ตอนที่ 476. โจผีตีเมืองกังตั๋งครั้งแรก

กองทัพเมืองกังตั๋งเพิ่งเสร็จศึกใหม่ ๆ ก็ได้ข่าวศึกว่า พระเจ้าโจผีจัดกองทัพยกมาตีเมืองกังตั๋งเป็นสามทาง ซุนกวนจึงตั้งให้ลกซุนเป็นแม่ทัพใหญ่ยกไปต้านกองทัพของพระเจ้าโจผีอีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าโจผีทราบว่าลกซุนเป็นแม่ทัพเมืองกังตั๋งตั้งรับศึกครั้งนี้ จึงตัดสินพระทัยยกกองทัพหนุนไปช่วยกองทัพทั้งสามทางนั้น

            เล่าหัวซึ่งเป็นที่ปรึกษาเห็นว่าเมืองกังตั๋งรู้ตัวแล้วเห็นจะทำการศึกไม่สะดวก จึงกราบบังคมทูลพระเจ้าโจผีให้งดกองทัพไว้ก่อน แต่พระเจ้าโจผีไม่ฟังคำทัดทาน ตรัสสั่งให้กองทัพทั้งสามกองที่ยกล่วงไปก่อนแล้วเร่งเข้าตีเมืองกังตั๋ง พระเจ้าโจผีเองก็คุมทัพหลวงยกหนุนตามไป

            พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้เจ็ดร้อยหกสิบห้าพรรษา เดือนสิบเอ็ด กองทัพพระเจ้าโจผีได้เคลื่อนออกจากเมืองฮูโต๋ยกไปตีเมืองกังตั๋ง เพื่อหนุนช่วยกองทัพทั้งสามกองที่ยกไปตั้งคอยทีอยู่ที่ชายแดนก่อนแล้ว

            กองทัพของพระเจ้าโจผีทั้งสามกองที่ยกล่วงไปก่อนหน้าแล้ว ครั้นได้ทราบหมายรับสั่งเร่งเคลื่อนทัพ ก็เร่งรุดเคลื่อนทัพเข้าสู่แดนเมืองกังตั๋งทั้งสามทางพร้อมกัน

            ฝ่ายจูหวนนายทหารเมืองกังตั๋งซึ่งลกซุนตั้งให้เป็นแม่ทัพยกมาขัดตาทัพโจหยินอยู่ที่ตำบลยี่สูนั้น ครั้นทราบข่าวศึกว่ากองทัพของโจหยินยกล่วงเข้ามาถึงแดนเมืองกังตั๋ง จึงสั่งให้เคลื่อนกองทัพไปสกัดกองทัพของโจหยินที่ตำบลแม่น้ำเอียนแข ตัวจูหวนแบ่งทหารไว้ห้าพันและอยู่รักษาฐานที่มั่นที่ตำบลยี่สูนั้น

            ฝ่ายโจหยินนายทหารของพระเจ้าโจผี ครั้นยกกองทัพล่วงเข้าแดนเมืองกังตั๋ง ได้รับรายงานจากหน่วยสอดแนมว่าจูหวนสั่งให้กองทัพส่วนใหญ่ยกไปตั้งรับที่ตำบลแม่น้ำเอียนแข โดยมีทหารรักษาฐานที่มั่นที่ตำบลยี่สูแต่เบาบาง จึงสั่งให้เคลื่อนทัพตรงไปที่ตำบลยี่สูเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกองทหารหลัก หวังจะตีฐานที่มั่นที่ตำบลยี่สูให้แตกก่อน แล้วค่อยวกไปทำลายกองทัพเมืองกังตั๋งที่ตำบลแม่น้ำเอียนแขต่อไป

            จูหวนคุมทหารรักษาตำบลยี่สูเพียงห้าพันคน ครั้นได้ทราบข่าวว่ากองทัพใหญ่ยกล่วงมาประชิดตำบลยี่สูก็ตกใจ ทหารทั้งปวงเห็นกำลังข้าศึกหนักนัก ต่างคนต่างพากันย่อท้อซุบซิบชวนกันจะหนีทัพ

