ตอนที่ 451. วิกฤตยุทธศาสตร์ขั้นที่สาม

เจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบห้า เดือนสาม โจผีบุตรผู้ใหญ่ของโจโฉได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้สืบทอดตำแหน่งวุยอ๋องแทนโจโฉผู้บิดา โจผีได้เริ่มต้นการปราบดาภิเษกทั้ง ๆ ที่พระเจ้าเหี้ยนเต้ยังคงเสวยราชย์อยู่ โดยประกาศตั้งศักราชใหม่ เลื่อนอิสริยยศของโจโฉเป็นบู๊อ๋อง แต่งตั้งอัครมหาเสนาบดีด้วยตนเอง และคิดกำจัดโจสิดและโจหิมผู้น้องซึ่งไม่ยอมสวามิภักดิ์

            ฝ่ายโจหิมผู้น้องของโจผีครองเมืองเซียวหวย ครั้นทราบว่าโจโฉผู้พ่อถึงแก่ความตาย ก็สำคัญว่าโจผีผู้พี่ซึ่งมักใหญ่ใฝ่ในอำนาจจะคิดอ่านกำจัดพี่น้อง จึงเกิดความกลัว ไม่กล้าเข้าไปเคารพศพบิดาตามประเพณี ครั้นได้ทราบว่าโจผีส่งกองทัพมาที่เมืองเซียวหวยก็ยิ่งตกใจกลัวเป็นอันมาก ไม่เห็นทางออกประการอื่นจึงผูกคอตายที่ในจวนของเจ้าเมืองเซียวหวยนั้น

            กองทัพที่โจผีส่งมาจึงยกเข้าเมืองเซียวหวยได้โดยไม่มีการต่อสู้ใด ๆ ครั้นทราบว่าโจหิมผูกคอตายแล้ว จึงนำความกลับไปทูลให้โจผีทราบ โจผีทราบความก็สงสารน้องชาย จึงสั่งให้แต่งการพิธีศพของโจหิมตามประเพณีเชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่ และให้จารึกความไว้หน้าหลุมฝังศพของโจหิมว่าที่ฝังศพเจ้าเมืองเซียวหวย

            ทางด้านโจสิดผู้น้องของโจผีอีกคนหนึ่งครองเมืองลิมฉี เมื่อได้ทราบข่าวบิดาถึงแก่ความตายก็กลัวว่าโจผีจะทำอันตรายจึงไม่กล้าเข้าไปเคารพศพเช่นเดียวกับโจหิม ครั้นได้ทราบว่าโจผีส่งกองทัพยกมาเมืองลิมฉี จึงปรึกษากับเต็งหงี เต็งอี้ ซึ่งเป็นนายทหารที่ปรึกษาว่าจะคิดอ่านประการใด

            สองที่ปรึกษาจึงเสนอว่า โจผีคิดครองอำนาจเป็นใหญ่ไม่เห็นแก่ความเป็นพี่น้อง จึงให้ยกกองทัพมาดังนี้ ถึงแม้นจะยอมจำนนสวามิภักดิ์ โจผีก็จะคิดอ่านสังหารในภายหลัง กระนั้นเลยควรจะต่อสู้ให้รู้ฝีมือกันเสียก่อน แล้วว่าแม้โจผีจะได้ครองอำนาจแทนวุยอ๋องก็จริง แต่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ยังไม่สามารถบังคับบัญชาทหารให้เป็นปกติได้ ดีร้ายทหารผู้ภักดีเข้าด้วยกับโจสิดก็อาจได้รับชัยชนะ นับได้ว่าเป็นการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ดีกว่าการยอมจำนนซึ่งมีแต่หนทางตายสถานเดียว

            ขณะที่ปรึกษาอยู่นั้นทหารรักษาการณ์ได้เข้ามารายงานว่า โจผีได้แต่งทูตมาเจรจา โจสิดจึงให้ทหารรักษาการณ์ไปนำทูตเข้ามาพบ

