ตอนที่ 463. สองทายาทออกศึก

ซุนกวนเกรงกลัวกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่จึงส่งจูกัดกิ๋นเป็นทูตไป เจรจาความ แต่ถูกเล่าปี่ปฏิเสธอย่างไม่ไยดี จึงจำต้องแต่งทูตไปขอให้โจผียกกองทัพเข้าตีเมืองฮันต๋ง แต่โจผีไม่ยอมช่วยด้วยหวังจะรอให้สองเมืองล้างผลาญกันให้วายวอดก่อน แล้วค่อยซ้ำเติมในภายหลัง ซุนกวนทราบความก็ทอดถอนใจใหญ่ ปรารภถึงอดีตยอดขุนพลที่ล่วงลับแล้ว

            ฝ่ายซุนหวนซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของซุนเซ็กผู้พี่ของซุนกวน เป็นที่รักใคร่ของซุนเซ็ก จึงยอมให้ใช้แซ่ซุน ครั้นซุนเซ็กถึงแก่กรรมซุนกวนจึงรับซุนหวนมาอยู่ด้วยกัน ซุนกวนพอใจในความ เข้มแข็งกล้าหาญทางการสงครามของซุนหวน จึงแต่งตั้งให้เป็นนายทหารทั้ง ๆ ที่มีอายุเพียงยี่สิบห้าปีเท่านั้น ซุนหวนเป็นคนมีความกตัญญู พอได้เห็นซุนกวนท้อถอยเช่นนั้น จึงขันอาสาคุมทหารห้าหมื่นจะยกกองทัพไปจับพระเจ้าเล่าปี่

            ซุนกวนได้ฟังคำอาสาจึงถามว่า ซึ่งเจ้าจะยกทหารไปรบกับเล่าปี่นี้ จะเอาชนะด้วยความคิดสติปัญญาหรือด้วยกำลังทหาร

            ซุนหวนจึงทูลว่า ข้าพเจ้าได้ขุนศึกคู่ใจมาร่วมการสองคน คนหนึ่งชื่อลิอี้ อีกคนหนึ่งชื่อเจียเสง ทั้งสองคนนี้มีฝีมือรบพุ่งกล้าหาญนัก สามารถต่อสู้กับทหารนับหมื่นได้ ซุนกวนได้ฟังชื่อของลิอี้และเจียเสงก็ระลึกได้ จึงว่าเราลืมนึกถึงนายทหารสองคนนี้ว่ามีฝีมือและกำลังกล้าหาญมาก ซึ่งเจ้าจะพาสองคนนี้ไปทำการด้วยนั้นเห็นจะได้ราชการ แต่ว่าการสงครามจะอาศัยกำลังฝีมืออย่างเดียวหาได้ไม่ หากต้องใช้สติปัญญาความคิดอ่านด้วย ดังนั้นเราจะให้นายทหารผู้ใหญ่กำกับไปในกองทัพจะได้ช่วยกันคิดอ่าน

            จูเหียนซึ่งเป็นนายทหารที่ปรึกษาผู้ใหญ่ได้ฟังคำดังนั้น จึงทูลซุนกวนว่าข้าพเจ้าขออาสาไปกับซุนหวน จะได้ช่วยกันคิดอ่านจับตัวเล่าปี่ให้จงได้

            ซุน กวนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงสั่งให้จัดทหารห้าหมื่นให้ซุนหวนยกไปรบกับพระเจ้าเล่าปี่ แล้วแต่งตั้งซุนหวนให้เป็นแม่ทัพบก ให้จูเหียนเป็นแม่ทัพเรือ แบ่งทหารให้ฝ่ายกองทัพบกสองหมื่นห้าพัน และกองทัพเรือสองหมื่นห้าพัน แล้วเร่งให้เคลื่อนทัพออกจากเมืองกังตั๋งแต่วันนั้น

