ตอนที่ 460. ปริศนาปราชัย
พระเจ้าเล่าปี่เคลื่อนกองทัพใหญ่ออกจากเมืองเสฉวน กว่าขบวนทัพจะเคลื่อนออกไปพ้นเขตเมืองหลวงก็เป็นเวลาบ่าย พระเจ้าเล่าปี่จึงโปรดให้กองทัพหน้าหยุดทัพไว้ห่างจากเมืองเสฉวนระยะสองร้อยห้าสิบเส้น ส่วนกองทัพหลวงให้ปลงทัพไว้ห่างจากเมืองเสฉวนเกือบร้อยเส้น เพื่อเตรียมเคลื่อนทัพต่อไป
ในคืนวันนั้นพระเจ้าเล่าปี่ให้ร้อนรุ่มพระทัย บรรทมไม่หลับ ทรงเอาหนังสือมาอ่านหวังให้คลายความรำคาญแต่ก็ไม่หลับ จนกระทั่งเวลาสองยามจึงเสด็จออกไปนอกค่าย ทอดพระเนตรไปบนอากาศ เห็นดาวดวงใหญ่ตกลงจากฟากฟ้าเบื้องทิศพายัพ แสงสีแดงจ้าวาบหนึ่งก็หายลับไป
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่าพระเจ้าเล่าปี่ทอดพระเนตร “เห็นอุกกาบาตใหญ่ มีปริมณฑลข้างละประมาณศอกหนึ่งตกลงมาเหนือแผ่นดิน”
พระเจ้าเล่าปี่เห็นว่าเป็นนิมิตประหลาดก็ตกพระทัย จึงให้ม้าเร็วกลับเข้าไปในเมืองเสฉวน ถามขงเบ้งว่านิมิตดังนี้ดีร้ายประการใด
รุ่งขึ้นเวลาเช้าม้าเร็วก็กลับมากราบบังคมทูลว่า นิมิตครั้งนี้ร้ายนัก จะสูญเสียยอดทหารผู้มีฝีมือคนสำคัญ ภายในสามวันพระองค์จะทราบข่าว
พระเจ้าเล่าปี่ทราบดังนั้นก็หวั่นพระทัย จึงรับสั่งให้ยั้งทัพเอาไว้ก่อน พอวันรุ่งขึ้นทหารรักษาการณ์ได้เข้าไปกราบบังคมทูลพระเจ้าเล่าปี่ว่า บัดนี้งอปั้นนายทหารเมืองลองจิ๋วให้ม้าเร็วถือหนังสือด่วนมาถวาย
พระเจ้าเล่าปี่ได้ยินก็ตกพระทัย หวั่นว่าเหตุการณ์ร้ายจะเกิดแก่เตียวหุยน้องเล็กแห่งคำสาบานสวนท้อ ครั้นรับหนังสือมาเปิดผนึกดู รู้ความว่าเตียวหุยถูกฆ่าตาย พระเจ้าเล่าปี่ก็ทรงพระกันแสงจนสิ้นสติสมประดี
ขุนนางและทหารองครักษ์ในที่นั้นจึงช่วยกันประคองพระองค์ขึ้นไปบนที่ประทับภายในค่าย แล้วช่วยกันแก้ไขจนกลับฟื้นคืนพระสติดังเดิม ครั้นวันรุ่งขึ้นทหารรักษาการณ์ก็มากราบทูลรายงานอีกว่า บัดนี้มีกองทหารกองหนึ่งยกมา ตัวนายทัพชื่องอปั้นและเตียวเปา พระเจ้าเล่าปี่ก็โปรดให้ทั้งสองคนเข้ามาเฝ้า
เตียวเปาเข้ามาในค่าย เห็นพระเจ้าเล่าปี่ประทับยืนคอยอยู่ ก็วิ่งเข้าไปกราบที่พระบาท ร้องไห้เป็นอันมาก แล้วกราบบังคมทูลว่าไอ้ฮอมเกียง เตียวตัด ได้สังหารบิดาข้าพระพุทธเจ้าเสียแล้ว ตัดเอาศีรษะหนีไปหาซุนกวน
พระเจ้าเล่าปี่ก้มลงประคองหลานให้ลุกขึ้น พลางสวมกอดเตียวเปา แล้วทรงพระกันแสง แต่ตรัสประการใดมิได้ สองลุงหลานร่ำไห้กอดกันเป็นเวลาเนิ่นนาน พระเจ้าเล่าปี่ก็รับสั่งให้เตียวเปากลับไปพักผ่อนที่ค่ายก่อน
หลังจากวันนั้นแล้วพระเจ้าเล่าปี่ก็เอาแต่กันแสง ไม่ยอมเสวยพระกระยาหาร ขุนนางและแม่ทัพนายกองในกองทัพได้เข้าไปปลอบพระทัยว่า พระองค์จะยกกองทัพใหญ่ไปตีเมืองกังตั๋งครั้งนี้เป็นการใหญ่หลวง หากมัวแต่ทรงกันแสงและไม่เสวยพระกระยาหารดังนี้ ก็จะมีพระประชวร ไม่อาจยกไปทำการได้ดังพระราชประสงค์ ขอจงเสวยพระกระยาหารเสียก่อน พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังคำเตือนก็รับสั่งให้เอาพระกระยาหารมาเสวย
พอเสวยเสร็จก็รับสั่งให้เรียกเตียวเปาและงอปั้นเข้ามาเฝ้า และรับสั่งถามว่าเพื่อแก้แค้นให้แก่ลุงกวนอูและบิดาเจ้า ลุงจะให้เจ้าเป็นแม่ทัพกองทัพหน้า เจ้าจะรับภาระนี้ได้หรือไม่
