ตอนที่ 431. ลางวิบัติ
ซุนกวนระแวงว่าโจโฉจะใช้แผนลวงให้ฝ่ายกังตั๋งยกไปตีเมืองเกงจิ๋วแล้วจะซ้ำเติมในภายหลัง จึงเกี่ยงให้โจโฉสั่งโจหยินยกไปตีเมืองเกงจิ๋วก่อน โจโฉก็ยอมทำตาม ในขณะเดียวกันนั้นทางเล่าปี่ทราบข่าวศึกจึงมีหมายสั่งการให้กวนอูยกกองทัพไปตีเมืองอ้วนเซียสกัดกองทัพโจหยินเสียก่อน เพื่อจะได้รับมือกับกองทัพเมืองกังตั๋งแต่ด้านเดียว
กวนอูรับหมายของเล่าปี่แล้วจึงให้เปาสูหยินและบิฮองคุมทหารเป็นกองทัพหน้า ยกออกไปตั้งที่นอกเมืองเกงจิ๋วก่อน กวนอูจะคุมทหารเป็นกองทัพหลวงและกวนเป๋งเป็นกองทัพหลัง ให้ทุกหน่วยเตรียมการให้พร้อมรอเวลาฤกษ์ดีแล้วจะยกไปตีเมืองอ้วนเซีย
ครั้นจัดแจงแต่งทหารเสร็จแล้ว กวนอูจึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงรับรองบิสีที่เรือนรับรองแขกเมือง งานเลี้ยงดำเนินไปจนถึงเวลายามเศษทหารรักษาการณ์ได้วิ่งเข้ามารายงานกวนอูว่า บัดนี้ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่กองทัพหน้า เสบียงและหญ้าสำหรับม้าถูกเพลิงไหม้จนหมดสิ้น
กวนอูได้ยินดังนั้นก็ตกใจ สั่งให้เลิกงานเลี้ยงรับรอง รีบใส่เกราะขึ้นม้าพาทหารคนสนิทออกไปที่ค่ายของกองทัพหน้าซึ่งตั้งอยู่ที่นอกเมืองเกงจิ๋ว กำกับให้ทหารเร่งดับไฟ ครั้นดับไฟแล้วกวนอูจึงไต่สวนต้นสายปลายเหตุที่เกิดเพลิงไหม้ ก็ได้ความเป็นสัตย์ว่าเปาสูหยินและบิฮองจัดงานเลี้ยงสุราแก่ทหารทั้งปวงในกองทัพหน้า ทหารทั้งปวงมัวแต่สาละวนอยู่กับงานรื่นเริงและเสพสุราจนเกิดเพลิงไหม้ขึ้น
กวนอูจึงให้ทหารไปคุมตัวเปาสูหยินและบิฮองเข้ามา แล้วตำหนิว่า “เราใช้ให้ท่านยกออกไปตั้งค่ายอยู่นอกเมือง ยังมิทันจะได้ยกไป ท่านทำให้เพลิงไหม้เสบียงและเครื่องศาสตราวุธ ผู้คนเจ็บป่วยเป็นอันมาก ให้เสียราชการไปทั้งนี้ เราจะยกโทษเสียก็มิได้”
ว่าแล้วกวนอูจึงสั่งทหารให้นำตัวเปาสูหยินและบิฮองไปประหารชีวิต
บิสีเห็นเหตุการณ์ดังนั้นจึงเข้าไปคำนับกวนอูแล้วว่า ท่านเตรียมการรอฤกษ์ชัย จะยกกองทัพไปทำสงคราม ไม่ชอบที่จะฆ่านายทหารให้เป็นอัปมงคลแก่กองทัพ กวนอูได้ฟังก็เกรงใจบิสี ทั้งเกรงว่าจะเป็นลางร้าย จึงคล้อยตามความเห็นของบิสี แต่ความโกรธเปาสูหยินและบิฮองที่ไม่รักษาหน้าที่จนเกิดความเสียหายขึ้นยังแรงกล้าอยู่ กวนอูจึงตวาดใส่นายทหารแห่งกองทัพหน้าทั้งสองคนว่า หากมิเห็นแก่หน้าของบิสีแล้วก็จะตัดศีรษะเสีย แต่จะไม่ลงโทษเสียเลยก็จะเป็นเยี่ยงอย่างให้เกิดความเสียหายในภายหน้า
