ตอนที่ 465. รุกสู่แดนกังตั๋ง
กองทัพบกกองทัพเรือเมืองกังตั๋งปราชัยแก่กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ในการศึกยกแรกที่ปลายแดนเมืองกังตั๋ง กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่จึงยกล่วงมาถึงเมืองอิเหลง ซุนกวนจึงจัดกองทัพใหญ่โดยใช้ยอดทหารรุ่นเก่า ให้ฮันต๋งเป็นแม่ทัพ โดยมีพัวเจี้ยงเป็นกองทัพหน้า
พัวเจี้ยงถือง้าวนิลนาคะของกวนอูเข้ารบกับฮองตงอย่างดุเดือด แต่คาดไม่ถึงว่า ขุนพลเฒ่าผู้นี้มีกำลังวังชามหาศาลยิ่งนัก พอรบกันได้ห้าเพลงพัวเจี้ยงก็สำนึกว่าไม่อาจต้านทานกำลังฝีมือรบของฮองตงได้ จึงขี่ม้าหนีพาทหารกลับเข้าไปค่าย
ฮองตงเห็นได้ทีก็ขี่ม้าไล่ตามแต่ไล่ไม่ทัน พัวเจี้ยงกลับเข้าค่ายได้แล้วสั่งทหารให้ปิดประตูค่ายและป้องกันรักษาค่ายไว้เป็นสามารถ ฮองตงจึงจำต้องถอยกลับ พอมาถึงกลางทางสวนกับกวนหินและเตียวเปายกทหารติดตามมา จึงถามว่าท่านยกทหารมาครั้งนี้จะไปที่แห่งใด
กวนหินและเตียวเปาจึงบอกแก่ฮองตงว่า พระเจ้าเล่าปี่รับสั่งให้ข้าพเจ้าทั้งสองยกทหารมาช่วยท่าน บัดนี้ท่านมีชัยชนะแก่ข้าศึกแล้ว พระเจ้าเล่าปี่มีรับสั่งให้ท่านกลับไปที่กองทัพหลวง
ฮองตงจึงว่า ชัยชนะเพียงเล็กน้อยเท่านี้มิได้มีความหมายประการใด ยังไม่สาแก่ใจที่ข้าพเจ้าถูกปรามาสเลย วันพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะออกรบให้หนำใจก่อนแล้วจึงจะกลับไปตามรับสั่งของพระเจ้าเล่าปี่ กล่าวแล้วฮองตงจึงขี่ม้านำกวนหินและเตียวเปาพาทหารกลับไปที่ค่าย
ทางฝ่ายพัวเจี้ยงหลังจากพ่ายแพ้แก่ฝีมือของฮองตงแล้ว ให้รู้สึกอัปยศอดสูที่ไม่สามารถต่อสู้กับผู้เฒ่าชะแรแก่ชราอายุกว่าเจ็ดสิบได้ จึงเจ็บแค้นในใจ นอนไม่หลับ นั่งครุ่นคิดอยู่ตลอดทั้งคืน หาแผนการอุบายเพื่อจะสังหารฮองตงในวันรุ่งขึ้นให้จงได้
ครั้นเวลารุ่งขึ้นพัวเจี้ยงจึงขอให้จิวท่ายยกทหารไปซุ่มอยู่ในป่าทางด้านซ้าย และให้ฮันต๋งยกทหารไปซุ่มอยู่ในป่าทางด้านขวา ให้เล่งทองคุมทหารคอยเป็นกองหนุนอยู่ด้านหลัง และให้ม้าต๋งคุมทหารขึ้นไปอยู่บนหน้าผา กำหนดแผนการว่าพัวเจี้ยงจะออกไปรบกับฮองตงแล้วจะทำทีเป็นพ่ายแพ้หนีกลับมาทางจุดซุ่ม เมื่อฮองตงไล่มาถึงจุดซุ่มแล้วก็ให้ทหารทุกกองโจมตีพร้อมกัน
เมื่อตกลงแผนการเสร็จแล้ว นายทหารทุกกองก็ยกออกไปตั้งซุ่มตามที่หมาย พัวเจี้ยงก็ยกทหารไปที่หน้าค่ายของงอปั้น และร้องเรียกท้าฮองตงให้ออกมารบกันให้ประจักษ์ฝีมือ
ฮองตงได้ยินพัวเจี้ยงมาร้องท้าก็โกรธ รีบคว้าง้าวขึ้นม้าแล้วพาทหารจะออกจากค่าย งอปั้น กวนหิน และเตียวเปา เห็นดังนั้นก็ตกใจ วิ่งตามฮองตงมา แล้วท้วงว่าท่านขุนพลอายุมากแล้ว ไม่ควรจะวู่วามแก่การศึก ขอให้พวกข้าพเจ้าทั้งสามออกไปรบแทนท่านขุนพลจะดีกว่า แต่ฮองตงก็ไม่ฟัง ขมีขมันพาทหารห้าพันออกจากค่าย ตรงไปที่กองทหารของพัวเจี้ยง