เตียวเปาจึงกราบบังคมทูลว่า เพื่อแก้แค้นให้แก่บิดาและท่านลุง ข้าพเจ้าขออาสาทำการจนสุดชีวิต ไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบากเลย
ยังไม่ทันที่พระเจ้าเล่าปี่จะตรัสประการใด ทหารรักษาการณ์ก็วิ่งเข้ามากราบทูลรายงานว่าบัดนี้มีทหารอีกกองหนึ่งยกมา ทั้งกองทัพแต่งตัวด้วยชุดขาวไว้ทุกข์ทั้งสิ้น ตัวนายทัพชื่อกวนหินผู้เป็นบุตรของกวนอู พระเจ้าเล่าปี่จึงรับสั่งให้หากวนหินเข้ามาในค่าย
กวนหินเข้ามาถึงค่ายของพระเจ้าเล่าปี่แล้ว ตรงเข้าไปกราบพระบาทแล้วร้องไห้ พร้อมกับกราบบังคมทูลว่า ท่านลุงช่วยแก้แค้นแทนบิดาข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด
พระเจ้าเล่าปี่ได้เห็นหน้าหลานทั้งสองคนพร้อมกันอยู่เบื้องหน้า และฟังคำกวนหินดังนั้นก็ทรงพระกันแสงอีก ครู่หนึ่งจึงรับสั่งว่า “เรากับกวนอู เตียวหุย ก็ได้ให้ความสัตย์กันไว้แต่ยังยากจนอยู่ด้วยกัน ก็เป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนยาก ช่วยกันทำสงครามจนได้เมืองมากมายถึงเพียงนี้ เราก็ได้เป็นเจ้า คิดว่าน้องเราจะได้เป็นสุขด้วยกัน บัดนี้น้องเราทั้งสองคนตายเสียแล้ว ยังแต่เราผู้เดียว จะเสวยราชย์เป็นสุขจะควรหรือ เรายิ่งได้เห็นหน้าหลานทั้งสองคน ก็ให้เป็นทุกข์นักดังหนึ่งจะขาดใจตาย”
ตรัสดังนั้นแล้วพระเจ้าเล่าปี่ก็ทรงพระกันแสงหนักขึ้น ก้มพระองค์ลงประคองกวนหินให้ลุกขึ้น แล้วดึงกวนหินและเตียวเปามาสวมกอดไว้ในอ้อมอกพร้อมกันทั้งสองคน ทั้งกวนหินและเตียวเปาเห็นพระเจ้าเล่าปี่กันแสงก็ยิ่งร้องไห้ดังลั่นไปทั้งค่าย
บรรดาทหารและขุนนางในที่นั้นเห็นว่าหากกวนหิน เตียวเปา ยังอยู่ในค่ายสืบไป พระเจ้าเล่าปี่ก็จะไม่มีวันสร่างจากกันแสง จึงเข้าไปว่ากับกวนหินและเตียวเปาว่า ฮ่องเต้ทรงร่ำไห้จนพระวรกายทรุดโทรม ดังนั้นเพื่อสุขภาพอนามัยของฮ่องเต้ ขอท่านทั้งสองคนจงออกไปก่อนเถิด
กวนหินและเตียวเปาได้ฟังดังนั้นจึงถวายบังคมลาพระเจ้าเล่าปี่ออกไปที่ค่ายทหาร ส่วนขุนนางและแม่ทัพนายกองก็พากันวิตก จึงปรึกษากันว่าซึ่งจะยกกองทัพใหญ่ไปทำการครั้งนี้ มามีเหตุให้เสียฤกษ์ชัย จะทำประการใดดี
ตันจิ๋นซึ่งเป็นขุนนางที่สมุห์บัญชีจึงว่า การในภายภาคหน้ายากจะหาผู้ใดล่วงรู้ได้แม่นยำ ซึ่งจะปรึกษาหารือคาดคะเนกันเองก็จะป่วยการเปล่า ชอบที่จะไต่ถามผู้รู้จึงจะควร แล้วว่าที่เขาเชิงสันทางทิศตะวันตกของค่ายนี้ มีซินแสเฒ่าผู้หนึ่งว่ากันว่ามีอายุถึงสามร้อยปีแล้ว ชื่อว่าลิอี้ เป็นผู้มีญานหยั่งรู้การอนาคตว่าดีร้ายประการใด จึงควรไปกราบบังคมทูลพระเจ้าเล่าปี่ให้เชิญซินแสเฒ่ามาสอบถามความจะดีกว่า
ขุนนางและแม่ทัพนายกองได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ กราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงทราบ พระเจ้าเล่าปี่จึงรับสั่งให้ตันจิ๋นไปเชิญซินแสเฒ่ามาเข้าเฝ้า
เมื่อถวายบังคมลาออกมาแล้ว ตันจิ๋นจึงพาทหารองครักษ์ประจำตัวออกจากค่ายไปที่เขาเชิงสัน ถึงกระท่อมไม้ไผ่เก่าคร่ำคร่าหลังหนึ่ง ตั้งอยู่ใกล้เชิงเขา จึงลงจากหลังม้าเดินตรงเข้าไปที่ประตูรั้วบ้าน