            ทูตของโจผีเข้ามาหาโจสิดแล้วมิได้คำนับตามธรรมเนียม เต็งอี้ไม่ปล่อยให้ทูตเอ่ยปากก็กล่าวต่อว่าต่อขานขึ้นก่อนว่า เมื่อครั้งที่วุยอ๋องยังมีชีวิตอยู่ มีดำริที่จะแต่งตั้งให้โจสิดนายเราสืบทอดตำแหน่งแทน แต่เพราะคำคนสอพลอยุยงใส่ร้ายป้ายสี วุยอ๋องจึงขุ่นเคืองนายเราแต่บัดนั้น บัดนี้วุยอ๋องเพิ่งสิ้นบุญ ไฉนโจผีจึงคิดอ่านผลาญญาติพี่น้อง ไม่เกรงแก่คำครหาดอกหรือ

            เต็งหงีได้ยินคำเต็งอี้ดังนั้นจึงกล่าวสำทับซ้ำว่า โจสิดนายเรามีสติปัญญาปรีชาสามารถ ควรที่จะได้ครองอำนาจแทนบิดา คนทั้งปวงก็จะได้ความสุข

            ทูตของโจผีได้ฟังคำเต็งอี้และเต็งหงีดังนั้นก็ทำท่าจะเอ่ยปากท้วงติง แต่โจสิดไม่เปิดโอกาส สั่งทหารให้ลากตัวทูตของโจผีออกไปด้านนอกและสั่งให้เอาตะบองไล่ตีออกไปจากเมือง

            ทูตออกจากเมืองแล้วกลับไปที่กองทัพและให้ทหารเดินสารแจ้งความให้โจผีทราบ โจผีทราบความก็โกรธเป็นอันมาก สั่งเคาทูให้คุมทหารอีกสามพันยกไปสมทบ และกำชับให้จับตัวโจสิดมาให้จงได้

            เคาทูยกทหารไปสมทบกับกองทัพซึ่งตั้งอยู่หน้าเมือง และยกเข้าตีเมือง ทหารในเมืองต้านทานไม่ได้ก็ละทิ้งหน้าที่เสีย เคาทูจึงพาทหารเข้าไปในเมืองถึงจวนของโจสิด เห็นโจสิด เต็งอี้ และเต็งหงี ต่างเมาสุราฟุบอยู่ภายในจวน จึงให้ทหารมัดตัวไว้ทั้งสามคน และให้ทหารไปควบคุมตัวบุตรภรรยา บ่าวไพร่ในจวนของโจสิดไว้ทั้งสิ้น

            เคาทูแต่งทหารรักษาเมืองลิมฉีเป็นการชั่วคราว แล้วคุมนักโทษทั้งนั้นใส่เกวียนพากลับไปเมืองเงียบกุ๋น นำเข้าไปถวายแก่โจผี และทูลรายงานความทั้งปวงให้โจผีทราบ

            โจผีทราบความแล้วออกคำสั่งให้ประหารชีวิตเต็งอี้และเต็งหงี พร้อมกับบ่าวไพร่คนสนิทของโจสิดเสียทั้งสิ้น สำหรับโจสิดและบุตรภรรยาให้จำขังไว้ในคุกเมืองเงียบกุ๋นนั้น

            ฝ่ายมารดาของโจผี ครั้นได้ทราบความว่าโจหิมผู้บุตรผูกคอตาย และโจผีสั่งให้จำขังโจสิดไว้ก็เสียใจ ร้องไห้เข้าไปหาโจผีแล้วอ้อนวอนว่า โจสิดน้องของเจ้าผู้นี้มีแต่อารมณ์กวีศิลปิน มักเสพสุราเป็นอาจิณ หาใช่คู่แข่งแย่งชิงของเจ้าไม่ ถึงแม้จะอวดรู้อวดดีก็มิได้เป็นอันตรายต่อเจ้า ขอจงเห็นแก่มารดาและความเป็นพี่น้องร่วมอุทร อย่าได้ประหารผลาญชีวิตกันเลย หากเจ้าไว้ชีวิตของโจสิดแล้ว ถึงแม้จะเอาชีวิตของมารดานี้ทดแทน ตัวแม่ก็จะยอม มิได้เสียดายแก่ชีวิตเลย

