ตอนที่ 472. พระเจ้าเล่าปี่แตกทัพ
พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้เจ็ดร้อยหกสิบห้าพรรษา ตรงกับปีคริสต์ศักราชสองร้อยยี่สิบสอง เดือนแปด ลกซุนได้กำหนดแผนการทำลายกองทัพพระเจ้าเล่าปี่เสร็จสิ้นแล้ว จึงแต่งกองทหารสามหน่วยยกไปรบหยั่งเชิง ณ ค่ายหน้าของกองทัพพระเจ้าเล่าปี่
ตุนอิตั๋นนายทหารเมืองกังตั๋งซึ่งรับคำสั่งของลกซุนยกทหารเข้าตีค่ายของเปาเตียว เห็นเปาเตียวคุมทหารออกมาโจมตี จึงขี่ม้าเข้ารบกับเปาเตียว แต่พอรบกันได้สามเพลง ตุนอิตั๋นก็สู้กำลังเปาเตียวไม่ได้ ชักม้าหนี เปาเตียวเห็นได้ทีจึงสั่งทหารให้ยิงเกาทัณฑ์และไล่ตามตี
ตุนอิตั๋นถูกเกาทัณฑ์ทหารของเปาเตียวได้รับบาดเจ็บ จึงสั่งทหารทั้งปวงให้รีบถอยทัพ เปาเตียวเห็นได้ทีก็ให้ทหารตามตีกองทหารเมืองกังตั๋ง ฆ่าฟันทหารของตุนอิตั๋นบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก
ในขณะที่ตุนอิตั๋นคุมทหารเข้าปล้นค่ายของเปาเตียวนั้น เตียวยังผู้รักษาค่ายที่อยู่ติดกับค่ายของเปาเตียว และสะโมโขซึ่งเป็นนายทัพของชนกลุ่มน้อยที่ร่วมมาในกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่และตั้งค่ายอยู่ใกล้กัน ทราบว่าค่ายหน้าถูกโจมตีจึงพาทหารยกออกไปช่วย ครั้นเห็นทหารเมืองกังตั๋งแตกหนีก็พาทหารอ้อมไปดักสกัดไว้
ตุนอิตั๋นพาทหารที่แตกหนีไปพบกับเตียวยังและสะโมโข คุมทหารสกัดทางอยู่ จึงพยายามตีฝ่าออกไป ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันอย่างดุเดือด และบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก พอดีเปาเตียวยกทหารไล่ตามมาทัน ตุนอิตั๋นจึงเร่งพาทหารหนีจะกลับไปค่าย
ทหารของพระเจ้าเล่าปี่เห็นได้ทีก็ไล่ตามตีตุนอิตั๋นต่อไป แต่พอไปถึงจุดซุ่มชีเซ่งและเตงฮองซึ่งคุมทหารซุ่มคอยทีอยู่ก็ยกทหารออกสกัด จึงเกิดการสู้รบตะลุมบอนอย่างดุเดือด พอชีเซ่งและเตงฮองเห็นตุนอิตั๋นพาทหารหนีพ้นไปแล้วจึงให้ล่าถอยทัพกลับ เปาเตียวเห็นเส้นทางมืดทำการรบไม่ถนัด เกรงว่าจะต้องกลของข้าศึก จึงสั่งทหารให้ถอยทัพกลับเช่นเดียวกัน
ฝ่ายชีเซ่ง เตงฮอง และตุนอิตั๋น ครั้นกลับไปถึงค่ายก็พากันเข้าไปรายงานความทั้งปวงให้ลกซุนทราบ และขอให้ยกโทษที่ตีค่ายของพระเจ้าเล่าปี่ไม่สำเร็จ
ลกซุนได้ฟังรายงานของสามนายทหารแล้วจึงว่า ท่านทั้งสามอย่าได้เสียใจไปเลย ข้าพเจ้าแกล้งสั่งให้ท่านทั้งสามยกไปหยั่งเชิงศึกของกองทัพพระเจ้าเล่าปี่เท่านั้น บัดนี้ก็ได้เห็นแล้วว่าเล่ห์กลในการสงครามของพระเจ้าเล่าปี่ก็มีอยู่เพียงเท่านี้ ข้าพเจ้าจะตีกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ให้แตกไปจงได้ ท่านทั้งสามมิได้มีความผิดประการใด ข้าพเจ้าไหนเลยจะลงโทษแก่พวกท่าน
ชีเซ่งและเตงฮองได้ฟังดังนั้นก็สงสัย จึงกล่าวว่าซึ่งท่านจะตีกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ให้แตกพ่ายไปนั้นเห็นขัดสนนัก เพราะกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ประกอบด้วยกำลังพลเอิกเกริกนัก และทหารที่มีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญก็มีเป็นจำนวนมาก หากจะยกกองทัพเข้าตีกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่เห็นจะเสียรี้พลเป็นอันมาก เมืองกังตั๋งเราก็จะอ่อนแอลง
ลกซุนหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ประเพณีรบศึกหรือจะไม่ตาย แต่ผู้มีความคิดย่อมเสียน้อยได้มาก ประการหนึ่งขงเบ้งผู้มีปัญญาก็มิได้มาด้วยเล่าปี่ เหมือนเทพยดาให้ช่องจะช่วยชูเราให้รุ่งเรืองในพระเจ้าซุนกวน”
บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ฟังคำลกซุนดังนั้นต่างพากันประหลาดใจว่าลกซุนจะคิดอ่านประการใด ลกซุนเห็นคนทั้งปวงยังสงสัยก็อมยิ้มแล้วสั่งให้เรียกชุมนุมพลทั้งแม่ทัพนายกองและทหารรองทั้งปวงที่หน้าค่ายหลวง
ครั้นคนทั้งปวงพร้อมกันแล้ว ลกซุนจึงป่าวประกาศว่าบัดนี้ถึงเวลาที่เราจะทำลายกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ให้แตกพ่ายไปแล้ว ท่านทั้งปวงจงสามัคคีกัน รักษาระเบียบวินัยอย่างเข้มงวดกวดขัน ทำการตามคำสั่งอย่าได้ลังเล
ลกซุนกล่าวแล้วนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง กวาดสายตามองไปยังบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวง เห็นคนทั้งนั้นนิ่งอยู่ในโอวาทเป็นอันดีแล้ว จึงออกคำสั่งตั้งให้จูเหียนจัดแจงกองทัพเรือให้พร้อม ให้เอาฟางบรรทุกไว้ในเรือจนเต็มลำทุกลำ ราดดินประสิวและน้ำมันปลาให้ชุ่ม ให้ จูเหียนคุมกองทัพเรือเข้าตีกองทัพเรือของพระเจ้าเล่าปี่จงพร้อมกัน แล้วออกคำสั่งตั้งให้ฮันต๋ง และจิวท่ายเป็นแม่ทัพกองทัพบก โดยให้ฮันต๋งคุมทหารกองหนึ่งยกเข้าตีตัดกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ทางด้านเหนือ ส่วนฮันต๋งให้คุมทหารอีกกองหนึ่งยกเข้าตีทำลายกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ทางด้านใต้ ให้ทหารทุกคนพกพาข้าวตาก ไม่ต้องพะวักพะวงในการหุงหาเสบียงในระยะเวลาสามวัน และให้ทหารทุกคนเอา “เหล็กไฟมัดฟางห่อดินประสิวใส่ใน ล่ามสายชนวนออกมา” แล้วสั่งว่าคืนวันพรุ่งนี้ลมทิศใต้จะพัดกล้า ให้กองทัพบกกองทัพเรือทุกกองยกเข้าตีกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่พร้อมกัน ให้บุกเข้าโจมตีค่ายของพระเจ้าเล่าปี่ทั้งสี่สิบค่าย แต่ให้ใช้เพลิงเผาค่ายหนึ่งเว้นค่ายหนึ่ง กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่จะแตกไปในค่ำคืนวันพรุ่งนี้เป็นมั่นคง ผู้ใดจับตัวพระเจ้าเล่าปี่ได้จะได้บำเหน็จความชอบเป็นอันมาก
ทหารทั้งปวงรับคำสั่งของลกซุนแล้ว จึงแยกย้ายกันไปจัดแจงการทั้งปวงตามคำสั่งของลกซุนทุกประการ พอตอนสายของวันรุ่งขึ้นกองทหารทุกกองก็ยกออกจากที่ตั้งตรงไปยังที่หมาย
ในตอนบ่ายของวันนั้นพระเจ้าเล่าปี่ออกนั่งว่าราชการตามปกติ ด้วยคิดว่าเป็นเทศกาลหน้าร้อนเป็นการยากลำบากแก่ทหารที่จะทำสงคราม ในขณะที่พระเจ้าเล่าปี่นั่งปรึกษาราชการอยู่นั้น “บังเกิดอัศจรรย์ธงรบซึ่งปักแน่นอยู่นั้น ลมมิได้พัด ก็ล้มลงต่อหน้าพระที่นั่ง”
พระเจ้าเล่าปี่เห็นธงชัยประจำกองทัพล้มลงเป็นอัศจรรย์ดังนั้น ก็ตกพระทัยด้วยเห็นเป็นลางร้าย จึงถามเทียกีซึ่งเป็นที่ปรึกษาว่า เกิดเหตุธงชัยประจำกองทัพล้มลงดังนี้ จะมีเหตุร้ายดีประการใด