พัวเจี้ยงยืนม้าอยู่หน้าทหาร เห็นฮองตงออกมาต้องกับแผนการก็มีความยินดี จึงขี่ม้าออกไปรบกับฮองตง พัวเจี้ยงรบกับฮองตงได้สองเพลงก็แสร้งควบม้าหนี ฮองตงไม่รู้ทีก็ขี่ม้าไล่ตามไป พอไปถึงจุดซุ่มเสียงประทัดสัญญาณก็ดังขึ้น ทหารเมืองกังตั๋งทุกกองโห่ร้องจู่โจมเข้ามาพร้อมกัน ม้าต๋งซึ่งคุมทหารอยู่บนหน้าผาสั่งให้ทหารระดมยิงเกาทัณฑ์ไปที่ฮองตงดุจห่าฝน
ฮองตงรู้ว่าต้องกลข้าศึกก็ตกใจ ใช้ง้าวกวัดแกว่งปัดลูกเกาทัณฑ์และฟาดฟันข้าศึกที่จู่โจมล้อมเข้ามาอย่างดุเดือด ฮองตงรบพลางถอยพลางเพื่อจะให้พ้นจากจุดซุ่ม พอดีขาม้าสะดุดก้อนหินเสียหลัก ลูกเกาทัณฑ์ที่ยิงมาจากหน้าผาดอกหนึ่งจึงถูกฮองตงที่ซอกคอแล้วพลัดตกลงจากหลังม้า
แม้จะบาดเจ็บสาหัสด้วยเกาทัณฑ์ฝังลึก แต่ฮองตงก็ยังมีมานะสู้รบป้องกันตัวโดยไม่เกรงกลัวแก่ความตาย ทหารของพัวเจี้ยงเห็นฮองตงรบพุ่งองอาจกล้าหาญยิ่งนักก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ ได้แต่ล้อมแล้วโห่ร้องข่มขวัญอยู่ห่าง ๆ
ทางฝ่ายงอปั้นครั้นเห็นฮองตงไม่ฟังคำ พาทหารออกไปรบกับพัวเจี้ยงก็เกรงว่า ฮองตงจะเสียที จึงให้กวนหินและเตียวเปาคุมทหารห้าพันยกหนุนฮองตงไป
พอกวนหินและเตียวเปาพาทหารพ้นประตูค่าย เห็นฮองตงขี่ม้าไล่ตามพัวเจี้ยงไปไกลแล้วจึงยกทหารหนุนตามไป ครู่หนึ่งได้ยินเสียงทหารโห่ร้องในแนวป่าข้างหน้าผาสูงก็รู้ว่าฮองตงต้องกลข้าศึก จึงเร่งยกหนุนเข้าไปช่วย เห็นฮองตงตกอยู่ในท่ามกลางวงล้อม จึงตีฝ่าฆ่าฟันทหารของพัวเจี้ยงซึ่งล้อมฮองตงอยู่นั้นบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ทหารเมืองกังตั๋งเห็นมีทหารยกหนุนมาก็ถอนกำลังหนีกลับไป
กวนหินและเตียวเปาเข้าไปถึงฮองตง ฮองตงก็ทรุดลงกับพื้นเพราะสิ้นเรี่ยวแรง เนื่องจากเลือดออกจากแผลที่ถูกยิงด้วยเกาทัณฑ์ไหลไม่หยุด กวนหินและเตียวเปาจึงเข้าไปประคองฮองตงให้ลุกขึ้นแล้วดึงเกาทัณฑ์ออกจากซอกคอ เลือดก็ยิ่งไหลพุ่ง ทั้งกวนหินและเตียวเปาเห็นดังนั้นก็ตกใจ ให้ทหารเร่งทำแคร่แล้วหามฮองตงกลับไป
ในระหว่างทางฮองตงรู้ตัวว่าอาการบาดเจ็บครั้งนี้สาหัสนัก จึงเรียกกวนหิน เตียวเปาเข้ามาใกล้ แล้วว่าจะรบกวนหลานเราทั้งสองช่วยพาเราไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่สักหน่อยหนึ่ง
กวนหินและเตียวเปาได้ยินเสียงฮองตงอ่อนล้าอิดโรย แม้ไม่มีเสียงครวญครางแต่ก็เห็นได้ว่าฮองตงบาดเจ็บสาหัส แต่สู้ข่มใจไม่ให้ผู้ใดรู้ว่าเจ็บปวดประการใด ก็รู้นัยว่าซึ่ง ฮองตงร้องขอดังนั้นด้วยหวังจะสั่งเสียกราบถวายบังคมลาพระเจ้าเล่าปี่เป็นครั้งสุดท้าย สองนายทหารหนุ่มเชื้อสายยอดทหารเสือมีน้ำใจอันงามจึงรับคำ แล้วพาฮองตงไปที่ค่ายหลวงของพระเจ้าเล่าปี่
พระเจ้าเล่าปี่พอทราบรายงานว่าฮองตงยอดทหารเสือบาดเจ็บฉกรรจ์นักก็ตกพระทัย รีบเสด็จออกมาหาฮองตง เห็นฮองตงนอนหมดสติอยู่บนแคร่ ก็โน้มพระองค์ลง เอามือลูบที่ไหล่ของฮองตง ในขณะที่น้ำพระเนตรค่อย ๆ ไหลซึมด้วยความสงสารฮองตงแต่มิได้ตรัสประการใด
