ตอนที่ 434. อาวุธแห่งฤดูกาล

บังเต๊กฮึกห้าวเหิมหาญจึงทำสงครามแบบไม่กลัวตาย เพราะความไม่กลัวตายจึงลดทอนความเสียเปรียบและยิงเกาทัณฑ์ถูกกวนอูได้รับบาดเจ็บ แต่อิกิ๋มผู้เป็นแม่ทัพหลวงมีความริษยาจึงรั้งการรุกรบไว้ แล้วให้ถอยทัพไปตั้งอยู่ที่ทุ่งจันเค้า กวนเป๋งเห็นประหลาดจึงชวนกวนอูขึ้นไปดูสภาพการศึกบนเนินเขา

            ขณะนั้นกวนอูรักษาแผลเกาทัณฑ์หายสนิทแล้ว ครั้นได้ขึ้นไปบนเนินเขา ทอดสายตาทัศนาพินิจพิเคราะห์แล้ว เห็นการข้างในเมืองอ้วนเซียไม่ตั้งอยู่ในความพร้อมรบ แต่มีค่ายคูประตูเมืองสูงใหญ่แข็งแรง ยากแก่การเข้าตี ส่วนทางทุ่งจันเค้าปลายแม่น้ำซงกั๋งนั้นเป็นที่ลุ่ม มีภูเขาเรียงรายอยู่ทางปลายน้ำ ทั้งทางปลายน้ำเล่าแม่น้ำก็แคบเล็ก หากน้ำเหนือหลากมาน้ำระบายไม่ทัน ก็จะท่วมทุ่งจันเค้า

            กวนอูทอดสายตาเข้ามาใกล้เห็นแม่น้ำซงกั๋งมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวกรากมาแต่ข้างทิศเหนือ กวนอูนับนิ้วคำนวณเดือนปีแล้วเป็นกลางฤดูฝนเห็นจะคิดกลอุบายทำลายข้าศึกได้ แต่ยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศในเทศกาลฤดูฝน จึงให้ทหารคุมตัวชาวบ้านเข้ามาถามว่าฤดูฝนมีฝนตกมากน้อยประการใด และช่วงไหนมีฝนตกมากที่สุด

            ชาวบ้านได้แจ้งความแก่กวนอูว่าอันปลายแม่น้ำจันเค้านั้นเป็นที่ลุ่มต่ำ ถึงเทศกาลฤดูฝนแล้วน้ำจะท่วมใหญ่ทุกปี เนื่องจากไม่สามารถระบายน้ำได้ทันท่วงที และบัดนี้ฤดูฝนมาถึงแล้ว อีกไม่กี่วันข้างหน้าน้ำเหนือก็จะไหลบ่าท่วมทุ่งจันเค้าจนมิด

            กวนอูได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ ให้เบิกเงินและเสื้อผ้าบำเหน็จแก่ชาวบ้าน แล้วปรารภกับกวนเป๋งว่าอิกิ๋มและบังเต๊กคราวนี้ถึงที่ตายแล้ว ว่าแล้วกวนอูจึงสั่งให้ย้ายค่ายไปตั้งอยู่บนเนินเขาอันเป็นที่สูง และให้ทหารไปเกณฑ์เรือตลอดทั้งแม่น้ำจันเค้ามารวมพลไว้ที่ริมแม่น้ำใกล้ค่าย เตรียมการใช้ฤดูกาลหน้าฝนเป็นอาวุธทำลายล้างข้าศึกให้วายวอดต่อไป

            กวนเป๋งสงสัยจึงถามกวนอูว่าเรายกกองทัพมาจะทำศึกทางบก ไฉนบิดาจึงให้เตรียมการทางเรือ ราวกับจะทำสงครามทางเรือฉะนั้น

            กวนอูเห็นกวนเป๋งสงสัยจึงกล่าวว่า “บัดนี้อิกิ๋ม บังเต๊ก ยกถอยออกไปตั้งค่ายอยู่ทุ่งจันเค้าในหุบเขา เราเห็นว่าที่นั่นเป็นที่ลุ่ม ตำบลเราเป็นที่ดอน เห็นว่าในเดือนสิบฝนจะตกหนัก น้ำจะเกิดมากก็จะท่วมที่ค่าย คนทั้งปวงก็จะลำบากหาที่อาศัยมิได้ เราก็จะยกทัพเรือไปรบเอาเห็นจะได้โดยง่าย”

