ตอนที่ 447. ลำดับชั้นผี
โจโฉหลับฝันเห็นกวนอูและผู้คนซึ่งเคยฆ่าฟันหลายวันเข้าก็เกิดความหวาดกลัว คิดอ่านสร้างวังใหม่ขึ้นอีกวังหนึ่ง จึงสั่งทหารให้ไปตัดไม้ใหญ่ใกล้ศาลเทพารักษ์อันศักดิ์สิทธิ์สำหรับทำเสาเอก แต่ปรากฏว่าทหารเหล่านั้นเลื่อยฟันต้นไม้ไม่เข้า พากันแปลกประหลาดใจไปตามกัน
ทหารเหล่านั้นพยายามแล้วพยายามเล่าก็ตัดต้นไม้ใหญ่ไม่สำเร็จ จึงกลับเข้าไปทูลความให้โจโฉทราบ โจโฉไม่เชื่อว่าเหตุไฉนทหารจึงเลื่อยฟันต้นไม้ไม่เข้า จึงจัดแจงทหารสามร้อยพากันไปที่ศาลเทพารักษ์แห่งนั้น
พอไปถึงหน้าศาลเทพารักษ์โจโฉจึงลงจากหลังม้า เดินไปที่ต้นไม้ใหญ่ เห็นเป็นต้นสาลี่ใหญ่สูงยี่สิบวา ลำต้นตรงหาที่คดหรือมีตำหนิสักแห่งหนึ่งก็มิได้ โจโฉเห็นก็ต้องใจว่าเหมาะสมที่จะใช้ทำเป็นเสาเอกสำหรับวังใหม่ จึงเอาขวานมาจากทหารฟันที่โคนต้นไม้ แต่ฟันไม่เข้า
บรรดาชาวบ้านผู้เฒ่าผู้แก่รู้ว่าวุยอ๋องมาที่ศาลเทพารักษ์จึงพากันมาล้อมมุงดู เห็น โจโฉฟันต้นไม้ใหญ่ประจำศาลเทพารักษ์ดังนั้นก็พากันทูลห้ามปรามว่า ต้นสาลี่นี้มีมาแต่โบราณนานนักหนา ผู้เฒ่าผู้แก่รุ่นก่อน ๆ ได้บอกกล่าวเล่าขานต่อ ๆ กันมาว่ามีอายุยืนยาวถึงสามสี่ร้อยปีแล้ว “มีเทพารักษ์สิงอยู่ในไม้ต้นนี้ ขอท่านอย่าได้ฟันเลย”
โจโฉในยามนี้เหลิงระเริงในอำนาจ ตลอดเวลาคุ้นเคยแต่ความยิ่งใหญ่เหนือผู้คนทั้งปวง รังเกียจใครใดที่ยิ่งใหญ่กว่าตน จนเกาะมั่นในกมลสันดาน ครั้นฟังคำห้ามของชาวบ้านไม่ให้ตัดต้นไม้เพราะมีเทพารักษ์สิงสถิตก็ลืมคิด สำคัญไปว่าเทพารักษ์ก็เหมือนกับคน ไหนเลยจะยิ่งใหญ่กว่าตัวเราได้
โจโฉพลั้งเผลอสำคัญดังนั้นแล้ว จึงป่าวประกาศขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “กูได้เป็นใหญ่ในเมืองนี้กว่าสี่สิบปีแล้ว บรรดาราษฎรแลเทพารักษ์ซึ่งอยู่ในแว่นแคว้นแดนเมืองนี้ก็อาศัยพึ่งใบบุญเราสิ้น เราจะเอาไม้ต้นนี้ เทพารักษ์จะไม่ให้เราหรือว่าไร”
โจโฉประกาศสิ้นคำลง ก็ชักกระบี่ประจำตำแหน่งวุยอ๋องชูขึ้นชี้ฟ้า แล้วเอากระบี่นั้นฟันต้นไม้ ในทันใดนั้นเสียงร้องโหยหวนครวญครางดังลอยมาตามสายลม สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่าคนทั้งปวงในที่นั้น “ได้ยินเสียงผีร้องไห้แซ่ไป ยางไม้ไหลออกมาเป็นโลหิต”
โจโฉได้ยินและได้เห็นดังนั้นก็ตกใจจนหน้าถอดสีด้วยความกลัว ทิ้งกระบี่ลงกับพื้นรีบวิ่งไปขึ้นม้า ขี่กลับเข้าวัง ทหารทั้งสามร้อยนั้นก็พากันติดตามโจโฉไป
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่าในต้นไม้ใหญ่นี้เป็นที่สิงสถิตของเทพารักษ์ ในขณะที่สามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุว่า ที่นั้นมีศาลเจ้ามีชื่อว่าศาลเจ้ามังกรทะยานฟ้า และที่ต้นสาลี่นี้ก็มีเทพารักษ์สิงสถิตสอดคล้องต้องกัน
มีคติบางคติเชื่อว่า ชั้นภูมิของผีกับชั้นภูมิของเทวดาขั้นต่ำนั้นอยู่ใกล้กันนัก ทั้งผีและเทวดาที่อยู่ในภูมิต่ำดังกล่าวจำแนกได้เป็นสามประเภท คือพวกสัมภะเวสีหรือพวกผีเร่ร่อนจรจัดพวกหนึ่ง พวกผีบ้านพวกหนึ่ง และพวกผีเมืองอีกพวกหนึ่ง