ฮองตงถูกพระหัตถ์เล่าปี่สัมผัสที่ไหล่ก็รู้สึกตัว ลืมตาขึ้น ขยับปากจะพูด พระเจ้า เล่าปี่เห็นฮองตงฟื้นคืนสติก็ชิงตรัสเสียก่อนว่า “ท่านไปรบครั้งนี้ก็เพราะเราว่าท่านแก่ชราแล้ว กระทำราชการไม่ได้ ท่านโกรธจึงไปรบ ต้องบาดเจ็บทั้งนี้ก็เพราะเรา เราขอขมาท่านเถิด”
พระเจ้าเล่าปี่ตรัสแล้วก็เอื้อมพระหัตถ์ข้างซ้าย เสยผมของฮองตงที่ปกคลุมใบหน้าขึ้นไปบนศีรษะ พระหัตถ์ข้างขวาจับมือฮองตงมากุมไว้ พระเนตรทั้งสองจ้องไปที่ตาของฮองตง
ฮองตงซาบซึ้งตรึงใจ รู้น้ำพระทัยของพระเจ้าเล่าปี่เป็นอันดีก็ร้องไห้แล้วกราบบังคมทูลว่า “ข้าพเจ้าเป็นชาติทหาร อายุข้าพเจ้าได้ถึงเจ็บสิบเศษ ควรที่จะบังคมลาอยู่แล้ว แต่พระองค์จะบำรุงแผ่นดินไปข้างหน้านั้น จะทำการสิ่งใดขอดำริให้ดีเถิด”
ฮองตงกล่าวความด้วยน้ำเสียงอันโรยล้าประดุจเปลวเทียนที่กำลังใกล้จะมอด พอสิ้นเสียงก็สิ้นสั่ง พิษเกาทัณฑ์กำเริบขึ้น ฮองตงก็ถึงแก่ความตายต่อหน้าพระเจ้าเล่าปี่ในที่นั้น
พระเจ้าเล่าปี่เห็นฮองตงสิ้นลมแล้วก็ทรงกันแสง แล้วสั่งทหารให้แต่งการศพของฮองตงที่ค่ายนั้นตามประเพณี วันรุ่งขึ้นก็ให้นำศพของฮองตงกลับไปเมืองเสฉวน และให้ฝังไว้ที่สุสานวีรชนของเมืองเสฉวนอย่างสมเกียรติของชายชาติทหารระดับยอดทหารเสือ
เมื่อขบวนศพของฮองตงออกจากค่ายหลวง พระเจ้าเล่าปี่ก็ปรารภว่า “เรามีนายทหารผู้ใหญ่ห้าคน บัดนี้ก็ตายไปสามคนแล้วยังไม่แก้แค้นได้ ยังได้ความอัปยศแก่คนทั้งปวงนัก”
บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงเห็นพระเจ้าเล่าปี่โศกเศร้าก็ก้มศีรษะถวายบังคมนิ่งอยู่ ครู่หนึ่งพระเจ้าเล่าปี่จึงตรัสสั่งให้เคลื่อนทัพไปที่เมืองจูเต๋งในแดนเมืองกังตั๋ง โดยแยกเป็นขบวนทางบกแปดสายทัพ ขบวนทางเรือแปดสายทัพ ขบวนทัพบกพระเจ้าเล่าปี่เป็นกองทัพหลวงคุมไปด้วยพระองค์เอง ส่วนขบวนทัพเรือนั้นรับสั่งให้ห้องกวนเป็นแม่ทัพยกทหารไปพร้อมกัน
เมื่อกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ยกล่วงไปใกล้เมืองจูเต๋งก็เผชิญหน้ากับกองทัพของฮันต๋ง จิวท่าย และพัวเจี้ยง ซึ่งตั้งขบวนสกัดอยู่
ฮันต๋ง จิวท่าย เห็นขบวนทัพหลวงที่ยกมาในครั้งนี้ “เครื่องสำหรับยุทธ์ธงทิวล้วนเหลืองทั้งสิ้น” ก็รู้ว่าพระเจ้าเล่าปี่ยกกองทัพมาด้วยพระองค์เอง จึงขี่ม้าพาทหารตรงไปที่กองทัพหลวง แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “พระเจ้าแผ่นดินเมืองเสฉวนได้คนดีมีสติปัญญาไว้ทำนุบำรุงแล้ว เป็นไรจึงยกมาเอง ถ้าเพลี่ยงพล้ำฉุกละหุกเหตุการณ์ลงบัดนี้ จะเอาใครแก้มือภายหลัง”
พระเจ้าเล่าปี่สวมเกราะทองยืนม้าอยู่ภายใต้ร่มธงพระมหากษัตริย์แห่งแคว้นจ๊ก ได้ยินดังนั้นจึงตรัสด้วยความโกรธว่า “อ้ายพวกเดียรัจฉานเมืองกังตั๋ง มึงทำอันตรายแก่น้องกูเหมือนหนึ่งตัดตีนกูเสียทั้งสองข้างมิให้เดิน กูได้ออกปากไว้แล้วว่าพวกมึงกูมิขอเห็นหน้าร่วมฟ้าร่วมแผ่นดินด้วยเลย”