            กวนเป๋งได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย หลังจากนั้นสองสามวันฝนก็ตกหนักมา กวนอูเห็นฝนตก แหงนหน้าขึ้นไปบนอากาศเห็นเมฆฝนครึ้มหนาเต็มท้องฟ้า ก็มั่นใจว่าที่คาดการณ์ไว้ใกล้จะเป็นความจริงแล้ว

            ทางฝ่ายกองทัพของอิกิ๋มนั้น เสงโหซึ่งเป็นทหารที่ปรึกษาเห็นฝนตกหนักมาก็เข้าไปหาอิกิ๋ม แล้วกล่าวว่าท่านยกทหารมาตั้งค่ายในทุ่งจันเค้าซึ่งเป็นหุบเขาอยู่ในที่ลุ่ม ขณะนี้เป็นฤดูฝน แลฝนก็ตกทุกวันมิได้ขาด เห็นว่าน้ำจะท่วมค่ายให้ทหารทั้งปวงเดือดร้อน ทั้งบัดนี้กวนอูก็ย้ายค่ายขึ้นไปตั้งบนเนินเขาและเตรียมเรือไว้เป็นอันมาก หากน้ำท่วมมาแล้วกวนอูยกกองทัพมาซ้ำเติม ท่านจะคิดอ่านประการใด

            อิกิ๋มได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ตวาดด่าเสงโหว่าไอ้ชาติชั่ว เป็นธรรมดาฤดูฝนย่อมมีฝนตกบ้าง มึงมากล่าวความดังนี้หวังจะให้ทหารเสียน้ำใจหนีทัพกระนั้นหรือ อย่าได้กล่าววาจาฉะนี้สืบไป แม้นไม่ฟังเราจะตัดศีรษะเสีย

            เสงโหถูกอิกิ๋มตวาดต่อหน้าเพื่อนนายทหารดังนั้นได้รับความอัปยศนัก จึงลากลับไปที่ค่าย แล้วลอบไปหาบังเต๊กแจ้งความทั้งปวงให้บังเต๊กทราบ

            บังเต๊กมีความสงสัยอิกิ๋มอยู่ในใจ ครั้นได้ฟังคำเสงโหก็เห็นด้วย จึงว่าในวันพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะไปว่ากล่าวกับอิกิ๋มให้ย้ายค่ายไปตั้งบนเนินเขา หากแม้นอิกิ๋มไม่ฟังคำ เราก็จะไม่ฟังอิกิ๋มแล้วจะพาทหารไปตั้งค่ายบนเนินเขาเอง

            บังเต๊กและเสงโหปรึกษากันยังไม่ทันขาดคำฝนก็ยิ่งตกหนักมา ฟ้าคำรน ฝนคำราม ได้ยินเสียงน้ำไหลซ่าประดุจคลื่นในพระมหาสมุทรดังสนั่นลั่นเลื่อนมาแต่ข้างเหนือ ทั้งบังเต๊กและเสงโหเห็นดังนั้นก็วิตกยิ่งนัก พอเวลาค่ำพายุก็ยิ่งพัดหนักมา ฝนเทกระหน่ำราวกับฟ้าถล่ม ค่ายทหารหลายค่ายถูกพายุพัดจนแผ่นหนังที่กันฝนหลุดลอยไปกับสายลม ทหารทั้งปวงถูกฝนเปียกโชกได้รับความลำบากเป็นอันมาก

            ยิ่งดึกพายุยิ่งพัดจัด เสียงฟ้าผ่าโครมครามลั่นทั้งท้องฟ้า ฝนก็ตกหนักไม่มีเค้าว่าจะสร่างซา สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาความว่าบังเต๊กตกใจ จึงขี่ม้าออกไปหน้าค่าย “แลไปทั้งแปดทิศเห็นน้ำมาเป็นอันมาก ท่วมค่ายลึกได้ประมาณหกศอก ทหารได้ความลำบากจมน้ำตายเป็นอันมาก”

            บังเต๊กเห็นน้ำท่วมค่ายก็ตกใจ รีบพาทหารที่เหลือตายออกจากค่าย แต่น้ำแรงไหลบ่ามาจากทุกทิศ จะไปหน้าถอยหลังไปข้างซ้ายข้างขวาก็มิได้ เห็นเนินสูงลูกหนึ่งอยู่เบื้องหน้า บังเต๊กจึงพาทหารขึ้นไปอยู่บนเนินนั้น