เทียกีจับยามและพิเคราะห์เหตุแห่งนิมิตลางทั้งปวงแล้ว จึงกราบบังคมทูลว่าซึ่งธงชัยล้มลงดังนี้เป็นลางร้าย ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเห็นว่าลกซุนจะยกกองทัพมาโจมตีในค่ำวันนี้
พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังคำเทียกีก็ตรัสว่า “รบครั้งใดเราตีแตกไปทุกครั้ง ทหารมันตายเป็นอันมาก เห็นกลัวอยู่แล้ว ที่ไหนมันจะยกมาตีเรา”
พระเจ้าเล่าปี่ตรัสขาดคำลง ทหารรักษาการณ์ก็วิ่งเข้ามากราบบังคมทูลว่าหน่วยสอดแนมเหนือใต้ได้ส่งรายงานเข้ามาว่า กองทัพเมืองกังตั๋งทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือได้แยกยกเป็นสองทาง ทางหนึ่งยกไปทางเหนือ ทางหนึ่งยกไปทางใต้ มีกำลังทหารเป็นจำนวนมาก
พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็สงสัย จึงตรัสสั่งให้กวนหินและเตียวเปาออกไปลาดตระเวนดูให้รู้จริงเท็จที่แน่ชัด กวนหิน เตียวเปา รับรับสั่งของพระเจ้าเล่าปี่แล้วจึงถวายบังคมลาพาทหารออกไปลาดตระเวนตามรับสั่งของพระเจ้าเล่าปี่จนถึงเวลาย่ำค่ำ ทั้งกวนหินและเตียวเปาจึงกลับมาเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่อีกครั้งหนึ่ง แล้วกราบบังคมทูลรายงานว่า ทางด้านเหนือนั้นเห็นแสงไฟเรียงรายกันไปน่าจะเป็นทหารหุงข้าว
พระเจ้าเล่าปี่ฟังรายงานดังนั้นก็ไม่แน่พระทัยว่าจะเป็นเหตุประการใด จึงรับสั่งให้กวนหินไปลาดตระเวนทางด้านเหนือ ให้เตียวเปาไปลาดตระเวนทางด้านใต้ และให้พาทหารไปคนละห้าร้อย ดูเหตุการณ์ให้แน่ชัดว่าเป็นประการใดแล้วให้รีบกลับมารายงาน กวนหินและเตียวเปาจึงถวายบังคมลาออกไปลาดตระเวนตามรับสั่งของพระเจ้าเล่าปี่อีกครั้งหนึ่ง
ทางฝ่ายจูเหียนแม่ทัพเรือและฮันต๋ง จิวท่ายสองแม่ทัพบกได้ยกทหารแยกเป็นสองสายเหนือใต้ตามคำสั่งของลกซุนแล้ว ครั้นเวลาปลายยามหนึ่ง ลมทิศใต้พัดแรงกล้า จึงสั่งให้ทหารทั้งปวงรุกเข้าโจมตีค่ายของพระเจ้าเล่าปี่พร้อมกัน
ทหารเมืองกังตั๋งทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือรับคำสั่งแล้วแบ่งกำลังรุกเข้าตีค่ายของพระเจ้าเล่าปี่ทั้งสี่สิบค่าย ทางกองทัพเรือได้จุดไฟขึ้นแล้วพุ่งเข้าชนกองทัพเรือของพระเจ้าเล่าปี่ตลอดทั้งลำแม่น้ำ ส่วนกองทัพบกได้ใช้ธนูเพลิงและเหล็กไฟจุดไฟทั้งยิงทั้งซัดเข้าไปในค่ายของกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ จุดค่ายหนึ่งเว้นค่ายหนึ่งตามคำสั่งของลกซุนทุกประการ
ทางด้านกองทัพเรือของพระเจ้าเล่าปี่ พอถูกเรือเพลิงของทหารเรือเมืองกังตั๋งพุ่งเข้าชน เพลิงต้องลมกล้าขึ้นก็ไหม้ลามกองทัพเรือของพระเจ้าเล่าปี่อย่างรวดเร็ว ทหารเมืองกังตั๋งจุดเพลิงขับเรือเข้าชนกองทัพเรือของพระเจ้าเล่าปี่แล้วก็แยกย้ายกันขึ้นบก เข้าโจมตีทหารของพระเจ้าเล่าปี่ที่แตกตื่นตกใจหนีไฟพร้อมกัน
ส่วนทางค่ายบกนั้น เมื่อถูกทหารเมืองกังตั๋งใช้ธนูเพลิงและไฟชุดยิงและซัดเข้ามาข้างในค่าย เพลิงก็ไหม้ค่ายขึ้น ทหารของพระเจ้าเล่าปี่พากันแตกตื่นช่วยกันดับไฟ แต่เนื่องจากลมพัดกล้า ไฟได้ลุกโหมโชติช่วงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ไฟไหม้ค่ายหนึ่งประกายไฟก็ลอยไปตกไหม้อีกค่ายหนึ่ง ค่ายของพระเจ้าเล่าปี่ทั้งสี่สิบค่ายก็ถูกเพลิงไหม้ขึ้นพร้อม ๆ กัน
