางลึกซึ้งเท่าใดนัก จึงแสร้งถามข่มขวัญต่อไปว่าซึ่งท่านว่าได้ร่ำเรียนวิทยาการเป็นอันมากนั้นเป็นประการใด
ขุนนางน้อยเมืองเสฉวนตอบกลับอย่างองอาจฉาดฉานในทันใดว่า บรรดาวิชาการทั้งปวงข้าพเจ้าได้ร่ำเรียนจนจบสิ้น การภาคพื้นดินได้ร่ำเรียนวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์จนจะแจ้ง การบนอากาศเล่าก็ได้ร่ำเรียนวิชาดาราศาสตร์ แลวิถีโคจรแห่งดวงดาวทั้งปวงรู้แจ้งซึ่งฤดูกาลอันผันแปรมิได้คลาดเคลื่อน วิชาปรัชญาศาสนาที่มีมาในแผ่นดินก็ร่ำเรียนจนจบสิ้นทุกสิ่ง แม้วิชาการสงครามก็แจ้งจบช่ำชองเฉกเช่นเดียวกับชาวเมืองเสฉวนทั้งปวง
ราชทูตอาวุโสเตียวอุ๋นได้ยินคำขุนนางหนุ่มกล่าวความโอหังบังอาจโอ่อวดถึงขนาดดังนั้นก็หันมามองขงเบ้ง เห็นนั่งอมยิ้มอยู่จึงหันกลับไปทางขุนนางหนุ่มแล้วหัวเราะเป็นทีเยาะเย้ยว่าตัวท่านอายุยังเยาว์เพียงนี้ ไฉนจึงมาโอ่อวดต่อหน้าเรา ในใจก็คิดถึงคำโบราณว่า “ต่อหน้าเทพเจ้าองค์จริง ไฉนเจ้าจึงมาจุดธูปปลอม”
ขุนนางหนุ่มได้ยินราชทูตอาวุโสหัวเราะก็รู้นัย จึงยกจอกสุราขึ้นดื่มแล้วหัวเราะบ้าง ราชทูตเตียวอุ๋นหมั่นไส้ยิ่งนัก จึงกล่าวว่าท่านกล่าวอ้างว่ามีภูมิปัญญาวิชาคุณกว้างขวางล้ำลึกนัก ตัวเราจะถามความบางประการท่านจะกล้าตอบหรือไม่ ขุนนางหนุ่มเมืองเสฉวนได้ยินคำเตียวอุ๋นดังนั้นก็โอ่กลับมาอีกว่า ท่านใคร่รู้สิ่งใดก็เชิญท่านถามตามที่ต้องการเถิด
ราชทูตเตียวอุ๋นจึงกล่าวว่า เราขอถามท่านประการแรกว่าฟ้านั้นมีศีรษะหรือไม่
ขุนนางหนุ่มตอบกลับมาในทันใดว่า โบราณว่าก่อนฝนตกมีฟ้าคำราม เมฆคำรน ฟ้าคำรามก็เนื่องเพราะฟ้ามีศีรษะ ราชทูตเตียวอุ๋นจึงถามต่อไปว่าท่านว่าฟ้ามีศีรษะ แล้วศีรษะฟ้านั้นอยู่เบื้องทิศไหนเล่า
ขุนนางหนุ่มตอบว่ามีคัมภีร์แต่โบราณระบุว่า ให้หันศีรษะผู้ตายไปทางเดียวกับฟ้า ดังนั้นฟ้าจึงมีศีรษะอยู่ทางทิศตะวันตก
เตียวอุ๋นพยักหน้า แล้วถามต่อไปว่าฟ้ามีหูหรือไม่
ขุนนางหนุ่มตอบอีกว่า โบราณมีวลีว่าฟ้าสูง แผ่นดินต่ำ นกกะเรียนของเซียนผู้วิเศษร้องอยู่ที่บึงกว้างลึก เสียงได้ยินไปถึงฟ้า ดังนั้นหากฟ้าไม่มีหูแล้ว ไฉนจะได้ยินเสียงนกกะเรียนเล่า ข้าพเจ้าจึงขอตอบว่าฟ้ามีหู
ราชทูตอาวุโสพยักหน้าอีกครั้งหนึ่งแล้วถามสืบไปว่า เมื่อฟ้ามีหู ฟ้าจะมีเท้าด้วยหรือไม่
ขุนนางหนุ่มตอบว่า มีคำโบราณว่าหนทางสวรรค์เดินได้ยากลำบากยิ่ง หนทางนรกสิกลับเดินง่ายดายสะดวกนัก ฉะนั้นหากฟ้าไม่มีเท้าแล้วจะเดินได้ไฉนเล่า เหตุนี้จึงตอบว่าฟ้าย่อมมีเท้า