พอตันจิ๋นเดินไปใกล้ประตูก็เห็นเด็กน้อยผู้หนึ่งเปิดประตูกระท่อมเดินออกมาหา แล้วถามว่าท่านที่มานี้มีชื่อว่าตันจิ๋นใช่หรือไม่
ตันจิ๋นได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ รีบตอบว่าเราคือตันจิ๋น เหตุไฉนเล่าเจ้าจึงรู้จักเรา เด็กน้อยนั้นจึงตอบว่า เมื่อวานซืนนี้อาจารย์ของข้าพเจ้าได้สั่งข้าพเจ้าว่า ในวันนี้จะมีข้าหลวงของฮ่องเต้ชื่อว่าตันจิ๋นมาหา ข้าพเจ้าจึงคอยต้อนรับท่านอยู่
ตันจิ๋นได้ฟังดังนั้นยิ่งมีความศรัทธาในภูมิปัญญาวิชาคุณของลิอี้เป็นอันมาก สรรเสริญว่าซินแสผู้เฒ่าประดุจดังเทพยดา และขอให้เด็กน้อยนำเข้าไปคำนับอาจารย์ เด็กน้อยก็เดินนำหน้าพาตันจิ๋นเข้าไปในกระท่อม เห็นลิอี้แต่งตัวแบบชาวบ้าน แต่สะอาดสะอ้านภูมิฐานกว่าคนทั้งปวง “หน้าตาประดุจเด็กน้อย มีดวงตาดังเพชร ช่องตาสี่เหลี่ยม สายตามีแสงรุ่งโรจน์ รูปร่างประดุจต้นสนโบราณ” ก็ยิ่งมีความศรัทธาเป็นอันมาก ตรงเข้าไปคุกเข่าคารวะแล้วว่า ข้าพเจ้าชื่อตันจิ๋น เป็นสมุห์บัญชีในพระเจ้าเล่าปี่ ถือรับสั่งมาเชิญซินแสผู้เฒ่าเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่สักหน่อยหนึ่ง
ลิอี้ได้ฟังก็รีบบ่ายเบี่ยงว่า ตัวเราเป็นคนบ้านนอก ความรู้สติปัญญาน้อย ไม่คุ้นเคยกับราชการ จึงไม่อาจเข้าไปเฝ้าได้ ตันจิ๋นได้อ้อนวอนขอเชิญให้ลิอี้ไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่อีกหลายครั้ง ลิอี้เห็นความตั้งใจจริงก็มีความเอ็นดู จึงตามตันจิ๋นกลับไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่
พระเจ้าเล่าปี่ทอดพระเนตรเห็นลิอี้เดินมาแต่ไกล ก็รำพึงว่า “ตาคนนี้แก่นัก อายุยืนเหมือนเทพยดา”
พระเจ้าเล่าปี่เสด็จออกไปที่ประตูค่าย ครั้นเมื่อลิอี้มาถึงถวายบังคมแล้ว พระเจ้า เล่าปี่จึงเชิญให้ลิอี้เข้าไปที่ข้างในค่าย ทรงปฏิสันถารตามสมควรแล้ว จึงรับสั่งถามว่าข้าพเจ้าจะยกกองทัพหลวงไปตีเมืองกังตั๋งในครั้งนี้ จะมีชัยชนะหรือปราชัยประการใด
ลิอี้หลับตาพริ้มอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นการณ์เบื้องหน้ากระจ่างชัด แต่จะทูลความตามตรงนั้นมิได้ ด้วยเป็นการเปิดเผยลิขิตแห่งสวรรค์ จึงบ่ายเบี่ยงว่าอันการสงครามนั้นย่อมมีแพ้แลชนะ ซึ่งต้องเป็นไปตามลิขิตแห่งสวรรค์ มนุษย์ธรรมดาไหนเลยจะล่วงรู้ลิขิตนั้นได้ แม้หากจะล่วงรู้ก็หาเปลี่ยนแปลงลิขิตสวรรค์ให้ผันแปรเป็นอื่นไปได้ไม่
พระเจ้าเล่าปี่ฟังคำลิอี้ก็ไม่เข้าใจความนัย จึงรับสั่งถามอีกสองสามครั้ง ลิอี้จึงขอหมึก พู่กัน และกระดาษมาเขียนเป็นรูปม้า และทหาร พร้อมศาสตราวุธประมาณสี่สิบแผ่น เขียนเสร็จแล้วก็ฉีกเสียทั้งสิ้น จากนั้นจึงเขียนเป็นรูปชายคนหนึ่งอายุหกสิบปีเศษนอนหงายอยู่กับพื้น ที่ข้าง ๆ มีคนกำลังขุดหลุมฝังศพ เขียนรูปเสร็จแล้วลิอี้จึงเขียนตัวอักษรคำหนึ่งว่า “เป๊ก” ซึ่งแปลว่าสีขาว
เมื่อเขียนเสร็จแล้ว ลิอี้จึงลุกขึ้นถวายบังคมลาพระเจ้าเล่าปี่แล้วเดินออกไปจากค่าย พระเจ้าเล่าปี่ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นแล้ว ก็ยังไม่เข้าพระทัยว่ามีความหมายประการใด ทรงหยิบภาพวาดขึ้นมาทอดพระเนตร พลางตรัสว่าซินแสเฒ่าผู้นี้แก่จนเลอะเลือน พูดจาและกระทำการฟั่นเฟือน หาความหมายอันใดไม่ได้ ว่าแล้วพระเจ้าเล่าปี่ก็สั่งให้ทหารเอารูปนั้นไปเผาไฟ