สัมภะเวสีหรือผีเร่ร่อนจรจัดนั้น เที่ยวเร่ร่อนจรไปตามกรรมและเวรานุเวรแต่หนหลังจนกว่าจะสิ้นกรรมเวร พอใจได้ที่สิงสถิตที่จอมปลวกบ้าง โคนไม้บ้าง ป่าเขาบ้าง เรือบ้าง รถบ้าง บ้านเรือนบ้าง แต่บ้างก็ชอบร่อนเร่พเนจรเป็นผีจรจัด
ส่วนผีบ้านเป็นผีมีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง ไม่ว่าโดยความยินยอมพร้อมใจเชื้อเชิญของเจ้าของบ้าน หรือว่าเบ่งเข้ามาพึ่งพาอาศัยด้วยอำนาจแห่งตน ผีบ้านบางจำพวกเข้ามาพึ่งพาอาศัยแล้วก็ให้คุณ คอยดูแลบ้านเรือน โจรผู้ร้ายไม่ให้เบียดเบียนเจ้าบ้าน พอนับว่าเป็นผีที่มีประโยชน์ เพราะอยู่บ้านท่านแล้วไม่ดูดาย ดูวัว ดูควาย ดูทรัพย์สินให้ท่าน แต่ผีบ้านบางพวกอาศัยท่านแล้วเบียดเบียนทำอันตรายท่าน เหมือนคนบางพวกที่เป็นคนประเภทอยู่บนบ้านแล้วขี้บนหลังคา หรืออาศัยพรรคการเมืองของท่านแล้วก็บ่อนทำลายจนพรรคการเมืองนั้นวุ่นวายไม่จบสิ้น แต่ผีบ้านนั้นจะเข้าอยู่อาศัยที่บ้านใดจะต้องได้รับความยินยอมจากผีอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีภูมิใกล้เป็นเทวดา บ้างก็ถึงภูมิเทวดาขั้นต่ำแล้วคือผีเจ้าที่ หรือภูมิเทวดา ยังมีผีบ้านอีกบางจำพวกที่ไม่ยอมอยู่บ้าน จะเรียกว่าเป็นผีอนุรักษ์หรือผีเอ็นจีโอก็ว่าได้ ผีจำพวกนี้ชอบสิงสถิตอยู่ตามจอมปลวก ต้นไม้ รถ เรือ หรือสิ่งของแปลกประหลาดบางอย่างที่ใกล้ชิดกับคน ถ้าสิงอยู่ในเรือนิยมเรียกว่าแม่ย่า ซึ่งหาที่มาไม่พบว่าทำไมต้องเป็นผีผู้หญิง เหตุใดจึงไม่เป็นผีผู้ชาย หรือว่าผีผู้ชายนั้นไม่ชอบอยู่ในเรือ พวกผีที่สิงสถิตอยู่ตามต้นไม้ก็เป็นผีไม้ ผีจำพวกนี้บ้างก็มีภูมิธรรมสูงถึงภูมิของเทวดา ก็มีชื่อว่ารุกขเทวดา
ถัดมาเป็นลำดับหลังสุดคือพวกผีเมือง ผีจำพวกนี้อาจเปรียบเทียบได้ว่าเป็นผีข้าราชการ มีตั้งแต่ผีระดับเจ้าเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นิยมเรียกว่าเป็นผีเจ้า ตั้งแต่ผีเจ้าที่ ผีเจ้าทาง ผีประจำศาลหลักเมืองเล็ก หลักเมืองใหญ่ และหลักเมืองหลวง เป็นผีที่คนและสวรรค์ร่วมกันตั้งขึ้น โดยคนจะเป็นผู้เชิญผีพวกนี้มาสถิตตามศาลต่าง ๆ ตั้งแต่ศาลเจ้าที่ ศาลเทพารักษ์ ไปจนถึงศาลหลักเมืองระดับต่าง ๆ ขึ้นไป สวรรค์รับคำขอของคนแล้วแต่งตั้งให้ผีที่มีภูมิธรรมขั้นสูงหรือเทวดาที่มีภูมิธรรมขั้นต่ำลงมาประจำสถิตในที่นั้น ๆ เพื่อทำหน้าที่ดูแลผีในไม่ให้ออก ผีนอกไม่ให้เข้า และคอยตรวจตรารายงานพฤติกรรมของมนุษย์เพื่อบันทึกบัญชีกรรม หรือรับบัญชาจากสรวงสวรรค์บันดาลให้เหตุการณ์เป็นไปตามแต่เวรและกรรมตามคำบัญชานั้น ในการเดินทัพหลายครั้งที่มีนิมิตและลางปรากฏทั้งดีและร้ายนั้น เกี่ยวข้องและแยกไม่ออกจากการบันดาลของพวกผีเมืองเพื่อแสดงนิมิตยินดีแก่ผู้ที่มีบุญซึ่งจะประสบความสำเร็จอย่างหนึ่ง หรือแสดงการสาปแช่งแก่ผู้ก่อกรรมซึ่งกรรมกำลังจะตามมาทันอีกอย่างหนึ่ง
ที่ศาลเทพารักษ์นั้น ถ้าหากมีเทพารักษ์สิงสถิตก็จัดเป็นพวกผีเมือง แต่เมื่อเป็นผีขุนนางแล้วก็มักจะมีผีบริวารจำพวกรุกขเทวดาหรือผีที่สิงสู่อยู่ตามต้นไม้ จึงบันดาลให้ต้นสาลี่ใหญ่นั้นฟันไม่เข้า แต่อำนาจของผีเมืองก็ไม่อาจทานผู้มีอำนาจเป็นเจ้าได้ โจโฉวันนี้เป็นเจ้า มีตำแหน่งเป็นอ๋อง จึงมีอำนาจเหนือกว่าพวกผีเมือง ทั้งกระบี่ที่โจโฉใช้ฟันนั้นก็เป็นกระบี่สำหรับอิสริยยศของวุยอ๋องอันเป็นเจ้าผู้ครองแผ่นดิน จึงสามารถฟันต้นไม้ใหญ่นั้นได้