            โจผีเห็นมารดาร้องไห้อ้อนวอนดังนั้นก็สงสาร จึงกล่าวว่าโจสิดน้องข้าพเจ้าเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ข้าพเจ้าก็มีความรักเป็นอันมาก มิได้คิดที่จะผลาญชีวิตให้ดับดิ้น ซึ่งลงโทษจองจำทั้งนี้หวังให้เป็นที่หลาบจำ มิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนทั้งปวง มารดาอย่าได้ห่วงใยเลย

            มารดาของโจผีได้ยินคำดังนั้นก็วางใจว่าโจผีจะไม่ประหารชีวิตโจสิดผู้บุตร จึงกลับไปที่อยู่

            เมื่อมารดากลับออกไปแล้วโจผีจึงสั่งให้เรียกประชุมขุนนางข้าราชการและให้เอาตัวโจสิดเข้ามาในที่ประชุม

            ในระหว่างที่ทหารถือคำสั่งออกไปจากที่ว่าราชการเพื่อจะเบิกตัวโจสิดมาจากคุกนั้น ฮัวหิมได้ทูลถามโจผีว่า การทั้งนี้มีมาแต่เหตุที่มารดาของท่านได้ร้องขอชีวิตของโจสิดใช่หรือไม่

            โจผีจึงว่าจริงดังคำท่าน มารดาได้มาร้องขอให้ไว้ชีวิตแก่โจสิด และเราได้ยกโทษตามที่มารดาได้ว่าวอนนั้นแล้ว

            ฮัวหิมจึงว่า “โจสิดคนนี้หลักแหลมอยู่ อันจะไว้ชีวิตนั้นมิได้ นานไปจะเป็นอันตราย” ชอบที่จะกำจัดให้พ้นทาง จะได้สิ้นกังวลจากเสี้ยนหนามภายใน

            โจผีจึงว่า เราได้ยกโทษให้ไว้กับมารดาแล้ว ซึ่งจะกลับคำนั้นไม่สมควร

            ฮัวหิมจึงกล่าวสืบไปว่า โจสิดนี้มีความสามารถเชิงกาพย์กลอน แลกาพย์กลอนนั้นเป็นสื่อสะท้อนความคิดจิตใจของผู้เป็นกวี ดังนั้นจึงควรที่ท่านจะได้ลองความคิดของโจสิดเสียก่อน ให้โจสิดแต่งโคลงกลอนแล้วพิเคราะห์ดู หากเห็นว่าโจสิดสุจริตต่อท่านก็แล้วกันไปเถิด แต่ถ้าเห็นว่าโจสิดไม่ซื่อตรงก็คงจะต้องกำจัดมิให้เป็นที่กังวลสืบไป

            ครู่หนึ่งทหารก็คุมตัวโจสิดเข้ามายังที่ว่าราชการ โจสิดเห็นโจผีนั่งว่าราชการเป็นสง่าก็กลัว คุกเข่าลงกราบขอโทษขอชีวิตกับโจผีว่าไม่เคยมีความคิดริษยาหรือจะแย่งชิงเอาสมบัติผู้พี่แต่ประการใด อันชีวิตนี้มิได้ปรารถนายศศักดิ์อัครฐาน ต้องการก็แต่สุราและการกวีพอเป็นที่สำราญใจเท่านั้น

            โจผีจึงว่า เราสองคนเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา บัดนี้พี่ได้รับพระบรมราชโองการให้สืบทอดตำแหน่งแทนท่านพ่อ ขุนนางข้าราชการทั้งปวงต่างนอบน้อมยำเกรงพี่ทั้งสิ้น แต่ไฉนเล่าน้องเราจึงแข็งข้อขัดขืนอยู่ดังนี้