            ทางฝ่ายอิกิ๋มนั้นประมาทไม่คาดว่าน้ำจะท่วมค่าย แต่ในตอนดึกของคืนนั้นก็ต้องตื่นขึ้นด้วยความตกใจเพราะน้ำป่าไหลท่วมค่ายมาจากทุกทิศทาง ทหารในค่ายของกองทัพหลวงถูกน้ำท่วมตายและน้ำพัดพาไปเป็นจำนวนมาก อิกิ๋มพาทหารซึ่งใกล้ชิดหนีขึ้นไปติดอยู่ที่เนินน้อยอีกลูกหนึ่งห่างออกไปจากเนินที่บังเต๊กและทหารติดน้ำอยู่ ทหารเดนตายของทั้งกองทัพหน้าและกองทัพหลวงต่างได้รับทุกขเวทนาสาหัสนัก

            ทางฝ่ายกวนอูในคืนนั้นเห็นฝนตกหนักมา กวนอูออกไปดูภูมิประเทศ เห็นน้ำไหลบ่าขาวไปทั่วทุกทิศก็คิดว่าการสมคะเนแล้ว จึงสั่งให้ทหารเตรียมเรือไว้ให้พร้อม จนกระทั่งเวลารุ่งเช้ากวนอูจึงให้ทหารทั้งปวงลงเรือ แล้วตีม้าล่อฆ้องกลองโบกธงยกออกจากค่าย ตรงไปที่เนินแรกซึ่งเป็นที่อิกิ๋มและทหารสนิทติดน้ำอยู่

            อิกิ๋มมีทหารคนสนิทติดน้ำอยู่บนเนินห้าหกสิบคน ตลอดทั้งคืนมีความประหวั่นพรั่นพรึงเป็นอันมาก ครั้นได้ยินเสียงม้าล่อฆ้องกลองและเห็นกองทัพกวนอูยกเป็นทัพเรือมาดังนั้นก็ตกใจ ไม่คิดจะสู้รบ จึงพาทหารออกมายืนอยู่ที่ริมเนิน

            พอกวนอูคุมเรือเข้ามาใกล้อิกิ๋มจึงร้องบอกกวนอูขอยอมแพ้แต่โดยดี พร้อมกับถอดเสื้อเกราะและโยนอาวุธลงกับพื้น กวนอูจึงสั่งทหารให้เอาเรือเข้าไปรับอิกิ๋มและทหารห้าหกสิบคนนั้น และควบคุมตัวไว้ในฐานะเชลยศึก

            ทางฝ่ายบังเต๊กพร้อมกับตังเหง ตังเฉียว และเสงโห และทหารในกองทัพหน้าประมาณห้าร้อยคนติดน้ำอยู่บนเนิน ได้รับทุกขเวทนาเป็นที่สาหัส ครั้นเห็นกวนอูคุมเรือเข้ามาล้อมเนิน กลับร้องด่าท้าทายไม่ยอมจำนน

            กวนอูจึงสั่งทหารให้ระดมยิงเกาทัณฑ์ขึ้นไปบนเนิน ถูกทหารบังเต๊กถึงแก่ความตายเกือบหมดสิ้น เหลืออยู่แต่ทหารซึ่งมีฝีมือประมาณร้อยคน ทหารที่บาดเจ็บต่างร้องครวญครางทำให้บนเนินนั้นเปรียบประดุจดังขุมนรก

            ตังเหงและตังเฉียวเห็นสภาพดังนั้นก็รู้ว่าไม่สามารถต่อสู้ได้อีกต่อไป จึงอ้อนวอน บังเต๊กให้ยอมแพ้แก่กวนอู บังเต๊กได้ยินก็โกรธ ตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “เราเป็นข้าพระเจ้าวุยอ๋อง ได้ให้ความสัตย์ไว้แล้ว ซึ่งเราจะยอมเป็นข้ากวนอูนั้นไม่บังควร”

            บังเต๊กกล่าวสิ้นคำลงก็ชักกระบี่ฟันตังเหงและตังเฉียวถึงแก่ความตาย และร้องประกาศว่าหากมาตรแม้นผู้ใดคิดอ่านจะยอมแพ้แก่กวนอู เราก็จะฆ่าเสียเหมือนกับตังเหงและตังเฉียว ทหารที่เหลือตายเกรงอาญาของบังเต๊กจึงใช้ทวนหรือดาบกวัดแกว่งปัดเกาทัณฑป้องกันตัวตั้งแต่สายจนถึงเที่ยง

