ตอนที่ 449. สิ้นบุญโจโฉ
หลังจากหมอฮัวโต๋ถึงแก่ความตายแล้ว อาการป่วยของโจโฉยิ่งกำเริบขึ้น แต่ความคิดอ่านในการสงครามก็ยังคงหลักแหลม แจ้งในกลอุบายของซุนกวน จึงไม่ยอมยกกองทัพไปรบกับเล่าปี่ ในขณะนั้นที่ปรึกษาแห่งชมรมนักเชลียร์ได้ทูลแนะนำให้โจโฉปราบดาภิเษกขึ้นเป็นฮ่องเต้
โจโฉแม้ยามป่วยไข้ ยังคงมีสติปัญญาแจ่มใส และยังยึดมั่นในแนวทางการเมืองที่วางไว้แต่เดิม คือการครองอำนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดินภายใต้พระปรมาภิไธยของฮ่องเต้ แต่คำทูลดังว่านั้นได้ทำให้โจโฉชุ่มชื่นใจเป็นอันมาก หัวเราะดังลั่นแล้วกล่าวว่า “เราทำนุบำรุงพระเจ้าเหี้ยนเต้มา แผ่นดินก็ราบคาบ ราษฎรก็อยู่เย็นเป็นสุขมาช้านานก็เพราะเรา เราก็ได้เป็นใหญ่หาขุนนางผู้ใดเสมอไม่แล้ว เราจะตั้งตัวเป็นเจ้าแผ่นดินเคียงพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นไม่สมควร เราจะทำแต่พอเหมือนจิวบูอ๋อง ซึ่งทำการไว้ให้แก่ลูกชาย”
ความในใจของโจโฉดังกล่าวนี้ แม้เปี่ยมด้วยความลำพองใจในอำนาจวาสนาและความสำเร็จในชีวิต แต่ได้เปิดเผยความในใจอันลึกซึ้งที่ตีโต้และลบล้างบรรดาเหตุผลของผู้สนับสนุนทั้งปวงซึ่งเป็นฝ่ายโจโฉที่ว่า โจโฉเป็นอัครมหาเสนาบดีผู้ซื่อสัตย์ จงรักภักดี ทำราชการโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบาก เพื่อความเสถียรสถาพรแห่งราชวงศ์ฮั่นอย่างล่อนจ้อน เป็นเหตุผลที่สามารถโต้แย้งสามก๊กฉบับนายทุนตอนโจโฉนายกตลอดกาลของหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งยกย่องโจโฉโดยนัยดังกล่าวแล้วอย่างแหลมคม เพราะความในใจของโจโฉดังกล่าวนี้ชัดเจนว่า แม้ตัวเองจะยังไม่ล้มล้างราชบัลลังก์ ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นฮ่องเต้ก็ตาม แต่การทั้งปวงซึ่งได้กระทำไว้นั้นล้วนเป็นการวางรากฐานเพื่อให้ลูกชายได้ล้มล้างราชบัลลังก์และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นฮ่องเต้ ทั้งยังได้ยกตัวอย่างในพงศาวดารที่พระเจ้าจิวบูอ๋องได้เป็นพระมหากษัตริย์ไว้อย่างชัดเจนด้วย ความข้อนี้พิสูจน์ชัดว่าโจโฉคิดล้มล้างราชบัลลังก์ แย่งชิงเอาราชสมบัติ แต่ทอดเวลาให้ผ่านยุคสมัยของตนเองไปยังรุ่นลูกเท่านั้น เหตุนี้โจโฉจึงเป็นข้าทรยศเจ้า บ่าวทรยศนาย เป็นทรชนและเป็นทรราชผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคโดยไม่อาจปฏิเสธได้
สุมาอี้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาและมีความสำคัญมากขึ้นโดยลำดับ ได้ฟังคำโจโฉดังนั้นแล้วจึงทูลว่า ซุนกวนคิดร้ายต่อวุยอ๋อง วางอุบายให้รบกับเล่าปี่ ชอบที่จะซ้อนอุบายนั้น ลวงให้ซุนกวนรบกับเล่าปี่เสียเอง แล้วค่อยซ้ำเติมเอาต่อภายหลังจึงจะควร
สุมาอี้ทูลแล้วก็มองหน้าโจโฉ เห็นโจโฉตั้งใจฟังด้วยความสนใจ จึงทูลสืบต่อไปว่า “ควรท่านจะตั้งให้ซุนกวนเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ให้เป็นฝักฝ่ายข้างเรา จะได้สกัดทัพเล่าปี่ไว้”
สามก๊กฉบับภาษาจีนระบุว่า สุมาอี้ทูลให้โจโฉแต่งตั้งซุนกวนเป็นที่รองอัครมหาเสนาบดี มีอิสริยยศทางทหารเป็นเจ้าพระยาปราบตะวันตก และให้ครองตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋ว
โจโฉได้ฟังคำสุมาอี้ก็เห็นว่าอุบายของสุมาอี้ดังกล่าวนี้จะทำให้เล่าปี่และซุนกวนต้องกลายเป็นศัตรูกัน เพราะตำแหน่งและอิสริยยศทั้งหลายนั้นล้วนมีความหมายไปในทางที่เป็นปรปักษ์และหวังกำจัดเล่าปี่ทั้งสิ้น เฉพาะตำแหน่งเจ้าเมืองเกงจิ๋วซึ่งมิได้เหนือไปกว่าเจ้าเมืองกังตั๋ง แต่เป็นตำแหน่งทางราชการของราชสำนัก ย่อมกระตุ้นความแค้นให้คุโชนขึ้นในหัวใจของเล่าปี่ เพราะเมืองเกงจิ๋วเป็นหัวเมืองที่ขึ้นต่อแคว้นจ๊กของเล่าปี่มาแต่ก่อน ที่สำคัญคือกระตุ้นให้เล่าปี่ต้องรำลึกถึงกวนอูผู้เป็นน้องร่วมสาบานว่าถูกประหารด้วยน้ำมือของซุนกวน จึงเห็นชอบกับแผนการของสุมาอี้
โจโฉจึงให้แต่งฎีกากราบบังคมทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้โปรดเกล้าแต่งตั้งซุนกวนทั้งอิสริยยศและตำแหน่งตามที่สุมาอี้ได้ทูลเสนอทุกประการ ครั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแล้ว โจโฉจึงให้สำนักราชเลขาธิการจัดการเชิญพระบรมราชโองการนั้นพร้อมกับตราตั้งในตำแหน่งเจ้าเมืองเกงจิ๋วไปพระราชทานแก่ซุนกวนที่เมืองกังตั๋ง
เจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบห้า เดือนสาม อาการป่วยของโจโฉกำเริบกล้ายิ่งขึ้น คืนวันหนึ่งนอนหลับแล้วฝันไปว่าเห็นม้าสามตัวกินหญ้าอยู่ในรางเดียวกัน พอตกใจตื่นขึ้นจึงให้หากาเซี่ยงมาปรึกษาว่าความฝันทั้งนี้ดีร้ายประการใด เพราะในครั้งก่อนนั้นก็เคยฝันอย่างเดียวกัน ในครั้งนั้นปรากฏว่าม้าเท้ง ม้าฮิวและม้าเทียด สามคนพ่อลูกคิดอ่านยกกองทัพเข้ามาหวังจะสังหารเราเสีย เราจึงซ้อนกลสังหารเสียทั้งสามคน มาบัดนี้ปรากฏความฝันเช่นเดียวกันอีก ท่านจงพยากรณ์ความฝันนั้นแก่เราด้วย
กาเซี่ยงจับยามพิจารณาความฝันตามตำราแล้วก็แจ้งว่าแผ่นดินแต่บัดนี้ไปจะถูกแบ่งออกเป็นสามก๊ก ต่างแข็งข้อชิงอำนาจกันและกัน เป็นสงครามใหญ่ยาวนาน แต่ครั้นจะทูลความตามตำราก็เกรงว่าโจโฉจะเป็นทุกข์ใจ ทำให้อาการไข้ทรุดหนักลงไปอีก กาเซี่ยงจึงแสร้งทูลเสียว่าความฝันทั้งนี้เป็นเพราะบารมีของท่านกล้าขึ้น จะได้ครองอิสริยยศที่สูงขึ้นไปอีก อย่าได้วิตกเลย
โจโฉได้ฟังคำทำนายอันระรื่นโสตจึงมองข้ามความนัยไปว่า อิสริยยศที่จะได้ครองสูงขึ้นนั้นอาจมิใช่อิสริยยศในยามเป็น แต่อาจเป็นอิสริยยศที่สูงขึ้นเพราะความตาย ก็คลายใจมิได้สงสัยไต่ถามประการใด
รุ่งขึ้นอีกคืนหนึ่งโจโฉให้ปวดศีรษะกำเริบกล้า มีอาการมึนงง วิงเวียนศีรษะ ร้อนรนกระวนกระวาย กินไม่ได้นอนไม่หลับ เต็มไปด้วยทุกข์เวทนาสาหัสนัก จนล่วงเวลาสองยามให้รุ่มร้อนรำคาญนัก จึงค่อย ๆ ลุกไปนั่งที่เก้าอี้ ในทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง “ดังหนึ่งฉีกแพร จึงแลไปเห็นนางฮกเฮา นางตังกุยหุยกับบุตรทั้งสองคน กับฮกอ้วนบิดานางฮกเฮา กับตังสินบิดานางตังกุยหุยกับพรรคพวกประมาณยี่สิบคน มีโลหิตแดงทั่วตัว ยืนอยู่ในอากาศร้องว่า โจโฉท่านเอาชีวิตมาคืนให้แก่เรา”
โจโฉเห็นผีคนที่ตายจำนวนมากมาร้องทวงเอาชีวิตดังนั้นก็ตกใจกลัว ชักกระบี่ถลาฟันไปที่คนเหล่านั้น ภาพคนเหล่านั้นก็หายไป แต่กระบี่ของโจโฉฟันติดตรึงอยู่กับขอบประตู ตัวโจโฉถลาตามแรงกระบี่ล้มลงฟุบอยู่ที่ธรณีประตู
ทหารองครักษ์เห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบเข้ามาประคองโจโฉให้ลุกขึ้น โจโฉพอได้สติจึงว่าที่นี่มีปีศาจร้ายกาจนัก จงพยุงเราไปพักที่ตำหนักรองเถิด ทหารองครักษ์ก็ประคองโจโฉไปพักที่ตำหนักรองตั้งแต่บัดนั้น