            กองทัพของซุนหวนพอเคลื่อนออกจากเมืองกังตั๋ง หน่วยสอดแนมก็รายงานความศึกเข้ามาว่า ขณะนี้กองทัพหน้าของพระเจ้าเล่าปี่ได้ยกมาตั้งค่ายอยู่ที่ปลายแดนเมืองงิ เต๋า ชายแดนเมืองกังตั๋งแล้ว ซุนหวนทราบรายงานแล้วจึงสั่งให้เคลื่อนทัพไปที่ด่านงิเต๋า แล้วตั้งค่ายลงเป็นสามค่าย

            ทางฝ่ายงอปั้นแม่ทัพกองทัพหน้าของพระเจ้าเล่าปี่ ได้ปลงทัพไว้ที่ชายแดนเมืองงิเต๋า ครั้นได้ทราบข่าวจากหน่วยสอดแนมว่าซุนกวนตั้งซุนหวนเป็นแม่ทัพ ยกมาขัดตาทัพอยู่ที่ด่านเมืองงิเต๋า จึงสั่งม้าเร็วให้นำความไปกราบบังคมทูลพระเจ้าเล่าปี่ ซึ่งขณะนั้นปลงทัพอยู่ที่ตำบลเขากุ๋ยสัน

            พระเจ้าเล่าปี่ทราบรายงานของงอปั้นก็ปรารภว่า ไอ้เด็กน้อยซุนหวนอายุเพียงยี่สิบห้าปี อาสาศึกเป็นแม่ทัพ นับเป็นการบังอาจนัก

            กวนหินได้ฟังปรารภของพระ เจ้าเล่าปี่ดังนั้นจึงกราบบังคมทูลว่า ก็แลเมื่อเมืองกังตั๋งตั้งนายทหารหนุ่มเป็นแม่ทัพ ข้าพเจ้าจะขออาสานำทหารออกไปจับซุนหวนมาถวาย เตียวเปาได้ยินก็ขออาสาร่วมไปกับกวนหิน จะได้ช่วยคิดอ่านกับกวนหินทำการศึก

            พระเจ้าเล่าปี่เห็นหลานทั้งสองคนอาสาศึกอย่างฮึกเหิมก็ดีพระทัยเป็นอันมาก รับสั่งว่าศึกครั้งนี้จะได้ประจักษ์ฝีมือของหลานทั้งสองคน แล้วทรงกำชับว่า “ถ้า หลานเราทั้งสองจะออกไปด้วยกันครั้งนี้ดีนัก จะได้เห็นหน้ากัน เราก็เต็มใจ ถ้าเจ้าจะทำการสิ่งใดอย่าเบาแก่ความ ตรึกตรองปรึกษากันให้จงดี”

            กวนหินและเตียวเปาถวายบังคมลาพระเจ้าเล่าปี่แล้วออกไปจัดแจงทหารยกไปทางที่ กองทัพหน้าตั้งอยู่ พอกวนหินและเตียวเปาไปแล้วพระเจ้าเล่าปี่จึงสั่งให้เคลื่อนทัพหลวงยกไปตั้ง อยู่ใกล้กับกองทัพหน้า ด้วยหวังว่าจะได้เห็นฝีมือของหลานรักทั้งสองคน

            กวนหินและเตียวเปาคุมทหารยกไปที่ด่านงิเต๋าแล้วท้าให้ซุนหวนยกกองทัพออกมารบ ซุนหวนและเจียเสงจึงคุมทหารยกออกมาเผชิญหน้ากับกวนหินและเตียวเปา แต่พอใกล้เผชิญหน้ากันซุนหวนและเจียเสงก็รู้สึกครั่นคร้าม เพราะเห็นกวนหิน เตียวเปา องอาจกล้าหาญนัก สวมหมวกเกราะเงิน สวมเกราะเงิน บรรดาทหารล้วนแต่งขาวห่มขาว และใช้ธงสีขาว เป็นกองทัพไว้ทุกข์ที่มุ่งล้างแค้น นับเป็นแสนยานุภาพที่น่าเกรงขามกว่ากองทัพปกติ

            เตียว เปาเห็นซุนหวนยกทหารออกมาก็ชักม้าออกไปหน้าทหาร แล้วด่าว่าซุนหวนว่ามึงยกมารบครั้งนี้จะไม่มีชีวิตกลับไปเห็นหน้าลูกเมียอีก แล้ว ซุนหวนก็ด่ากลับมาว่าพ่อมึงตาย ศีรษะไม่ได้อยู่กับบ่า มึงก็ต้องตายตามอย่างพ่อมึง