แสงเพลิงลุกโชติช่วงขึ้นทั้งด้านกองทัพบกและกองทัพเรือตลอดระยะทางหนึ่งพันเส้น เสียงทหารเมืองกังตั๋งโห่ร้องกึกก้องตามแรงลม ในขณะที่ทหารของพระเจ้าเล่าปี่พากันแตกตื่นตกใจ จะดับไฟก็ไม่ทัน จะหนีก็ไม่รู้จะหนีไปทางไหนเพราะเสียงโห่ร้องของทหารเมืองกังตั๋งก้องมาทุกทิศทาง
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาความว่า “ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ครั้นได้ยินทหารโห่ร้องรบเข้ามาแล้วจุดไฟติดค่ายลุกขึ้นพร้อมกันดังนั้นก็ตกใจนัก จะยกไปช่วยข้างไหนก็ไม่ได้ ไฟก็เกิดนัก ลมพัดกล้า แต่ละล้าละลังอยู่ ทหารอยู่ค่ายเคียงซ้ายขวาก็แตกกันมาค่ายพระเจ้าเล่าปี่ เหยียบกันตายเป็นอันมาก”
ลกซุนเผากองทัพของพระเจ้าเล่าปี่พร้อมกันทุกค่าย ทั้งค่ายบกและค่ายเรือ แสงเพลิงลุกสว่างดังเวลากลางวัน ทหารของพระเจ้าเล่าปี่ทนความร้อนของเพลิงไม่ได้ก็แตกหนีออกจากค่าย พระเจ้าเล่าปี่เห็นเพลิงกล้า ไม่อาจรักษาค่ายไว้ได้จึงขึ้นม้าพาทหารหนีไปทางค่ายของปองสิบ ค่ายของปองสิบก็ถูกเพลิงเผาสว่างไสวเช่นเดียวกัน
ทางฝ่ายปองสิบขี่ม้าพาทหารออกจากค่าย พบกับชีเซ่งนายทหารเมืองกังตั๋งคุมทหารสกัดอยู่ ก็เข้ารบกันเป็นสามารถ พระเจ้าเล่าปี่เห็นปองสิบและทหารกำลังรบกับทหารเมืองกังตั๋งก็ไม่กล้าเข้าไปช่วย เพราะไม่ทราบว่าทหารเมืองกังตั๋งมากแลน้อย จึงขี่ม้าพาทหารหนีไปทางด้านตะวันออก
ชีเซ่งเห็นพระเจ้าเล่าปี่พาทหารหนีไปดังนั้นก็ผละม้าจากการรบกับปองสิบ แล้วพาทหารไล่ตามพระเจ้าเล่าปี่ไป พระเจ้าเล่าปี่รบพลางหนีพลางไปตลอดทางเป็นระยะทางถึงสองร้อยเส้น ก็ทอดพระเนตรเห็นเตงฮองคุมทหารเมืองกังตั๋งเป็นอันมากสกัดอยู่ข้างหน้าก็ตกพระทัย แต่จะหนีไปก็ไม่ทัน เตงฮองได้สั่งทหารเมืองกังตั๋งให้รุมล้อมพระเจ้าเล่าปี่ไว้ ทั้งสองฝ่ายจึงต่อสู้กันเป็นชุลมุน ทหารเมืองกังตั๋งต่างร้องบอกต่อ ๆ กันว่าให้จับพระเจ้าเล่าปี่ให้จงได้
ทางฝ่ายเตียวเปาพาทหารไปลาดตระเวนถึงกลางทาง ก็เห็นเพลิงลุกขึ้นทั้งค่ายบก ค่ายเรือก็ตกใจ รู้ว่ากองทัพของพระเจ้าเล่าปี่เสียทีแก่ลกซุนแล้ว จึงขี่ม้าพาทหารออกตาม หาพระเจ้าเล่าปี่ มาถึงที่ล้อมได้ยินเสียงทหารเมืองกังตั๋งโห่ร้องให้จับตัวพระเจ้าเล่าปี่ จึงพาทหารโจมตีหักเข้าไป
เตียวเปาเห็นเตงฮองบัญชาทหารรุมล้อมพระเจ้าเล่าปี่อยู่จึงเข้ารบกับเตงฮอง เตงฮองสู้ฝีมือเตียวเปาไม่ได้ จึงชักม้าพาทหารล่าถอยไป เตียวเปาเข้าไปแก้พระเจ้าเล่าปี่ออกจากที่ล้อมแล้ว จึงนำเสด็จหนีไปอีกเป็นระยะทางสามร้อยเส้น พบกับเปาเตียวซึ่งพา ทหารออกตามหาพระเจ้าเล่าปี่ จึงช่วยกันนำเสด็จหนีต่อไป
ทางฝ่ายลกซุน ครั้นบัญชาให้ทหารทุกหน่วยออกทำการตามแผนการแล้ว ก็ยกกองทัพหนุนไปช่วย ครั้นยกมาใกล้ค่ายหลวงของพระเจ้าเล่าปี่ ได้รับทราบรายงานจากทหารเมืองกังตั๋งว่าพระเจ้าเล่าปี่เสด็จหนีไปแล้ว ลกซุนจึงยกทหารไล่ตามไป.