แต่ทว่าการใช้อำนาจที่ข่มเหงรังแกแย่งชิงที่อยู่อาศัยที่ทำกินของคนอื่น ย่อมนำมาซึ่งความโกรธแค้นพยาบาทชิงชัง ดังนั้นแม้บรรดาผีเมืองและผีบ้านทั้งหลายจะไม่อาจต้านทานอำนาจของผู้ครองอำนาจที่ใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมนั้นได้ แต่ก็ยังสามารถสำแดงความโกรธให้ประจักษ์ด้วยอำนาจและฤทธิ์ของผีระดับผีเมืองและผีบริวารนั้นได้ อันควรแก่การเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้มีอำนาจได้ใช้อำนาจโดยธรรม อย่าได้ข่มเหงรังแกราษฎร โดยเฉพาะการขับไล่ไสส่งแย่งชิงที่กินที่อยู่ เพราะแม้คนเหล่านั้นจะสู้อำนาจไม่ได้แต่ใช่ว่าจะสู้ไม่ได้ตลอดไป ต้องมีวันใดหรือวันหนึ่งที่แรงพยาบาทอาฆาตนั้นจะก่อเป็นกระแสกรรมทำร้ายในภายหลังได้
ธรรมเนียมการใช้ของอันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจในการตัดไม้ที่ว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์นั้นได้ตกทอดเข้ามาถึงประเทศไทย ดังนั้นหลังแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระสังฆราช (สา) ประดิษฐ์สร้างคำบาลีที่แปลเป็นภาษาไทยโดยความหมายว่า การใหญ่ของแผ่นดิน จักสำเร็จได้ด้วยความสามัคคี จารึกไว้ในตราประจำแผ่นดินแล้ว ในยุคหลังเมื่อมีความจำเป็นต้องตัดต้นไม้ใหญ่ ซึ่งมีความเชื่อว่ามีรุกขเทวดาสิงสถิตก็จะมีการเชิญตราแผ่นดินไปประทับที่ต้นไม้นั้น และบวงสรวงเจรจากันแต่โดยดี ขอเชิญให้รุกขเทวดาย้ายไปอยู่ ณ ศาลเทพารักษ์แห่งอื่น จนทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ยังคงใช้ตราแผ่นดินสำหรับประทับต้นไม้ใหญ่ที่ว่าศักดิ์สิทธิ์อยู่ แต่คงสู้นักตัดป่าที่ใช้เลื่อยยนต์ไม่ได้ เพราะคนพวกนี้ไม่กลัวบาป ไม่กลัวผี ไม่กลัวตาย กล้าที่จะตัดต้นไม้ได้โดยไม่ต้องใช้ตราแผ่นดิน ด้วยถือดีว่ามีผู้มีอำนาจยิ่งกว่ารุกขเทวดาหนุนอยู่ข้างหลังหรืออย่างไร
โจโฉหนีกลับเข้าวังแล้วให้รู้สึกร้อนใจ ตกเวลาค่ำก็รุ่มร้อนรำคาญนอนไม่หลับ แต่สู้ข่มใจพยายามนอนแต่คงนอนไม่หลับ พลิกตัวไปมาเป็นหลายครั้งจนถึงเวลาสองยาม เห็นว่านอนไม่หลับแล้วจึงลุกออกมานั่งกุมศีรษะอยู่ที่เก้าอี้
ครู่หนึ่งโจโฉก็ม่อยหลับไป ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่นนั้นฝันว่า “คนผมมวยห่มเสื้อเขียว มือถือดาบเดินตรงเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าโจโฉ แล้วเอามือชี้หน้าโจโฉ ตวาดด้วยเสียงอันดังว่า กูนี้เป็นเทพารักษ์ในต้นไม้สาลี่ กูหาให้ต้นไม้ของกูไม่ มึงจะทำที่อยู่แข่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ กูรู้ว่าบุญมึงสิ้นแล้ว กูจะฆ่ามึงเสียให้ตาย”
ว่าแล้วเทพารักษ์นั้นก็ชูดาบขึ้นเดินเข้ามาหาโจโฉ โจโฉตกใจร้องให้ทหารเข้ามาช่วย จึงตกใจตื่นก็รู้ว่าเป็นความฝัน แต่ให้ปวดศีรษะประหนึ่งว่าถูกหนีบไว้ด้วยคีมซึ่งเผาไฟฉะนั้น โจโฉนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน พอฟ้าสางก็สั่งให้หมอหลวงเข้ามารักษา