หลังจากคืนวันนั้นแล้วอาการป่วยของโจโฉก็ทรุดหนักลงโดยลำดับ กลางวันหลับใหลไปด้วยความอ่อนเพลีย แต่พอตกกลางคืนก็นอนไม่หลับ เพราะได้ยินแต่เสียงวิญญาณของคนที่โจโฉเคยสังหารจำนวนมากร้องไห้เซ็งแซ่ โจโฉหันไปทางไหนก็เห็นคนที่ตายเหล่านั้น บ้างชี้หน้า บ้างด่าว่า บ้างแสดงความโกรธพยาบาทจะเอาชีวิตโจโฉให้จงได้ โจโฉต้องเอามือปิดหูและหลับตาเพื่อมิให้เห็นภาพและได้ยินเสียงที่หลอกหลอน
โจโฉถูกวิญญาณหลอกหลอนติดต่อกันหลายคืน คืนหนึ่งก็สิ้นสติสมประดี หมอหลวงได้แก้ไขให้ฟื้นขึ้นในเวลาเช้า โจโฉค่อยได้สติแจ่มใสแล้วคิดว่าอาการป่วยไข้ของเราแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยเป็นเช่นนี้เลย คราวนี้เห็นทีอายุเราจะสิ้นเสียเป็นแท้ จึงให้หาบรรดาขุนนางทั้งปวงเข้ามาพร้อมกัน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอันอิดโรยว่า “เราทำการสงครามมาช้านานถึงสามสิบปีเศษ หาได้ยินเสียงปีศาจปรากฏดังนี้ไม่เลย มาบัดนี้มีปีศาจมาหลอกหลอนร้องไห้เสียงเซ็งแซ่ไป ประหลาดหลากใจนัก จะเป็นเหตุการณ์อันใด”
ขุนนางทั้งปวงเห็นอาการโจโฉและได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงพากันทูลปลอบใจว่าวุยอ๋องเปี่ยมด้วยบุญญาบารมี ภูตผีทั้งปวงจึงหวังพึ่งพามาขอเอาส่วนบุญ ขอให้วุยอ๋องแต่งการพิธีเซ่นสรวงดวงวิญญาณอุทิศส่วนกุศลไปให้ก็จะหายไปเอง
โจโฉได้ฟังก็ทอดถอนใจใหญ่ พริ้มตาแล้วกล่าวว่า “โบราณว่าไว้ว่า กรรมมาถึงตัวแล้ว จะทำประการใดก็หาพ้นตัวไม่ บัดนี้กรรมมาถึงแล้ว ใครจะมาช่วยเราได้”
โจโฉกล่าวดังนั้นแล้วก็โบกมือเป็นทีให้ขุนนางทั้งปวงกลับออกไป และให้ทหารไปตามแฮหัวตุ้นมาพบเพื่อจะสั่งความ พอแฮหัวตุ้นทราบคำสั่งก็รีบมา ครั้นมาถึงประตูวัง แฮหัวตุ้นเห็นพระนางฮกเฮา พระนางตังกุยหุย พร้อมพระราชบุตรทั้งสองพระองค์ ฮกอ้วน ตังสิน และพรรคพวกอีกหลายสิบคนที่ถูกโจโฉประหารชีวิตมีโลหิตไหลโทรมกาย ยืนขวางอยู่ที่หน้าประตูวัง ภาพคนทั้งนั้นชี้มือมาที่แฮหัวตุ้นแล้วกล่าวพร้อมกันว่า จงเอาชีวิตของเจ้ามอบแก่เรา
วิญญาณของคนเหล่านั้นกล่าวแล้วก็พากันเดินตรงเข้าไปหา แฮหัวตุ้นตกใจกลัวเป็นอันมาก ล้มลงสิ้นสติสมประดีที่ประตูวังนั้น ทหารซึ่งติดตามแฮหัวตุ้นไม่เห็นภาพวิญญาณหลอกหลอน เห็นดังนั้นจึงช่วยกันพยุงแฮหัวตุ้นกลับไปบ้าน และหลังจากวันนั้นแฮหัวตุ้นก็ป่วยหนัก
โจโฉทราบความว่าแฮหัวตุ้นป่วยหนักเข้ามาเฝ้าไม่ได้จึงให้ทหารไปตามโจหอง ตันกุ๋ย กาเซี่ยง สุมาอี้ เข้ามาถึงที่นอน ครั้นคนทั้งนั้นมาพร้อมกันแล้ว โจโฉจึงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าอิดโรยว่า เวลาของเราเหลืออยู่น้อยเต็มที การข้างหน้าแต่นี้ไปขอฝากไว้กับพวกท่านทั้งสี่คน ช่วยดูแลคุ้มครองบุตรภรรยาและบ้านเมืองอย่าให้เป็นอันตราย
โจโฉกล่าวแล้วน้ำตาก็ไหลรินโดยไม่รู้สึกตัว ขุนนางทั้งสี่เห็นดังนั้นจึงทูลปลอบใจพร้อมกันว่า วุยอ๋องป่วยด้วยโรคเท่านี้ไม่สาหัสนักดอก อีกไม่กี่วันก็คงจะหาย
โจโฉได้ฟังจึงว่า “เราทำการรณรงค์มากว่าสามสิบปีแล้ว ข้าศึกที่ไหนเข้มแข็งเราก็ปราบปรามเสียได้ แผ่นดินก็ราบคาบ ราษฎรก็อยู่เย็นเป็นสุข แต่ซุนกวนเมืองกังตั๋ง เล่าปี่เมืองเสฉวน ยังหาปราบได้ไม่ ความไข้ก็หนักขึ้นถึงเพียงนี้ ซึ่งจะเป็นเพื่อนคิดการสงครามกับท่านทั้งปวงสืบไปอีกไม่ได้แล้ว เราจึงฝากฝังมอบเวรไว้แก่ท่านทั้งปวง”