ราชทูตอาวุโสเตียวอุ๋นได้ยินขุนนางหนุ่มเอื้อนเอ่ยคำตอบเกี่ยวกับลักษณะฟ้าอย่างแคล่วคล่องว่องไวดังนั้นก็แปลกประหลาดใจ จึงตั้งคำถามอันลึกซึ้งซึ่งยากจะตอบได้ หวังให้เป็นคำถามเผด็จศึกว่า ก็แลท่านว่าฟ้ามีศีรษะ มีหู มีเท้าฉะนี้แล้ว ฟ้ามีตระกูลแซ่หรือไม่
ขุนนางหนุ่มตอบสวนมาในทันใดว่า ฟ้าย่อมมีตระกูลแซ่อย่างแน่นอน เตียวอุ๋นถามสวนมาในบัดดลว่า เมื่อท่านว่าฟ้ามีแซ่ ดังนั้นฟ้ามีแซ่อะไรกันเล่า
ขุนนางหนุ่มยิ้มอย่างเบิกบานพลางตอบอย่างยียวนว่า ฟ้าย่อมมีแซ่เล่า ท่านอย่าได้สงสัยเลย ราชทูตเตียวอุ๋นได้ยินดังนั้นก็ทำสีหน้างงงวยเพราะไม่เคยมีคัมภีร์โบราณใด ๆ ระบุว่าฟ้ามีแซ่เล่า จึงถามว่ามีที่ใดระบุว่าฟ้ามีแซ่เล่า ท่านจึงตู่เอาดังนี้
ขุนนางหนุ่มอมยิ้มน้อย ๆ แล้วกล่าวตอบว่า พระเจ้าฮั่นโกโจปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นทรงเป็นที่ยอมรับกล่าวขานทั้งแผ่นดินว่าทรงเป็นจักรพรรดิและเป็นโอรสแห่งสวรรค์หรือโอรสแห่งฟ้า พระเจ้าฮั่นโกโจนั้นแซ่เล่ามิใช่หรือ
ราชทูตเตียวอุ๋นรีบตอบว่า พระเจ้าฮั่นโกโจมีแซ่เล่านั้นจริงแล้ว ขุนนางหนุ่มจึงกล่าวย้อนในทันใดว่า บัดนี้พระเจ้าเล่าเสี้ยนเชื้อสายแห่งพระเจ้าฮั่นโกโจสืบสายราชวงศ์ฮั่นก็มีแซ่เล่า เมื่อโอรสสวรรค์มีแซ่เล่า ฟ้าซึ่งเป็นบิดาสวรรค์ก็ย่อมมีแซ่เล่าด้วย
เตียวอุ๋นได้ยินดังนั้นก็จำนนต่อถ้อยคำ แต่ยังฝืนตั้งคำถามต่อไปว่า ตัวท่านทราบมิใช่หรือว่าพระสุริยันยาตราเยื้องย่างแต่เบื้องฟากฟ้าบูรพาทิศ
เจ้ากรมอาลักษณ์หนุ่มได้ยินคำถามดังนั้นก็รู้ความนัยว่าเตียวอุ๋นมุ่งหมายจะให้ตอบว่าฟ้าเบื้องบูรพาทิศให้กำเนิดดวงตะวัน และทิศบูรพานั้นอันเป็นที่ตั้งแห่งแดนกังตั๋ง และจะนำไปสู่คำถามต่อไปว่าเมื่อแดนกังตั๋งเป็นต้นกำเนิดฟ้า ฟ้าย่อมมีแซ่ซุนหาใช่แซ่เล่าไม่ เมื่อรู้ทันดังนี้จึงกล่าวแก้โดยโวหารว่า พระอาทิตย์เบิกฟ้าเบื้องบูรพานั้นจริงแล้ว แต่ใช่ว่าจะสถิตเป็นนิจนิรันดร์ก็หาไม่ ย่อมยาตราไปลับสนิทนิทรา ณ เบื้องฟ้าฟากปัจจิมทุกวันไม่เคยบิดผันเลย
ราชทูตอาวุโสเมืองกังตั๋งได้ฟังคำแก้ดังนั้นก็ไม่กล้าที่จะตั้งคำถามต่อไปว่าฟ้ามีแซ่ซุน เพราะขุนนางหนุ่มตอบแก้กันไว้ก่อนว่าพระอาทิตย์จะโคจรอัสดง ณ ฟากฟ้าเบื้องตะวันตกอันหมายถึงเมืองเสฉวน ดังนั้นจึงอึ้งจำนนมิรู้ที่จะทำประการใด