หมอหลวงทั้งนวดทั้งทายาก็ไม่หาย ให้ยาบรรเทาปวดอาการก็ไม่บรรเทาลง โจโฉกินไม่ได้นอนไม่หลับ มีอาการปวดศีรษะต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน อยู่ในทุกขเวทนาสาหัสยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาแต่ก่อน ๆ จนร่างกายซูบซีดอิดโรย ขุนนางทั้งปวงเห็นอาการของโจโฉดังนั้นก็วิตกทุกข์ร้อนถ้วนหน้ากัน
ที่ปรึกษาคนหนึ่งจึงทูลโจโฉว่า อาการไข้ทั้งนี้เห็นมีแต่หมอฮัวโต๋ผู้เดียวเท่านั้นที่จะรักษาให้หายได้ แต่ไม่ทราบว่าวุยอ๋องรู้จักหมอฮัวโต๋ผู้นี้หรือไม่
โจโฉนอนอยู่กับที่ ได้ยินชื่อหมอฮัวโต๋ก็ยกศีรษะขึ้นแล้วถามว่าหมอคนนี้คือหมอที่รักษาจิวท่ายนายทหารเมืองกังตั๋งในครั้งก่อนโน้นใช่หรือไม่
ฮัวหิมซึ่งเป็นที่ปรึกษาอีกคนหนึ่งได้ฟังดังนั้นก็ชิงทูลว่าใช่หมอฮัวโต๋ผู้นี้แล้ว โจโฉจึงว่าเราเคยได้ยินนามของหมอฮัวโต๋ผู้นี้ แต่ไม่รู้วิชาความสามารถว่าถนัดจัดเจนในทางใด
ฮัวหิมจึงทูลต่อไปว่า “หมอคนนี้อยู่บ้านเจียวก๋วน เมืองไพก๊ก ทุกวันนี้หามีผู้ใดเสมอไม่ ถ้าได้ดูโรคแล้วบางทีก็ให้ทายากินยา บางทีก็เผา บางทีก็ผ่า แต่พอยกมือขึ้นความเจ็บก็หาย ถ้าเป็นโรคในท้องให้กินยาเข้าไปเจ้าตัวก็หลับไปหารู้สึกตัวไม่ จึงเอามีดผ่าท้องเอาไส้พุงออกมาชำระให้สิ้นโสโครก แล้วคืนใส่เข้าไปไว้อย่างเก่า เอาไหมเย็บแล้วทายา บางคนเดือนหนึ่งก็หาย บางคนยี่สิบวันก็หาย เป็นปกติเหมือนอย่างเก่า ครั้งหนึ่งฮัวโต๋เดินไปมาตามถนน ได้ยินเสียงคนครางอยู่บนเรือน แต่ได้ยินก็รู้ว่าโรคนี้เป็นงูอยู่ในท้องตัวหนึ่ง จึงเดินเข้าไปร้องเรียกคนลงมาว่า คนเจ็บอยู่นั้นเราจะรักษาให้หาย
จึงให้เอากระเทียมแลกุยช่ายบดให้ละเอียด ใส่น้ำลงสองทะนาน ให้คนไข้กินให้สิ้น แต่พอคนไข้กินยาสิ้นก็อาเจียนออกมา งูตัวหนึ่งยาวสองศอกเศษไหลออกมาด้วย ไข้นั้นก็หายสิ้นไป
ครั้งหนึ่งตันเต๋งชาวเมืองกังเหลงเป็นไข้ ในท้องให้ลั่นโครกครากกินข้าวไม่ได้ ผอมหน้าเหลือง จึงเชิญฮัวโต๋มารักษา พอกินยาเข้าไปมื้อเดียวก็อาเจียนออกมา แต่ล้วนหนอนมีศีรษะแดง ยังเป็นอยู่ประมาณสักสองทะนาน ตันเต๋งจึงถามว่าเหตุใดข้าพเจ้าจึงเป็นโรคดังนี้ ฮัวโต๋จึงตอบว่าท่านเอาเนื้อดิบปลาดิบมาพล่ากินจึงเป็นโรคดังนี้ ถึงออกมากระนี้แล้วโรคท่านก็ยังไม่หายขาด ยังอีกสามปีโรคอันนี้จะกลับมาเป็นอีก ถ้าเป็นมาอีกแล้วรักษาไม่หายเลย ถึงที่ของท่านแล้ว นานอีกสามปีตันเต๋งก็ตายเหมือนปากฮัวโต๋คาดไว้
ครั้งหนึ่งมีคนไข้คนหนึ่งเป็นฝีขึ้นมาที่หลังคิ้ว ให้ปวดแสบปวดร้อนนัก จึงหาหมอฮัวโต๋มารักษา ฮัวโต๋แลดูจึงว่า ฝีอันนี้มีสัตว์บินได้อยู่ในนั้น คนทั้งปวงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ หมอฮัวโต๋จึงเอามีดผ่าฝีนั้นออก นกกระจอกเต้นออกมาแล้วก็บินไป โรคนั้นก็หาย
ครั้งหนึ่งมีคนหนึ่งสุนัขกัดเอาแม่เท้าขาด จึงบังเกิดเป็นก้อนเนื้อย้อยออกมาสองก้อน ก้อนหนึ่งให้เจ็บ ก้อนหนึ่งให้คัน จึงหาหมอฮัวโต๋มารักษา ฮัวโต๋เห็นแล้วจึงว่าก้อนเนื้อที่ให้เจ็บนั้นมีเข็มอยู่ข้างในสิบเล่ม ก้อนเนื้อที่ให้คันนั้นมีลูกสะกาอยู่สองลูก ลูกหนึ่งดำ ลูกหนึ่งขาว คนทั้งปวงไม่เชื่อ หมอฮัวโต๋จึงเอามีดผ่าออก ได้เข็มแลลูกสะกาเหมือนหนึ่งว่านั้น คนทั้งปวงสรรเสริญว่าเหมือนเทพยดา”.