โจโฉกล่าวความแล้วก็หยุดพักเหนื่อยอยู่ครู่หนึ่ง ขุนนางทั้งสี่เห็นอาการดังนั้นก็พากันก้มหน้าและอยู่ในอาการสงบเงียบ โจโฉจึงกล่าวสืบไปว่า เรามีบุตรห้าคน คนหนึ่งเกิดแต่นางเล่าซีก็ตายเสียในการศึกที่เมืองอ้วนเซีย เหลืออีกสี่คนเกิดแต่นางเปียนซี คือโจผี โจเจียง โจสิดและโจหิม โจสิดนั้นมักเสพสุรา วาจาไม่ยั่งยืน ความคิดอ่านก็ไม่สุขุมรอบคอบ ส่วนโจเจียงมีกำลังกล้าแข็งแต่ด้อยสติปัญญา โจหิมเล่าก็เป็นคนโลภ ขาดความรัก ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อคนทั้งปวง เห็นจะวางธุระแทนเราไม่ได้ เห็นก็แต่โจผีผู้พี่ใหญ่ซึ่งมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด และเมตตาอารีแก่คนทั้งปวง ควรจะครองอำนาจเป็นใหญ่สืบแทนตัวเราได้
ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งเสียแก่ขุนนางทั้งสี่ว่า เมื่อเราหาบุญไม่แล้ว ท่านทั้งสี่จงช่วยอนุเคราะห์ร่วมกันคิดอ่านตั้งแต่งโจผีให้ทำหน้าที่ในราชการแทนตัวเราสืบไปเถิด
ขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็พากันร้องไห้ แล้วกล่าวพร้อมกันว่าวุยอ๋องจงวางใจ พวกเราจะจงรักภักดีต่อท่านและจะทำการตามคำสั่งเสียของท่านไม่ให้คลอนแคลนเลย
โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงโบกมือให้ขุนนางทั้งสี่กลับออกไป แล้วให้เรียกบรรดาหม่อมซึ่งเป็นภรรยาน้อยทั้งปวงเข้ามาพร้อมกัน แจกเงินทองให้แก่แต่ละคนตามลำดับศักดิ์มากแลน้อย และแบ่งไม้หอมบำรุงจิตที่ได้รับบรรณาการมาจากต่างแดนแก่ทุกคนเท่า ๆ กัน แล้วกล่าวว่ากรรมมาถึงตัวเราแล้ว จำจะต้องจากพวกเจ้าไปโดยไม่มีผู้ใดเหนี่ยวรั้งเอาไว้ได้ สิ้นบุญของเราแล้วพวกเจ้าจงอุตส่าห์ฝึกฝนวิชาชีพสำหรับตนไว้เลี้ยงตัว ทั้งการเย็บปักถักร้อย การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จะได้ไม่ลำบากต่อภายหลัง และให้ไปอยู่รวมกันที่ปราสาทนกยูงทองแดงที่เมืองเงียบกุ๋น จะได้เป็นเพื่อนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จงปรองดองตามประเพณีผู้ใหญ่ผู้น้อย หากแม้นทะเลาะวิวาทกันก็ให้คิดถึงเรา จะได้ยุติความวิวาทบาดหมางนั้น และเมื่อไปอยู่ที่ปราสาทนกยูงทองแดงแล้ว ให้แต่งการเซ่นวักพลีกรรมประกอบด้วยดนตรีมโหรีทุกวัน ให้ทำสุสานสำหรับฝังศพเราที่เทือกเขานอกเมืองเงียบกุ๋นจำนวนเจ็ดสิบสองสุสาน อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าศพเราฝังอยู่สุสานใด เพราะเรานั้นมีคนรักเท่าผืนหนัง มีคนชังเท่าผืนเสื่อ เราหาบุญไม่แล้วคนชังซึ่งมีความพยาบาทก็อาจไปขุดเอาศพเราขึ้นมาทำลาย
โจโฉสั่งเสียแก่ฝ่ายในดังนั้นแล้วก็หลับตา พลางทอดถอนใจใหญ่ น้ำตาไหลนองเต็มใบหน้า สำลักลมสองสามครั้ง ลมอัสสาสะ ปัสสาสะค่อยๆ อ่อนลงโดยลำดับ โจโฉสำลักลมปัสสาสะอีกครั้งหนึ่งก็สิ้นลม ในขณะที่อายุได้หกสิบหกปี
บรรดาหม่อมนางห้ามฝ่ายในทั้งปวงรู้ว่าโจโฉตายแล้วก็พากันร้องไห้เสียงดังระงม ขุนนางทั้งสี่ซึ่งได้รับสั่งเสียมอบหมายราชการ ซึ่งยังคงคอยอยู่ในวังเพื่อคอยฟังอาการทราบความแล้วจึงสั่งให้ทหารรักษาเมืองลกเอี๋ยงและกองทหารทั้งปวงในสังกัดของโจโฉเตรียมพร้อมตั้งแต่บัดนั้น.