เจ้ากรมอาลักษณ์หนุ่มเห็นราชทูตอาวุโสนิ่งอึ้งจำนนต่อถ้อยคำดังนั้น จึงแสร้งถามข่มขวัญราชทูตอาวุโสบ้างว่า ท่านเป็นผู้มีสติปัญญาแห่งเมืองกังตั๋ง ได้นำความรู้เกี่ยวกับฟ้ามาถามข้าพเจ้า เป็นอันแสดงว่าท่านเป็นผู้แจ้งในเรื่องแห่งฟ้า ซึ่งสามก๊กฉบับสมบูรณ์ได้บรรยายคำถามพิฆาตของขุนนางหนุ่มว่า “หยินหยางได้แบ่งแยกแยะสิ่งที่บริสุทธิ์และเบาให้ลอยตัวขึ้นเป็นฟ้าเป็นสวรรค์ สิ่งที่หนักและโสโครกขุ่นหมองได้ลงต่ำจับเป็นผืนดิน กระทั่งมาถึงกั่งกังสีพ่ายศึก ศีรษะได้ไปกระทบถูกภูเขาปุ๊กจิวซาน เสาสวรรค์ได้โค่นหักลง ฟ้าได้เอียงไปทางทิศพายัพ พื้นดินได้ถล่มจมลงทางทิศอาคเนย์ ในเมื่อสิ่งที่เบาและบริสุทธิ์ได้ลอยขึ้น เหตุใดฟ้าจะเอียงไปทางทิศพายัพได้อย่างไร อีกทั้งยังมิรู้ว่าจากเปลือกนอกของสิ่งที่เบาและบริสุทธิ์ ยังมีสิ่งใดอีกบ้าง” แล้วสำทับถามว่าขอท่านผู้อาวุโสได้วิสัชนาประดับสติปัญญาข้าผู้น้อยด้วยเถิด
ราชทูตอาวุโสเตียวอุ๋นได้ยินคำถามพิสดารดังนั้นก็อับจนปัญญาไม่สามารถโต้ตอบประการใดได้ ขงเบ้งนั่งอมยิ้มเป็นเวลานาน เห็นเหตุการณ์ดังนั้นจึงกล่าวแทรกขึ้นว่าท่านทั้งสองสนทนาความล้ำลึกนัก ข้าพเจ้าฟังไม่ทัน แต่เพียงที่ฟังก็นับเป็นบุญโสตนักหนา บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอเชิญท่านทูตออกเดินทางเถิด
เตียวอุ๋นกำลังอับจนอัปยศต่อผู้คนทั้งปวงซึ่งนั่งกินโต๊ะอยู่ด้วยกัน แต่สำคัญว่าขนาดขงเบ้งยังฟังความไม่เข้าใจ ไฉนผู้อื่นจะรู้ความนัยเล่า จึงค่อยคลายใจ เมื่อได้ยินคำขงเบ้ง กล่าวความเสมือนตีระฆังช่วยให้การชกสิ้นยกลงก็มีความยินดี รีบกล่าวว่าเวลาช่างล่วงไปเร็วนัก หวังว่าจักมีโอกาสเลี้ยงขอบคุณตอบแทนท่านมหาอุปราชบ้าง
เตียวอุ๋นกล่าวแล้วก็ลุกขึ้นคำนับขงเบ้ง ขงเบ้งลุกขึ้นรับคำนับและจูงมือเตียวอุ๋นลงมาที่ขบวนซึ่งเตรียมพร้อมอยู่แล้ว พลางกล่าวว่าท่านราชทูตมีสติปัญญา เจรจาความล้ำลึก แสดงถึงความรอบรู้และสติปัญญาอันไม่อาจหาผู้ใดทัดเทียมได้
ราชทูตเตียวอุ๋นรู้สึกอัปยศอยู่ในใจ แต่ครั้นได้ฟังคำขงเบ้งก็ยิ่งคลายใจว่าไม่มีผู้ใดรู้ความหมายแห่งการสนทนากับขุนนางน้อย จึงกล่าวว่าวันนี้ข้าพเจ้าขออำลามหาอุปราชไปก่อน ว่าแล้วต่างฝ่ายต่างคำนับกันตามธรรมเนียม ขบวนของราชทูตเตียวอุ๋นค่อย ๆ เคลื่อนออกเดินทางกลับไปเมืองกังตั๋ง โดยมีเตงจี๋ราชทูตหน้าใหม่ตามไปส่งด้วย ขงเบ้งและขบวนกองเกียรติยศยืนส่งราชทูตเมืองกังตั๋งจนลับตาแล้ว จึงพาขบวนกลับเข้าไปในเมืองเสฉวน.