ตุนอิตั๋นนายทหารเมืองกังตั๋งซึ่งรับคำสั่งของลกซุนยกทหารเข้าตีค่ายของเปาเตียว เห็นเปาเตียวคุมทหารออกมาโจมตี จึงขี่ม้าเข้ารบกับเปาเตียว แต่พอรบกันได้สามเพลง ตุนอิตั๋นก็สู้กำลังเปาเตียวไม่ได้ ชักม้าหนี เปาเตียวเห็นได้ทีจึงสั่งทหารให้ยิงเกาทัณฑ์และไล่ตามตี
ตุนอิตั๋นถูกเกาทัณฑ์ทหารของเปาเตียวได้รับบาดเจ็บ จึงสั่งทหารทั้งปวงให้รีบถอยทัพ เปาเตียวเห็นได้ทีก็ให้ทหารตามตีกองทหารเมืองกังตั๋ง ฆ่าฟันทหารของตุนอิตั๋นบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก
ในขณะที่ตุนอิตั๋นคุมทหารเข้าปล้นค่ายของเปาเตียวนั้น เตียวยังผู้รักษาค่ายที่อยู่ติดกับค่ายของเปาเตียว และสะโมโขซึ่งเป็นนายทัพของชนกลุ่มน้อยที่ร่วมมาในกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่และตั้งค่ายอยู่ใกล้กัน ทราบว่าค่ายหน้าถูกโจมตีจึงพาทหารยกออกไปช่วย ครั้นเห็นทหารเมืองกังตั๋งแตกหนีก็พาทหารอ้อมไปดักสกัดไว้
ตุนอิตั๋นพาทหารที่แตกหนีไปพบกับเตียวยังและสะโมโข คุมทหารสกัดทางอยู่ จึงพยายามตีฝ่าออกไป ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันอย่างดุเดือด และบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก พอดีเปาเตียวยกทหารไล่ตามมาทัน ตุนอิตั๋นจึงเร่งพาทหารหนีจะกลับไปค่าย
ทหารของพระเจ้าเล่าปี่เห็นได้ทีก็ไล่ตามตีตุนอิตั๋นต่อไป แต่พอไปถึงจุดซุ่มชีเซ่งและเตงฮองซึ่งคุมทหารซุ่มคอยทีอยู่ก็ยกทหารออกสกัด จึงเกิดการสู้รบตะลุมบอนอย่างดุเดือด พอชีเซ่งและเตงฮองเห็นตุนอิตั๋นพาทหารหนีพ้นไปแล้วจึงให้ล่าถอยทัพกลับ เปาเตียวเห็นเส้นทางมืดทำการรบไม่ถนัด เกรงว่าจะต้องกลของข้าศึก จึงสั่งทหารให้ถอยทัพกลับเช่นเดียวกัน
ฝ่ายชีเซ่ง เตงฮอง และตุนอิตั๋น ครั้นกลับไปถึงค่ายก็พากันเข้าไปรายงานความทั้งปวงให้ลกซุนทราบ และขอให้ยกโทษที่ตีค่ายของพระเจ้าเล่าปี่ไม่สำเร็จ
ลกซุนได้ฟังรายงานของสามนายทหารแล้วจึงว่า ท่านทั้งสามอย่าได้เสียใจไปเลย ข้าพเจ้าแกล้งสั่งให้ท่านทั้งสามยกไปหยั่งเชิงศึกของกองทัพพระเจ้าเล่าปี่เท่านั้น บัดนี้ก็ได้เห็นแล้วว่าเล่ห์กลในการสงครามของพระเจ้าเล่าปี่ก็มีอยู่เพียงเท่านี้ ข้าพเจ้าจะตีกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ให้แตกไปจงได้ ท่านทั้งสามมิได้มีความผิดประการใด ข้าพเจ้าไหนเลยจะลงโทษแก่พวกท่าน
ชีเซ่งและเตงฮองได้ฟังดังนั้นก็สงสัย จึงกล่าวว่าซึ่งท่านจะตีกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ให้แตกพ่ายไปนั้นเห็นขัดสนนัก เพราะกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ประกอบด้วยกำลังพลเอิกเกริกนัก และทหารที่มีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญก็มีเป็นจำนวนมาก หากจะยกกองทัพเข้าตีกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่เห็นจะเสียรี้พลเป็นอันมาก เมืองกังตั๋งเราก็จะอ่อนแอลง
ลกซุนหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ประเพณีรบศึกหรือจะไม่ตาย แต่ผู้มีความคิดย่อมเสียน้อยได้มาก ประการหนึ่งขงเบ้งผู้มีปัญญาก็มิได้มาด้วยเล่าปี่ เหมือนเทพยดาให้ช่องจะช่วยชูเราให้รุ่งเรืองในพระเจ้าซุนกวน”
บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ฟังคำลกซุนดังนั้นต่างพากันประหลาดใจว่าลกซุนจะคิดอ่านประการใด ลกซุนเห็นคนทั้งปวงยังสงสัยก็อมยิ้มแล้วสั่งให้เรียกชุมนุมพลทั้งแม่ทัพนายกองและทหารรองทั้งปวงที่หน้าค่ายหลวง
ครั้นคนทั้งปวงพร้อมกันแล้ว ลกซุนจึงป่าวประกาศว่าบัดนี้ถึงเวลาที่เราจะทำลายกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ให้แตกพ่ายไปแล้ว ท่านทั้งปวงจงสามัคคีกัน รักษาระเบียบวินัยอย่างเข้มงวดกวดขัน ทำการตามคำสั่งอย่าได้ลังเล
ลกซุนกล่าวแล้วนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง กวาดสายตามองไปยังบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวง เห็นคนทั้งนั้นนิ่งอยู่ในโอวาทเป็นอันดีแล้ว จึงออกคำสั่งตั้งให้จูเหียนจัดแจงกองทัพเรือให้พร้อม ให้เอาฟางบรรทุกไว้ในเรือจนเต็มลำทุกลำ ราดดินประสิวและน้ำมันปลาให้ชุ่ม ให้ จูเหียนคุมกองทัพเรือเข้าตีกองทัพเรือของพระเจ้าเล่าปี่จงพร้อมกัน แล้วออกคำสั่งตั้งให้ฮันต๋ง และจิวท่ายเป็นแม่ทัพกองทัพบก โดยให้ฮันต๋งคุมทหารกองหนึ่งยกเข้าตีตัดกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ทางด้านเหนือ ส่วนฮันต๋งให้คุมทหารอีกกองหนึ่งยกเข้าตีทำลายกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ทางด้านใต้ ให้ทหารทุกคนพกพาข้าวตาก ไม่ต้องพะวักพะวงในการหุงหาเสบียงในระยะเวลาสามวัน และให้ทหารทุกคนเอา “เหล็กไฟมัดฟางห่อดินประสิวใส่ใน ล่ามสายชนวนออกมา” แล้วสั่งว่าคืนวันพรุ่งนี้ลมทิศใต้จะพัดกล้า ให้กองทัพบกกองทัพเรือทุกกองยกเข้าตีกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่พร้อมกัน ให้บุกเข้าโจมตีค่ายของพระเจ้าเล่าปี่ทั้งสี่สิบค่าย แต่ให้ใช้เพลิงเผาค่ายหนึ่งเว้นค่ายหนึ่ง กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่จะแตกไปในค่ำคืนวันพรุ่งนี้เป็นมั่นคง ผู้ใดจับตัวพระเจ้าเล่าปี่ได้จะได้บำเหน็จความชอบเป็นอันมาก
ทหารทั้งปวงรับคำสั่งของลกซุนแล้ว จึงแยกย้ายกันไปจัดแจงการทั้งปวงตามคำสั่งของลกซุนทุกประการ พอตอนสายของวันรุ่งขึ้นกองทหารทุกกองก็ยกออกจากที่ตั้งตรงไปยังที่หมาย
ในตอนบ่ายของวันนั้นพระเจ้าเล่าปี่ออกนั่งว่าราชการตามปกติ ด้วยคิดว่าเป็นเทศกาลหน้าร้อนเป็นการยากลำบากแก่ทหารที่จะทำสงคราม ในขณะที่พระเจ้าเล่าปี่นั่งปรึกษาราชการอยู่นั้น “บังเกิดอัศจรรย์ธงรบซึ่งปักแน่นอยู่นั้น ลมมิได้พัด ก็ล้มลงต่อหน้าพระที่นั่ง”
พระเจ้าเล่าปี่เห็นธงชัยประจำกองทัพล้มลงเป็นอัศจรรย์ดังนั้น ก็ตกพระทัยด้วยเห็นเป็นลางร้าย จึงถามเทียกีซึ่งเป็นที่ปรึกษาว่า เกิดเหตุธงชัยประจำกองทัพล้มลงดังนี้ จะมีเหตุร้ายดีประการใด