ฮันต๋ง จิวท่าย ได้ยินรับสั่งพระเจ้าเล่าปี่ดังนั้นก็โกรธ สั่งให้แฮชุนนายทหารรองออกไปรบ ในขณะนั้นเตียวเปายืนม้าอยู่ข้างม้าของพระเจ้าเล่าปี่ เห็นนายทหารเมืองกังตั๋งขี่ม้าออกมากลางลานรบ จึงขี่ม้าพุ่งออกไปข้างหน้า ตรงเข้าไปหาแฮชุน
พลกลองของทั้งสองฝ่ายลั่นกลองรบขึ้นพร้อมกัน ทั้งแฮชุนและเตียวเปาต่างขี่ม้าตรงเข้าหากัน พอเข้ามาใกล้เตียวเปาตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดังประดุจเสียงฟ้าผ่า แฮชุนได้ยินเสียงตวาดของเตียวเปาก็ขวัญเสีย ชักม้าเบนหนีจะออกจากลานรบ
จิวเผงนายทหารเมืองกังตั๋งเป็นน้องชายของจิวท่าย ยืนม้าอยู่หลังฮันต๋ง เห็นแฮชุนตกใจจะหนีออกจากลานรบก็เกรงว่าจะเสียทีแก่ข้าศึก จึงขี่ม้าพุ่งเข้าไปในลานรบหวังจะสกัดเตียวเปาไว้
กวนหินยืนม้าอยู่ข้างพระเจ้าเล่าปี่ เห็นดังนั้นก็ชักม้าเข้าไปในลานรบเพื่อสกัดจิวเผงไว้ ทางฝ่ายแฮชุนเห็นจิวเผงขี่ม้าออกมาช่วยก็ค่อยตั้งสติได้ จึงชักม้ากลับเข้ามารบกับเตียวเปา สี่นายทหารจึงสู้รบกันกลางลานรบเป็นสองคู่อย่างดุเดือด
เตียวเปารบกับแฮชุนได้ไม่ถึงสามเพลงก็ตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดังอีกครั้งหนึ่ง แฮชุนตกใจผงะไป เตียวเปาสะอึกม้าเข้าไปถึงก็เอาทวนแทงถูกแฮชุนตกม้าตาย
ทางด้านกวนหินรบกับจิวเผงไม่ถึงสามเพลง กวนหินก็เอาง้าวฟันจิวเผงตกม้าตายเช่นเดียวกัน
กวนหินและเตียวเปาฆ่าสองนายทหารเมืองกังตั๋งแล้ว จ้องมองไปที่ตัวนายทัพเมืองกังตั๋ง เห็นฮันต๋ง จิวท่าย ยืนม้าอยู่คู่กัน สองพี่น้องร่วมสาบานรุ่นเยาว์จึงขับม้าพุ่งเข้าไปหาฮันต๋งและจิวท่าย
สองนายทหารผู้ใหญ่เมืองกังตั๋งแม้จะผ่านประสบการณ์สงครามมากมาย แต่พอได้เห็นฝีมือรบของสองขุนพลหนุ่ม ก็เห็นว่าไม่สามารถต้านทานกำลังและฝีมือของกวนหินและเตียวเปาได้ พอเห็นกวนหินและเตียวเปาขี่ม้าตรงมาก็ชักม้าถอยกลับเข้าไปในกองทหาร แล้วสั่งให้ตีสัญญาณถอยทัพ ทหารเมืองกังตั๋งก็พากันถอยทัพกลับ
กวนหินและเตียวเปาเห็นได้ทีจึงสั่งทหารให้ยกไล่ตามตีฮันต๋งและจิวท่ายไป
พระเจ้าเล่าปี่ยืนม้าสังเกตการรบอยู่อย่างใกล้ชิด เห็นฝีมือรบของกวนหินและเตียวเปากระจ่างชัด ช่างละม้ายกับกระบวนและลีลารบของกวนอู เตียวหุย สองน้องร่วมสาบาน น้ำพระทัยก็หวั่นไหว คิดถึงกวนอู เตียวหุย อีกครั้งหนึ่ง น้ำพระเนตรไหลคลอเบ้า ตรัสความรำพึงสรรเสริญกวนหินและเตียวเปาว่า “ไม่เสียทีเกิดมาเป็นลูกเสือ”
ตรัสดังนั้นแล้วพระเจ้าเล่าปี่จึงสั่งให้กรีฑาทัพไล่ตามตีกองทัพเมืองกังตั๋ง จนกระทั่งใกล้ถึงค่ายของฮันต๋งและจิวท่าย ทหารของเมืองกังตั๋งแตกตื่นตกใจ เหยียบกันเอง และถูกทหารของพระเจ้าเล่าปี่ฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้บรรยายเหตุการณ์สงครามตอนนี้ว่า “ทหารเมืองกังตั๋งล้มตายเป็นอันมาก เลือดไหลนองท่วมหลังเท้า”.