ครั้นเตียวอุ๋นกลับไปที่พักแล้ว ขงเบ้งได้เรียกเตงจี๋มาสั่งว่าเพื่อผูกน้ำใจชาวเมืองกังตั๋ง จะให้ท่านเดินทางไปเมืองกังตั๋งอีกครั้งหนึ่งเพื่อส่งราชทูตเตียวอุ๋นให้สมเกียรติ เตงจี๋รับคำขงเบ้งแล้วกลับไปที่พักจัดแจงเตรียมการเดินทาง
พอเตียวอุ๋นกลับออกไป ขงเบ้งได้เชิญเจ้ากรมอาลักษณ์แห่งสำนักราชเลขาธิการผู้มีวัยเพียงสามสิบปีเศษเข้ามาพบในที่ลับแต่เพียงสองต่อสอง แล้วว่าข้าพเจ้ามีการสำคัญของแผ่นดินเรื่องหนึ่งจะให้ท่านดำเนินการในวันพรุ่งนี้ เจ้ากรมอาลักษณ์ได้ฟังดังนั้นก็รับคำว่ามีสิ่งใดที่มหาอุปราชจะมอบหมายให้ข้าพเจ้าทำแล้วอย่าได้เกรงใจ ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะทำราชการสนองพระคุณให้สำเร็จดังปรารถนาจงได้
ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี กระซิบที่ข้างหูเจ้ากรมหนุ่มแล้วกำชับว่า ข้าพเจ้าวางใจว่าท่านจะทำการให้เป็นเกียรติยศไว้กับชาวเมืองเสฉวนได้สำเร็จเป็นแน่แท้ เจ้ากรมหนุ่มพยักหน้ารับคำขงเบ้งแล้วคำนับลากลับออกไป
ฝ่ายเตียวอุ๋นเมื่อกลับไปถึงที่พักก็ปรากฏว่าทางราชสำนักได้ส่งขบวนเชิญของขวัญพระราชทานมาตั้งรออยู่เป็นจำนวนมาก ขุนนางผู้เชิญของกำนัลได้แจ้งความให้เตียวอุ๋นทราบว่าพระเจ้าเล่าเสี้ยนโปรดเกล้าฯ พระราชทานของขวัญครั้งนี้แก่ราชทูตเป็นการเฉพาะ เตียวอุ๋นเห็นดังนั้นก็ปลื้มปิติเป็นอันมาก
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) มิได้ระบุความซึ่งขงเบ้งจัดงานเลี้ยงส่งราชทูตอาวุโสชาวเมืองกังตั๋ง ทั้ง ๆ ที่มีความนัยสำคัญทางการทูตอันไม่อาจละข้ามไปได้เลย แต่ในฉบับภาษาจีนนั้นได้พรรณนาความอย่างชัดเจนว่า พอถึงวันรุ่งขึ้นขงเบ้งได้สั่งให้จัดขบวนเกียรติยศออกไปส่งราชทูตเมืองกังตั๋งอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ พอขบวนพ้นประตูเมืองขงเบ้งก็ให้หยุดขบวนไว้ที่พลับพลาซึ่งสร้างขึ้นใหม่ที่หน้าประตูเมือง มีการแต่งโต๊ะสำหรับเลี้ยงส่งไว้พร้อมสรรพ ขงเบ้งเชิญราชทูตเมืองกังตั๋งและ ขุนนางผู้ใหญ่ที่ตามไปส่งขึ้นไปบนพลับพลา ส่วนบรรดาทหารและขุนนางผู้น้อยยังคงตั้งขบวนคอยอยู่ด้านล่าง ธงทิวบริเวณพลับพลาปลิวไสวตระการตา ราวกับว่าจะมีการสำแดงพิธีสวนสนามอวดศักดานุภาพแห่งกำลังทหาร แต่กลับซ่อนเนื้อหาที่มีการเตรียมการเพื่ออวดศักดานุภาพทางการทูตไว้อย่างแยบยล