โจโฉแม้ยามป่วยไข้ ยังคงมีสติปัญญาแจ่มใส และยังยึดมั่นในแนวทางการเมืองที่วางไว้แต่เดิม คือการครองอำนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดินภายใต้พระปรมาภิไธยของฮ่องเต้ แต่คำทูลดังว่านั้นได้ทำให้โจโฉชุ่มชื่นใจเป็นอันมาก หัวเราะดังลั่นแล้วกล่าวว่า “เราทำนุบำรุงพระเจ้าเหี้ยนเต้มา แผ่นดินก็ราบคาบ ราษฎรก็อยู่เย็นเป็นสุขมาช้านานก็เพราะเรา เราก็ได้เป็นใหญ่หาขุนนางผู้ใดเสมอไม่แล้ว เราจะตั้งตัวเป็นเจ้าแผ่นดินเคียงพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นไม่สมควร เราจะทำแต่พอเหมือนจิวบูอ๋อง ซึ่งทำการไว้ให้แก่ลูกชาย”
ความในใจของโจโฉดังกล่าวนี้ แม้เปี่ยมด้วยความลำพองใจในอำนาจวาสนาและความสำเร็จในชีวิต แต่ได้เปิดเผยความในใจอันลึกซึ้งที่ตีโต้และลบล้างบรรดาเหตุผลของผู้สนับสนุนทั้งปวงซึ่งเป็นฝ่ายโจโฉที่ว่า โจโฉเป็นอัครมหาเสนาบดีผู้ซื่อสัตย์ จงรักภักดี ทำราชการโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบาก เพื่อความเสถียรสถาพรแห่งราชวงศ์ฮั่นอย่างล่อนจ้อน เป็นเหตุผลที่สามารถโต้แย้งสามก๊กฉบับนายทุนตอนโจโฉนายกตลอดกาลของหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งยกย่องโจโฉโดยนัยดังกล่าวแล้วอย่างแหลมคม เพราะความในใจของโจโฉดังกล่าวนี้ชัดเจนว่า แม้ตัวเองจะยังไม่ล้มล้างราชบัลลังก์ ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นฮ่องเต้ก็ตาม แต่การทั้งปวงซึ่งได้กระทำไว้นั้นล้วนเป็นการวางรากฐานเพื่อให้ลูกชายได้ล้มล้างราชบัลลังก์และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นฮ่องเต้ ทั้งยังได้ยกตัวอย่างในพงศาวดารที่พระเจ้าจิวบูอ๋องได้เป็นพระมหากษัตริย์ไว้อย่างชัดเจนด้วย ความข้อนี้พิสูจน์ชัดว่าโจโฉคิดล้มล้างราชบัลลังก์ แย่งชิงเอาราชสมบัติ แต่ทอดเวลาให้ผ่านยุคสมัยของตนเองไปยังรุ่นลูกเท่านั้น เหตุนี้โจโฉจึงเป็นข้าทรยศเจ้า บ่าวทรยศนาย เป็นทรชนและเป็นทรราชผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคโดยไม่อาจปฏิเสธได้
สุมาอี้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาและมีความสำคัญมากขึ้นโดยลำดับ ได้ฟังคำโจโฉดังนั้นแล้วจึงทูลว่า ซุนกวนคิดร้ายต่อวุยอ๋อง วางอุบายให้รบกับเล่าปี่ ชอบที่จะซ้อนอุบายนั้น ลวงให้ซุนกวนรบกับเล่าปี่เสียเอง แล้วค่อยซ้ำเติมเอาต่อภายหลังจึงจะควร
สุมาอี้ทูลแล้วก็มองหน้าโจโฉ เห็นโจโฉตั้งใจฟังด้วยความสนใจ จึงทูลสืบต่อไปว่า “ควรท่านจะตั้งให้ซุนกวนเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ให้เป็นฝักฝ่ายข้างเรา จะได้สกัดทัพเล่าปี่ไว้”
สามก๊กฉบับภาษาจีนระบุว่า สุมาอี้ทูลให้โจโฉแต่งตั้งซุนกวนเป็นที่รองอัครมหาเสนาบดี มีอิสริยยศทางทหารเป็นเจ้าพระยาปราบตะวันตก และให้ครองตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋ว
โจโฉได้ฟังคำสุมาอี้ก็เห็นว่าอุบายของสุมาอี้ดังกล่าวนี้จะทำให้เล่าปี่และซุนกวนต้องกลายเป็นศัตรูกัน เพราะตำแหน่งและอิสริยยศทั้งหลายนั้นล้วนมีความหมายไปในทางที่เป็นปรปักษ์และหวังกำจัดเล่าปี่ทั้งสิ้น เฉพาะตำแหน่งเจ้าเมืองเกงจิ๋วซึ่งมิได้เหนือไปกว่าเจ้าเมืองกังตั๋ง แต่เป็นตำแหน่งทางราชการของราชสำนัก ย่อมกระตุ้นความแค้นให้คุโชนขึ้นในหัวใจของเล่าปี่ เพราะเมืองเกงจิ๋วเป็นหัวเมืองที่ขึ้นต่อแคว้นจ๊กของเล่าปี่มาแต่ก่อน ที่สำคัญคือกระตุ้นให้เล่าปี่ต้องรำลึกถึงกวนอูผู้เป็นน้องร่วมสาบานว่าถูกประหารด้วยน้ำมือของซุนกวน จึงเห็นชอบกับแผนการของสุมาอี้
โจโฉจึงให้แต่งฎีกากราบบังคมทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้โปรดเกล้าแต่งตั้งซุนกวนทั้งอิสริยยศและตำแหน่งตามที่สุมาอี้ได้ทูลเสนอทุกประการ ครั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแล้ว โจโฉจึงให้สำนักราชเลขาธิการจัดการเชิญพระบรมราชโองการนั้นพร้อมกับตราตั้งในตำแหน่งเจ้าเมืองเกงจิ๋วไปพระราชทานแก่ซุนกวนที่เมืองกังตั๋ง
เจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบห้า เดือนสาม อาการป่วยของโจโฉกำเริบกล้ายิ่งขึ้น คืนวันหนึ่งนอนหลับแล้วฝันไปว่าเห็นม้าสามตัวกินหญ้าอยู่ในรางเดียวกัน พอตกใจตื่นขึ้นจึงให้หากาเซี่ยงมาปรึกษาว่าความฝันทั้งนี้ดีร้ายประการใด เพราะในครั้งก่อนนั้นก็เคยฝันอย่างเดียวกัน ในครั้งนั้นปรากฏว่าม้าเท้ง ม้าฮิวและม้าเทียด สามคนพ่อลูกคิดอ่านยกกองทัพเข้ามาหวังจะสังหารเราเสีย เราจึงซ้อนกลสังหารเสียทั้งสามคน มาบัดนี้ปรากฏความฝันเช่นเดียวกันอีก ท่านจงพยากรณ์ความฝันนั้นแก่เราด้วย
กาเซี่ยงจับยามพิจารณาความฝันตามตำราแล้วก็แจ้งว่าแผ่นดินแต่บัดนี้ไปจะถูกแบ่งออกเป็นสามก๊ก ต่างแข็งข้อชิงอำนาจกันและกัน เป็นสงครามใหญ่ยาวนาน แต่ครั้นจะทูลความตามตำราก็เกรงว่าโจโฉจะเป็นทุกข์ใจ ทำให้อาการไข้ทรุดหนักลงไปอีก กาเซี่ยงจึงแสร้งทูลเสียว่าความฝันทั้งนี้เป็นเพราะบารมีของท่านกล้าขึ้น จะได้ครองอิสริยยศที่สูงขึ้นไปอีก อย่าได้วิตกเลย
โจโฉได้ฟังคำทำนายอันระรื่นโสตจึงมองข้ามความนัยไปว่า อิสริยยศที่จะได้ครองสูงขึ้นนั้นอาจมิใช่อิสริยยศในยามเป็น แต่อาจเป็นอิสริยยศที่สูงขึ้นเพราะความตาย ก็คลายใจมิได้สงสัยไต่ถามประการใด
รุ่งขึ้นอีกคืนหนึ่งโจโฉให้ปวดศีรษะกำเริบกล้า มีอาการมึนงง วิงเวียนศีรษะ ร้อนรนกระวนกระวาย กินไม่ได้นอนไม่หลับ เต็มไปด้วยทุกข์เวทนาสาหัสนัก จนล่วงเวลาสองยามให้รุ่มร้อนรำคาญนัก จึงค่อย ๆ ลุกไปนั่งที่เก้าอี้ ในทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง “ดังหนึ่งฉีกแพร จึงแลไปเห็นนางฮกเฮา นางตังกุยหุยกับบุตรทั้งสองคน กับฮกอ้วนบิดานางฮกเฮา กับตังสินบิดานางตังกุยหุยกับพรรคพวกประมาณยี่สิบคน มีโลหิตแดงทั่วตัว ยืนอยู่ในอากาศร้องว่า โจโฉท่านเอาชีวิตมาคืนให้แก่เรา”
โจโฉเห็นผีคนที่ตายจำนวนมากมาร้องทวงเอาชีวิตดังนั้นก็ตกใจกลัว ชักกระบี่ถลาฟันไปที่คนเหล่านั้น ภาพคนเหล่านั้นก็หายไป แต่กระบี่ของโจโฉฟันติดตรึงอยู่กับขอบประตู ตัวโจโฉถลาตามแรงกระบี่ล้มลงฟุบอยู่ที่ธรณีประตู
ทหารองครักษ์เห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบเข้ามาประคองโจโฉให้ลุกขึ้น โจโฉพอได้สติจึงว่าที่นี่มีปีศาจร้ายกาจนัก จงพยุงเราไปพักที่ตำหนักรองเถิด ทหารองครักษ์ก็ประคองโจโฉไปพักที่ตำหนักรองตั้งแต่บัดนั้น
