ตอนที่ 468. เมื่อก้าวล่วงทางสายกลาง

พระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้เจ็ดร้อยหกสิบห้าพรรษา เดือนสี่ กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ยกล่วงเข้าสู่แดนเมืองกังตั๋ง บรรดาผู้คิดอ่านสังหารกวนอูและเตียวหุยทั้งเจ็ดคนถูกฆ่าตายด้วยประการต่าง ๆ จนหมดสิ้น แต่พระเจ้าเล่าปี่ยังไม่หายแค้น ไม่ยอมรับไมตรีของซุนกวนแม้กระทั่งหนังสือขอยอมเป็นข้าในขอบขัณฑสีมาก็ไม่ยอมเปิดออกอ่าน

            ม้าเลี้ยงทราบความในหนังสือของซุนกวนแล้ว จึงเข้าไปกราบบังคมทูลพระเจ้าเล่าปี่ว่า “พวกคนร้ายซึ่งทำร้ายแก่กวนอู เตียวหุย ก็ได้แก้แค้นทดแทนสิ้นแล้ว บัดนี้ฝ่าย  ซุนกวนใช้ให้เทียเป๋งถือหนังสือเอาดอกไม้เงินทองมาถวาย จะขอคืนนางซุนฮูหยินกับเมืองเกงจิ๋วให้ ขอเป็นราชไมตรีช่วยกันรบกำจัดโจผี จะโปรดประการใด”

            พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังคำม้าเลี้ยงดังนั้นก็ทรงพระโกรธ รับสั่งว่า “เราพยาบาทกันอยู่กับซุนกวน ได้ออกปากให้สัตย์กันไว้กับกวนอู เตียวหุย น้องเรา บัดนี้กวนอู เตียวหุย น้องเราก็ตายแล้ว เราจะกลับเป็นไมตรีดีกับซุนกวนนั้น จะมิเสียความสัตย์ไปหรือ เราไม่ฟัง จะรบเอาเมืองกังตั๋งให้ได้ แล้วจึงจะยกไปรบเอาเมืองโจผี”

            พระเจ้าเล่าปี่ ณ บัดนี้ได้ข้ามพ้นเส้นทางสายกลางไปไกลโพ้น ทั้ง ๆ ที่ได้ล้างแค้นให้กับกวนอู เตียวหุย เสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่วายหายแค้นพยาบาทแก่ซุนกวน ยังคงมุ่งมั่นที่จะเหยียบเมืองกังตั๋งให้จมลงในพระมหาสมุทร ดังนั้นประโยชน์ใหญ่ที่จะพึงได้ถึงสองสถาน คือได้ล้างแค้นให้กับน้องร่วมสาบานหมดสิ้นคำคนครหา ไม่ผิดต่อคำปฏิญญาสวนท้อสถานหนึ่ง ได้เมืองกังตั๋งทั้งแคว้นเป็นข้าในขอบขัณฑสีมา ได้นางซุนฮูหยินภรรยาสุดที่รักกลับมาครอง และจะได้ตั้งหน้ากำจัดโจผีฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นอันเป็นการส่วนรวมได้โดยง่าย ซึ่งจะทำให้ยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สามของขงเบ้งบรรลุผลสำเร็จ รวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นเอกภาพอีกสถานหนึ่งหลุดลอยไป ทั้งสองสถานนี้บริบูรณ์ทั้งประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ตลอดจนประโยชน์แห่งราชวงศ์ สมควรที่เล่าปี่จะยอมรับเอา แต่เพราะน้ำใจที่ผูกเวรไม่ยอมระงับเวร จึงก้าวข้ามพ้นเส้นทางสายกลางไปจนสุดโต่ง เป็นการบีบบังคับให้ซุนกวนต้องสู้ตาย และเป็นการสู้ตายซึ่งอาจทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าเล่าปี่มีอยู่ในวันนี้และที่จะพึงมีในอนาคตให้หมดสิ้นไปได้ โบราณจึงเตือนว่า อย่าตีหมาให้จนตรอก เพราะหมาที่จนตรอกนั้นมักสู้ตายดังนี้

