ตอนที่ 470. หลบลมร้อน ล่อแรงเพลิง

ลกซุนได้รับอาญาสิทธิ์จากซุนกวนแล้ว กำหนดกลยุทธ์ตั้งรับในสถานการณ์ที่ไม่อาจเอาชัยชนะได้ เพื่อรอคอยโอกาสที่จะทำลายกองทัพเล่าปี่ให้พินาศย่อยยับ ในขณะที่กองทัพทั้งสองฝ่ายยันกันอยู่นั้นฤดูร้อนก็เข้ามาเยือน

            แม่ทัพนายกองและขุนนางในกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังแผนการถอยทัพไปตั้งอยู่ในป่าริมแม่น้ำเพื่อให้ทหารคลายร้อนและสามารถหาน้ำกินน้ำใช้ได้โดยสะดวก โดยป้องกันการโจมตีของกองทัพเมืองกังตั๋งโดยละเอียดแล้วจึงเห็นชอบพร้อมกันและพากันสรรเสริญความคิดของพระเจ้าเล่าปี่เป็นอันมาก

            ฝ่ายม้าเลี้ยงซึ่งเป็นที่ปรึกษา เห็นพระเจ้าเล่าปี่ตรัสสั่งให้ตั้งค่ายรายเรียงยาวถึงพันเส้นหรือประมาณสี่สิบกิโลเมตร ค่ายหน้าลึกเข้าไปในแดนกังตั๋ง ค่ายหลังยังอยู่นอกเขตแดน ก็เห็นว่าเป็นการตั้งค่ายที่ชอบกล ไม่เป็นไปตามคัมภีร์พิชัยสงคราม และเห็นว่าการตั้งค่ายไว้ในป่าหน้าแล้ง หากถูกข้าศึกเผาทำลายก็อาจวายวอดได้โดยง่าย ทั้งการตั้งค่ายรายเรียงเช่นนี้การรุกรบหรือต้านรับก็จะขาดพลัง อาจถูกตีตัดออกเป็นส่วน ๆ แล้วถูกทำลายได้โดยง่าย แต่ครั้นจะกราบทูลพระเจ้าเล่าปี่ก็เกรงว่าจะขัดพระทัย

            เมื่อเห็นดังนั้นแล้วม้าเลี้ยงจึงกราบบังคมทูลพระเจ้าเล่าปี่ว่า “ขงเบ้งเป็นอาจารย์อยู่รักษาเมือง ท่านยกทัพมาข้างนี้จะตั้งค่ายคูดูที่ทางทั้งปวง จะต้องด้วยพิชัยสงครามหรือประการใด ขงเบ้งมิได้มาเห็นด้วย ข้าพเจ้าขอเขียนเป็นแผนที่ไปให้ขงเบ้งดูผิดแลชอบ”

            ม้าเลี้ยงไม่กล้ากราบบังคมทูลด้วยตนเอง แต่โยนภาระไปให้กับขงเบ้ง โดยลืมคำนึงไปว่าระยะทางห่างไกลต้องใช้เวลาไปกลับเป็นเวลาหลายวัน จะทันต่อการแก้ไขสถานการณ์หรือหาไม่ พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังคำม้าเลี้ยงก็มิได้เฉลียวพระทัย แต่ทรงเห็นด้วยกับที่ม้าเลี้ยงกราบบังคมทูล จึงตรัสสั่งให้ม้าเลี้ยงเขียนแผนที่การตั้งค่ายแล้วให้รีบเดินทางไปเมืองเสฉวนปรึกษากับขงเบ้ง เมื่อขงเบ้งมีความเห็นประการใดก็ให้รีบกลับมารายงาน

            ม้าเลี้ยงเขียนแผนที่การตั้งค่ายเสร็จแล้ว จึงรีบเดินทางกลับไปเมืองเสฉวน ทางพระเจ้าเล่าปี่ก็มีรับสั่งให้ย้ายทหารไปตั้งที่ค่ายใหม่ตามแผนการที่ได้ดำริไว้นั้น