กวนอูจึงสั่งให้โบยเปาสูหยินและบิฮองคนละสี่สิบที และถอดออกจากตำแหน่งแม่ทัพกองทัพหน้า แต่ให้บิฮองไปรักษาเมืองลำกุ๋น ให้เปาสูหยินไปรักษาเมืองกังอั๋น แล้วสำทับว่าโทษของท่านทั้งสองครั้งนี้ถึงตายอยู่แล้ว แต่เรายกโทษให้ครั้งหนึ่ง หากไม่สำนึกหรือทำความผิดซ้ำอีกเราจะตัดศีรษะเสีย แล้วกวนอูจึงขับให้บิฮองและเปาสู หยินออกจากค่าย ให้รีบไปรับหน้าที่ใหม่ในทันที
เปาสูหยินและบิฮองถูกทำโทษและปลดออกจากตำแหน่งดังนั้นก็ได้รับความอัปยศอดสูแก่คนทั้งปวง ผูกใจเจ็บกวนอูแต่ขัดคำสั่งมิได้ จึงจำลากวนอูไปรับหน้าที่ใหม่ตามคำสั่งแต่เพลานั้น
เหตุทั้งนี้ทำให้เห็นได้ว่า หลังจากกวนอูได้มาเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วแล้ว ด้วยวิสัยหยิ่งทะนงตนจึงทำให้ผู้คนที่แวดล้อมกวนอูมากไปด้วยผู้ประจบสอพลอ และคนเหล่านั้นย่อมได้รับความไว้วางใจให้ได้ตำแหน่งแหล่งที่ที่ดีกว่าผู้อื่น ทำให้กวนอูยิ่งหยิ่งผยองในขณะที่ความเข้มแข็งเกรียงไกรกลับลดทอนจนอ่อนแอลงโดยไม่รู้สึกตัว ถึงขนาดที่เตรียมการจะไปรบทัพจับศึกแล้วยังเลี้ยงสุรากันเอิกเกริก จนเพลิงไหม้เสบียงอาหารและศาสตราวุธเป็นอันมากดังนี้ ครั้นคนเหล่านั้นทำความผิดก็มิได้ลงโทษให้เด็ดขาด กลับใช้ให้ไปรักษาเมืองสำคัญที่จะมีผลต่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของเมืองเกงจิ๋ว เพราะทั้งเมืองลำกุ๋นและเมืองกังอั๋นล้วนเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรุกรับของเมืองเกงจิ๋วทั้งสิ้น การที่กวนอูให้เปาสูหยินและบิฮองไปรักษาเมืองทั้งสอง โดยที่ไม่รู้ว่าสองนายทหารดังกล่าวผูกพยาบาทอยู่ จึงเท่ากับเป็นการวางกับดักให้กับอนาคตของกวนอูเอง
ครั้นปลดแม่ทัพกองทัพหน้าแล้ว กวนอูจึงตั้งให้เลียวหัวเป็นแม่ทัพกองทัพหน้า ให้ม้าเลี้ยงและอีเจี้ยเป็นที่ปรึกษา แล้วเรียกงอปั้นซึ่งเป็นบุตรงอหัวและมาอยู่กับกวนอูเข้ามาหาแล้วว่า งอหัวบิดาท่านและตัวท่านได้ทำคุณแก่เรา ช่วยให้หนีโจโฉไปหาเล่าปี่ได้โดยปลอดภัย บัดนี้เราจะยกกองทัพไปทำศึกสำคัญ จึงโอนให้ท่านไปทำราชการที่เมืองเสฉวน แล้วสั่งให้งอปั้นเดินทางกลับไปเมืองเสฉวนพร้อมกับบิสี
ครั้นค่ำลงกวนอูก็ทำพิธีเซ่นไหว้เทพยดาอารักษ์ และเทพผู้รักษาธงชัยประจำกองทัพเพื่อเตรียมการเคลื่อนพลในวันรุ่งขึ้นตามประเพณีการสงคราม ในยามสี่ของคืนนั้นเทพยดาผู้รักษาธงชัยจึงบันดาลกวนอูฝันว่า “มีสุกรตัวหนึ่งดำใหญ่เท่าโคเข้ามากัดเอาเท้ากวนอู กวนอูก็เอากระบี่ฟันสุกร สุกรก็สูญหายไป”