            พระเจ้าเล่าปี่รับสั่งด้วยแรงแค้นพยาบาทกับม้าเลี้ยงดังนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้เอาเทียเป๋งซึ่งเป็นทูตถือหนังสือมาจากซุนกวนไปประหารชีวิต บรรดาขุนนางทั้งปวงจึงพร้อมกันกราบทูลทัดทานว่า ซึ่งพระองค์จะประหารชีวิตทูตนั้นจะผิดธรรมเนียมไป คนทั้งปวงจะครหานินทาว่าพระองค์เอาแต่พยาบาท สืบไปเมื่อหน้าการไปมาติดต่อในการสงครามก็จะไม่อาจกระทำได้ แล้ววิงวอนขอให้พระเจ้าเล่าปี่ไว้ชีวิตเทียเป๋ง

            พระเจ้าเล่าปี่ฟังคำทัดทานก็ได้คิด จึงโปรดให้ยกโทษประหาร และให้ขับไล่เทียเป๋งออกไปจากค่าย

            เทียเป๋งได้รับความอัปยศอดสู จึงรีบเดินทางกลับไปเมืองกังตั๋ง ทูลความทั้งปวงให้ซุนกวนทราบ

            ซุนกวนได้ทราบความก็ตกใจ สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า “ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจนัก ตัวสั่นผิดกิริยา มิได้ว่าประการใด” บรรดาขุนนางทั้งปวงต่างพากันตกใจตาม ต่างคนต่างนิ่งเงียบด้วยมิรู้ที่จะคิดอ่านประการใด

            กำเจ๊กซึ่งเป็นที่ปรึกษาเห็นเหตุการณ์ตึงเครียดนักก็เข้าไปทูลซุนกวนว่า แผ่นดินเมืองกังตั๋งนี้ใช่ว่าจะสิ้นแล้วซึ่งคนดี ด้วยยังมีผู้มีสติปัญญาเป็นอันมากมิได้ด้อยกว่าจิวยี่ โลซก หรือลิบองแม้แต่น้อย ไฉนเล่าท่านจึงไม่เรียกมาใช้ในราชการครั้งนี้

            ซุนกวนได้ยินคำกำเจ๊กก็ได้สติ จึงถามว่าผู้มีสติปัญญาตามคำท่านนี้เป็นผู้ใดหรือ

            กำเจ๊กจึงทูลว่าคนผู้นี้คือลกซุนซึ่งท่านให้ไปครองเมืองเกงจิ๋ว “ข้าพเจ้าเห็นความคิดสติปัญญาราวกับจิวยี่ เมื่อครั้งเราไปตีเมืองเกงจิ๋วนั้น ลกซุนคนนี้ได้ช่วยคิดอ่านให้จึงได้เมืองเกงจิ๋ว ให้ท่านเอามาทำราชการเถิด ถ้าไม่ชนะพระเจ้าเล่าปี่ให้เอาข้าพเจ้าเป็นโทษ”

            ซุนกวนได้ฟังคำกำเจ๊กก็ระลึกได้ จึงกล่าวว่าโชคดีที่ท่านเตือน มิฉะนั้นข้าพเจ้าก็ลืมนึกถึงลกซุนไปแล้ว

            เตียวเจียวซึ่งเป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่ ได้ยินคำของซุนกวนมีท่าทีจะเออออตามข้อเสนอของกำเจ๊กจึงคำนับซุนกวนแล้วว่า “ลกซุนคนนี้เป็นผู้น้อย    เคยทำราชการก็แต่การน้อย ๆ แลจะเอามาทำการที่ใหญ่ถึงรบสู้กับพระเจ้าเล่าปี่นั้นเห็นไม่ได้”

            โกะหยงซึ่งเป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งได้ยินคำเตียวเจียวจึงกล่าวเสริมว่า ลกซุนเป็นแต่นักวิชาการฝ่ายพลเรือน อายุก็ยังเยาว์ ไม่เคยทำการใหญ่ แม้ในการสงครามก็ไม่เคยออกศึก ซึ่งจะมาตั้งให้เป็นแม่ทัพรับมือกับพระเจ้าเล่าปี่เห็นว่าบรรดาทหารทั้งปวงจะไม่เชื่อถือฟังคำ การของท่านก็จะขัดสน