ทหารเหล่านั้นพยายามแล้วพยายามเล่าก็ตัดต้นไม้ใหญ่ไม่สำเร็จ จึงกลับเข้าไปทูลความให้โจโฉทราบ โจโฉไม่เชื่อว่าเหตุไฉนทหารจึงเลื่อยฟันต้นไม้ไม่เข้า จึงจัดแจงทหารสามร้อยพากันไปที่ศาลเทพารักษ์แห่งนั้น
พอไปถึงหน้าศาลเทพารักษ์โจโฉจึงลงจากหลังม้า เดินไปที่ต้นไม้ใหญ่ เห็นเป็นต้นสาลี่ใหญ่สูงยี่สิบวา ลำต้นตรงหาที่คดหรือมีตำหนิสักแห่งหนึ่งก็มิได้ โจโฉเห็นก็ต้องใจว่าเหมาะสมที่จะใช้ทำเป็นเสาเอกสำหรับวังใหม่ จึงเอาขวานมาจากทหารฟันที่โคนต้นไม้ แต่ฟันไม่เข้า
บรรดาชาวบ้านผู้เฒ่าผู้แก่รู้ว่าวุยอ๋องมาที่ศาลเทพารักษ์จึงพากันมาล้อมมุงดู เห็น โจโฉฟันต้นไม้ใหญ่ประจำศาลเทพารักษ์ดังนั้นก็พากันทูลห้ามปรามว่า ต้นสาลี่นี้มีมาแต่โบราณนานนักหนา ผู้เฒ่าผู้แก่รุ่นก่อน ๆ ได้บอกกล่าวเล่าขานต่อ ๆ กันมาว่ามีอายุยืนยาวถึงสามสี่ร้อยปีแล้ว “มีเทพารักษ์สิงอยู่ในไม้ต้นนี้ ขอท่านอย่าได้ฟันเลย”
โจโฉในยามนี้เหลิงระเริงในอำนาจ ตลอดเวลาคุ้นเคยแต่ความยิ่งใหญ่เหนือผู้คนทั้งปวง รังเกียจใครใดที่ยิ่งใหญ่กว่าตน จนเกาะมั่นในกมลสันดาน ครั้นฟังคำห้ามของชาวบ้านไม่ให้ตัดต้นไม้เพราะมีเทพารักษ์สิงสถิตก็ลืมคิด สำคัญไปว่าเทพารักษ์ก็เหมือนกับคน ไหนเลยจะยิ่งใหญ่กว่าตัวเราได้
โจโฉพลั้งเผลอสำคัญดังนั้นแล้ว จึงป่าวประกาศขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “กูได้เป็นใหญ่ในเมืองนี้กว่าสี่สิบปีแล้ว บรรดาราษฎรแลเทพารักษ์ซึ่งอยู่ในแว่นแคว้นแดนเมืองนี้ก็อาศัยพึ่งใบบุญเราสิ้น เราจะเอาไม้ต้นนี้ เทพารักษ์จะไม่ให้เราหรือว่าไร”
โจโฉประกาศสิ้นคำลง ก็ชักกระบี่ประจำตำแหน่งวุยอ๋องชูขึ้นชี้ฟ้า แล้วเอากระบี่นั้นฟันต้นไม้ ในทันใดนั้นเสียงร้องโหยหวนครวญครางดังลอยมาตามสายลม สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่าคนทั้งปวงในที่นั้น “ได้ยินเสียงผีร้องไห้แซ่ไป ยางไม้ไหลออกมาเป็นโลหิต”
โจโฉได้ยินและได้เห็นดังนั้นก็ตกใจจนหน้าถอดสีด้วยความกลัว ทิ้งกระบี่ลงกับพื้นรีบวิ่งไปขึ้นม้า ขี่กลับเข้าวัง ทหารทั้งสามร้อยนั้นก็พากันติดตามโจโฉไป
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่าในต้นไม้ใหญ่นี้เป็นที่สิงสถิตของเทพารักษ์ ในขณะที่สามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุว่า ที่นั้นมีศาลเจ้ามีชื่อว่าศาลเจ้ามังกรทะยานฟ้า และที่ต้นสาลี่นี้ก็มีเทพารักษ์สิงสถิตสอดคล้องต้องกัน
มีคติบางคติเชื่อว่า ชั้นภูมิของผีกับชั้นภูมิของเทวดาขั้นต่ำนั้นอยู่ใกล้กันนัก ทั้งผีและเทวดาที่อยู่ในภูมิต่ำดังกล่าวจำแนกได้เป็นสามประเภท คือพวกสัมภะเวสีหรือพวกผีเร่ร่อนจรจัดพวกหนึ่ง พวกผีบ้านพวกหนึ่ง และพวกผีเมืองอีกพวกหนึ่ง
สัมภะเวสีหรือผีเร่ร่อนจรจัดนั้น เที่ยวเร่ร่อนจรไปตามกรรมและเวรานุเวรแต่หนหลังจนกว่าจะสิ้นกรรมเวร พอใจได้ที่สิงสถิตที่จอมปลวกบ้าง โคนไม้บ้าง ป่าเขาบ้าง เรือบ้าง รถบ้าง บ้านเรือนบ้าง แต่บ้างก็ชอบร่อนเร่พเนจรเป็นผีจรจัด