ในระหว่างกินโต๊ะขงเบ้งรินสุราคำนับราชทูตเตียวอุ๋นหลายครั้งหลายหน ทำให้ เตียวอุ๋นประจักษ์ในความมีไมตรีที่จริงใจของชาวเมืองเสฉวนเป็นอันมาก แต่ในขณะเดียวกันนั้นภายในใจก็ยิ้มเยาะว่าพระเจ้าซุนกวนกริ่งเกรงลีลาเชิงชั้นเจรจาทางการทูตของขงเบ้งและชาวเมืองเสฉวนจนเกินจริง เพราะถึงวันนี้จะอำลาแล้วยังไม่เห็นผู้ใดมีความปรีชาสามารถฉลาดเฉลียวในเชิงชั้นการทูตแม้แต่สักคนเดียว ทุกคนที่พบเห็นต่างอ่อนน้อม มีลักษณะเกรงอกเกรงใจชาวเมืองกังตั๋งไปทั้งสิ้น
ครั้นงานเลี้ยงใกล้จะสิ้นสุดลง ขุนนางหนุ่มผู้หนึ่งได้เดินมาที่โต๊ะซึ่งขงเบ้งและเตียวอุ๋นนั่งดื่มสุราอยู่ด้วยกัน พลางยกจอกสุราขึ้นคำนับเตียวอุ๋นแล้วเชิญชนจอกสุราดื่มพร้อมกัน เตียวอุ๋นรับคำเชิญแล้วดื่มสุราไปตามมารยาท จากนั้นจึงมองหน้าขุนนางหนุ่มแล้วถามว่า ท่านผู้นี้อายุยังน้อยนัก มีชื่อเสียงเรียงนามและตำแหน่งใดหรือ
ขุนนางผู้นั้นตอบเตียวอุ๋นว่า ข้าพเจ้าอายุเพิ่งสามสิบเศษ แต่ได้รับพระมหากรุณาให้เป็นเจ้ากรมอาลักษณ์ เห็นท่านราชทูตจะเดินทางกลับไปเมือง มีความเลื่อมใสนักจึงขอมาดื่มคารวะให้แก่ท่าน
ราชทูตอาวุโสเห็นขุนนางหนุ่มมีตำแหน่งเพียงแค่เจ้ากรมอาลักษณ์แต่หาญกล้ามาเชิญชวนราชทูตอาวุโสชนจอกสุราดังนั้น วิสัยหยิ่งทะนงประจำตนก็กำเริบ คิดจะกำราบขุนนางเมืองเสฉวนให้ประจักษ์ซึ่งสติปัญญา จึงแสร้งถามว่าตัวท่านมีตำแหน่งเป็นที่เจ้ากรมอาลักษณ์ คงจะมีการศึกษาเล่าเรียนสูงส่งเป็นแน่แท้
แทนที่ราชทูตเตียวอุ๋นจะได้ยินคำตอบที่อ่อนน้อมถ่อมตนหรือระดับความรู้อันควรแก่ตำแหน่งขุนนางผู้น้อย กลับได้ยินคำตอบที่โอหังบังอาจยิ่งนักว่าตัวข้าพเจ้านี้แม้มีตำแหน่งเป็นผู้น้อย แต่ในการศึกษานั้นหาได้ด้อยตามตำแหน่งไม่ เพราะได้ร่ำเรียนสรรพวิชาอันควรแก่ชายชาติอาชาไนยพึงใฝ่เล่าเรียน เช่นเดียวกับลูกเล็กเด็กน้อยชาวเมืองเสฉวนทั้งปวง
ราชทูตเตียวอุ๋นได้ฟังคำยอกย้อนซ่อนเงื่อนดังนั้นก็หลากใจ แต่คาดคิดว่าขุนนางน้อยผู้นี้ถึงอย่างไรก็คงร่ำเรียนไม่สูงส่งกว้างขวางลึกซึ้งเท่าใดนัก จึงแสร้งถามข่มขวัญต่อไปว่าซึ่งท่านว่าได้ร่ำเรียนวิทยาการเป็นอันมากนั้นเป็นประการใด