            เปาจิดซึ่งเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญอีกคนหนึ่ง เห็นซุนกวนยังคงอ้ำอึ้งมิได้แสดงท่าทีว่าโน้มไปตามความคิดเห็นของเตียวเจียวและโกะหยง จึงทูลเสริมว่า “ลกซุนนี้เคยเป็นผู้น้อย ถึงจะดีจริงจะทำได้ก็แต่เพียงกรมการเมืองน้อย จะเอามาเป็นนายทัพบังคับทหารนั้นไม่ได้”

            กำเจ๊กเห็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่ถึงสามคนออกความเห็นคัดค้านไปในทางเดียวกันก็เกรงว่าซุนกวนจะคล้อยตาม จึงทูลแย้งว่า ผู้คนในเมืองกังตั๋งยำเกรงกองทัพพระเจ้าเล่าปี่จนสิ้นความคิดอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจึงได้ทูลเสนอให้ตั้งลกซุนเป็นแม่ทัพไปรับศึก แต่ท่านทั้งปวงกลับมาขัดขวาง ข้าพเจ้าเห็นว่าหากแม้นไม่ตั้งลกซุนไปต้านทานกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่แล้ว เมืองกังตั๋งเราคงจะย่อยยับดับสูญในคราวนี้เป็นแน่แท้

            กำเจ๊กเห็นคนทั้งปวงเงียบกริบจึงกล่าวสืบไปว่า ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบในสิ่งที่ข้าพเจ้าเสนอ ถ้ามาตรแม้นว่าลกซุนไปทำการปราชัยแก่ข้าศึก ก็ขอให้นายท่านได้ประหารชีวิตข้าพเจ้า บุตรภรรยาและครอบครัวให้จงสิ้น

            ซุนกวนนั่งฟังคนทั้งปวงโต้เถียงกันจนจบกระแสความแล้ว จึงกล่าวตัดบทว่า “ท่านทั้งปวงอย่าเถียงกันเลย ลกซุนคนนี้ข้าพเจ้าชอบใจเห็นดีอยู่ด้วยแล้ว” กล่าวแล้วซุนกวนจึงสั่งทหารให้หมายเรียกตัวลกซุนมาจากเมืองเกงจิ๋ว และให้รีบเดินทางในทันที

            ลกซุนทราบหมายเรียกของซุนกวนแล้วจึงรีบเดินทางมาเมืองกังตั๋ง พอมาถึงทราบว่าซุนกวนออกว่าราชการอยู่ในท่ามกลางมหาสมาคม จึงรีบไปที่ศาลาว่าราชการ พอก้าวพ้นธรณีประตูก็เห็นบรรดาที่ปรึกษาและขุนนางผู้อาวุโสทั้งปวงหันหน้ามาจ้องมองพร้อมกัน ก็คะเนการว่าซึ่งซุนกวนมีหมายเรียกมาครั้งนี้ย่อมเป็นเรื่องการศึกใหญ่เป็นแน่แท้ ลกซุนเกรงว่าจะเป็นที่ริษยาแก่คนทั้งปวง จึงเข้าไปคุกเข่าคำนับซุนกวนแล้วหมอบนิ่งอยู่กับที่

            ซุนกวนเห็นลกซุนหมอบนิ่งไม่ยอมเงยหน้า จึงกล่าวว่าตัวท่านมีสติปัญญาเป็นอันมาก หวุดหวิดที่ข้าพเจ้าจะลืมนึกถึงท่าน การเมืองกังตั๋งก็จะเสียไป ดีที่กำเจ๊กได้ว่ากล่าวถึงตัวท่าน เราจึงรำลึกได้ และให้หามาเป็นการด่วน หวังจะให้คิดอ่านทำการศึกกับเล่าปี่ เราจะตั้งให้ท่านเป็นแม่ทัพใหญ่ บังคับบัญชาไพร่พลทัพทั้งปวงของแคว้น  กังตั๋ง และมั่นใจว่าท่านจะเอาชนะของกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ได้

            ลกซุนได้ยินคำซุนกวนดังนั้นจึงกล่าวว่า “ขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองกังตั๋งก็มีมากแต่ล้วนข้าหลวงเดิม ข้าพเจ้าอายุก็น้อย สติปัญญาก็น้อย เห็นจะว่ากล่าวขัดสน”