พัวเจี้ยงถือง้าวนิลนาคะของกวนอูเข้ารบกับฮองตงอย่างดุเดือด แต่คาดไม่ถึงว่า ขุนพลเฒ่าผู้นี้มีกำลังวังชามหาศาลยิ่งนัก พอรบกันได้ห้าเพลงพัวเจี้ยงก็สำนึกว่าไม่อาจต้านทานกำลังฝีมือรบของฮองตงได้ จึงขี่ม้าหนีพาทหารกลับเข้าไปค่าย
ฮองตงเห็นได้ทีก็ขี่ม้าไล่ตามแต่ไล่ไม่ทัน พัวเจี้ยงกลับเข้าค่ายได้แล้วสั่งทหารให้ปิดประตูค่ายและป้องกันรักษาค่ายไว้เป็นสามารถ ฮองตงจึงจำต้องถอยกลับ พอมาถึงกลางทางสวนกับกวนหินและเตียวเปายกทหารติดตามมา จึงถามว่าท่านยกทหารมาครั้งนี้จะไปที่แห่งใด
กวนหินและเตียวเปาจึงบอกแก่ฮองตงว่า พระเจ้าเล่าปี่รับสั่งให้ข้าพเจ้าทั้งสองยกทหารมาช่วยท่าน บัดนี้ท่านมีชัยชนะแก่ข้าศึกแล้ว พระเจ้าเล่าปี่มีรับสั่งให้ท่านกลับไปที่กองทัพหลวง
ฮองตงจึงว่า ชัยชนะเพียงเล็กน้อยเท่านี้มิได้มีความหมายประการใด ยังไม่สาแก่ใจที่ข้าพเจ้าถูกปรามาสเลย วันพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะออกรบให้หนำใจก่อนแล้วจึงจะกลับไปตามรับสั่งของพระเจ้าเล่าปี่ กล่าวแล้วฮองตงจึงขี่ม้านำกวนหินและเตียวเปาพาทหารกลับไปที่ค่าย
ทางฝ่ายพัวเจี้ยงหลังจากพ่ายแพ้แก่ฝีมือของฮองตงแล้ว ให้รู้สึกอัปยศอดสูที่ไม่สามารถต่อสู้กับผู้เฒ่าชะแรแก่ชราอายุกว่าเจ็ดสิบได้ จึงเจ็บแค้นในใจ นอนไม่หลับ นั่งครุ่นคิดอยู่ตลอดทั้งคืน หาแผนการอุบายเพื่อจะสังหารฮองตงในวันรุ่งขึ้นให้จงได้
ครั้นเวลารุ่งขึ้นพัวเจี้ยงจึงขอให้จิวท่ายยกทหารไปซุ่มอยู่ในป่าทางด้านซ้าย และให้ฮันต๋งยกทหารไปซุ่มอยู่ในป่าทางด้านขวา ให้เล่งทองคุมทหารคอยเป็นกองหนุนอยู่ด้านหลัง และให้ม้าต๋งคุมทหารขึ้นไปอยู่บนหน้าผา กำหนดแผนการว่าพัวเจี้ยงจะออกไปรบกับฮองตงแล้วจะทำทีเป็นพ่ายแพ้หนีกลับมาทางจุดซุ่ม เมื่อฮองตงไล่มาถึงจุดซุ่มแล้วก็ให้ทหารทุกกองโจมตีพร้อมกัน
เมื่อตกลงแผนการเสร็จแล้ว นายทหารทุกกองก็ยกออกไปตั้งซุ่มตามที่หมาย พัวเจี้ยงก็ยกทหารไปที่หน้าค่ายของงอปั้น และร้องเรียกท้าฮองตงให้ออกมารบกันให้ประจักษ์ฝีมือ
ฮองตงได้ยินพัวเจี้ยงมาร้องท้าก็โกรธ รีบคว้าง้าวขึ้นม้าแล้วพาทหารจะออกจากค่าย งอปั้น กวนหิน และเตียวเปา เห็นดังนั้นก็ตกใจ วิ่งตามฮองตงมา แล้วท้วงว่าท่านขุนพลอายุมากแล้ว ไม่ควรจะวู่วามแก่การศึก ขอให้พวกข้าพเจ้าทั้งสามออกไปรบแทนท่านขุนพลจะดีกว่า แต่ฮองตงก็ไม่ฟัง ขมีขมันพาทหารห้าพันออกจากค่าย ตรงไปที่กองทหารของพัวเจี้ยง
พัวเจี้ยงยืนม้าอยู่หน้าทหาร เห็นฮองตงออกมาต้องกับแผนการก็มีความยินดี จึงขี่ม้าออกไปรบกับฮองตง พัวเจี้ยงรบกับฮองตงได้สองเพลงก็แสร้งควบม้าหนี ฮองตงไม่รู้ทีก็ขี่ม้าไล่ตามไป พอไปถึงจุดซุ่มเสียงประทัดสัญญาณก็ดังขึ้น ทหารเมืองกังตั๋งทุกกองโห่ร้องจู่โจมเข้ามาพร้อมกัน ม้าต๋งซึ่งคุมทหารอยู่บนหน้าผาสั่งให้ทหารระดมยิงเกาทัณฑ์ไปที่ฮองตงดุจห่าฝน