หลังจากคืนวันนั้นแล้วอาการป่วยของโจโฉก็ทรุดหนักลงโดยลำดับ กลางวันหลับใหลไปด้วยความอ่อนเพลีย แต่พอตกกลางคืนก็นอนไม่หลับ เพราะได้ยินแต่เสียงวิญญาณของคนที่โจโฉเคยสังหารจำนวนมากร้องไห้เซ็งแซ่ โจโฉหันไปทางไหนก็เห็นคนที่ตายเหล่านั้น บ้างชี้หน้า บ้างด่าว่า บ้างแสดงความโกรธพยาบาทจะเอาชีวิตโจโฉให้จงได้ โจโฉต้องเอามือปิดหูและหลับตาเพื่อมิให้เห็นภาพและได้ยินเสียงที่หลอกหลอน
โจโฉถูกวิญญาณหลอกหลอนติดต่อกันหลายคืน คืนหนึ่งก็สิ้นสติสมประดี หมอหลวงได้แก้ไขให้ฟื้นขึ้นในเวลาเช้า โจโฉค่อยได้สติแจ่มใสแล้วคิดว่าอาการป่วยไข้ของเราแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยเป็นเช่นนี้เลย คราวนี้เห็นทีอายุเราจะสิ้นเสียเป็นแท้ จึงให้หาบรรดาขุนนางทั้งปวงเข้ามาพร้อมกัน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอันอิดโรยว่า “เราทำการสงครามมาช้านานถึงสามสิบปีเศษ หาได้ยินเสียงปีศาจปรากฏดังนี้ไม่เลย มาบัดนี้มีปีศาจมาหลอกหลอนร้องไห้เสียงเซ็งแซ่ไป ประหลาดหลากใจนัก จะเป็นเหตุการณ์อันใด”
ขุนนางทั้งปวงเห็นอาการโจโฉและได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงพากันทูลปลอบใจว่าวุยอ๋องเปี่ยมด้วยบุญญาบารมี ภูตผีทั้งปวงจึงหวังพึ่งพามาขอเอาส่วนบุญ ขอให้วุยอ๋องแต่งการพิธีเซ่นสรวงดวงวิญญาณอุทิศส่วนกุศลไปให้ก็จะหายไปเอง
โจโฉได้ฟังก็ทอดถอนใจใหญ่ พริ้มตาแล้วกล่าวว่า “โบราณว่าไว้ว่า กรรมมาถึงตัวแล้ว จะทำประการใดก็หาพ้นตัวไม่ บัดนี้กรรมมาถึงแล้ว ใครจะมาช่วยเราได้”
โจโฉกล่าวดังนั้นแล้วก็โบกมือเป็นทีให้ขุนนางทั้งปวงกลับออกไป และให้ทหารไปตามแฮหัวตุ้นมาพบเพื่อจะสั่งความ พอแฮหัวตุ้นทราบคำสั่งก็รีบมา ครั้นมาถึงประตูวัง แฮหัวตุ้นเห็นพระนางฮกเฮา พระนางตังกุยหุย พร้อมพระราชบุตรทั้งสองพระองค์ ฮกอ้วน ตังสิน และพรรคพวกอีกหลายสิบคนที่ถูกโจโฉประหารชีวิตมีโลหิตไหลโทรมกาย ยืนขวางอยู่ที่หน้าประตูวัง ภาพคนทั้งนั้นชี้มือมาที่แฮหัวตุ้นแล้วกล่าวพร้อมกันว่า จงเอาชีวิตของเจ้ามอบแก่เรา
วิญญาณของคนเหล่านั้นกล่าวแล้วก็พากันเดินตรงเข้าไปหา แฮหัวตุ้นตกใจกลัวเป็นอันมาก ล้มลงสิ้นสติสมประดีที่ประตูวังนั้น ทหารซึ่งติดตามแฮหัวตุ้นไม่เห็นภาพวิญญาณหลอกหลอน เห็นดังนั้นจึงช่วยกันพยุงแฮหัวตุ้นกลับไปบ้าน และหลังจากวันนั้นแฮหัวตุ้นก็ป่วยหนัก
โจโฉทราบความว่าแฮหัวตุ้นป่วยหนักเข้ามาเฝ้าไม่ได้จึงให้ทหารไปตามโจหอง ตันกุ๋ย กาเซี่ยง สุมาอี้ เข้ามาถึงที่นอน ครั้นคนทั้งนั้นมาพร้อมกันแล้ว โจโฉจึงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าอิดโรยว่า เวลาของเราเหลืออยู่น้อยเต็มที การข้างหน้าแต่นี้ไปขอฝากไว้กับพวกท่านทั้งสี่คน ช่วยดูแลคุ้มครองบุตรภรรยาและบ้านเมืองอย่าให้เป็นอันตราย
โจโฉกล่าวแล้วน้ำตาก็ไหลรินโดยไม่รู้สึกตัว ขุนนางทั้งสี่เห็นดังนั้นจึงทูลปลอบใจพร้อมกันว่า วุยอ๋องป่วยด้วยโรคเท่านี้ไม่สาหัสนักดอก อีกไม่กี่วันก็คงจะหาย
โจโฉได้ฟังจึงว่า “เราทำการรณรงค์มากว่าสามสิบปีแล้ว ข้าศึกที่ไหนเข้มแข็งเราก็ปราบปรามเสียได้ แผ่นดินก็ราบคาบ ราษฎรก็อยู่เย็นเป็นสุข แต่ซุนกวนเมืองกังตั๋ง เล่าปี่เมืองเสฉวน ยังหาปราบได้ไม่ ความไข้ก็หนักขึ้นถึงเพียงนี้ ซึ่งจะเป็นเพื่อนคิดการสงครามกับท่านทั้งปวงสืบไปอีกไม่ได้แล้ว เราจึงฝากฝังมอบเวรไว้แก่ท่านทั้งปวง”