            บังเต๊กเหลือแต่ตัวกับเสงโหและทหารอีกไม่กี่คน ในขณะที่ทหารของบังเต๊กยิ่งอ่อนล้าอิดโรยหมดกำลังใจ แต่บังเต๊กนั้นยังแกร่งกล้านัก ใช้กระบี่กวัดแกว่งป้องกันลูกเกาทัณฑ์ ปากก็กล่าวกับเสงโหว่าพวกเราบัดนี้ใกล้จะถึงที่ตายอยู่แล้ว จงป้องกันตัวให้ฝีมือลือชาปรากฏในภายหน้าด้วยกันเถิด

            เสงโหได้ยินคำปลอบก็คึกคะนองขึ้น ถือง้าวออกไปยืนอยู่ริมตลิ่ง ทันใดนั้นก็ถูกลูกเกาทัณฑ์ระดมยิงมาถึงแก่ความตาย ทหารที่เหลืออยู่บนเนินเห็นเสงโหตายก็หมดกำลังใจ ถอดเสื้อเกราะกระโดดลงน้ำยอมแพ้ แล้วว่ายน้ำเข้าไปขออาศัยเรือของกองทัพกวนอู

            บังเต๊กเหลือแต่ตัวผู้เดียว ใช้กระบี่กวัดแกว่งป้องกันตัวอย่างทรหด เห็นเรือลำหนึ่งมีพลทหารประจำเรือสิบกว่าคนแจวเข้ามาใกล้จะบุกขึ้นมาบนเนิน บังเต๊กจึงปรี่เข้าไปฟันทหารบนเรือบาดเจ็บล้มตายและตกน้ำจนหมดสิ้น แล้วกระโดดขึ้นไปบนเรือ มือหนึ่งถือง้าว มือหนึ่งแจวเรือ จะหนีไปทางเมืองอ้วนเซีย

            จิวฉองซึ่งเป็นนายทหารถือง้าวของกวนอู มีความชำนาญในการเรือ เห็นดังนั้นจึงให้ทหารถ่อเรือตรงเข้าไปชนกลางลำเรือของบังเต๊กล่มลง ง้าวบังเต๊กหลุดออกจากมือ ตัวบังเต๊กจะว่ายน้ำหนี จิวฉองจึงเร่งเรือเข้าไปใกล้แล้วจับบังเต๊กมัดเอามาให้กวนอู

            กวนอูปราบปรามทหารของกองทัพบังเต๊กหมดสิ้นราบคาบแล้ว จึงคุมตัวบังเต๊กและอิกิ๋มกลับมาที่ค่าย

            กวนอูให้เบิกตัวอิกิ๋มเข้ามาก่อน แล้วถามว่าเหตุไฉนจึงบังอาจยกกองทัพมาต่อกรด้วยเราเล่า อิกิ๋มก็ว่าข้าพเจ้าเป็นข้าทหาร เมื่อพระเจ้าวุยอ๋องมีคำสั่งก็จำต้องทำตาม บัดนี้ตกเป็นเชลยอยู่ในเงื้อมมือท่าน ขอท่านได้กรุณาไว้ชีวิตด้วยเถิด

            กวนอูได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วสั่งทหารให้ควบคุมตัวอิกิ๋มส่งไปจำคุกไว้ที่เมืองเกงจิ๋ว จะพิจารณาโทษในภายหลังจากเสร็จศึกแล้ว จากนั้นจึงให้เบิกตัวบังเต๊กเข้ามา

            บังเต๊กไม่ยอมคำนับตามธรรมเนียม กวนอูเห็นดังนั้นก็มิได้ว่ากล่าวประการใด คงถามบังเต๊กด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบว่าบัดนี้ท่านตกเป็นเชลยเราแล้ว จะคิดอ่านประการใด

            บังเต๊กได้ฟังคำกวนอูก็สะบัดหน้าไม่ตอบคำ กวนอูจึงกล่าวสำทับต่อไปว่าบังฮิวพี่ชายท่านแลม้าเฉียวนายเก่าท่าน บัดนี้ทำราชการอยู่กับเล่าปี่นายเรา เหตุใดท่านจึงไม่มาสมัครอยู่ด้วยเล่าปี่ ขืนองอาจต่อสู้กับเราดังนี้