ฮองตงรู้ว่าต้องกลข้าศึกก็ตกใจ ใช้ง้าวกวัดแกว่งปัดลูกเกาทัณฑ์และฟาดฟันข้าศึกที่จู่โจมล้อมเข้ามาอย่างดุเดือด ฮองตงรบพลางถอยพลางเพื่อจะให้พ้นจากจุดซุ่ม พอดีขาม้าสะดุดก้อนหินเสียหลัก ลูกเกาทัณฑ์ที่ยิงมาจากหน้าผาดอกหนึ่งจึงถูกฮองตงที่ซอกคอแล้วพลัดตกลงจากหลังม้า
แม้จะบาดเจ็บสาหัสด้วยเกาทัณฑ์ฝังลึก แต่ฮองตงก็ยังมีมานะสู้รบป้องกันตัวโดยไม่เกรงกลัวแก่ความตาย ทหารของพัวเจี้ยงเห็นฮองตงรบพุ่งองอาจกล้าหาญยิ่งนักก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ ได้แต่ล้อมแล้วโห่ร้องข่มขวัญอยู่ห่าง ๆ
ทางฝ่ายงอปั้นครั้นเห็นฮองตงไม่ฟังคำ พาทหารออกไปรบกับพัวเจี้ยงก็เกรงว่า ฮองตงจะเสียที จึงให้กวนหินและเตียวเปาคุมทหารห้าพันยกหนุนฮองตงไป
พอกวนหินและเตียวเปาพาทหารพ้นประตูค่าย เห็นฮองตงขี่ม้าไล่ตามพัวเจี้ยงไปไกลแล้วจึงยกทหารหนุนตามไป ครู่หนึ่งได้ยินเสียงทหารโห่ร้องในแนวป่าข้างหน้าผาสูงก็รู้ว่าฮองตงต้องกลข้าศึก จึงเร่งยกหนุนเข้าไปช่วย เห็นฮองตงตกอยู่ในท่ามกลางวงล้อม จึงตีฝ่าฆ่าฟันทหารของพัวเจี้ยงซึ่งล้อมฮองตงอยู่นั้นบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ทหารเมืองกังตั๋งเห็นมีทหารยกหนุนมาก็ถอนกำลังหนีกลับไป
กวนหินและเตียวเปาเข้าไปถึงฮองตง ฮองตงก็ทรุดลงกับพื้นเพราะสิ้นเรี่ยวแรง เนื่องจากเลือดออกจากแผลที่ถูกยิงด้วยเกาทัณฑ์ไหลไม่หยุด กวนหินและเตียวเปาจึงเข้าไปประคองฮองตงให้ลุกขึ้นแล้วดึงเกาทัณฑ์ออกจากซอกคอ เลือดก็ยิ่งไหลพุ่ง ทั้งกวนหินและเตียวเปาเห็นดังนั้นก็ตกใจ ให้ทหารเร่งทำแคร่แล้วหามฮองตงกลับไป
ในระหว่างทางฮองตงรู้ตัวว่าอาการบาดเจ็บครั้งนี้สาหัสนัก จึงเรียกกวนหิน เตียวเปาเข้ามาใกล้ แล้วว่าจะรบกวนหลานเราทั้งสองช่วยพาเราไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่สักหน่อยหนึ่ง
กวนหินและเตียวเปาได้ยินเสียงฮองตงอ่อนล้าอิดโรย แม้ไม่มีเสียงครวญครางแต่ก็เห็นได้ว่าฮองตงบาดเจ็บสาหัส แต่สู้ข่มใจไม่ให้ผู้ใดรู้ว่าเจ็บปวดประการใด ก็รู้นัยว่าซึ่ง ฮองตงร้องขอดังนั้นด้วยหวังจะสั่งเสียกราบถวายบังคมลาพระเจ้าเล่าปี่เป็นครั้งสุดท้าย สองนายทหารหนุ่มเชื้อสายยอดทหารเสือมีน้ำใจอันงามจึงรับคำ แล้วพาฮองตงไปที่ค่ายหลวงของพระเจ้าเล่าปี่
พระเจ้าเล่าปี่พอทราบรายงานว่าฮองตงยอดทหารเสือบาดเจ็บฉกรรจ์นักก็ตกพระทัย รีบเสด็จออกมาหาฮองตง เห็นฮองตงนอนหมดสติอยู่บนแคร่ ก็โน้มพระองค์ลง เอามือลูบที่ไหล่ของฮองตง ในขณะที่น้ำพระเนตรค่อย ๆ ไหลซึมด้วยความสงสารฮองตงแต่มิได้ตรัสประการใด
ฮองตงถูกพระหัตถ์เล่าปี่สัมผัสที่ไหล่ก็รู้สึกตัว ลืมตาขึ้น ขยับปากจะพูด พระเจ้า เล่าปี่เห็นฮองตงฟื้นคืนสติก็ชิงตรัสเสียก่อนว่า “ท่านไปรบครั้งนี้ก็เพราะเราว่าท่านแก่ชราแล้ว กระทำราชการไม่ได้ ท่านโกรธจึงไปรบ ต้องบาดเจ็บทั้งนี้ก็เพราะเรา เราขอขมาท่านเถิด”