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) และฉบับภาษาจีนระบุความอันเป็นปริศนาดังกล่าวนี้ตรงกันว่าซึ่งลิอี้ทำปริศนาไว้ดังนี้มีความหมายว่า กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่จะถูกวางเพลิงเผาผลาญจนวายวอด และพระเจ้าเล่าปี่เองจะสวรรคตที่เมืองเป๊กเต้ ซึ่งมีความหมายของชื่อเมืองว่า เป็นเมืองเทพเจ้าที่มีรูปกายสีขาว
พระเจ้าเล่าปี่แม้มิรู้ความหมายอันเป็นปริศนาที่แน่ชัด แต่ก็หวั่นพระทัยว่าอาจมีเรื่องร้าย เพราะถ้าหากเป็นเรื่องดี มีหรือซินแสเฒ่าจะไม่กราบบังคมทูล แต่กระนั้นก็ยังคงมีพระทัยตั้งมั่นที่จะยกกองทัพใหญ่ไปแก้แค้นชาวเมืองกังตั๋ง จึงรับสั่งให้เตรียมเคลื่อนทัพ
เตียวเปาทราบความดังนั้นจึงเข้าไปกราบบังคมทูลว่า พระองค์รับสั่งถามเป็นทำนองจะให้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นกองทัพหน้า บัดนี้ได้เตรียมการไว้พร้อมแล้ว ขอได้โปรดรับสั่งแต่งตั้งให้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นแม่ทัพในกองทัพหน้าด้วยเถิด
ในขณะนั้นกวนหินได้เข้ามาเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ พอทราบความก็กล่าวกับเตียวเปาว่าการครั้งนี้เป็นการทำสงครามเพื่อแก้แค้นให้กับกวนอูบิดาของข้าพเจ้า แล้วกราบทูลพระเจ้าเล่าปี่ว่า ขอให้พระเจ้าลุงโปรดเกล้าให้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นแม่ทัพกองทัพหน้าด้วยเถิด
เตียวเปาได้ยินดังนั้นก็ไม่ยินยอม ยืนยันจะขอเป็นแม่ทัพกองทัพหน้า กวนหินจึงว่า ถ้าเช่นนั้นเราทั้งสองคนจงมาประลองฝีมือกันต่อหน้าพระเจ้าลุง ผู้ใดมีฝีมือมากกว่ากันก็ให้ผู้นั้นเป็นแม่ทัพกองทัพหน้า
พระเจ้าเล่าปี่เห็นเป็นการยุติธรรม ทั้งใคร่ได้เห็นฝีมือของหลานทั้งสอง จึงตรัสอนุญาต เตียวเปาจึงให้ทหารเอาเป้าไปปักไว้ในระยะไกล แล้วเอาเกาทัณฑ์ขึ้นมาน้าวเล็งไปที่เป้านั้น ลูกเกาทัณฑ์ที่เตียวเปายิงออกไปปักตรงกลางเป้าอย่างแม่นยำราวกับจับวาง
กวนหินจึงหยิบเกาทัณฑ์ขึ้นมาบ้าง ในทันใดนั้นมีห่านป่าฝูงหนึ่งบินผ่านอยู่บนฟ้า กวนหินจึงว่ายิงเป้านิ่งนั้นง่ายนัก ข้าพเจ้าจะยิงห่านตัวที่สามซึ่งบินอยู่บนท้องฟ้าให้ประจักษ์ฝีมือ ว่าแล้วกวนหินก็น้าวเกาทัณฑ์ยิงไปที่ห่านป่า ซึ่งบินอยู่เป็นลำดับที่สาม ถูกห่านป่านั้นพลัดตกลงมา
พระเจ้าเล่าปี่และแม่ทัพนายกองทั้งปวงในที่นั้นต่างปรบมือสรรเสริญในฝีมือยิงเกาทัณฑ์ของกวนหิน
เตียวเปาเห็นดังนั้นก็ไม่ยอมแพ้ ถือทวนประจำตัวของเตียวหุยเผ่นขึ้นไปบนหลังม้า แล้วร้องบอกแก่กวนหินว่า อันวิทยายุทธ์นั้นจะถือเอาเกาทัณฑ์เป็นประมาณอย่างเดียวมิได้ จงมาสู้กับเราบนหลังม้าให้เห็นฝีมือสักหน่อยหนึ่ง กวนหินได้ฟังดังนั้นก็ถือง้าวกระโดดขึ้นไปบนหลังม้าจะเข้ารบกับเตียวเปา
พระเจ้าเล่าปี่เห็นดังนั้นก็ไม่พอพระทัย รับสั่งกับหลานทั้งสองด้วยเสียงอันดังว่าบิดาของพวกเจ้ารักกันยิ่งกว่าพี่น้องร่วมอุทร เจ้าสองคนเพิ่งเสียบิดา ยังจะมาต่อสู้กันอีก ไม่เกรงใจเราเลยหรืออย่างไร โทษพวกเจ้าสองคนสมควรตายโดยแท้.