            ทางฝ่ายฮันต๋งและจิวท่ายทราบข่าวว่ากองทัพพระเจ้าเล่าปี่รื้อถอนค่ายเดิม จึงนำความไปรายงานให้ลกซุนทราบว่า พระเจ้าเล่าปี่ตั้งค่ายรายเรียงถึงสี่สิบค่าย เป็นระยะทางถึงพันเส้น แต่กลับมาย้ายค่ายดังนี้ แม้มิทราบต้นสายปลายเหตุแต่คะเนได้ว่าเกิดจากเทศกาลหน้าร้อน พระเจ้าเล่าปี่จึงจำเป็นต้องย้ายค่ายไปตั้งในแนวป่าใกล้ริมแม่น้ำ ในขณะที่กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่กำลังรื้อถอนค่ายวุ่นวายอยู่ดังนี้ จึงควรที่จะยกกองทัพเข้าโจมตี เห็นจะได้ชัยชนะโดยง่าย

            ลกซุนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี ด้วยได้เห็นพลานุภาพของเทศกาลหน้าร้อนที่กดดันและก่อสภาพบังคับให้กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่จำเป็นต้องรื้อถอนโยกย้ายค่ายเข้าสู่ที่ร่ม ใกล้ริมแม่น้ำ ซึ่งถึงแม้จะมีความสะดวกสบายกว่าสถานที่ตั้งค่ายเดิม แต่การตั้งค่ายในภูมิทำเลเช่นนั้นเป็นภูมิที่จะตกเป็นอันตรายแก่กองทัพพระเจ้าเล่าปี่อย่างใหญ่หลวง

            ลกซุนจึงชวนฮันต๋ง จิวท่าย และพาทหารคนสนิทขึ้นไปดูบนเนินเขา เห็นทหารตามค่ายต่าง ๆ กำลังรื้อถอนค่าย แต่ที่ซอกเขาห่างจากค่ายหน้านั้นเห็นทหารกองหนึ่ง “คนประมาณหมื่นหนึ่ง ทหารแก่บ้างหนุ่มบ้างไม่เสมอกัน” กำลังทำทีบ้างนั่งบ้างนอนบ้างพักผ่อนอยู่สองข้างทาง จึงแสร้งถามฮันต๋งและจิวท่ายว่าทหารกองนี้จะทำการอันใด

            ฮันต๋งและจิวท่ายจึงว่า เล่าปี่คงแต่งทหารออกมาสกัดมิให้เรายกกองทัพเข้าตีทหารซึ่งกำลังรื้อถอนค่าย แต่ทหารกองนี้ไม่มีระเบียบวินัย ทั้งเป็นคนแก่หนุ่มผสมผสาน ไม่น่าเกรงขามประการใด ข้าพเจ้าขออาสานำทหารออกโจมตีกองสกัดของเล่าปี่ให้แตกไปจงได้

            ลกซุนได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่า “ทัพนี้เขาตั้งไว้ลวงเรา จะเอาทหารซุ่มไว้ในซอกเขาโน้นเป็นมั่นคง ท่านอย่าออกรบเลย”

            ลกซุนเพียงเห็นกองทหารของงอปั้นที่ออกมาตั้งเป็นกองล่อให้กองทัพเมืองกังตั๋งเข้าโจมตี ก็อ่านสถานการณ์ได้กระจ่างว่านี่คือกองล่อที่ลวงให้กองทัพเมืองกังตั๋งเข้าตีแล้วจะมีกองซุ่มโจมตีในภายหลัง แต่ฮันต๋งและจิวท่ายตลอดจนทหารที่ติดตามมานั้นกลับมองไม่เห็นสถานการณ์ที่เป็นไป “ก็ชวนกันหัวเราะแล้วต่างคนต่างคิดว่าลกซุนนี้อ่อนความคิดนัก กลัวข้าศึกเสียจริงๆ”

            ลกซุนเห็นดังนั้นก็รู้นัย จึงอมยิ้มเป็นนัยแต่มิได้กล่าวประการใด แล้วพาทหารทั้งปวงกลับไปค่าย

            ทางฝ่ายงอปั้นคุมทหารออกมาตั้งเป็นกองล่อ แต่จนแล้วจนรอดกองทัพเมือง กังตั๋งก็ไม่เข้าโจมตีตามกล ในวันรุ่งขึ้นงอปั้นจึงให้ทหารออกไปที่หน้าค่ายของชีเซ่ง  เตงฮอง แล้วร้องด่าปรามาสท้าให้ออกมารบกัน