พระเจ้าเล่าปี่ตรัสแล้วก็เอื้อมพระหัตถ์ข้างซ้าย เสยผมของฮองตงที่ปกคลุมใบหน้าขึ้นไปบนศีรษะ พระหัตถ์ข้างขวาจับมือฮองตงมากุมไว้ พระเนตรทั้งสองจ้องไปที่ตาของฮองตง
ฮองตงซาบซึ้งตรึงใจ รู้น้ำพระทัยของพระเจ้าเล่าปี่เป็นอันดีก็ร้องไห้แล้วกราบบังคมทูลว่า “ข้าพเจ้าเป็นชาติทหาร อายุข้าพเจ้าได้ถึงเจ็บสิบเศษ ควรที่จะบังคมลาอยู่แล้ว แต่พระองค์จะบำรุงแผ่นดินไปข้างหน้านั้น จะทำการสิ่งใดขอดำริให้ดีเถิด”
ฮองตงกล่าวความด้วยน้ำเสียงอันโรยล้าประดุจเปลวเทียนที่กำลังใกล้จะมอด พอสิ้นเสียงก็สิ้นสั่ง พิษเกาทัณฑ์กำเริบขึ้น ฮองตงก็ถึงแก่ความตายต่อหน้าพระเจ้าเล่าปี่ในที่นั้น
พระเจ้าเล่าปี่เห็นฮองตงสิ้นลมแล้วก็ทรงกันแสง แล้วสั่งทหารให้แต่งการศพของฮองตงที่ค่ายนั้นตามประเพณี วันรุ่งขึ้นก็ให้นำศพของฮองตงกลับไปเมืองเสฉวน และให้ฝังไว้ที่สุสานวีรชนของเมืองเสฉวนอย่างสมเกียรติของชายชาติทหารระดับยอดทหารเสือ
เมื่อขบวนศพของฮองตงออกจากค่ายหลวง พระเจ้าเล่าปี่ก็ปรารภว่า “เรามีนายทหารผู้ใหญ่ห้าคน บัดนี้ก็ตายไปสามคนแล้วยังไม่แก้แค้นได้ ยังได้ความอัปยศแก่คนทั้งปวงนัก”
บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงเห็นพระเจ้าเล่าปี่โศกเศร้าก็ก้มศีรษะถวายบังคมนิ่งอยู่ ครู่หนึ่งพระเจ้าเล่าปี่จึงตรัสสั่งให้เคลื่อนทัพไปที่เมืองจูเต๋งในแดนเมืองกังตั๋ง โดยแยกเป็นขบวนทางบกแปดสายทัพ ขบวนทางเรือแปดสายทัพ ขบวนทัพบกพระเจ้าเล่าปี่เป็นกองทัพหลวงคุมไปด้วยพระองค์เอง ส่วนขบวนทัพเรือนั้นรับสั่งให้ห้องกวนเป็นแม่ทัพยกทหารไปพร้อมกัน
เมื่อกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่ยกล่วงไปใกล้เมืองจูเต๋งก็เผชิญหน้ากับกองทัพของฮันต๋ง จิวท่าย และพัวเจี้ยง ซึ่งตั้งขบวนสกัดอยู่
ฮันต๋ง จิวท่าย เห็นขบวนทัพหลวงที่ยกมาในครั้งนี้ “เครื่องสำหรับยุทธ์ธงทิวล้วนเหลืองทั้งสิ้น” ก็รู้ว่าพระเจ้าเล่าปี่ยกกองทัพมาด้วยพระองค์เอง จึงขี่ม้าพาทหารตรงไปที่กองทัพหลวง แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “พระเจ้าแผ่นดินเมืองเสฉวนได้คนดีมีสติปัญญาไว้ทำนุบำรุงแล้ว เป็นไรจึงยกมาเอง ถ้าเพลี่ยงพล้ำฉุกละหุกเหตุการณ์ลงบัดนี้ จะเอาใครแก้มือภายหลัง”
พระเจ้าเล่าปี่สวมเกราะทองยืนม้าอยู่ภายใต้ร่มธงพระมหากษัตริย์แห่งแคว้นจ๊ก ได้ยินดังนั้นจึงตรัสด้วยความโกรธว่า “อ้ายพวกเดียรัจฉานเมืองกังตั๋ง มึงทำอันตรายแก่น้องกูเหมือนหนึ่งตัดตีนกูเสียทั้งสองข้างมิให้เดิน กูได้ออกปากไว้แล้วว่าพวกมึงกูมิขอเห็นหน้าร่วมฟ้าร่วมแผ่นดินด้วยเลย”