            เตียวเปาได้ฟังดังนั้นก็โกรธ กระตุ้นม้าจะเข้ารบกับซุนหวน แต่เจียเสงซึ่งขี่ม้าคุมเชิงอยู่ด้านหลังซุนหวนได้ชิงควบม้าเข้ารบกับเตียว เปาก่อน เตียวเปาจึงจำต้องเบนม้าเข้ารบกับเจียเสง ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันบนหลังม้าอย่างดุเดือด พอเพลงรบผ่านไปได้สามสิบเพลงเจียเสงก็เพลี่ยงพล้ำสู้เตียวเปาไม่ได้ จึงควบม้าหนี เตียวเปาเห็นได้ทีก็ควบม้าไล่ตามไป

            ลิอี้เกรงว่าเจียเสงจะเสียทีแก่เตียวเปา จึงควบม้ารำขวานใหญ่เข้าสกัดเตียวเปาไว้ ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือดถึงยี่สิบเพลง ถำหยงซึ่งเป็นนายทหารเมืองกังตั๋ง เห็นว่าเตียวเปามีกำลังกล้าแข็งยิ่งนัก เกรงว่าลิอี้จะเสียทีแก่เตียวเปา จึงลอบเอาเกาทัณฑ์ยิงไปที่โคนขาม้าของเตียวเปา

            ม้า ของเตียวเปาถูกเกาทัณฑ์ก็ผงะด้วยความเจ็บปวด เตียวเปาเห็นม้าบาดเจ็บเข้ารบไม่ได้จึงชักม้าจะถอยกลับมายังกองทหาร แต่ม้านั้นถูกเกาทัณฑ์ที่ขาลึกนักจึงล้มลงเสียก่อน เตียวเปาจึงเสียหลัก เอียงจะพลัดตกลงจากหลังม้า

            ลิอี้เห็นได้ทีก็ควบม้าเข้ามาหาเตียวเปา พอได้ระยะก็เงื้อขวานใหญ่จะฟันศีรษะ เตียวเปาซึ่งล้มอยู่กับม้านั้น แต่พอเงื้อขวานพ้นศีรษะก็ได้ยินเสียงตวาดดังประดุจฟ้าถล่ม ศีรษะของลิอี้หลุดออกจากบ่า เลือดพุ่งขึ้นเบื้องบนสีแดงฉาน กลายเป็นกวนหินซึ่งยืนม้าสังเกตการณ์อยู่อย่างใกล้ชิด พอเห็นม้าเตียวเปาถูกยิงด้วยเกาทัณฑ์ก็ควบม้าเข้ามาช่วย พอเห็นลิอี้จะเอาขวานฟันเตียวเปาจึงขี่ม้าตรงเข้าไป แล้วฟันลิอี้ศีรษะหลุดออกจากบ่า

            เตียวเปาตั้งหลักได้จึงเรียกเอาม้าตัวใหม่จากทหารมาขี่ และสั่งทหารให้เข้าโจมตีกองทหารของซุนหวน

            ซุน หวนเห็นลิอี้นายทหารผู้มีฝีมือถูกฆ่าตายในชั่วพริบตาก็ตกใจ ในขณะที่กองทหารของซุนหวนก็พากันแตกตื่น จึงถูกกวนหินและเตียวเปานำทหารเข้าโจมตีจนกระจัดกระจาย ซุนหวนเห็นว่าจะสู้ไม่ได้จึงให้ตีม้าล่อเป็นสัญญาณให้ทหารถอยกลับเข้าค่าย

            วันรุ่งขึ้นซุนหวนจึงคุมทหารออกจากด่านยกไปท้ารบกับกวนหินและเตียวเปาอีก ครั้งหนึ่ง กวนหินและเตียวเปาก็คุมทหารออกมาเผชิญหน้ากัน ตัวกวนหินขี่ม้าปราดเข้าหาซุนหวนอย่างรวดเร็ว