ในคืนวันนั้นพระเจ้าเล่าปี่ให้ร้อนรุ่มพระทัย บรรทมไม่หลับ ทรงเอาหนังสือมาอ่านหวังให้คลายความรำคาญแต่ก็ไม่หลับ จนกระทั่งเวลาสองยามจึงเสด็จออกไปนอกค่าย ทอดพระเนตรไปบนอากาศ เห็นดาวดวงใหญ่ตกลงจากฟากฟ้าเบื้องทิศพายัพ แสงสีแดงจ้าวาบหนึ่งก็หายลับไป
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่าพระเจ้าเล่าปี่ทอดพระเนตร “เห็นอุกกาบาตใหญ่ มีปริมณฑลข้างละประมาณศอกหนึ่งตกลงมาเหนือแผ่นดิน”
พระเจ้าเล่าปี่เห็นว่าเป็นนิมิตประหลาดก็ตกพระทัย จึงให้ม้าเร็วกลับเข้าไปในเมืองเสฉวน ถามขงเบ้งว่านิมิตดังนี้ดีร้ายประการใด
รุ่งขึ้นเวลาเช้าม้าเร็วก็กลับมากราบบังคมทูลว่า นิมิตครั้งนี้ร้ายนัก จะสูญเสียยอดทหารผู้มีฝีมือคนสำคัญ ภายในสามวันพระองค์จะทราบข่าว
พระเจ้าเล่าปี่ทราบดังนั้นก็หวั่นพระทัย จึงรับสั่งให้ยั้งทัพเอาไว้ก่อน พอวันรุ่งขึ้นทหารรักษาการณ์ได้เข้าไปกราบบังคมทูลพระเจ้าเล่าปี่ว่า บัดนี้งอปั้นนายทหารเมืองลองจิ๋วให้ม้าเร็วถือหนังสือด่วนมาถวาย
พระเจ้าเล่าปี่ได้ยินก็ตกพระทัย หวั่นว่าเหตุการณ์ร้ายจะเกิดแก่เตียวหุยน้องเล็กแห่งคำสาบานสวนท้อ ครั้นรับหนังสือมาเปิดผนึกดู รู้ความว่าเตียวหุยถูกฆ่าตาย พระเจ้าเล่าปี่ก็ทรงพระกันแสงจนสิ้นสติสมประดี
ขุนนางและทหารองครักษ์ในที่นั้นจึงช่วยกันประคองพระองค์ขึ้นไปบนที่ประทับภายในค่าย แล้วช่วยกันแก้ไขจนกลับฟื้นคืนพระสติดังเดิม ครั้นวันรุ่งขึ้นทหารรักษาการณ์ก็มากราบทูลรายงานอีกว่า บัดนี้มีกองทหารกองหนึ่งยกมา ตัวนายทัพชื่องอปั้นและเตียวเปา พระเจ้าเล่าปี่ก็โปรดให้ทั้งสองคนเข้ามาเฝ้า
เตียวเปาเข้ามาในค่าย เห็นพระเจ้าเล่าปี่ประทับยืนคอยอยู่ ก็วิ่งเข้าไปกราบที่พระบาท ร้องไห้เป็นอันมาก แล้วกราบบังคมทูลว่าไอ้ฮอมเกียง เตียวตัด ได้สังหารบิดาข้าพระพุทธเจ้าเสียแล้ว ตัดเอาศีรษะหนีไปหาซุนกวน
พระเจ้าเล่าปี่ก้มลงประคองหลานให้ลุกขึ้น พลางสวมกอดเตียวเปา แล้วทรงพระกันแสง แต่ตรัสประการใดมิได้ สองลุงหลานร่ำไห้กอดกันเป็นเวลาเนิ่นนาน พระเจ้าเล่าปี่ก็รับสั่งให้เตียวเปากลับไปพักผ่อนที่ค่ายก่อน
หลังจากวันนั้นแล้วพระเจ้าเล่าปี่ก็เอาแต่กันแสง ไม่ยอมเสวยพระกระยาหาร ขุนนางและแม่ทัพนายกองในกองทัพได้เข้าไปปลอบพระทัยว่า พระองค์จะยกกองทัพใหญ่ไปตีเมืองกังตั๋งครั้งนี้เป็นการใหญ่หลวง หากมัวแต่ทรงกันแสงและไม่เสวยพระกระยาหารดังนี้ ก็จะมีพระประชวร ไม่อาจยกไปทำการได้ดังพระราชประสงค์ ขอจงเสวยพระกระยาหารเสียก่อน พระเจ้าเล่าปี่ได้ฟังคำเตือนก็รับสั่งให้เอาพระกระยาหารมาเสวย
พอเสวยเสร็จก็รับสั่งให้เรียกเตียวเปาและงอปั้นเข้ามาเฝ้า และรับสั่งถามว่าเพื่อแก้แค้นให้แก่ลุงกวนอูและบิดาเจ้า ลุงจะให้เจ้าเป็นแม่ทัพกองทัพหน้า เจ้าจะรับภาระนี้ได้หรือไม่
เตียวเปาจึงกราบบังคมทูลว่า เพื่อแก้แค้นให้แก่บิดาและท่านลุง ข้าพเจ้าขออาสาทำการจนสุดชีวิต ไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบากเลย
ยังไม่ทันที่พระเจ้าเล่าปี่จะตรัสประการใด ทหารรักษาการณ์ก็วิ่งเข้ามากราบทูลรายงานว่าบัดนี้มีทหารอีกกองหนึ่งยกมา ทั้งกองทัพแต่งตัวด้วยชุดขาวไว้ทุกข์ทั้งสิ้น ตัวนายทัพชื่อกวนหินผู้เป็นบุตรของกวนอู พระเจ้าเล่าปี่จึงรับสั่งให้หากวนหินเข้ามาในค่าย
กวนหินเข้ามาถึงค่ายของพระเจ้าเล่าปี่แล้ว ตรงเข้าไปกราบพระบาทแล้วร้องไห้ พร้อมกับกราบบังคมทูลว่า ท่านลุงช่วยแก้แค้นแทนบิดาข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด
พระเจ้าเล่าปี่ได้เห็นหน้าหลานทั้งสองคนพร้อมกันอยู่เบื้องหน้า และฟังคำกวนหินดังนั้นก็ทรงพระกันแสงอีก ครู่หนึ่งจึงรับสั่งว่า “เรากับกวนอู เตียวหุย ก็ได้ให้ความสัตย์กันไว้แต่ยังยากจนอยู่ด้วยกัน ก็เป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนยาก ช่วยกันทำสงครามจนได้เมืองมากมายถึงเพียงนี้ เราก็ได้เป็นเจ้า คิดว่าน้องเราจะได้เป็นสุขด้วยกัน บัดนี้น้องเราทั้งสองคนตายเสียแล้ว ยังแต่เราผู้เดียว จะเสวยราชย์เป็นสุขจะควรหรือ เรายิ่งได้เห็นหน้าหลานทั้งสองคน ก็ให้เป็นทุกข์นักดังหนึ่งจะขาดใจตาย”
ตรัสดังนั้นแล้วพระเจ้าเล่าปี่ก็ทรงพระกันแสงหนักขึ้น ก้มพระองค์ลงประคองกวนหินให้ลุกขึ้น แล้วดึงกวนหินและเตียวเปามาสวมกอดไว้ในอ้อมอกพร้อมกันทั้งสองคน ทั้งกวนหินและเตียวเปาเห็นพระเจ้าเล่าปี่กันแสงก็ยิ่งร้องไห้ดังลั่นไปทั้งค่าย
บรรดาทหารและขุนนางในที่นั้นเห็นว่าหากกวนหิน เตียวเปา ยังอยู่ในค่ายสืบไป พระเจ้าเล่าปี่ก็จะไม่มีวันสร่างจากกันแสง จึงเข้าไปว่ากับกวนหินและเตียวเปาว่า ฮ่องเต้ทรงร่ำไห้จนพระวรกายทรุดโทรม ดังนั้นเพื่อสุขภาพอนามัยของฮ่องเต้ ขอท่านทั้งสองคนจงออกไปก่อนเถิด
กวนหินและเตียวเปาได้ฟังดังนั้นจึงถวายบังคมลาพระเจ้าเล่าปี่ออกไปที่ค่ายทหาร ส่วนขุนนางและแม่ทัพนายกองก็พากันวิตก จึงปรึกษากันว่าซึ่งจะยกกองทัพใหญ่ไปทำการครั้งนี้ มามีเหตุให้เสียฤกษ์ชัย จะทำประการใดดี
ตันจิ๋นซึ่งเป็นขุนนางที่สมุห์บัญชีจึงว่า การในภายภาคหน้ายากจะหาผู้ใดล่วงรู้ได้แม่นยำ ซึ่งจะปรึกษาหารือคาดคะเนกันเองก็จะป่วยการเปล่า ชอบที่จะไต่ถามผู้รู้จึงจะควร แล้วว่าที่เขาเชิงสันทางทิศตะวันตกของค่ายนี้ มีซินแสเฒ่าผู้หนึ่งว่ากันว่ามีอายุถึงสามร้อยปีแล้ว ชื่อว่าลิอี้ เป็นผู้มีญานหยั่งรู้การอนาคตว่าดีร้ายประการใด จึงควรไปกราบบังคมทูลพระเจ้าเล่าปี่ให้เชิญซินแสเฒ่ามาสอบถามความจะดีกว่า
ขุนนางและแม่ทัพนายกองได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ กราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงทราบ พระเจ้าเล่าปี่จึงรับสั่งให้ตันจิ๋นไปเชิญซินแสเฒ่ามาเข้าเฝ้า
เมื่อถวายบังคมลาออกมาแล้ว ตันจิ๋นจึงพาทหารองครักษ์ประจำตัวออกจากค่ายไปที่เขาเชิงสัน ถึงกระท่อมไม้ไผ่เก่าคร่ำคร่าหลังหนึ่ง ตั้งอยู่ใกล้เชิงเขา จึงลงจากหลังม้าเดินตรงเข้าไปที่ประตูรั้วบ้าน
พอตันจิ๋นเดินไปใกล้ประตูก็เห็นเด็กน้อยผู้หนึ่งเปิดประตูกระท่อมเดินออกมาหา แล้วถามว่าท่านที่มานี้มีชื่อว่าตันจิ๋นใช่หรือไม่