            บังเต๊กได้ฟังดังนั้นก็โกรธ กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “พระเจ้าวุยอ๋องมีคุณแก่เราเป็นอันมาก ซึ่งเราจะยอมเข้าแก่ท่านนั้นมิบังควร เราจะขอตายด้วยคมหอกคมดาบ หารักชีวิตไม่”

            บังเต๊กกล่าวดังนั้นแล้วก็ด่าว่ากวนอูด้วยถ้อยคำหยาบช้าเป็นอันมาก กวนอูเห็นว่าจะเกลี้ยกล่อมบังเต๊กไม่สำเร็จ จึงสั่งให้ทหารเอาตัวบังเต๊กไปประหารชีวิต แต่ด้วยน้ำใจชายชาติอาชาไนยที่รักน้ำใจคนผู้เป็นข้าภักดีเจ้า บ่าวภักดีนาย กวนอูใคร่ครวญแล้วก็มีน้ำใจสงสารบังเต๊ก จึงสั่งให้เอาศพบังเต๊กไปฝังไว้ตามตำแหน่งนายทหารผู้ใหญ่

            ทางฝ่ายเมืองอ้วนเซีย ครั้นฝนตกหนักน้ำหลากท่วมทุ่งจันเค้าแล้ว น้ำได้เอ่อล้นเข้ามาถึงตัวเมืองอ้วนเซีย โจหยินได้ควบคุมทหารและชาวเมืองให้ปิดช่องระบายน้ำและลำคลองทั้งปวงที่จะเข้าไปในเมืองอ้วนเซีย

            ทหารและชาวเมืองถมดินทำทำนบปิดกั้นช่องระบายน้ำและลำคลองจนถึงค่ำมืดฝนก็ยิ่งตกหนักมา ทำนบและดินที่นำไปถมก็ถูกกระแสน้ำพัดพังทะลายจนหมดสิ้น น้ำหลากไหลบ่าเข้าไปในตัวเมือง จนในเมืองน้ำท่วมถึงวาเศษ บ้านเรือนไร่นาราษฎรถูกน้ำท่วมจนหมดสิ้น ทั้งชาวเมืองและทหารได้รับความลำบากเป็นอันมาก

            โจหยินเห็นดังนั้นก็ปรารภกับบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่า น้ำท่วมหลากมาดังนี้เห็นทีจะรักษาเมืองอ้วนเซียไว้ไม่ได้ ชอบที่จะถ่ายเทหนีเอาตัวรอดก่อน ว่าแล้วจึงสั่งให้ระดมเรือเพื่อจะยกหนีกลับไปเมืองหลวง

            บวนทงทราบความก็เข้ามาห้ามโจหยินว่า อันเมืองอ้วนเซียตั้งอยู่ในที่สูงกว่าทุ่งจันเค้า น้ำท่วมดังนี้เป็นการเฉพาะคราว อีกวันสองวันคงจะลดแห้งเหือดหาย เวลาบัดนี้แม้ในตัวเมืองจะได้ยากลำบาก แต่กำแพงเมืองก็ยังสูงแข็งแกร่ง เห็นกวนอูจะยังไม่ยกมาตีเมือง จึงชอบที่จะตั้งมั่นรักษาเมืองเอาไว้ก่อน เพราะหากทิ้งเมืองอ้วนเซียเสียแล้ว เมืองเตียงอันซึ่งเป็นเมืองสำคัญก็จะเสียแก่ข้าศึกด้วย

            โจหยินได้ฟังคำท้วงก็เห็นด้วย จึงพาทหารขึ้นไปตรวจตราบนเชิงเทิน เห็นน้ำท่วมบ้านเรือนราษฎรทั่วทั้งเมือง ราษฎรและสัตว์เลี้ยงต่างพากันไปนั่งจับเจ่าอยู่บนหลังคาบ้าน บ้างที่เป็นพื้นที่สูงก็มีชาวเมืองอพยพครอบครัวขึ้นไปอยู่จนเต็ม แต่ได้รับทุกขเวทนายิ่งนัก ชาวเมืองจำนวนหนึ่งได้หนีขึ้นมาอยู่บนกำแพงเมือง หุงหาอาหารตามมีตามใช้อยู่บนกำแพงเมืองนั้น.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