ส่วนผีบ้านเป็นผีมีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง ไม่ว่าโดยความยินยอมพร้อมใจเชื้อเชิญของเจ้าของบ้าน หรือว่าเบ่งเข้ามาพึ่งพาอาศัยด้วยอำนาจแห่งตน ผีบ้านบางจำพวกเข้ามาพึ่งพาอาศัยแล้วก็ให้คุณ คอยดูแลบ้านเรือน โจรผู้ร้ายไม่ให้เบียดเบียนเจ้าบ้าน พอนับว่าเป็นผีที่มีประโยชน์ เพราะอยู่บ้านท่านแล้วไม่ดูดาย ดูวัว ดูควาย ดูทรัพย์สินให้ท่าน แต่ผีบ้านบางพวกอาศัยท่านแล้วเบียดเบียนทำอันตรายท่าน เหมือนคนบางพวกที่เป็นคนประเภทอยู่บนบ้านแล้วขี้บนหลังคา หรืออาศัยพรรคการเมืองของท่านแล้วก็บ่อนทำลายจนพรรคการเมืองนั้นวุ่นวายไม่จบสิ้น แต่ผีบ้านนั้นจะเข้าอยู่อาศัยที่บ้านใดจะต้องได้รับความยินยอมจากผีอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีภูมิใกล้เป็นเทวดา บ้างก็ถึงภูมิเทวดาขั้นต่ำแล้วคือผีเจ้าที่ หรือภูมิเทวดา ยังมีผีบ้านอีกบางจำพวกที่ไม่ยอมอยู่บ้าน จะเรียกว่าเป็นผีอนุรักษ์หรือผีเอ็นจีโอก็ว่าได้ ผีจำพวกนี้ชอบสิงสถิตอยู่ตามจอมปลวก ต้นไม้ รถ เรือ หรือสิ่งของแปลกประหลาดบางอย่างที่ใกล้ชิดกับคน ถ้าสิงอยู่ในเรือนิยมเรียกว่าแม่ย่า ซึ่งหาที่มาไม่พบว่าทำไมต้องเป็นผีผู้หญิง เหตุใดจึงไม่เป็นผีผู้ชาย หรือว่าผีผู้ชายนั้นไม่ชอบอยู่ในเรือ พวกผีที่สิงสถิตอยู่ตามต้นไม้ก็เป็นผีไม้ ผีจำพวกนี้บ้างก็มีภูมิธรรมสูงถึงภูมิของเทวดา ก็มีชื่อว่ารุกขเทวดา
ถัดมาเป็นลำดับหลังสุดคือพวกผีเมือง ผีจำพวกนี้อาจเปรียบเทียบได้ว่าเป็นผีข้าราชการ มีตั้งแต่ผีระดับเจ้าเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นิยมเรียกว่าเป็นผีเจ้า ตั้งแต่ผีเจ้าที่ ผีเจ้าทาง ผีประจำศาลหลักเมืองเล็ก หลักเมืองใหญ่ และหลักเมืองหลวง เป็นผีที่คนและสวรรค์ร่วมกันตั้งขึ้น โดยคนจะเป็นผู้เชิญผีพวกนี้มาสถิตตามศาลต่าง ๆ ตั้งแต่ศาลเจ้าที่ ศาลเทพารักษ์ ไปจนถึงศาลหลักเมืองระดับต่าง ๆ ขึ้นไป สวรรค์รับคำขอของคนแล้วแต่งตั้งให้ผีที่มีภูมิธรรมขั้นสูงหรือเทวดาที่มีภูมิธรรมขั้นต่ำลงมาประจำสถิตในที่นั้น ๆ เพื่อทำหน้าที่ดูแลผีในไม่ให้ออก ผีนอกไม่ให้เข้า และคอยตรวจตรารายงานพฤติกรรมของมนุษย์เพื่อบันทึกบัญชีกรรม หรือรับบัญชาจากสรวงสวรรค์บันดาลให้เหตุการณ์เป็นไปตามแต่เวรและกรรมตามคำบัญชานั้น ในการเดินทัพหลายครั้งที่มีนิมิตและลางปรากฏทั้งดีและร้ายนั้น เกี่ยวข้องและแยกไม่ออกจากการบันดาลของพวกผีเมืองเพื่อแสดงนิมิตยินดีแก่ผู้ที่มีบุญซึ่งจะประสบความสำเร็จอย่างหนึ่ง หรือแสดงการสาปแช่งแก่ผู้ก่อกรรมซึ่งกรรมกำลังจะตามมาทันอีกอย่างหนึ่ง
ที่ศาลเทพารักษ์นั้น ถ้าหากมีเทพารักษ์สิงสถิตก็จัดเป็นพวกผีเมือง แต่เมื่อเป็นผีขุนนางแล้วก็มักจะมีผีบริวารจำพวกรุกขเทวดาหรือผีที่สิงสู่อยู่ตามต้นไม้ จึงบันดาลให้ต้นสาลี่ใหญ่นั้นฟันไม่เข้า แต่อำนาจของผีเมืองก็ไม่อาจทานผู้มีอำนาจเป็นเจ้าได้ โจโฉวันนี้เป็นเจ้า มีตำแหน่งเป็นอ๋อง จึงมีอำนาจเหนือกว่าพวกผีเมือง ทั้งกระบี่ที่โจโฉใช้ฟันนั้นก็เป็นกระบี่สำหรับอิสริยยศของวุยอ๋องอันเป็นเจ้าผู้ครองแผ่นดิน จึงสามารถฟันต้นไม้ใหญ่นั้นได้