ตันจิ๋นได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ รีบตอบว่าเราคือตันจิ๋น เหตุไฉนเล่าเจ้าจึงรู้จักเรา เด็กน้อยนั้นจึงตอบว่า เมื่อวานซืนนี้อาจารย์ของข้าพเจ้าได้สั่งข้าพเจ้าว่า ในวันนี้จะมีข้าหลวงของฮ่องเต้ชื่อว่าตันจิ๋นมาหา ข้าพเจ้าจึงคอยต้อนรับท่านอยู่
ตันจิ๋นได้ฟังดังนั้นยิ่งมีความศรัทธาในภูมิปัญญาวิชาคุณของลิอี้เป็นอันมาก สรรเสริญว่าซินแสผู้เฒ่าประดุจดังเทพยดา และขอให้เด็กน้อยนำเข้าไปคำนับอาจารย์ เด็กน้อยก็เดินนำหน้าพาตันจิ๋นเข้าไปในกระท่อม เห็นลิอี้แต่งตัวแบบชาวบ้าน แต่สะอาดสะอ้านภูมิฐานกว่าคนทั้งปวง “หน้าตาประดุจเด็กน้อย มีดวงตาดังเพชร ช่องตาสี่เหลี่ยม สายตามีแสงรุ่งโรจน์ รูปร่างประดุจต้นสนโบราณ” ก็ยิ่งมีความศรัทธาเป็นอันมาก ตรงเข้าไปคุกเข่าคารวะแล้วว่า ข้าพเจ้าชื่อตันจิ๋น เป็นสมุห์บัญชีในพระเจ้าเล่าปี่ ถือรับสั่งมาเชิญซินแสผู้เฒ่าเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่สักหน่อยหนึ่ง
ลิอี้ได้ฟังก็รีบบ่ายเบี่ยงว่า ตัวเราเป็นคนบ้านนอก ความรู้สติปัญญาน้อย ไม่คุ้นเคยกับราชการ จึงไม่อาจเข้าไปเฝ้าได้ ตันจิ๋นได้อ้อนวอนขอเชิญให้ลิอี้ไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่อีกหลายครั้ง ลิอี้เห็นความตั้งใจจริงก็มีความเอ็นดู จึงตามตันจิ๋นกลับไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่
พระเจ้าเล่าปี่ทอดพระเนตรเห็นลิอี้เดินมาแต่ไกล ก็รำพึงว่า “ตาคนนี้แก่นัก อายุยืนเหมือนเทพยดา”
พระเจ้าเล่าปี่เสด็จออกไปที่ประตูค่าย ครั้นเมื่อลิอี้มาถึงถวายบังคมแล้ว พระเจ้า เล่าปี่จึงเชิญให้ลิอี้เข้าไปที่ข้างในค่าย ทรงปฏิสันถารตามสมควรแล้ว จึงรับสั่งถามว่าข้าพเจ้าจะยกกองทัพหลวงไปตีเมืองกังตั๋งในครั้งนี้ จะมีชัยชนะหรือปราชัยประการใด
ลิอี้หลับตาพริ้มอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นการณ์เบื้องหน้ากระจ่างชัด แต่จะทูลความตามตรงนั้นมิได้ ด้วยเป็นการเปิดเผยลิขิตแห่งสวรรค์ จึงบ่ายเบี่ยงว่าอันการสงครามนั้นย่อมมีแพ้แลชนะ ซึ่งต้องเป็นไปตามลิขิตแห่งสวรรค์ มนุษย์ธรรมดาไหนเลยจะล่วงรู้ลิขิตนั้นได้ แม้หากจะล่วงรู้ก็หาเปลี่ยนแปลงลิขิตสวรรค์ให้ผันแปรเป็นอื่นไปได้ไม่
พระเจ้าเล่าปี่ฟังคำลิอี้ก็ไม่เข้าใจความนัย จึงรับสั่งถามอีกสองสามครั้ง ลิอี้จึงขอหมึก พู่กัน และกระดาษมาเขียนเป็นรูปม้า และทหาร พร้อมศาสตราวุธประมาณสี่สิบแผ่น เขียนเสร็จแล้วก็ฉีกเสียทั้งสิ้น จากนั้นจึงเขียนเป็นรูปชายคนหนึ่งอายุหกสิบปีเศษนอนหงายอยู่กับพื้น ที่ข้าง ๆ มีคนกำลังขุดหลุมฝังศพ เขียนรูปเสร็จแล้วลิอี้จึงเขียนตัวอักษรคำหนึ่งว่า “เป๊ก” ซึ่งแปลว่าสีขาว
เมื่อเขียนเสร็จแล้ว ลิอี้จึงลุกขึ้นถวายบังคมลาพระเจ้าเล่าปี่แล้วเดินออกไปจากค่าย พระเจ้าเล่าปี่ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นแล้ว ก็ยังไม่เข้าพระทัยว่ามีความหมายประการใด ทรงหยิบภาพวาดขึ้นมาทอดพระเนตร พลางตรัสว่าซินแสเฒ่าผู้นี้แก่จนเลอะเลือน พูดจาและกระทำการฟั่นเฟือน หาความหมายอันใดไม่ได้ ว่าแล้วพระเจ้าเล่าปี่ก็สั่งให้ทหารเอารูปนั้นไปเผาไฟ