โจโฉกล่าวความแล้วก็หยุดพักเหนื่อยอยู่ครู่หนึ่ง ขุนนางทั้งสี่เห็นอาการดังนั้นก็พากันก้มหน้าและอยู่ในอาการสงบเงียบ โจโฉจึงกล่าวสืบไปว่า เรามีบุตรห้าคน คนหนึ่งเกิดแต่นางเล่าซีก็ตายเสียในการศึกที่เมืองอ้วนเซีย เหลืออีกสี่คนเกิดแต่นางเปียนซี คือโจผี โจเจียง โจสิดและโจหิม โจสิดนั้นมักเสพสุรา วาจาไม่ยั่งยืน ความคิดอ่านก็ไม่สุขุมรอบคอบ ส่วนโจเจียงมีกำลังกล้าแข็งแต่ด้อยสติปัญญา โจหิมเล่าก็เป็นคนโลภ ขาดความรัก ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อคนทั้งปวง เห็นจะวางธุระแทนเราไม่ได้ เห็นก็แต่โจผีผู้พี่ใหญ่ซึ่งมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด และเมตตาอารีแก่คนทั้งปวง ควรจะครองอำนาจเป็นใหญ่สืบแทนตัวเราได้
ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งเสียแก่ขุนนางทั้งสี่ว่า เมื่อเราหาบุญไม่แล้ว ท่านทั้งสี่จงช่วยอนุเคราะห์ร่วมกันคิดอ่านตั้งแต่งโจผีให้ทำหน้าที่ในราชการแทนตัวเราสืบไปเถิด
ขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็พากันร้องไห้ แล้วกล่าวพร้อมกันว่าวุยอ๋องจงวางใจ พวกเราจะจงรักภักดีต่อท่านและจะทำการตามคำสั่งเสียของท่านไม่ให้คลอนแคลนเลย
โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงโบกมือให้ขุนนางทั้งสี่กลับออกไป แล้วให้เรียกบรรดาหม่อมซึ่งเป็นภรรยาน้อยทั้งปวงเข้ามาพร้อมกัน แจกเงินทองให้แก่แต่ละคนตามลำดับศักดิ์มากแลน้อย และแบ่งไม้หอมบำรุงจิตที่ได้รับบรรณาการมาจากต่างแดนแก่ทุกคนเท่า ๆ กัน แล้วกล่าวว่ากรรมมาถึงตัวเราแล้ว จำจะต้องจากพวกเจ้าไปโดยไม่มีผู้ใดเหนี่ยวรั้งเอาไว้ได้ สิ้นบุญของเราแล้วพวกเจ้าจงอุตส่าห์ฝึกฝนวิชาชีพสำหรับตนไว้เลี้ยงตัว ทั้งการเย็บปักถักร้อย การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จะได้ไม่ลำบากต่อภายหลัง และให้ไปอยู่รวมกันที่ปราสาทนกยูงทองแดงที่เมืองเงียบกุ๋น จะได้เป็นเพื่อนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จงปรองดองตามประเพณีผู้ใหญ่ผู้น้อย หากแม้นทะเลาะวิวาทกันก็ให้คิดถึงเรา จะได้ยุติความวิวาทบาดหมางนั้น และเมื่อไปอยู่ที่ปราสาทนกยูงทองแดงแล้ว ให้แต่งการเซ่นวักพลีกรรมประกอบด้วยดนตรีมโหรีทุกวัน ให้ทำสุสานสำหรับฝังศพเราที่เทือกเขานอกเมืองเงียบกุ๋นจำนวนเจ็ดสิบสองสุสาน อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าศพเราฝังอยู่สุสานใด เพราะเรานั้นมีคนรักเท่าผืนหนัง มีคนชังเท่าผืนเสื่อ เราหาบุญไม่แล้วคนชังซึ่งมีความพยาบาทก็อาจไปขุดเอาศพเราขึ้นมาทำลาย
โจโฉสั่งเสียแก่ฝ่ายในดังนั้นแล้วก็หลับตา พลางทอดถอนใจใหญ่ น้ำตาไหลนองเต็มใบหน้า สำลักลมสองสามครั้ง ลมอัสสาสะ ปัสสาสะค่อยๆ อ่อนลงโดยลำดับ โจโฉสำลักลมปัสสาสะอีกครั้งหนึ่งก็สิ้นลม ในขณะที่อายุได้หกสิบหกปี
บรรดาหม่อมนางห้ามฝ่ายในทั้งปวงรู้ว่าโจโฉตายแล้วก็พากันร้องไห้เสียงดังระงม ขุนนางทั้งสี่ซึ่งได้รับสั่งเสียมอบหมายราชการ ซึ่งยังคงคอยอยู่ในวังเพื่อคอยฟังอาการทราบความแล้วจึงสั่งให้ทหารรักษาเมืองลกเอี๋ยงและกองทหารทั้งปวงในสังกัดของโจโฉเตรียมพร้อมตั้งแต่บัดนั้น.