เทียกีจับยามและพิเคราะห์เหตุแห่งนิมิตลางทั้งปวงแล้ว จึงกราบบังคมทูลว่าซึ่งธงชัยล้มลงดังนี้เป็นลางร้าย ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเห็นว่าลกซุนจะยกกองทัพมาโจมตีในค่ำวันนี้
พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังคำเทียกีก็ตรัสว่า “รบครั้งใดเราตีแตกไปทุกครั้ง ทหารมันตายเป็นอันมาก เห็นกลัวอยู่แล้ว ที่ไหนมันจะยกมาตีเรา”
พระเจ้าเล่าปี่ตรัสขาดคำลง ทหารรักษาการณ์ก็วิ่งเข้ามากราบบังคมทูลว่าหน่วยสอดแนมเหนือใต้ได้ส่งรายงานเข้ามาว่า กองทัพเมืองกังตั๋งทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือได้แยกยกเป็นสองทาง ทางหนึ่งยกไปทางเหนือ ทางหนึ่งยกไปทางใต้ มีกำลังทหารเป็นจำนวนมาก
พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็สงสัย จึงตรัสสั่งให้กวนหินและเตียวเปาออกไปลาดตระเวนดูให้รู้จริงเท็จที่แน่ชัด กวนหิน เตียวเปา รับรับสั่งของพระเจ้าเล่าปี่แล้วจึงถวายบังคมลาพาทหารออกไปลาดตระเวนตามรับสั่งของพระเจ้าเล่าปี่จนถึงเวลาย่ำค่ำ ทั้งกวนหินและเตียวเปาจึงกลับมาเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่อีกครั้งหนึ่ง แล้วกราบบังคมทูลรายงานว่า ทางด้านเหนือนั้นเห็นแสงไฟเรียงรายกันไปน่าจะเป็นทหารหุงข้าว
พระเจ้าเล่าปี่ฟังรายงานดังนั้นก็ไม่แน่พระทัยว่าจะเป็นเหตุประการใด จึงรับสั่งให้กวนหินไปลาดตระเวนทางด้านเหนือ ให้เตียวเปาไปลาดตระเวนทางด้านใต้ และให้พาทหารไปคนละห้าร้อย ดูเหตุการณ์ให้แน่ชัดว่าเป็นประการใดแล้วให้รีบกลับมารายงาน กวนหินและเตียวเปาจึงถวายบังคมลาออกไปลาดตระเวนตามรับสั่งของพระเจ้าเล่าปี่อีกครั้งหนึ่ง
ทางฝ่ายจูเหียนแม่ทัพเรือและฮันต๋ง จิวท่ายสองแม่ทัพบกได้ยกทหารแยกเป็นสองสายเหนือใต้ตามคำสั่งของลกซุนแล้ว ครั้นเวลาปลายยามหนึ่ง ลมทิศใต้พัดแรงกล้า จึงสั่งให้ทหารทั้งปวงรุกเข้าโจมตีค่ายของพระเจ้าเล่าปี่พร้อมกัน
ทหารเมืองกังตั๋งทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือรับคำสั่งแล้วแบ่งกำลังรุกเข้าตีค่ายของพระเจ้าเล่าปี่ทั้งสี่สิบค่าย ทางกองทัพเรือได้จุดไฟขึ้นแล้วพุ่งเข้าชนกองทัพเรือของพระเจ้าเล่าปี่ตลอดทั้งลำแม่น้ำ ส่วนกองทัพบกได้ใช้ธนูเพลิงและเหล็กไฟจุดไฟทั้งยิงทั้งซัดเข้าไปในค่ายของกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ จุดค่ายหนึ่งเว้นค่ายหนึ่งตามคำสั่งของลกซุนทุกประการ
ทางด้านกองทัพเรือของพระเจ้าเล่าปี่ พอถูกเรือเพลิงของทหารเรือเมืองกังตั๋งพุ่งเข้าชน เพลิงต้องลมกล้าขึ้นก็ไหม้ลามกองทัพเรือของพระเจ้าเล่าปี่อย่างรวดเร็ว ทหารเมืองกังตั๋งจุดเพลิงขับเรือเข้าชนกองทัพเรือของพระเจ้าเล่าปี่แล้วก็แยกย้ายกันขึ้นบก เข้าโจมตีทหารของพระเจ้าเล่าปี่ที่แตกตื่นตกใจหนีไฟพร้อมกัน
ส่วนทางค่ายบกนั้น เมื่อถูกทหารเมืองกังตั๋งใช้ธนูเพลิงและไฟชุดยิงและซัดเข้ามาข้างในค่าย เพลิงก็ไหม้ค่ายขึ้น ทหารของพระเจ้าเล่าปี่พากันแตกตื่นช่วยกันดับไฟ แต่เนื่องจากลมพัดกล้า ไฟได้ลุกโหมโชติช่วงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ไฟไหม้ค่ายหนึ่งประกายไฟก็ลอยไปตกไหม้อีกค่ายหนึ่ง ค่ายของพระเจ้าเล่าปี่ทั้งสี่สิบค่ายก็ถูกเพลิงไหม้ขึ้นพร้อม ๆ กัน