            แล้วโจผีจึงว่า กิตติศัพท์ล่ำลือว่าน้องเราชำนาญการกาพย์กลอน แต่เกรงว่าจะไม่เหมือนคำคน ฉะนั้นจะลองให้น้องเราแต่งบทกวีสักบทหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในชั่วเดินเจ็ดก้าว แลเนื้อความซึ่งจะพรรณนาในบทกลอนนั้นให้เป็นเรื่องความสัมพันธ์ในหมู่พี่น้อง จะเปรียบเทียบประการใดก็สุดแต่ใจน้องเรา แต่อย่าให้ระบุชื่อพี่น้องคนใดเลย หากน้องเราทำได้ดังคำเล่า พี่ก็จะไม่เอาโทษ ถ้ามาตรแม้นทำไม่ได้จริง สิ่งที่ร่ำลือก็เป็นเพียงเรื่องจอมปลอม พี่จำจะต้องลงโทษประหารชีวิต

            โจสิดจึงว่า หากแม้นเป็นการสงครามก็พ้นปัญญาข้าพเจ้านัก แต่เมื่อเป็นเรื่องกาพย์กลอนก็พอจะทำการสนองแก่พี่ท่าน ขอได้โปรดกำชับให้คนทั้งปวงสงบปากคำสักครู่หนึ่ง

            โจผีจึงบอกให้คนทั้งปวงสงบถ้อยคำลง โจสิดออกก้าวเดินพลางปากก็กล่าวกลอน ซึ่งสามก๊กฉบับสมบูรณ์ได้แปลความไว้อย่างไพเราะว่า

             “เถาถั่ว เผาต้มถั่ว
            ร่ำระรัว ถั่วในกะทะ
            ร่วมรากเกิดแล้วจะ
            เร่งเผาผลาญกันทำไม”

            ในขณะที่สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) แปลเนื้อความโคลงของโจผีบทนี้ว่า “คั่วถั่ว เอากิ่งถั่วมาเป็นฟืนใส่ไฟ เมล็ดถั่วในกะทะจะไหม้ ก็เพราะกิ่งถั่วต้นรากอันเดียวกันนั่นเอง เหตุใดจึงเร่งไฟเข้าให้หนักนัก”

            บทกวีของโจสิดดังกล่าวนี้ได้เปรียบเทียบกับโลกนิติของจีนที่พรรณนาถึงความคับแค้นโศกเศร้าเป็นล้นพ้นของต้นถั่ว ว่าเกิดแต่การใช้เถาถั่วซึ่งกำเนิดแต่รากเดียวกันไปต้มหรือคั่วถั่ว อันมีความหมายว่าความเศร้าโศกอาดูรของพี่น้องญาติตระกูลเดียวกัน ไม่มีเรื่องใดยิ่งใหญ่ล้ำลึกกว่าการที่พี่น้องต้องล้างผลาญกันเอง

            โจผีได้ยินบทกวีดังนั้นก็หวนรำลึกถึงครั้งยังเยาว์ เคยเล่นหัวกับน้อง ๆ อย่างอบอุ่น ก็สงสารน้อง น้ำตาไหลซึมบนใบหน้าโดยไม่รู้สึกตัว พอดีขณะนั้นนางผู้เป็นมารดาของสองพี่น้องเดินออกมาจากด้านหลัง ได้ฟังบทกวีของโจสิดทั้งสิ้นแล้ว จึงร้องไห้เดินออกมายังท้องพระโรงที่ว่าราชการ แล้วว่าโจผีเจ้าเป็นพี่ รับคำเราแล้ว ไฉนเล่ายังคิดอ่านจะผลาญชีวิตน้องอีก

            โจผีได้ยินเสียงของมารดาจึงเหลียวไปมอง เห็นมารดาเดินออกมาจากด้านหลังก็ตกใจ ลุกขึ้นเดินลงมาจากที่ว่าราชการ คำนับมารดาแล้วว่า “เป็นอย่างธรรมเนียมแผ่นดิน ผู้ใดผิดแล้วต้องทำโทษ ถ้ามิทำก็จะเสียขนบธรรมเนียมไป”

            แล้วว่าโทษโจสิดซึ่งแข็งเมืองนั้นถึงตายอยู่แล้ว แต่เพราะลูกสำนึกถึงความเป็นพี่น้อง ทั้งมารดาท่านได้ว่าวอนขอชีวิต เหตุนี้ลูกจะเว้นโทษตายให้กับโจสิด แต่การที่จะไม่ลงโทษเสียเลยนั้น คนทั้งปวงก็จะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่ยำเกรงบทกฎหมายพระอัยการศึกสืบไป จำจะต้องลงโทษเป็นให้ปรากฏไว้ในแผ่นดิน