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) และฉบับภาษาจีนระบุความอันเป็นปริศนาดังกล่าวนี้ตรงกันว่าซึ่งลิอี้ทำปริศนาไว้ดังนี้มีความหมายว่า กองทัพของพระเจ้าเล่าปี่จะถูกวางเพลิงเผาผลาญจนวายวอด และพระเจ้าเล่าปี่เองจะสวรรคตที่เมืองเป๊กเต้ ซึ่งมีความหมายของชื่อเมืองว่า เป็นเมืองเทพเจ้าที่มีรูปกายสีขาว
พระเจ้าเล่าปี่แม้มิรู้ความหมายอันเป็นปริศนาที่แน่ชัด แต่ก็หวั่นพระทัยว่าอาจมีเรื่องร้าย เพราะถ้าหากเป็นเรื่องดี มีหรือซินแสเฒ่าจะไม่กราบบังคมทูล แต่กระนั้นก็ยังคงมีพระทัยตั้งมั่นที่จะยกกองทัพใหญ่ไปแก้แค้นชาวเมืองกังตั๋ง จึงรับสั่งให้เตรียมเคลื่อนทัพ
เตียวเปาทราบความดังนั้นจึงเข้าไปกราบบังคมทูลว่า พระองค์รับสั่งถามเป็นทำนองจะให้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นกองทัพหน้า บัดนี้ได้เตรียมการไว้พร้อมแล้ว ขอได้โปรดรับสั่งแต่งตั้งให้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นแม่ทัพในกองทัพหน้าด้วยเถิด
ในขณะนั้นกวนหินได้เข้ามาเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ พอทราบความก็กล่าวกับเตียวเปาว่าการครั้งนี้เป็นการทำสงครามเพื่อแก้แค้นให้กับกวนอูบิดาของข้าพเจ้า แล้วกราบทูลพระเจ้าเล่าปี่ว่า ขอให้พระเจ้าลุงโปรดเกล้าให้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นแม่ทัพกองทัพหน้าด้วยเถิด
เตียวเปาได้ยินดังนั้นก็ไม่ยินยอม ยืนยันจะขอเป็นแม่ทัพกองทัพหน้า กวนหินจึงว่า ถ้าเช่นนั้นเราทั้งสองคนจงมาประลองฝีมือกันต่อหน้าพระเจ้าลุง ผู้ใดมีฝีมือมากกว่ากันก็ให้ผู้นั้นเป็นแม่ทัพกองทัพหน้า
พระเจ้าเล่าปี่เห็นเป็นการยุติธรรม ทั้งใคร่ได้เห็นฝีมือของหลานทั้งสอง จึงตรัสอนุญาต เตียวเปาจึงให้ทหารเอาเป้าไปปักไว้ในระยะไกล แล้วเอาเกาทัณฑ์ขึ้นมาน้าวเล็งไปที่เป้านั้น ลูกเกาทัณฑ์ที่เตียวเปายิงออกไปปักตรงกลางเป้าอย่างแม่นยำราวกับจับวาง
กวนหินจึงหยิบเกาทัณฑ์ขึ้นมาบ้าง ในทันใดนั้นมีห่านป่าฝูงหนึ่งบินผ่านอยู่บนฟ้า กวนหินจึงว่ายิงเป้านิ่งนั้นง่ายนัก ข้าพเจ้าจะยิงห่านตัวที่สามซึ่งบินอยู่บนท้องฟ้าให้ประจักษ์ฝีมือ ว่าแล้วกวนหินก็น้าวเกาทัณฑ์ยิงไปที่ห่านป่า ซึ่งบินอยู่เป็นลำดับที่สาม ถูกห่านป่านั้นพลัดตกลงมา
พระเจ้าเล่าปี่และแม่ทัพนายกองทั้งปวงในที่นั้นต่างปรบมือสรรเสริญในฝีมือยิงเกาทัณฑ์ของกวนหิน
เตียวเปาเห็นดังนั้นก็ไม่ยอมแพ้ ถือทวนประจำตัวของเตียวหุยเผ่นขึ้นไปบนหลังม้า แล้วร้องบอกแก่กวนหินว่า อันวิทยายุทธ์นั้นจะถือเอาเกาทัณฑ์เป็นประมาณอย่างเดียวมิได้ จงมาสู้กับเราบนหลังม้าให้เห็นฝีมือสักหน่อยหนึ่ง กวนหินได้ฟังดังนั้นก็ถือง้าวกระโดดขึ้นไปบนหลังม้าจะเข้ารบกับเตียวเปา
พระเจ้าเล่าปี่เห็นดังนั้นก็ไม่พอพระทัย รับสั่งกับหลานทั้งสองด้วยเสียงอันดังว่าบิดาของพวกเจ้ารักกันยิ่งกว่าพี่น้องร่วมอุทร เจ้าสองคนเพิ่งเสียบิดา ยังจะมาต่อสู้กันอีก ไม่เกรงใจเราเลยหรืออย่างไร โทษพวกเจ้าสองคนสมควรตายโดยแท้.