แสงเพลิงลุกโชติช่วงขึ้นทั้งด้านกองทัพบกและกองทัพเรือตลอดระยะทางหนึ่งพันเส้น เสียงทหารเมืองกังตั๋งโห่ร้องกึกก้องตามแรงลม ในขณะที่ทหารของพระเจ้าเล่าปี่พากันแตกตื่นตกใจ จะดับไฟก็ไม่ทัน จะหนีก็ไม่รู้จะหนีไปทางไหนเพราะเสียงโห่ร้องของทหารเมืองกังตั๋งก้องมาทุกทิศทาง
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาความว่า “ฝ่ายพระเจ้าเล่าปี่ครั้นได้ยินทหารโห่ร้องรบเข้ามาแล้วจุดไฟติดค่ายลุกขึ้นพร้อมกันดังนั้นก็ตกใจนัก จะยกไปช่วยข้างไหนก็ไม่ได้ ไฟก็เกิดนัก ลมพัดกล้า แต่ละล้าละลังอยู่ ทหารอยู่ค่ายเคียงซ้ายขวาก็แตกกันมาค่ายพระเจ้าเล่าปี่ เหยียบกันตายเป็นอันมาก”
ลกซุนเผากองทัพของพระเจ้าเล่าปี่พร้อมกันทุกค่าย ทั้งค่ายบกและค่ายเรือ แสงเพลิงลุกสว่างดังเวลากลางวัน ทหารของพระเจ้าเล่าปี่ทนความร้อนของเพลิงไม่ได้ก็แตกหนีออกจากค่าย พระเจ้าเล่าปี่เห็นเพลิงกล้า ไม่อาจรักษาค่ายไว้ได้จึงขึ้นม้าพาทหารหนีไปทางค่ายของปองสิบ ค่ายของปองสิบก็ถูกเพลิงเผาสว่างไสวเช่นเดียวกัน
ทางฝ่ายปองสิบขี่ม้าพาทหารออกจากค่าย พบกับชีเซ่งนายทหารเมืองกังตั๋งคุมทหารสกัดอยู่ ก็เข้ารบกันเป็นสามารถ พระเจ้าเล่าปี่เห็นปองสิบและทหารกำลังรบกับทหารเมืองกังตั๋งก็ไม่กล้าเข้าไปช่วย เพราะไม่ทราบว่าทหารเมืองกังตั๋งมากแลน้อย จึงขี่ม้าพาทหารหนีไปทางด้านตะวันออก
ชีเซ่งเห็นพระเจ้าเล่าปี่พาทหารหนีไปดังนั้นก็ผละม้าจากการรบกับปองสิบ แล้วพาทหารไล่ตามพระเจ้าเล่าปี่ไป พระเจ้าเล่าปี่รบพลางหนีพลางไปตลอดทางเป็นระยะทางถึงสองร้อยเส้น ก็ทอดพระเนตรเห็นเตงฮองคุมทหารเมืองกังตั๋งเป็นอันมากสกัดอยู่ข้างหน้าก็ตกพระทัย แต่จะหนีไปก็ไม่ทัน เตงฮองได้สั่งทหารเมืองกังตั๋งให้รุมล้อมพระเจ้าเล่าปี่ไว้ ทั้งสองฝ่ายจึงต่อสู้กันเป็นชุลมุน ทหารเมืองกังตั๋งต่างร้องบอกต่อ ๆ กันว่าให้จับพระเจ้าเล่าปี่ให้จงได้
ทางฝ่ายเตียวเปาพาทหารไปลาดตระเวนถึงกลางทาง ก็เห็นเพลิงลุกขึ้นทั้งค่ายบก ค่ายเรือก็ตกใจ รู้ว่ากองทัพของพระเจ้าเล่าปี่เสียทีแก่ลกซุนแล้ว จึงขี่ม้าพาทหารออกตาม หาพระเจ้าเล่าปี่ มาถึงที่ล้อมได้ยินเสียงทหารเมืองกังตั๋งโห่ร้องให้จับตัวพระเจ้าเล่าปี่ จึงพาทหารโจมตีหักเข้าไป
เตียวเปาเห็นเตงฮองบัญชาทหารรุมล้อมพระเจ้าเล่าปี่อยู่จึงเข้ารบกับเตงฮอง เตงฮองสู้ฝีมือเตียวเปาไม่ได้ จึงชักม้าพาทหารล่าถอยไป เตียวเปาเข้าไปแก้พระเจ้าเล่าปี่ออกจากที่ล้อมแล้ว จึงนำเสด็จหนีไปอีกเป็นระยะทางสามร้อยเส้น พบกับเปาเตียวซึ่งพา ทหารออกตามหาพระเจ้าเล่าปี่ จึงช่วยกันนำเสด็จหนีต่อไป
ทางฝ่ายลกซุน ครั้นบัญชาให้ทหารทุกหน่วยออกทำการตามแผนการแล้ว ก็ยกกองทัพหนุนไปช่วย ครั้นยกมาใกล้ค่ายหลวงของพระเจ้าเล่าปี่ ได้รับทราบรายงานจากทหารเมืองกังตั๋งว่าพระเจ้าเล่าปี่เสด็จหนีไปแล้ว ลกซุนจึงยกทหารไล่ตามไป.