            ผู้เป็นมารดาได้ยินว่าโทษโจสิดไม่ถึงตายดังนั้นก็ค่อยคลายใจ โจผีมองมารดาก็รู้ท่าว่าเห็นชอบ จึงสั่งให้เนรเทศโจสิดออกจากแดนเมืองหลวง แต่ตั้งให้มีตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองอันเหียง ซึ่งเป็นหัวเมืองชั้นจัตวาอยู่ปลายแดน และสั่งให้ปล่อยบุตรภรรยาของโจสิดเสียทั้งสิ้น

            โจสิดรับคำสั่งโจผีโดยดุษณีย์แล้วคำนับลามารดาและโจผีออกไปรับบุตรภรรยาที่คุกหลวง จัดแจงข้าวของและบ่าวไพร่แล้วออกเดินทางไปยังเมืองอันเหียง

            โจผีจัดแจงการด้านพี่น้องสายเลือดเดียวกันเสร็จสิ้นแล้ว จึงพาทหารและขุนนางทั้งปวงไปเมืองฮูโต๋และนับแต่บัดนั้นโจผีก็กำเริบอำนาจขึ้นกว่าแต่ก่อน ข่มเหงยำเยงพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้ตรอมพระทัยยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่โจโฉยังมีชีวิตอยู่เป็นอันมาก

            ขุนนางซึ่งมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้เห็นโจผีข่มเหงพระเจ้าเหี้ยนเต้และส่อลักษณาการว่าจะล้มราชบัลลังก์ แย่งชิงเอาราชสมบัติดังนั้น จึงแจ้งข่าวสารไปให้แก่เล่าปี่ที่เมืองเสฉวน

            เล่าปี่ได้ทราบความก็ตกใจ เรียกประชุมที่ปรึกษาและขุนนางทั้งปวง ปรารภความว่าบัดนี้โจโฉถึงแก่ความตายแล้ว โจผีผู้บุตรได้ครองอำนาจแทน แต่ประพฤติตนเป็นทรราชยิ่งกว่าโจโฉผู้บิดาเสียอีก ฝ่ายซุนกวนนั้นเล่าก็ยอมเข้าสวามิภักดิ์กับโจผี

            เล่าปี่เอ่ยถึงชื่อซุนกวนแล้ว ความอาฆาตแค้นที่กวนอูถูกซุนกวนประหารชีวิตก็พลุ่งขึ้นในหัวอก กล่าวสืบไปในทันทีว่า “บัดนี้เราคิดว่าจะให้ยกทัพไปรบซุนกวนเมืองกังตั๋ง แก้แค้นแทนกวนอู แล้วจึงจะยกไปกำจัดอ้ายศัตรูแผ่นดินเหล่านี้ให้ราบ”

            ดำริของเล่าปี่ดังนี้กระทบต่อยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สามที่ได้วางไว้แต่ครั้งไปเชิญขงเบ้งที่เขาโงลังกั๋งอย่างหนักหน่วงรุนแรงที่สุด เพราะตามยุทธศาสตร์นั้นได้กำหนดให้ฝ่ายเหนือรบโจโฉ ฝ่ายใต้ให้สามัคคีกับซุนกวน เมื่อกำจัดโจโฉได้แล้วจึงค่อยกำจัดซุนกวนซึ่งอาจเอาชนะได้โดยไม่ต้องรบ ก็จะสามารถรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่งได้โดยสะดวก ซึ่งเล่าปี่ได้ยึดถือปฏิบัติอย่างมั่นคงตลอดมา แต่มาบัดนี้กลับดำริใหม่คิดจะทำศึกกับเมืองกังตั๋งเพื่อล้างแค้นให้แก่กวนอู ซึ่งจะทำลายยุทธศาสตร์สามก๊กขั้นที่สามอย่างสิ้นเชิง.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