            ชีเซ่งและเตงฮองเป็นนายทหารเก่าชำนาญการศึก ได้ยินคำท้าก็โกรธ แต่ครั้นจะยกทหารออกไปรบก็เกรงอาญาของลกซุนที่แม้อายุยังน้อยแต่ก็ได้สำแดงความเด็ดขาดให้ประจักษ์ จึงไปหาลกซุนแล้วขออนุญาตนำทหารออกไปรบ

            ลกซุนฟังรายงานแล้วจึงว่า “ท่านเหล่านี้จะทำสิ่งการใดแต่ล้วนจะหักเอาด้วยกำลังแรง ไม่ทำโดยความคิดเลย ทัพเขามาวางไว้กองนี้คือเขาลวงเรา ท่านหากไม่รู้ เมื่อไรพ้นสามวันแล้วจึงจะเห็นความคิดเรา”

            ชีเซ่งและเตงฮองได้ฟังลกซุนว่าดังนั้นก็นึกหยามหยันว่าลกซุนขี้ขลาดตาขาว และการจะรอให้เวลาล่วงพ้นไปถึงสามวัน กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ก็จะตั้งค่ายใหม่ได้เสร็จสิ้น ยากแก่การเข้าตี ชีเซ่งและเตงฮองจึงท้วงว่า ซึ่งท่านจะให้รอเวลาถึงสามวันนั้นจะให้กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ตั้งหลักได้แล้วจึงเข้าตี จะมิเสียทีแก่ข้าศึกดอกหรือ

            ลกซุนจึงว่า จะเข้าตีหรือไม่เข้าตียังไม่สมควรว่ากล่าวในเวลาเช่นนี้ รอให้กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ถอยไปตั้งค่ายใหม่เสียก่อน แล้วข้าพเจ้าจะทำให้ท่านเห็นเอง

            ชีเซ่งและเตงฮองขัดอาญาของลกซุนไม่ได้ จึงได้แต่หัวเราะเยาะเย้ยแล้วพากันกลับไปค่าย

            ครั้นเวลาสามวันผ่านพ้นไป ลกซุนได้พาแม่ทัพนายกองและทหารองครักษ์ขึ้นไปบนเนินเขาอีกครั้งหนึ่ง ก็เห็นกองทัพของงอปั้นกำลังเลิกทัพกลับไป ด้านหน้าของกองทัพงอปั้นยังมีกองทหารอีกเป็นจำนวนมากถือธงเหลืองเป็นทิวแถวเคลื่อนนำหน้าไป

            ลกซุนชี้ไปยังกองทหารซึ่งถือธงเหลืองแล้วกล่าวว่า กองทหารซึ่งถือธงเหลืองและได้แลเห็นในวันนี้เป็นกองทหารที่มองไม่เห็นเมื่อสามวันก่อน บัดนี้ท่านทั้งหลายได้ประจักษ์แล้วไม่ใช่หรือว่าหากนำทหารเข้าโจมตีก็จะถูกซุ่มโจมตีตามกลของข้าศึก เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงห้ามท่านทั้งหลายไม่ให้ยกไปรบ

            บรรดาทหารทั้งปวงเห็นประจักษ์ดังนั้นก็ตกใจ แต่ก็นึกสรรเสริญอยู่ในใจว่าลกซุนบัณฑิตน้อยผู้นี้เห็นทีจะปรามาสมิได้แล้ว ลกซุนเห็นทหารทั้งปวงโดยอาการเช่นนั้นก็รู้นัย จึงปลอบขวัญให้กำลังใจว่า ปล่อยให้พวกเขาถอยไปก่อนเถิด อีกสิบห้าวันข้างหน้าก็จะได้รบกันให้เห็นดำและเห็นแดงไปข้างหนึ่ง

            ทหารทั้งปวงได้ฟังคำลกซุนดังนั้นก็ไม่เชื่อถือถ้อยคำ บรรดานายทหารผู้ใหญ่ได้กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “เมื่อแรกเขายกมาสิไม่รบ ครั้นเขาถอยทัพไปได้ตั้งมั่นลงรากแล้ว จะยกไปรบเขาให้แตกหักนั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย”