            ซุนกวนได้ฟังคำของลกซุนสั้น ๆ แต่ก็แจ้งความนัยว่าในท่ามกลางคำถ่อมตัวว่าด้อยทั้งอายุและสติปัญญานั้น หากมีอำนาจว่ากล่าวบังคับบัญชาโดยสิทธิขาดแล้ว ก็อาจทำลายกองทัพพระเจ้าเล่าปี่ให้แตกพ่ายไปได้ ซุนกวนฟังความนัยออกดังนั้นจึงมีความยินดีเป็นอันมาก กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “เราจะให้กระบี่อาญาสิทธิ์ท่านเล่มหนึ่ง แม้ผู้ใดมิฟังคำบังคับบัญชา ให้ท่านตัดศีรษะเสีย”

            ลกซุนกระทำคำนับซุนกวนอีกครั้งหนึ่ง แล้วกล่าวว่าถ้าหากนายท่านวางใจมอบหมายอำนาจบังคับบัญชาแก่ข้าพเจ้าเป็นการเด็ดขาดแล้ว ขอได้โปรดกระทำพิธีมอบกระบี่อาญาสิทธิ์แก่ข้าพเจ้าต่อหน้าบรรดาที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวงของแคว้นกังตั๋งจงพร้อมกัน ให้เป็นสง่าราศีไว้กับข้าพเจ้าด้วยเถิด

            กำเจ๊กซึ่งเป็นที่ปรึกษาได้ฟังคำลกซุนดังนั้นก็รู้ความนัยเหมือนกับซุนกวน จึงมีความยินดีเป็นอันมาก รีบกล่าวสนับสนุนว่าเมื่อครั้งที่พระเจ้าเล่าปังแต่งตั้งฮั่นสินเป็น    แม่ทัพใหญ่ไปทำสงครามกับพระเจ้าฌ้อปาอ๋องนั้น เตียวเหลียงซึ่งเป็นเสนาธิการใหญ่เล็งเห็นว่าฮั่นสินเป็นทหารใหม่ ยังไม่มีกิตติศัพท์ลือชาปรากฏ และอายุก็ยังน้อย จึงเสนอต่อเล่าปังให้ตั้งโรงพิธีใหญ่ ประกอบพิธีมอบกระบี่อาญาสิทธิ์และตราตั้งให้ฮั่นสินเป็นแม่ทัพใหญ่ ต่อหน้าบรรดาที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวง เพราะเหตุนั้นฮั่นสินจะว่ากล่าวบังคับบัญชาประการใด จึงสิทธิขาดเป็นที่ยำเกรงแก่คนทั้งปวง จึงชอบที่ท่านจะได้ตั้งการพิธีแต่งตั้งลกซุนเป็นแม่ทัพใหญ่และมอบกระบี่อาญาสิทธิ์พร้อมตราตั้งตามประเพณีการสงครามแต่ก่อนมา

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงสั่งให้ฝ่ายการพิธีตั้งการพิธีขึ้นที่นอกเมืองกังตั๋งด้านทิศเหนือ ให้ทำแท่นพิธีสูงใหญ่สามชั้นให้แล้วเสร็จในคืนวันนั้น

            รุ่งขึ้นเช้าเพลาเก้านาฬิกา ซุนกวนขึ้นไปนั่งบนแท่นสูงสุดของพิธี แล้วให้อาลักษณ์อ่านประกาศแต่งตั้งลกซุนเป็นแม่ทัพใหญ่ของแคว้นกังตั๋ง มีอำนาจสิทธิขาดในการบังคับบัญชาทหารและพลเรือนทั้งปวงเพื่อทำศึกกับเล่าปี่ ให้มีอำนาจตัดศีรษะประหารชีวิตผู้คนได้ก่อนแล้วค่อยทูลในภายหลัง

            พออาลักษณ์อ่านประกาศจบ ซุนกวนจึงทำพิธีมอบกระบี่อาญาสิทธิ์พร้อมกับมอบตราตั้งสำหรับแม่ทัพใหญ่ให้กับลกซุนต่อหน้าบรรดาที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางที่เรียงรายอยู่บนแท่นพิธีและด้านล่างของลานพิธีแน่นขนัดอยู่นั้น