            จูหวนทราบข่าวทหารขวัญเสียก็โกรธ เดินขึ้นไปบนเชิงเทินและประกาศต่อหน้าทหารทั้งปวงว่า “การรบศึกนี้ใช่จะดีด้วยคนมากนั้นหาไม่ สุดแต่นายทัพดีมีปัญญาแล้ว ถึงน้อยก็ชนะมาก ฝ่ายทัพยกมาเหมือนมาแขก ทั้งขึ้นเขาข้ามน้ำหาบเสบียงมาตามทางไกล กำลังก็เหนื่อยเมื่อยล้า ฝ่ายเราเจ้าบ้านคอยรับ ถึงน้อยกว่าสิบเท่าเราก็ชนะ อย่าว่าแต่โจหยินมาเพียงนี้ ถึงพระเจ้าโจผีมาเองเราก็ไม่กลัว”

            ประกาศดังนั้นแล้วจูหวนจึงว่า กองทัพของโจหยินยกมาครั้งนี้กำลังพลห้าหมื่น ฝ่ายเรามีกำลังพลเพียงห้าพัน แต่มีป้อมปราการกำแพงเมืองป้องกันข้าศึก อาจสามารถต้านรับศึกครั้งนี้ได้ ไพร่พลทั้งปวงจะเกรงกลัวไปไย ให้ทุกคนสงบเงียบเสียงอยู่แต่ภายในกำแพงเมือง ให้ลดธงทิวบนกำแพงให้จงสิ้น ให้ดูประหนึ่งเป็นค่ายร้าง กองทัพโจหยินเพิ่งรุดมาถึงใกล้สิ้นกำลังแล้ว เห็นในเมืองคล้ายเมืองร้างก็จะรั้งรอจนกว่าจะแน่ใจ เห็นจะยกเข้าตีในเพลาบ่าย ยุทธานุภาพของฝ่ายโจหยินจึงไม่ต่างอันใดกับเกาทัณฑ์ซึ่งแล่นไปสุดแรงยิงแล้ว ไหนเลยจะทะลุผ้าไหมอันบางเบาได้ เมื่อใดที่กองทัพโจหยินเข้ามาใกล้กำแพงเมือง ให้ทหารทั้งปวงระดมยิงเกาทัณฑ์สกัดไว้ เห็นเป็นทีแล้วเราจะนำทหารทั้งปวงออกไปรุกรบทำลายกองทัพโจหยินให้ราบไปจงได้

            ทหารของจูหวนได้ฟังเหตุและผลตลอดจนการปลุกปลอบขวัญดังนั้นก็ค่อยคลายใจ ทุกหน่วยจึงจัดแจงลดธงทิวบนกำแพงเมือง แล้วคุมกำลังตั้งมั่นสงบเงียบไว้

            ฝ่ายเสียงเตียว จูกัดเขียน ฮองสัง นายทหารกองหน้าของกองทัพหน้าของโจหยิน เมื่อยกมาใกล้กำแพงเมืองตำบลยี่สู เห็นข้างในเมืองไม่มีธงทิวและไร้สรรพสำเนียงใด ๆ คล้ายกับเมืองร้างก็ประหลาดใจ แต่เห็นประตูเมืองนั้นปิดอยู่ ก็สงสัยว่าจะมีลับลมคมใน ประกอบกับทหารซึ่งเร่งรีบเดินทัพอ่อนล้าอิดโรย จึงรั้งรอสังเกตความเคลื่อนไหวข้างในเมืองว่าเป็นประการใด

            ทหารของกองหน้าของโจหยินเดินทางไกลอ่อนล้าอิดโรย ครั้นปักหลักรอคอยอยู่ท่ามกลางแสงแดดอันจ้าจนถึงเวลาบ่าย ต่างคนต่างสิ้นกำลังลง เสียงเตียว จูกัดเขียน และ ฮองสัง เห็นสภาพดังนั้นก็คิดว่าหากเนิ่นช้าสืบไป ข้างในเมืองคุมทหารออกมาโจมตีก็จะเสียการ จึงสั่งทหารทุกหน่วยให้หักเข้าตีเมือง