ขุนนางน้อยเมืองเสฉวนตอบกลับอย่างองอาจฉาดฉานในทันใดว่า บรรดาวิชาการทั้งปวงข้าพเจ้าได้ร่ำเรียนจนจบสิ้น การภาคพื้นดินได้ร่ำเรียนวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์จนจะแจ้ง การบนอากาศเล่าก็ได้ร่ำเรียนวิชาดาราศาสตร์ แลวิถีโคจรแห่งดวงดาวทั้งปวงรู้แจ้งซึ่งฤดูกาลอันผันแปรมิได้คลาดเคลื่อน วิชาปรัชญาศาสนาที่มีมาในแผ่นดินก็ร่ำเรียนจนจบสิ้นทุกสิ่ง แม้วิชาการสงครามก็แจ้งจบช่ำชองเฉกเช่นเดียวกับชาวเมืองเสฉวนทั้งปวง
ราชทูตอาวุโสเตียวอุ๋นได้ยินคำขุนนางหนุ่มกล่าวความโอหังบังอาจโอ่อวดถึงขนาดดังนั้นก็หันมามองขงเบ้ง เห็นนั่งอมยิ้มอยู่จึงหันกลับไปทางขุนนางหนุ่มแล้วหัวเราะเป็นทีเยาะเย้ยว่าตัวท่านอายุยังเยาว์เพียงนี้ ไฉนจึงมาโอ่อวดต่อหน้าเรา ในใจก็คิดถึงคำโบราณว่า “ต่อหน้าเทพเจ้าองค์จริง ไฉนเจ้าจึงมาจุดธูปปลอม”
ขุนนางหนุ่มได้ยินราชทูตอาวุโสหัวเราะก็รู้นัย จึงยกจอกสุราขึ้นดื่มแล้วหัวเราะบ้าง ราชทูตเตียวอุ๋นหมั่นไส้ยิ่งนัก จึงกล่าวว่าท่านกล่าวอ้างว่ามีภูมิปัญญาวิชาคุณกว้างขวางล้ำลึกนัก ตัวเราจะถามความบางประการท่านจะกล้าตอบหรือไม่ ขุนนางหนุ่มเมืองเสฉวนได้ยินคำเตียวอุ๋นดังนั้นก็โอ่กลับมาอีกว่า ท่านใคร่รู้สิ่งใดก็เชิญท่านถามตามที่ต้องการเถิด
ราชทูตเตียวอุ๋นจึงกล่าวว่า เราขอถามท่านประการแรกว่าฟ้านั้นมีศีรษะหรือไม่
ขุนนางหนุ่มตอบกลับมาในทันใดว่า โบราณว่าก่อนฝนตกมีฟ้าคำราม เมฆคำรน ฟ้าคำรามก็เนื่องเพราะฟ้ามีศีรษะ ราชทูตเตียวอุ๋นจึงถามต่อไปว่าท่านว่าฟ้ามีศีรษะ แล้วศีรษะฟ้านั้นอยู่เบื้องทิศไหนเล่า
ขุนนางหนุ่มตอบว่ามีคัมภีร์แต่โบราณระบุว่า ให้หันศีรษะผู้ตายไปทางเดียวกับฟ้า ดังนั้นฟ้าจึงมีศีรษะอยู่ทางทิศตะวันตก
เตียวอุ๋นพยักหน้า แล้วถามต่อไปว่าฟ้ามีหูหรือไม่
ขุนนางหนุ่มตอบอีกว่า โบราณมีวลีว่าฟ้าสูง แผ่นดินต่ำ นกกะเรียนของเซียนผู้วิเศษร้องอยู่ที่บึงกว้างลึก เสียงได้ยินไปถึงฟ้า ดังนั้นหากฟ้าไม่มีหูแล้ว ไฉนจะได้ยินเสียงนกกะเรียนเล่า ข้าพเจ้าจึงขอตอบว่าฟ้ามีหู
ราชทูตอาวุโสพยักหน้าอีกครั้งหนึ่งแล้วถามสืบไปว่า เมื่อฟ้ามีหู ฟ้าจะมีเท้าด้วยหรือไม่
ขุนนางหนุ่มตอบว่า มีคำโบราณว่าหนทางสวรรค์เดินได้ยากลำบากยิ่ง หนทางนรกสิกลับเดินง่ายดายสะดวกนัก ฉะนั้นหากฟ้าไม่มีเท้าแล้วจะเดินได้ไฉนเล่า เหตุนี้จึงตอบว่าฟ้าย่อมมีเท้า