            ซุนหวนรบกับกวนหินได้เพียงสามสิบเพลงก็ทานกำลังกวนหินไม่ได้จึงขับม้าหนี ทหารของซุนหวนเห็นตัวนายหนีไปดังนั้นก็พากันแตกตื่นแล้วหนีตาม กวนหินและเตียวเปาเห็นได้ทีจึงคุมทหารไล่ตามตีไปอย่างกระชั้นชิด

            ทางฝ่ายงอปั้นทราบข่าวว่าพระเจ้าเล่าปี่ให้กวนหินและเตียวเปายกทหารจากกอง ทัพหลวงล่วงเข้าตีกองทัพของซุนหวนและได้ทีแก่ข้าศึก ก็ยกทหารหนุนตามไป

            เตียว เปาคุมทหารไล่ตามตีทหารของซุนหวนไปทันกับเจียเสง ทางฝ่ายเจียเสงเห็นจวนตัวจึงชักม้าเข้ารบกับเตียวเปา แต่ไม่ทันถึงสามเพลงเตียวเปาก็เอาทวนแทงเจียเสงตกม้าตาย

            ทหารของกวนหินและเตียวเปาไล่ตามทันกองทหารของซุนหวน จึงฆ่าฟันทหารของซุนหวนบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ฝ่ายซุนหวนเห็นเสียทีแก่ข้าศึกจึงตีม้าล่อสัญญาณให้ทหารกลับเข้าค่ายอีก ครั้งหนึ่ง

            ฝ่ายกวนหินคุมทหารอีกกองหนึ่งไล่ตามตีทหารของซุนหวน เห็นถำหยงคุมทหารเป็นกองหลังล่าถอยอยู่จึงเข้ารบกับถำหยง ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันถึงเพลงที่สาม กวนหินได้จังหวะจึงเอาง้าวฟันถำหยง

            ถำหยงยกทวนขึ้นรับ แต่กำลังง้าวของกวนหินหนักหน่วงรุนแรงประดุจก้อนศิลาใหญ่ไหลกลิ้งลงมาจากยอด ภูเขา พอทวนของถำหยงประกับง้าวของกวนหินก็ทานกำลังกวนหินไม่ได้ ถำหยงพลัดตกลงจากหลังม้า กวนหินกระโดดลงตะครุบตัวจับถำหยงได้โดยละม่อม

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง  (หน) ระบุความแข็งแรงและกำลังของกวนหินว่าเมื่อตะครุบจับตัวถำหยงแล้ว “ได้หนีบรักแร้กลับมาค่าย” ทำให้ได้เห็นถึงพละกำลังของกวนหินว่าแข็งแรงยิ่งกว่าคนธรรมดาหลายเท่านัก

            ทางฝ่ายเตียวเปาเมื่อได้ชัยชนะพาทหารกลับมาค่ายแล้วไม่เห็นกวนหิน ก็เกรงว่ากวนหินจะเป็นอันตราย จึงพาทหารย้อนกลับมาตามหากวนหิน พอตามมาได้ห้าสิบเส้นก็เห็นกวนหิน “ขี่ม้ามือซ้ายถือง้าว มือขวาจับทหารหนีบรักแร้มาทั้งเป็น”

            เตียวเปามีความยินดียิ่งนัก จึงถามกวนหินว่าอ้ายทหารผู้นี้มีความสำคัญประการใดหรือ น้องเราจึงคุมตัวมาเองฉะนี้ กวนหินจึงว่าอ้ายคนนี้แหละที่ลอบใช้เกาทัณฑ์ยิงม้าของพี่ท่านเมื่อวันวาน

            สองพี่น้องไต่ถามความกันตลอดแล้วจึงพาทหารกลับมาค่าย เตียวเปาจึงสั่งทหารให้เอาถำหยงไปตัดศีรษะเซ่นวิญญาณม้าที่ถูกถำหยงยิงตาย จากนั้นจึงแต่งหนังสือกราบบังคมทูลรายงานความศึกให้พระเจ้าเล่าปี่ทรงทราบ