แต่ทว่าการใช้อำนาจที่ข่มเหงรังแกแย่งชิงที่อยู่อาศัยที่ทำกินของคนอื่น ย่อมนำมาซึ่งความโกรธแค้นพยาบาทชิงชัง ดังนั้นแม้บรรดาผีเมืองและผีบ้านทั้งหลายจะไม่อาจต้านทานอำนาจของผู้ครองอำนาจที่ใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรมนั้นได้ แต่ก็ยังสามารถสำแดงความโกรธให้ประจักษ์ด้วยอำนาจและฤทธิ์ของผีระดับผีเมืองและผีบริวารนั้นได้ อันควรแก่การเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้มีอำนาจได้ใช้อำนาจโดยธรรม อย่าได้ข่มเหงรังแกราษฎร โดยเฉพาะการขับไล่ไสส่งแย่งชิงที่กินที่อยู่ เพราะแม้คนเหล่านั้นจะสู้อำนาจไม่ได้แต่ใช่ว่าจะสู้ไม่ได้ตลอดไป ต้องมีวันใดหรือวันหนึ่งที่แรงพยาบาทอาฆาตนั้นจะก่อเป็นกระแสกรรมทำร้ายในภายหลังได้
ธรรมเนียมการใช้ของอันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจในการตัดไม้ที่ว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์นั้นได้ตกทอดเข้ามาถึงประเทศไทย ดังนั้นหลังแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระสังฆราช (สา) ประดิษฐ์สร้างคำบาลีที่แปลเป็นภาษาไทยโดยความหมายว่า การใหญ่ของแผ่นดิน จักสำเร็จได้ด้วยความสามัคคี จารึกไว้ในตราประจำแผ่นดินแล้ว ในยุคหลังเมื่อมีความจำเป็นต้องตัดต้นไม้ใหญ่ ซึ่งมีความเชื่อว่ามีรุกขเทวดาสิงสถิตก็จะมีการเชิญตราแผ่นดินไปประทับที่ต้นไม้นั้น และบวงสรวงเจรจากันแต่โดยดี ขอเชิญให้รุกขเทวดาย้ายไปอยู่ ณ ศาลเทพารักษ์แห่งอื่น จนทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ยังคงใช้ตราแผ่นดินสำหรับประทับต้นไม้ใหญ่ที่ว่าศักดิ์สิทธิ์อยู่ แต่คงสู้นักตัดป่าที่ใช้เลื่อยยนต์ไม่ได้ เพราะคนพวกนี้ไม่กลัวบาป ไม่กลัวผี ไม่กลัวตาย กล้าที่จะตัดต้นไม้ได้โดยไม่ต้องใช้ตราแผ่นดิน ด้วยถือดีว่ามีผู้มีอำนาจยิ่งกว่ารุกขเทวดาหนุนอยู่ข้างหลังหรืออย่างไร
โจโฉหนีกลับเข้าวังแล้วให้รู้สึกร้อนใจ ตกเวลาค่ำก็รุ่มร้อนรำคาญนอนไม่หลับ แต่สู้ข่มใจพยายามนอนแต่คงนอนไม่หลับ พลิกตัวไปมาเป็นหลายครั้งจนถึงเวลาสองยาม เห็นว่านอนไม่หลับแล้วจึงลุกออกมานั่งกุมศีรษะอยู่ที่เก้าอี้
ครู่หนึ่งโจโฉก็ม่อยหลับไป ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่นนั้นฝันว่า “คนผมมวยห่มเสื้อเขียว มือถือดาบเดินตรงเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าโจโฉ แล้วเอามือชี้หน้าโจโฉ ตวาดด้วยเสียงอันดังว่า กูนี้เป็นเทพารักษ์ในต้นไม้สาลี่ กูหาให้ต้นไม้ของกูไม่ มึงจะทำที่อยู่แข่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ กูรู้ว่าบุญมึงสิ้นแล้ว กูจะฆ่ามึงเสียให้ตาย”
ว่าแล้วเทพารักษ์นั้นก็ชูดาบขึ้นเดินเข้ามาหาโจโฉ โจโฉตกใจร้องให้ทหารเข้ามาช่วย จึงตกใจตื่นก็รู้ว่าเป็นความฝัน แต่ให้ปวดศีรษะประหนึ่งว่าถูกหนีบไว้ด้วยคีมซึ่งเผาไฟฉะนั้น โจโฉนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน พอฟ้าสางก็สั่งให้หมอหลวงเข้ามารักษา