            ทหารทุกกองรุกเข้าตีเมืองพร้อมกัน แต่พอประชิดกำแพงเมืองก็ได้ยินเสียงประทัดสัญญาณดังขึ้นจากข้างในเมือง ทหารเมืองกังตั๋งได้ลุกขึ้นยืนแน่นขนัดตลอดแนวกำแพงทุกด้าน แล้วระดมยิงเกาทัณฑ์มาที่ทหารเมืองฮูโต๋ราวกับฝนห่าใหญ่

            ทหารเมืองฮูโต๋ถูกเกาทัณฑ์บาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก ยิ่งนายทัพเร่งให้บุกปีนกำแพงก็ถูกยิงด้วยเกาทัณฑ์พลัดตกลงราวใบไม้ร่วง ทหารเมืองฮูโต๋จึงพากันละล้าละลังไม่กล้าเข้าไปใกล้กำแพงเมือง

            จูหวนเห็นทหารเมืองฮูโต๋รวนเรดังนั้น จึงสั่งให้เปิดประตูเมืองแล้วยกทหารออกไปจู่โจมเข้าตีทหารเมืองฮูโต๋อย่างดุเดือด ทหารเมืองฮูโต๋ถูกรุกโจมตีอย่างหนักหน่วงก็พากันแตกตื่นถอยร่นไปทางด้านหลังคุมกันไม่ติด ต่างคนต่างคิดหนีเอาตัวรอด 

            จูหวนเห็นเสียงเตียวยืนม้าบังคับทหารให้กลับเข้าต่อสู้จึงขี่ม้าเข้ารบกับเสียงเตียว ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันได้สามเพลงจูหวนก็เอาง้าวฟันเสียงเตียวตกม้าตาย

            ทหารเมืองกังตั๋งเห็นตัวนายได้ชัยชนะแก่นายทัพข้าศึก ขวัญกำลังใจก็ฮึกเหิมพากันชิงรุดขึ้นหน้า รุกเข้าตีทหารเมืองฮูโต๋อย่างดุเดือด กองทัพหน้าของโจหยินจึงแตกถอยร่นไปกระทบกับกองทัพหลวงของโจหยิน เสียงโห่ร้องของทหารเมืองกังตั๋งดังก้องสนั่นเป็นระยะทางไกล

            โจหยินเห็นกองหน้าแตกถอยมาดังนั้นก็โกรธ เร่งทหารของกองทัพหลวงให้หนุนเนื่องเข้าตีทหารเมืองกังตั๋ง และใช้กำลังทหารที่มากกว่าเข้าล้อมกองกำลังของจูหวนไว้ ต่างฝ่ายต่างต่อสู้กันเป็นตะลุมบอน

            ฝ่ายกองทหารของจูหวนซึ่งยกไปตั้งที่ตำบลแม่น้ำเอียนแข ได้ยินเสียงสู้รบก็รู้ว่ากองทัพของจูหวนปะทะกับกองทัพของโจหยิน จึงยกทหารรีบตามมาช่วย พอเข้ามาใกล้เห็นทหารทั้งสองฝ่ายกำลังตะลุมบอนกันอยู่ จึงจุดประทัดสัญญาณดังสนั่นหวั่นไหวเพื่อข่มขวัญข้าศึก ทหารที่ยกมาจากตำบลแม่น้ำเอียนแขจึงโห่ร้องรุกเข้าโจมตีกองทหารของโจหยินซึ่งล้อมทหารของจูหวนอยู่นั้น

            ทหารของโจหยินกำลังล้อมรบกับกองทหารของจูหวน พอได้ยินเสียงประทัดสัญญาณดังกึกก้องประสานกับเสียงโห่ร้องของทหารเมืองกังตั๋งก็สำคัญว่าต้องกลของลกซุน พากันแตกตื่นตกใจ ทหารเมืองกังตั๋งได้ทีจึงรุดเข้าตีทหารเมืองฮูโต๋ ฆ่าฟันทหารของโจหยินบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก

            โจหยินเห็นทหารแตกตื่นคุมกันไม่ติดและถูกทหารเมืองกังตั๋งฆ่าฟันเป็นอันมากเห็นว่าจะต่อสู้ไม่ได้ จึงสั่งให้ตีระฆังสัญญาณสั่งทหารให้ถอยทัพ แล้วพาทหารหนีกลับไปตามเส้นทางที่ยกมา ทหารเมืองกังตั๋งได้ทีก็ไล่ตามตีไปจนสุดแดน

            โจหยินพาทหารหนีพ้นแดนเมืองกังตั๋งแล้วสวนกับกองทัพหลวงของพระเจ้าโจผีก็รีบเข้าไปเฝ้า กราบบังคมทูลให้ทราบความศึกทุกประการ และกราบทูลขอให้พระราชทานอภัยโทษที่เสียทีแก่ข้าศึก

            พระเจ้าโจผีพอทราบว่าโจหยินซึ่งเป็นแม่ทัพคนสำคัญของเมืองฮูโต๋เสียทีแก่ข้าศึกก็ตกพระทัย แต่ยังไม่ทันตรัสประการใด หน่วยสอดแนมก็วิ่งเข้ามากราบบังคมทูลว่ากองทัพของโจจิ๋นซึ่งยกไปทางเมืองลำกุ๋นนั้น ถูกจูกัดกิ๋นคุมทหารเมืองกังตั๋งตีแตกพ่ายแล้ว ส่วนกองทัพของโจฮิวซึ่งยกไปทางตำบลต๋งเค้านั้น ก็ถูกลิห้อมทหารเมืองกังตั๋งโจมตีแตกพ่ายเช่นเดียวกัน ทั้งกองทัพของโจจิ๋นและโจฮิวสูญเสียทหารเป็นจำนวนมาก

            พระเจ้าโจผีทราบความว่ากองทัพทั้งสามกองแตกสิ้นแล้วก็เสียพระทัย ทอดถอนพระทัยใหญ่พลางรำพึงว่า กาเซี่ยงและเล่าหัวซึ่งเป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่ได้ห้ามปรามเรามิให้ยกกองทัพมาเพราะเหตุว่าข้าศึกรู้ตัวก่อนแล้ว เราไม่ฟังจึงเสียทีสูญเสียทหารเป็นจำนวนมาก เป็นความผิดของเราเอง จะเอาโทษนายทัพทั้งปวงนั้นกระไรได้

            พระเจ้าโจผีรำพึงดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า บัดนี้ยังอยู่ในเทศกาลฤดูร้อน อากาศทั้งร้อนทั้งแล้ง น้ำท่าก็ไม่บริบูรณ์ ทหารได้รับความยากลำบากเป็นอันมาก และขณะนี้หน่วยสอดแนมก็ได้รายงานเข้ามาว่า มีโรคฝีดาษและไข้ทรพิษระบาดหนักในภาคใต้ หากรั้งรอทัพอยู่ต่อไปทหารก็จะป่วยไข้ ครั้นจะรุกไปตีเมืองกังตั๋งสืบไปก็เห็นขัดสนนัก จึงให้เลิกทัพกลับไปเมืองฮูโต๋

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่าหลังจากศึกครั้งนี้แล้ว เมืองกังตั๋งกับเมืองฮูโต๋ก็ไม่ไว้วางใจกันและกัน ผูกพยาบาทจ้องจะล้างแค้นกันและกันแต่นั้นมา

            ฝ่ายลกซุนครั้นบัญชาให้กองทัพทั้งสามกองทำศึกได้รับชัยชนะแก่กองทัพของพระเจ้าโจผีและทราบว่าพระเจ้าโจผีเลิกทัพกลับไปเมืองฮูโต๋แล้ว จึงสั่งให้เลิกทัพกลับไปเมืองกังตั๋ง แล้วทูลความศึกซึ่งได้ชัยชนะนั้นให้ซุนกวนทราบทุกประการ