ราชทูตอาวุโสเตียวอุ๋นได้ยินขุนนางหนุ่มเอื้อนเอ่ยคำตอบเกี่ยวกับลักษณะฟ้าอย่างแคล่วคล่องว่องไวดังนั้นก็แปลกประหลาดใจ จึงตั้งคำถามอันลึกซึ้งซึ่งยากจะตอบได้ หวังให้เป็นคำถามเผด็จศึกว่า ก็แลท่านว่าฟ้ามีศีรษะ มีหู มีเท้าฉะนี้แล้ว ฟ้ามีตระกูลแซ่หรือไม่
ขุนนางหนุ่มตอบสวนมาในทันใดว่า ฟ้าย่อมมีตระกูลแซ่อย่างแน่นอน เตียวอุ๋นถามสวนมาในบัดดลว่า เมื่อท่านว่าฟ้ามีแซ่ ดังนั้นฟ้ามีแซ่อะไรกันเล่า
ขุนนางหนุ่มยิ้มอย่างเบิกบานพลางตอบอย่างยียวนว่า ฟ้าย่อมมีแซ่เล่า ท่านอย่าได้สงสัยเลย ราชทูตเตียวอุ๋นได้ยินดังนั้นก็ทำสีหน้างงงวยเพราะไม่เคยมีคัมภีร์โบราณใด ๆ ระบุว่าฟ้ามีแซ่เล่า จึงถามว่ามีที่ใดระบุว่าฟ้ามีแซ่เล่า ท่านจึงตู่เอาดังนี้
ขุนนางหนุ่มอมยิ้มน้อย ๆ แล้วกล่าวตอบว่า พระเจ้าฮั่นโกโจปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นทรงเป็นที่ยอมรับกล่าวขานทั้งแผ่นดินว่าทรงเป็นจักรพรรดิและเป็นโอรสแห่งสวรรค์หรือโอรสแห่งฟ้า พระเจ้าฮั่นโกโจนั้นแซ่เล่ามิใช่หรือ
ราชทูตเตียวอุ๋นรีบตอบว่า พระเจ้าฮั่นโกโจมีแซ่เล่านั้นจริงแล้ว ขุนนางหนุ่มจึงกล่าวย้อนในทันใดว่า บัดนี้พระเจ้าเล่าเสี้ยนเชื้อสายแห่งพระเจ้าฮั่นโกโจสืบสายราชวงศ์ฮั่นก็มีแซ่เล่า เมื่อโอรสสวรรค์มีแซ่เล่า ฟ้าซึ่งเป็นบิดาสวรรค์ก็ย่อมมีแซ่เล่าด้วย
เตียวอุ๋นได้ยินดังนั้นก็จำนนต่อถ้อยคำ แต่ยังฝืนตั้งคำถามต่อไปว่า ตัวท่านทราบมิใช่หรือว่าพระสุริยันยาตราเยื้องย่างแต่เบื้องฟากฟ้าบูรพาทิศ
เจ้ากรมอาลักษณ์หนุ่มได้ยินคำถามดังนั้นก็รู้ความนัยว่าเตียวอุ๋นมุ่งหมายจะให้ตอบว่าฟ้าเบื้องบูรพาทิศให้กำเนิดดวงตะวัน และทิศบูรพานั้นอันเป็นที่ตั้งแห่งแดนกังตั๋ง และจะนำไปสู่คำถามต่อไปว่าเมื่อแดนกังตั๋งเป็นต้นกำเนิดฟ้า ฟ้าย่อมมีแซ่ซุนหาใช่แซ่เล่าไม่ เมื่อรู้ทันดังนี้จึงกล่าวแก้โดยโวหารว่า พระอาทิตย์เบิกฟ้าเบื้องบูรพานั้นจริงแล้ว แต่ใช่ว่าจะสถิตเป็นนิจนิรันดร์ก็หาไม่ ย่อมยาตราไปลับสนิทนิทรา ณ เบื้องฟ้าฟากปัจจิมทุกวันไม่เคยบิดผันเลย
ราชทูตอาวุโสเมืองกังตั๋งได้ฟังคำแก้ดังนั้นก็ไม่กล้าที่จะตั้งคำถามต่อไปว่าฟ้ามีแซ่ซุน เพราะขุนนางหนุ่มตอบแก้กันไว้ก่อนว่าพระอาทิตย์จะโคจรอัสดง ณ ฟากฟ้าเบื้องตะวันตกอันหมายถึงเมืองเสฉวน ดังนั้นจึงอึ้งจำนนมิรู้ที่จะทำประการใด