หมอหลวงทั้งนวดทั้งทายาก็ไม่หาย ให้ยาบรรเทาปวดอาการก็ไม่บรรเทาลง โจโฉกินไม่ได้นอนไม่หลับ มีอาการปวดศีรษะต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน อยู่ในทุกขเวทนาสาหัสยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาแต่ก่อน ๆ จนร่างกายซูบซีดอิดโรย ขุนนางทั้งปวงเห็นอาการของโจโฉดังนั้นก็วิตกทุกข์ร้อนถ้วนหน้ากัน
ที่ปรึกษาคนหนึ่งจึงทูลโจโฉว่า อาการไข้ทั้งนี้เห็นมีแต่หมอฮัวโต๋ผู้เดียวเท่านั้นที่จะรักษาให้หายได้ แต่ไม่ทราบว่าวุยอ๋องรู้จักหมอฮัวโต๋ผู้นี้หรือไม่
โจโฉนอนอยู่กับที่ ได้ยินชื่อหมอฮัวโต๋ก็ยกศีรษะขึ้นแล้วถามว่าหมอคนนี้คือหมอที่รักษาจิวท่ายนายทหารเมืองกังตั๋งในครั้งก่อนโน้นใช่หรือไม่
ฮัวหิมซึ่งเป็นที่ปรึกษาอีกคนหนึ่งได้ฟังดังนั้นก็ชิงทูลว่าใช่หมอฮัวโต๋ผู้นี้แล้ว โจโฉจึงว่าเราเคยได้ยินนามของหมอฮัวโต๋ผู้นี้ แต่ไม่รู้วิชาความสามารถว่าถนัดจัดเจนในทางใด
ฮัวหิมจึงทูลต่อไปว่า “หมอคนนี้อยู่บ้านเจียวก๋วน เมืองไพก๊ก ทุกวันนี้หามีผู้ใดเสมอไม่ ถ้าได้ดูโรคแล้วบางทีก็ให้ทายากินยา บางทีก็เผา บางทีก็ผ่า แต่พอยกมือขึ้นความเจ็บก็หาย ถ้าเป็นโรคในท้องให้กินยาเข้าไปเจ้าตัวก็หลับไปหารู้สึกตัวไม่ จึงเอามีดผ่าท้องเอาไส้พุงออกมาชำระให้สิ้นโสโครก แล้วคืนใส่เข้าไปไว้อย่างเก่า เอาไหมเย็บแล้วทายา บางคนเดือนหนึ่งก็หาย บางคนยี่สิบวันก็หาย เป็นปกติเหมือนอย่างเก่า ครั้งหนึ่งฮัวโต๋เดินไปมาตามถนน ได้ยินเสียงคนครางอยู่บนเรือน แต่ได้ยินก็รู้ว่าโรคนี้เป็นงูอยู่ในท้องตัวหนึ่ง จึงเดินเข้าไปร้องเรียกคนลงมาว่า คนเจ็บอยู่นั้นเราจะรักษาให้หาย
จึงให้เอากระเทียมแลกุยช่ายบดให้ละเอียด ใส่น้ำลงสองทะนาน ให้คนไข้กินให้สิ้น แต่พอคนไข้กินยาสิ้นก็อาเจียนออกมา งูตัวหนึ่งยาวสองศอกเศษไหลออกมาด้วย ไข้นั้นก็หายสิ้นไป
ครั้งหนึ่งตันเต๋งชาวเมืองกังเหลงเป็นไข้ ในท้องให้ลั่นโครกครากกินข้าวไม่ได้ ผอมหน้าเหลือง จึงเชิญฮัวโต๋มารักษา พอกินยาเข้าไปมื้อเดียวก็อาเจียนออกมา แต่ล้วนหนอนมีศีรษะแดง ยังเป็นอยู่ประมาณสักสองทะนาน ตันเต๋งจึงถามว่าเหตุใดข้าพเจ้าจึงเป็นโรคดังนี้ ฮัวโต๋จึงตอบว่าท่านเอาเนื้อดิบปลาดิบมาพล่ากินจึงเป็นโรคดังนี้ ถึงออกมากระนี้แล้วโรคท่านก็ยังไม่หายขาด ยังอีกสามปีโรคอันนี้จะกลับมาเป็นอีก ถ้าเป็นมาอีกแล้วรักษาไม่หายเลย ถึงที่ของท่านแล้ว นานอีกสามปีตันเต๋งก็ตายเหมือนปากฮัวโต๋คาดไว้
ครั้งหนึ่งมีคนไข้คนหนึ่งเป็นฝีขึ้นมาที่หลังคิ้ว ให้ปวดแสบปวดร้อนนัก จึงหาหมอฮัวโต๋มารักษา ฮัวโต๋แลดูจึงว่า ฝีอันนี้มีสัตว์บินได้อยู่ในนั้น คนทั้งปวงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ หมอฮัวโต๋จึงเอามีดผ่าฝีนั้นออก นกกระจอกเต้นออกมาแล้วก็บินไป โรคนั้นก็หาย
ครั้งหนึ่งมีคนหนึ่งสุนัขกัดเอาแม่เท้าขาด จึงบังเกิดเป็นก้อนเนื้อย้อยออกมาสองก้อน ก้อนหนึ่งให้เจ็บ ก้อนหนึ่งให้คัน จึงหาหมอฮัวโต๋มารักษา ฮัวโต๋เห็นแล้วจึงว่าก้อนเนื้อที่ให้เจ็บนั้นมีเข็มอยู่ข้างในสิบเล่ม ก้อนเนื้อที่ให้คันนั้นมีลูกสะกาอยู่สองลูก ลูกหนึ่งดำ ลูกหนึ่งขาว คนทั้งปวงไม่เชื่อ หมอฮัวโต๋จึงเอามีดผ่าออก ได้เข็มแลลูกสะกาเหมือนหนึ่งว่านั้น คนทั้งปวงสรรเสริญว่าเหมือนเทพยดา”.