            ลกซุนรับกระบี่อาญาสิทธิ์และตราตั้งจากซุนกวนแล้ว หันหน้ามาทางแม่ทัพนายกองทั้งปวงซึ่งอยู่บนปะรำพิธีและมีนายทหารระดับต่าง ๆ เรียงรายลดหลั่นสุดลูกหูลูกตา ท่ามกลางธงทิวปลิวไสวไปทั้งลานพิธี แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า เพื่อธำรงไว้ซึ่งเอกราชอธิปไตยของแคว้นกังตั๋ง ให้ทุกคนเชื่อฟังคำสั่งและปฏิบัติตามระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด ผู้ใดทำความชอบก็จะได้รับการปูนบำเหน็จ ผู้ใดทำความผิดก็จะต้องได้รับโทษโดยไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด

            บรรดานายทหารผู้ใหญ่และทหารผู้น้อยทั้งปวง ได้ยินคำประกาศดังนั้นแล้วต่างคนต่างพากันเงียบเสียง มิได้ตอบรับหรือขัดขืน ลกซุนเห็นดังนั้นจึงตั้งให้ชีเซ่งและเตงฮองนายทหารเก่าของเมืองกังตั๋งตั้งแต่ครั้งซุนเกี๋ยนเป็นปลัดทัพซ้ายขวา แล้วสั่งให้เตรียมกองทัพบกกองทัพเรือให้พร้อม จะยกไปแนวหน้าในเวลาบ่ายวันนี้

            ชีเซ่งและเตงฮองรับคำสั่งแล้วกลับไปที่กองทหาร เรียกระดมพลทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ สั่งการทั้งปวงตามกระบวนศึกแล้วจึงไปรายงานความให้ลกซุนทราบ และเชิญลกซุนไปตรวจพลที่กองทหาร ลกซุนรับคำเชิญ แต่งตัวใส่เสื้อเกราะ แล้วขี่ม้าตามชีเซ่งและเตงฮองไป ครั้นเพลาบ่ายสองโมง ลกซุนจึงสั่งให้เคลื่อนทัพไปสมทบกับกองทัพของฮันต๋งและจิวท่าย ซึ่งเกลี้ยกล่อมทหารหนีทัพได้จำนวนมากและตั้งค่ายคอยท่าอยู่

            ฝ่ายฮันต๋งและจิวท่าย พอได้ทราบข่าวว่าซุนกวนตั้งให้ลกซุนเป็นแม่ทัพใหญ่ก็มีความวิตกทุกข์ร้อนเป็นอันมาก ปรึกษากันว่าซุนกวนนายเราตั้งลกซุนบัณฑิตน้อยไม่เคยการสงครามเป็นแม่ทัพใหญ่ในครั้งนี้เหมือนดูหมิ่นทหารทั้งปวงว่าสิ้นคนดีที่จะกอบกู้แคว้นกังตั๋งแล้ว เห็นว่าการศึกครั้งนี้เมืองกังตั๋งคงปราชัยย่อยยับเป็นแน่แท้

            สองนายทหารผู้ใหญ่ปรึกษากันยังไม่ทันสิ้นความ ทหารรักษาการณ์ก็วิ่งเข้ามารายงานว่า บัดนี้แม่ทัพใหญ่ลกซุนกำลังมาเยี่ยมท่านทั้งสอง ทหารรักษาการณ์รายงานพอขาดคำ ลกซุนก็เดินเข้ามาถึงข้างในค่าย

            ลกซุนจ้องมองหน้าฮันต๋งและจิวท่าย และสังเกตอากัปกิริยาทั้งปวงแล้ว เห็นฮันต๋งและจิวท่ายมิได้กระทำคำนับต่อตนซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ตามธรรมเนียม ก็รู้ทีว่าแข็งขืนมิยำเกรง จึงออกปากเชิญฮันต๋งและจิวท่ายให้ไปที่ค่ายหลวง และสั่งให้เรียกบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงมาประชุมที่ค่ายหลวงนั้น

            พอคนทั้งปวงมาพร้อมกันแล้ว ลกซุนจึงเอากระบี่อาญาสิทธิ์มาถือไว้ในมือแล้วกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า “พระเจ้าซุนกวนให้อาญาสิทธิ์แลกระบี่เรามาบังคับบัญชานายทัพนายกองทหารทั้งปวง ผู้ใดทำดีก็จะให้ความชอบ ผู้ใดทำผิดก็จะทำโทษตามผิด ถ้าเห็นประการใดก็ให้ทักท้วงเถิด เรามิได้ถือ ช่วยตักเตือนกัน”.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