ฮันต๋ง จิวท่าย ได้ยินรับสั่งพระเจ้าเล่าปี่ดังนั้นก็โกรธ สั่งให้แฮชุนนายทหารรองออกไปรบ ในขณะนั้นเตียวเปายืนม้าอยู่ข้างม้าของพระเจ้าเล่าปี่ เห็นนายทหารเมืองกังตั๋งขี่ม้าออกมากลางลานรบ จึงขี่ม้าพุ่งออกไปข้างหน้า ตรงเข้าไปหาแฮชุน
พลกลองของทั้งสองฝ่ายลั่นกลองรบขึ้นพร้อมกัน ทั้งแฮชุนและเตียวเปาต่างขี่ม้าตรงเข้าหากัน พอเข้ามาใกล้เตียวเปาตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดังประดุจเสียงฟ้าผ่า แฮชุนได้ยินเสียงตวาดของเตียวเปาก็ขวัญเสีย ชักม้าเบนหนีจะออกจากลานรบ
จิวเผงนายทหารเมืองกังตั๋งเป็นน้องชายของจิวท่าย ยืนม้าอยู่หลังฮันต๋ง เห็นแฮชุนตกใจจะหนีออกจากลานรบก็เกรงว่าจะเสียทีแก่ข้าศึก จึงขี่ม้าพุ่งเข้าไปในลานรบหวังจะสกัดเตียวเปาไว้
กวนหินยืนม้าอยู่ข้างพระเจ้าเล่าปี่ เห็นดังนั้นก็ชักม้าเข้าไปในลานรบเพื่อสกัดจิวเผงไว้ ทางฝ่ายแฮชุนเห็นจิวเผงขี่ม้าออกมาช่วยก็ค่อยตั้งสติได้ จึงชักม้ากลับเข้ามารบกับเตียวเปา สี่นายทหารจึงสู้รบกันกลางลานรบเป็นสองคู่อย่างดุเดือด
เตียวเปารบกับแฮชุนได้ไม่ถึงสามเพลงก็ตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดังอีกครั้งหนึ่ง แฮชุนตกใจผงะไป เตียวเปาสะอึกม้าเข้าไปถึงก็เอาทวนแทงถูกแฮชุนตกม้าตาย
ทางด้านกวนหินรบกับจิวเผงไม่ถึงสามเพลง กวนหินก็เอาง้าวฟันจิวเผงตกม้าตายเช่นเดียวกัน
กวนหินและเตียวเปาฆ่าสองนายทหารเมืองกังตั๋งแล้ว จ้องมองไปที่ตัวนายทัพเมืองกังตั๋ง เห็นฮันต๋ง จิวท่าย ยืนม้าอยู่คู่กัน สองพี่น้องร่วมสาบานรุ่นเยาว์จึงขับม้าพุ่งเข้าไปหาฮันต๋งและจิวท่าย
สองนายทหารผู้ใหญ่เมืองกังตั๋งแม้จะผ่านประสบการณ์สงครามมากมาย แต่พอได้เห็นฝีมือรบของสองขุนพลหนุ่ม ก็เห็นว่าไม่สามารถต้านทานกำลังและฝีมือของกวนหินและเตียวเปาได้ พอเห็นกวนหินและเตียวเปาขี่ม้าตรงมาก็ชักม้าถอยกลับเข้าไปในกองทหาร แล้วสั่งให้ตีสัญญาณถอยทัพ ทหารเมืองกังตั๋งก็พากันถอยทัพกลับ
กวนหินและเตียวเปาเห็นได้ทีจึงสั่งทหารให้ยกไล่ตามตีฮันต๋งและจิวท่ายไป
พระเจ้าเล่าปี่ยืนม้าสังเกตการรบอยู่อย่างใกล้ชิด เห็นฝีมือรบของกวนหินและเตียวเปากระจ่างชัด ช่างละม้ายกับกระบวนและลีลารบของกวนอู เตียวหุย สองน้องร่วมสาบาน น้ำพระทัยก็หวั่นไหว คิดถึงกวนอู เตียวหุย อีกครั้งหนึ่ง น้ำพระเนตรไหลคลอเบ้า ตรัสความรำพึงสรรเสริญกวนหินและเตียวเปาว่า “ไม่เสียทีเกิดมาเป็นลูกเสือ”
ตรัสดังนั้นแล้วพระเจ้าเล่าปี่จึงสั่งให้กรีฑาทัพไล่ตามตีกองทัพเมืองกังตั๋ง จนกระทั่งใกล้ถึงค่ายของฮันต๋งและจิวท่าย ทหารของเมืองกังตั๋งแตกตื่นตกใจ เหยียบกันเอง และถูกทหารของพระเจ้าเล่าปี่ฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้บรรยายเหตุการณ์สงครามตอนนี้ว่า “ทหารเมืองกังตั๋งล้มตายเป็นอันมาก เลือดไหลนองท่วมหลังเท้า”.