            ซุนกวนทราบข่าวชัยก็มีความยินดีเป็นอันมาก สรรเสริญสติปัญญาความสามารถในการสงครามของลกซุนว่าเหนือกว่าจิวยี่หรือโลซกอีก และสั่งให้ปูนบำเหน็จแก่ลกซุนและบรรดาทหารทั้งปวงซึ่งมีความชอบเป็นอันมาก

            พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วเจ็ดร้อยหกสิบห้าพรรษา เดือนสิบสอง เตียวเจียวและบรรดาขุนนางเมืองกังตั๋งทั้งปวงได้ปรึกษาพร้อมกันแล้วเห็นว่าบัดนี้พระเจ้าเหี้ยนเต้ถูกถอดออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์ โจผีปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แทน ทางฝ่ายเล่าปี่ก็ได้ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ครองแคว้นจ๊ก ต่างคนต่างแย่งกันเป็นใหญ่ไม่ยอมขึ้นแก่กัน อันซุนกวนนายเรานั้นก็ได้สืบทอดอำนาจในแคว้นกังตั๋งมาสามชั่วอายุคนแล้ว มิได้มีสิ่งใดด้อยกว่าโจผีหรือเล่าปี่แม้แต่น้อย จึงสมควรปราบดาภิเษกซุนกวนขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์เพื่อให้มีอิสริยยศและอิสริยศักดิ์เสมอด้วยโจผีและเล่าปี่ ปรึกษาเห็นชอบพร้อมกันแล้วจึงเข้าไปทูลซุนกวน

            ซุนกวนได้ฟังความเห็นของบรรดาขุนนางในใจก็เห็นชอบ แต่แสร้งบ่ายเบี่ยงว่าตระกูลซุนของเราแม้ครองอำนาจในแคว้นกังตั๋งสืบทอดต่อเนื่องมาถึงสามชั่วอายุคน แต่ก็คงมั่นภักดีในราชสำนักฮั่น บัดนี้โจผีล้มราชวงศ์ฮั่นเสียแล้วและไม่รักษาไมตรีที่โจโฉกระทำไว้กับเรายกกองทัพมาทำร้ายเมืองกังตั๋ง ไมตรีสองเมืองจึงสิ้นลง แต่ตัวเรานั้นไม่ปรารถนาอำนาจและยศศักดิ์ หวังแต่ให้อาณาประชาราษฎรได้ร่มเย็นเป็นสุขก็เป็นพอ ซึ่งท่านทั้งปวงพร้อมเพรียงกันจะตั้งแต่เราขึ้นเป็นฮ่องเต้นั้นขอบใจนัก แต่เกรงว่าจะเป็นที่ครหาแก่คนทั้งปวงว่าทำการโดยเห็นแก่อำนาจ

            ขุนนางทั้งปวงได้ฟังคำซุนกวนดังนั้นก็ยืนยันความเห็นตามที่ประชุมปรึกษากัน ขอให้ซุนกวนเห็นแก่ความเจริญรุ่งเรืองของแคว้นกังตั๋งหรือง่อก๊ก ปราบดาภิเษกเป็นฮ่องเต้ มิฉะนั้นราษฎรทั้งปวงก็จะขวัญเสียหรือน้อยใจว่าเจ้าผู้ครองแคว้นง่อมีอิสริยยศด้อยกว่าโจผีหรือเล่าปี่

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ยอมตามความเห็นของขุนนางทั้งปวง เตียวเจียวซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่จึงสั่งให้ตั้งการพิธีปราบดาภิเษกซุนกวนเป็นพระมหากษัตริย์ ตั้งศักราชใหม่ตามประเพณี

            ซุนกวนปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว จึงตรัสสั่งให้ตั้งแต่งตำแหน่งขุนนางทั้งปวงตามทำเนียบตำแหน่งในพระมหากษัตริย์จนครบถ้วนตามประเพณีทุกประการ แล้วตรัสสั่งให้เว้นส่วยสาอากรเป็นเวลาสามปี ให้ปล่อยบรรดาคนคุกออกจากคุกเสียทั้งสิ้น ราษฎรเมืองกังตั๋งต่างมีความยินดีปรีดาถ้วนหน้ากัน.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