            ลกซุนได้ฟังดังนั้นก็คิดว่าบรรดานายทหารเหล่านั้นล้วนแต่เป็นพวกใช้กำลังทางกายไม่รู้จักใช้กำลังทางปัญญา แต่ครั้นจะไม่ไขความข้องใจให้บรรเทาลงก็จะทำให้เกิดความวิตกกังวลโดยเปล่าการ ลกซุนคิดดังนั้นแล้วจึงว่า “คนทั้งปวงไม่รู้ในการศึก พระเจ้าเล่าปี่มีความคิดมาก แล้วกำลังศึกยกหนักหักมา จะเข้ารับหน้าเหมือนหักไฟหัวลมจะได้หรือ บัดนี้เหือดแห้งแล้วจึงยกถอยไป ฝ่ายทหารทั้งปวงก็จะเลินเล่อไว้ใจว่ามาครั้งไรมิได้รบ ก็จะเที่ยวซุกซนหลับนอน หาที่สบายกระจัดกระจายกันอยู่ เราคอยดูได้ท่วงทีแล้วจะตีหักตะบึงเข้าไป เห็นจะได้โดยง่าย”

            ลกซุนแย้มพรายความคิดแต่เพียงว่า การปะทะซึ่งหน้าในขณะที่ข้าศึกมีกำลังมากและฮึกห้าวเหิมหาญนั้นย่อมมีความปราชัยอยู่เบื้องหน้า การรอคอยให้ข้าศึกอ่อนล้าอิดโรยลงแล้วค่อยทำลายจะได้ผลดีกว่า ซึ่งสอดคล้องกับตำราพิชัยสงคราม แต่ความนัยนอกแต่นี้เป็นความลับลี้ของแผนการทหาร ลกซุนจึงมิได้แย้มพรายให้ผู้ใดได้ล่วงรู้ แม้เพียงเท่านี้ก็ได้เผยให้เห็นถึงภูมิปัญญาในการสงครามที่ล้ำความคิดอ่านของบรรดาทหารทั้งปวง ทหารเหล่านั้นได้ฟังคำลกซุนแล้วก็จำนนต่อเหตุและผล และหลังจากวันนั้นแล้วบรรดานายและพลทหารทั้งปวงของกองทัพเมืองกังตั๋งก็เชื่อฟังเลื่อมใสความคิดของลกซุนเป็นอันมาก

            ลกซุนกลับมาถึงค่ายแล้ว สั่งการให้ทหารทุกกองเตรียมพร้อม และแต่งหนังสือให้ม้าเร็วถือกลับไปเมืองกังตั๋ง รายงานความให้ซุนกวนทราบว่าตามที่กองทัพทั้งสองฝ่ายได้ตั้งยันกันระยะหนึ่งแล้วนั้น บัดนี้ฤดูร้อนได้ย่างกรายเข้ามา กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่จำเป็นต้องรื้อถอนย้ายค่ายเข้าสู่แนวป่าริมแม่น้ำ ข้าพเจ้าประมาณสถานการณ์ว่าภายในสิบห้าวันจากนี้ไป ข้าพเจ้าจะโจมตีกองทัพเล่าปี่ให้แตกพ่ายได้เป็นมั่นคง

            ซุนกวนอ่านความตามรายงานของลกซุนแล้ว แม้มิทราบว่าลกซุนมีแผนการประการใดแต่ก็วางใจในสติปัญญาของลกซุน จึงมีความยินดีเป็นอันมาก สั่งให้เกณฑ์ทหารเพิ่มเติมหนุนไปช่วยลกซุนอีกห้าหมื่น
           
            ทางฝ่ายกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ หลังจากได้รื้อถอนค่ายเดิมย้ายไปตั้งค่ายใหม่ในราวป่าริมแม่น้ำเป็นจำนวนสี่สิบค่ายรายเรียงเป็นระยะทางพันเส้นตามรูปแบบการตั้งค่ายเดิมแล้ว ก็ตรัสสั่งให้กองทัพเรือย้ายมาตั้งค่ายน้ำชายตลิ่งขนานกันไปกับค่ายบก ส่วนหน้าล้ำเข้าไปในแดนเมืองกังตั๋ง ส่วนหลังอยู่ปลายแดน เพื่อมิให้ทหารได้รับความเดือดร้อนด้วยฤดูกาลซึ่งร้อนและแล้งจัด