เจ้ากรมอาลักษณ์หนุ่มเห็นราชทูตอาวุโสนิ่งอึ้งจำนนต่อถ้อยคำดังนั้น จึงแสร้งถามข่มขวัญราชทูตอาวุโสบ้างว่า ท่านเป็นผู้มีสติปัญญาแห่งเมืองกังตั๋ง ได้นำความรู้เกี่ยวกับฟ้ามาถามข้าพเจ้า เป็นอันแสดงว่าท่านเป็นผู้แจ้งในเรื่องแห่งฟ้า ซึ่งสามก๊กฉบับสมบูรณ์ได้บรรยายคำถามพิฆาตของขุนนางหนุ่มว่า “หยินหยางได้แบ่งแยกแยะสิ่งที่บริสุทธิ์และเบาให้ลอยตัวขึ้นเป็นฟ้าเป็นสวรรค์ สิ่งที่หนักและโสโครกขุ่นหมองได้ลงต่ำจับเป็นผืนดิน กระทั่งมาถึงกั่งกังสีพ่ายศึก ศีรษะได้ไปกระทบถูกภูเขาปุ๊กจิวซาน เสาสวรรค์ได้โค่นหักลง ฟ้าได้เอียงไปทางทิศพายัพ พื้นดินได้ถล่มจมลงทางทิศอาคเนย์ ในเมื่อสิ่งที่เบาและบริสุทธิ์ได้ลอยขึ้น เหตุใดฟ้าจะเอียงไปทางทิศพายัพได้อย่างไร อีกทั้งยังมิรู้ว่าจากเปลือกนอกของสิ่งที่เบาและบริสุทธิ์ ยังมีสิ่งใดอีกบ้าง” แล้วสำทับถามว่าขอท่านผู้อาวุโสได้วิสัชนาประดับสติปัญญาข้าผู้น้อยด้วยเถิด
ราชทูตอาวุโสเตียวอุ๋นได้ยินคำถามพิสดารดังนั้นก็อับจนปัญญาไม่สามารถโต้ตอบประการใดได้ ขงเบ้งนั่งอมยิ้มเป็นเวลานาน เห็นเหตุการณ์ดังนั้นจึงกล่าวแทรกขึ้นว่าท่านทั้งสองสนทนาความล้ำลึกนัก ข้าพเจ้าฟังไม่ทัน แต่เพียงที่ฟังก็นับเป็นบุญโสตนักหนา บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอเชิญท่านทูตออกเดินทางเถิด
เตียวอุ๋นกำลังอับจนอัปยศต่อผู้คนทั้งปวงซึ่งนั่งกินโต๊ะอยู่ด้วยกัน แต่สำคัญว่าขนาดขงเบ้งยังฟังความไม่เข้าใจ ไฉนผู้อื่นจะรู้ความนัยเล่า จึงค่อยคลายใจ เมื่อได้ยินคำขงเบ้ง กล่าวความเสมือนตีระฆังช่วยให้การชกสิ้นยกลงก็มีความยินดี รีบกล่าวว่าเวลาช่างล่วงไปเร็วนัก หวังว่าจักมีโอกาสเลี้ยงขอบคุณตอบแทนท่านมหาอุปราชบ้าง
เตียวอุ๋นกล่าวแล้วก็ลุกขึ้นคำนับขงเบ้ง ขงเบ้งลุกขึ้นรับคำนับและจูงมือเตียวอุ๋นลงมาที่ขบวนซึ่งเตรียมพร้อมอยู่แล้ว พลางกล่าวว่าท่านราชทูตมีสติปัญญา เจรจาความล้ำลึก แสดงถึงความรอบรู้และสติปัญญาอันไม่อาจหาผู้ใดทัดเทียมได้
ราชทูตเตียวอุ๋นรู้สึกอัปยศอยู่ในใจ แต่ครั้นได้ฟังคำขงเบ้งก็ยิ่งคลายใจว่าไม่มีผู้ใดรู้ความหมายแห่งการสนทนากับขุนนางน้อย จึงกล่าวว่าวันนี้ข้าพเจ้าขออำลามหาอุปราชไปก่อน ว่าแล้วต่างฝ่ายต่างคำนับกันตามธรรมเนียม ขบวนของราชทูตเตียวอุ๋นค่อย ๆ เคลื่อนออกเดินทางกลับไปเมืองกังตั๋ง โดยมีเตงจี๋ราชทูตหน้าใหม่ตามไปส่งด้วย ขงเบ้งและขบวนกองเกียรติยศยืนส่งราชทูตเมืองกังตั๋งจนลับตาแล้ว จึงพาขบวนกลับเข้าไปในเมืองเสฉวน.