            ทาง ฝ่ายซุนหวนเมื่อพาทหารซึ่งแตกหนีกลับเข้าค่ายได้แล้ว เห็นทหารร่อยหรอลงเป็นอันมาก ทั้งทหารที่เหลืออยู่ก็ขวัญหนีดีฝ่อไม่เต็มใจสู้รบ จึงแต่งหนังสือให้ม้าเร็วรีบถือเข้าไปทูลซุนกวนให้ยกกองทัพหนุนมาช่วยโดย เร็วที่สุด

            ทางฝ่ายกองทัพหน้าของงอปั้น ครั้นได้ทราบข่าวชัยชนะของกองทัพกวนหินและเตียวเปาแล้ว ต่างมีความยินดีถ้วนหน้ากัน เตียวหลำและปองสิบซึ่งเป็นนายทหารที่ปรึกษาจึงเสนอแก่งอปั้นว่า ทหารเมืองกังตั๋งแตกระส่ำระสายดังนี้ ชอบที่ท่านจะยกกองทัพหักเข้าตีด่าน ก็จะได้ชัยชนะโดยง่าย

            งอปั้นได้ฟังจึงว่า กองทัพของซุนหวนแตกพ่ายก็จริงอยู่ แต่กองทัพเรือของจูเหียนนั้นยังคงตั้งมั่นมิได้บอบช้ำแต่ประการใด หากยกหักเข้าตีด่านแล้วจูเหียนยกทหารขึ้นมาตีกระหนาบก็จะเสียทีแก่ข้าศึก

            เตียว หลำจึงว่า ซึ่งเกรงว่าจูเหียนจะยกทหารจากกองทัพเรือมาตีกระหนาบนั้นอย่าได้ปรารมภ์เลย ขอให้ท่านแจ้งเตียวเปาและกวนหินให้ยกทหารไปซุ่มอยู่ในป่าสองข้างทางที่ทหาร จากกองทัพเรือของจูเหียนจะยกมาช่วยชาวด่าน เมื่อท่านยกเข้าตีด่าน จูเหียนยกมาช่วยก็จะถูกกวนหินและเตียวเปาซุ่มโจมตี แตกพ่ายเป็นมั่นคง

            งอปั้นได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงว่าแผนการทั้งนี้ดีนัก แต่เกรงว่าจูเหียนจะไม่รู้ว่าเรายกทหารหักเข้าตีด่าน ดังนั้นข้าพเจ้าจะแต่งทหารที่วางใจสองสามคน ให้ทำทีหนีไปเข้ากับจูเหียน แล้วแจ้งความให้จูเหียนทราบว่าในค่ำคืนวันนี้ข้าพเจ้าจะยกกองทัพเข้าตีด่าน โดยจะจุดสัญญาณไฟเป็นสำคัญ จูเหียนทราบข่าวก็จะเตรียมทหารยกไปช่วยชาวด่าน แผนการทั้งปวงจึงจะลุล่วงไปด้วยดี

            ปองสิบและเตียวหลำได้ฟังแผนการทั้งสิ้นครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ต่างก็มีความมั่นใจว่าแผนการไม่มีช่องโหว่ เห็นจะได้ชัยชนะแก่ข้าศึก ปองสิบจึงเรียกทหารคนสนิทซึ่งวางใจให้แปลกปลอมทำทีไปเข้ากับจูเหียน และให้ม้าเร็วส่งข่าวแจ้งแผนการให้กวนหินและเตียวเปาทราบ

            ทาง ฝ่ายจูเหียนคุมกองทัพเรือคอยทีอยู่ พอได้ทราบข่าวว่าซุนหวนเสียทีแก่ข้าศึก ถูกทหารของพระเจ้าเล่าปี่โจมตีจนแตกพ่ายก็คิดจะยกทหารจากกองทัพเรือไปช่วย พอดีทหารของซุนหวนที่แตกหนีพลัดมาทางกองทัพเรือได้เข้ามารายงานว่า ในระหว่างที่แตกหนีมานั้น ได้จับทหารของพระเจ้าเล่าปี่ได้สามคน จูเหียนอยากรู้ข่าวศึกจึงสั่งให้คุมทหารซึ่งถูกจับนั้นเข้ามาหา.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