            ห้องกวนซึ่งเป็นนายทหารที่ปรึกษา ได้ยินรับสั่งดังนั้นก็ท้วงว่าอันการทัพเรือนั้นต่างกับทัพบกซึ่งเคลื่อนย้ายถ่ายเทได้รวดเร็ว แต่กองทัพเรือนั้นเคลื่อนย้ายถ่ายเทได้ช้า หากส่วนหน้าล่วงลึกเข้าไปในแดนกังตั๋ง การจะยกไปตั้งนั้นง่าย แต่การจะถอยยากลำบากขัดสนนัก หากข้าศึกเข้าโจมตีก็จะเสียทีได้โดยง่าย ข้าพเจ้าขออาสาคุมทหารไปตั้งค่ายบกอยู่ด้านหน้าค่ายน้ำหน้าของกองทัพเรือ หากข้าศึกเข้าโจมตีก็จะเข้าแก้ไขได้โดยสะดวก ส่วนพระองค์อยู่ทางส่วนหลัง แม้พลาดพลั้งก็ยังสามารถหนุนช่วยส่วนหน้าโดยไม่เสียทีแก่ข้าศึก

            พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังคำท้วงก็ตรัสว่า “ทำไมกะอ้ายชาวเมืองกังตั๋ง มันหลบหัวกลัวเราอยู่แล้ว ที่ไหนจะมารบ อย่าสงสัยเลย จงเร่งตั้งเข้าไปเถิด” ตัวเราจะคุมทหารไปตั้งเป็นส่วนหน้าเอง พวกท่านอย่าได้วิตกไปเลย

            บรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวง ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ พากันทัดทานและกราบบังคมทูลพระเจ้าเล่าปี่ให้คุมทหารอยู่ในส่วนหลังตามแผนการของห้องกวน แต่พระเจ้าเล่าปี่ไม่ฟังคำทัดทาน ตรัสสั่งให้กองทัพเรือตั้งค่ายน้ำตามดำริเดิมและตรัสสั่งให้ห้องกวนคุมกองทัพกองหนึ่งยกไปตั้งอยู่ปลายค่ายด้านทิศเหนือเพื่อป้องกันกองทัพของโจผีมิให้ยกมาทำอันตราย ส่วนพระเจ้าเล่าปี่คุมอีกกองทัพหนึ่งไปตั้งอยู่ส่วนหน้าในแดนเมืองกังตั๋ง ทำให้ค่ายน้ำของกองทัพเรือและค่ายของกองทัพบกเรียงรายอยู่บนฝั่งและในแม่น้ำเป็นคู่ขนานยาวเหยียดถึงพันเส้น

            ทางฝ่ายหน่วยสอดแนมของเมืองฮูโต๋ได้ติดตามข่าวศึกอย่างใกล้ชิดตั้งแต่กองทัพพระเจ้าเล่าปี่เคลื่อนมาถึงปลายแดนเมืองกังตั๋ง ครั้นเห็นกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ตั้งค่ายรายเรียงดังนั้น จึงส่งข่าวเข้าไปกราบทูลให้พระเจ้าโจผีทรงทราบ

            พระเจ้าโจผีออกนั่งว่าราชการตามปกติ ครั้นได้ทราบรายงานของหน่วยสอดแนมแล้วก็ทรงพระสรวลท่ามกลางมหาสมาคม แล้วปรารภว่า “เล่าปี่จะเสียแก่ซุนกวน”

            บรรดาที่ปรึกษาขุนนางและแม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ฟังปรารภดังนั้นก็สงสัย จึงกราบบังคมทูลถามว่าซึ่งพระองค์ตรัสดังนั้นเพราะได้เห็นสิ่งใดเป็นเบาะแส

            พระเจ้าโจผีจึงตรัสตอบว่า “พระเจ้าเล่าปี่ไม่เข้าใจในการทัพ จึงตั้งค่ายยาวไปถึงเจ็ดพันเส้น แม้ข้าศึกเข้ารบหัวท้ายจะช่วยกันได้หรือ เห็นจะเสียทีกับลกซุนเป็นมั่นคง เราคอยดูเถิด”

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุระยะทางตั้งค่ายของพระเจ้าเล่าปี่สองที่ไม่ตรงกัน ที่หนึ่งว่าหนึ่งพันเส้น อีกที่หนึ่งว่าเจ็ดพันเส้น หรือเท่ากับสองร้อยแปดสิบกิโลเมตร ซึ่งเป็นไปไม่ได้ น่าจะเป็นการแปลผิด และชอบที่จะถือระยะทางหนึ่งพันเส้นหรือเท่ากับสี่สิบกิโลเมตรโดยประมาณเป็นเกณฑ์.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