กวนอูตื่นตกใจขึ้นเห็นเป็นความฝันประหลาด ทั้งเป็นเวลาใกล้รุ่ง กวนอูจึงแต่งตัวใส่เกราะ คอยเวลาจนสว่างแล้วจึงให้หากวนเป๋งบุตรบุญธรรมเข้ามาแล้วเล่าความฝันให้ฟัง และถามว่าความฝันของเราครั้งนี้จะดีร้ายประการใด
กวนเป๋งได้ฟังดังนั้นจึงว่า ซึ่งสุกรมาพัวพันกัดที่เท้าท่านนั้น สุกรก็คือมังกร เป็นสัตว์มงคล เป็นนิมิตหมายว่าท่านจะได้ยศศักดิ์ที่สูงส่งขึ้น อย่าได้วิตกไปเลย กวนอูได้ฟังดังนั้นก็ยินดี แต่ก็ยังหวั่นใจว่าจะเป็นนิมิตร้าย เพราะแม้จะเป็นความฝันแต่ในความรู้สึกนั้นยังเจ็บปวดชาอยู่ที่ปลายเท้า เป็นที่ประหลาดนัก
พอใกล้เวลาสายบรรดาแม่ทัพนายกองก็เข้ามาที่จวนของกวนอู กวนอูจึงเล่าความฝันนั้นให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง แม่ทัพนายกองทั้งปวงต่างทำนายฝันในประการต่าง ๆ กัน บ้างก็ว่าดี บ้างก็ว่าร้าย หาที่ยุติมิได้
กวนอูได้ฟังคำทำนายที่แตกต่างหลากหลายดังนั้นจึงรู้สึกรำคาญใจ ปรารภขึ้นในท่ามกลางแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่า “อายุเราก็ถึงห้าสิบเศษแล้ว จะเป็นประการใดก็ตามเถิด อันเกิดมาเป็นชายจะกลัวความตายก็หาควรไม่”
กวนอูกล่าวคำอันเป็นอัปมงคลในยามที่จะยกไปศึกสงคราม ดุจเดียวกับเมื่อครั้งที่จะรับตราตำแหน่งเจ้าเมืองเกงจิ๋วจากขงเบ้ง จึงคล้ายกับจะเป็นลางวิบัติสำหรับกวนอู หรือว่านี่คือเทพยดาสังหรณ์ให้เป็นที่สังเกต อนึ่งเล่าความฝันของกวนอูในครั้งนี้ก็คล้ายคลึงกับเมื่อครั้งก่อนที่เล่าปี่จะเสียบังทอง ในครั้งนั้นเล่าปี่ฝันว่าถูกเทวดาใช้กระบองตีถูกที่แขนได้รับบาดเจ็บ มาครั้งนี้กวนอูฝันว่าหมูตัวใหญ่เท่าโคมากัดที่เท้า อันหมูนี้เมื่อนับตัวอักษรเป็นจำนวนตามความหมายแห่งคัมภีร์อี้จิงแล้วย่อมหมายถึงน้ำ และเท้าของกวนอูก็หมายถึงปลายน้ำ ดังนั้นความหมายแห่งความฝันของกวนอูคือจะถูกชาวเมืองกังตั๋งทำร้าย เพราะเหตุที่ประมาทเนื่องจากเข้าใจว่าเป็นหมูแต่แท้จริงคือหมูพิฆาต เช่นเดียวกับหมูพระนารายณ์แปลงไปฆ่าหิรัญยักษ์ที่ม้วนแผ่นดินในรามเกียรติ์ฉะนั้น
กวนอูกล่าวคำสิ้นความลงทหารรักษาการณ์ก็วิ่งเข้ามารายงานว่า บัดนี้เล่าปี่ให้ทหารถือรับสั่งมาแต่เมืองเสฉวน กวนอูจึงให้ทหารไปเชิญผู้ถือรับสั่งของเล่าปี่เข้ามา หลังจากทำความเคารพตามธรรมเนียมแล้ว ทหารผู้เชิญรับสั่งของฮันต๋งอ๋องจึงอ่านรับสั่งของเล่าปี่ว่า ฮันต๋งอ๋องรับสั่งให้เลื่อนตำแหน่งกวนอูขึ้นเป็นที่เจียงกุนหรือตำแหน่งจอมพลผู้บัญชาการทหารรักษาชายแดน ถืออาญาสิทธิ์ปกครองหัวเมืองทั้งเก้าซึ่งขึ้นแก่เมืองเกงจิ๋ว มีอำนาจประหารชีวิตผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากเล่าปี่
บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงทราบรับสั่งของเล่าปี่แล้วจึงกล่าวยกย่องเอาใจกวนอูว่า ซึ่งความฝันของท่านครั้งนี้เห็นจะเป็นมงคล จึงได้รับเลื่อนยศตำแหน่ง กวนอูได้ฟังก็มีความยินดี คิดว่าสมกับคำทำนายของกวนเป๋งในตอนเช้า จึงมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แล้วจึงพาบรรดาแม่ทัพนายกองไปที่ชุมนุมทหาร สั่งให้ยกกองทัพไปตามเส้นทางใหญ่ปลายแดนเมืองซงหยงเพื่อจะยกไปตีเมืองอ้วนเซีย
ทางฝ่ายโจหยินได้รับรับสั่งของโจโฉแล้ว ยังอยู่ระหว่างการจัดแจงกองทัพ แต่ยังมิทันที่จะได้ยกไปตีเมืองเกงจิ๋ว พอได้ทราบข่าวศึกว่ากวนอูยกกองทัพมาทางแดนเมืองซงหยงจะมาตีเมืองอ้วนเซียก็ตกใจ รีบสั่งทหารให้ประจำการรักษาค่ายคูและประตูหอรบไว้ให้มั่นคง
เต๊กหงวนซึ่งเป็นนายทหารที่ปรึกษาเห็นโจหยินสั่งเตรียมการดังนั้น จึงเข้าไปกล่าวกับโจหยินว่าวุยอ๋องมีรับสั่งให้ท่านยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋ว โดยเมืองกังตั๋งจะยกกองทัพตีกระหนาบกระทบขึ้นมา บัดนี้กวนอูยกมาตีเมืองอ้วนเซียจึงเสมือนหนึ่งรนหาที่ตาย เพราะทิ้งเมืองเกงจิ๋ว เปิดโอกาสให้เมืองกังตั๋งเข้าโจมตี จึงควรที่ท่านจะยกกองทัพออกไปรบกับกวนอู
บวนทงซึ่งเป็นทหารที่ปรึกษาอีกคนหนึ่งได้ฟังดังนั้นจึงทัดทานว่า กวนอูนี้เป็นยอดทหารเสือ มีฝีมือลือชาปรากฏ การจะต่อสู้ซึ่งหน้านั้นเห็นจะไม่ได้ชัยชนะแก่กวนอู ท่านจงรักษาเมืองตั้งมั่นไว้ คอยเวลาให้เมืองกังตั๋งยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋วแล้ว กองทัพกวนอูก็จะระส่ำระสาย ท่านจึงค่อยยกเข้าทำการคงจะได้ชัยชนะแก่ข้าศึก
ฝ่ายแฮหัวจุ้นนายทหารหนุ่มซึ่งเป็นเชื้อสายในสกุลแฮหัวญาติของโจโฉ ได้ยินคำบวนทงดังนั้นก็ท้วงว่าบวนทงนี้เป็นแต่ฝ่ายบุ๋นไม่รู้การสงคราม ซึ่งจะตั้งรับอยู่แต่ในเมืองนั้นไม่ชอบ เพราะกวนอูยกทหารมาแต่ทางไกล ย่อมอ่อนล้าอิดโรย หากท่านยกออกไปรบก็จะได้ชัยชนะโดยง่าย
โจหยินได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงให้บวนทงอยู่รักษาเมือง โจหยินและแฮหัวจุ้นจึงคุมทหารยกออกไปรบกับกวนอู
กวนอูทราบว่ากองทัพของโจหยินยกมา จึงสั่งกวนเป๋งและเลียวฮัวว่าการรบในครั้งนี้ท่านอย่าเห็นแก่ชัยชนะ จงทำทีเป็นแตกหนีล่อให้ข้าศึกไล่ตามตีมาเถิด กวนเป๋งและเลียวฮัวรับคำกวนอูแล้วจึงยกทหารออกไปรบกับโจหยินและแฮหัวจุ้น
ครั้นกองทัพทั้งสองประจัญหน้ากัน เลียวฮัวจึงขี่ม้าออกไปท้ารบ โจหยินก็สั่งให้เต๊กหงวนออกไปรบ ทั้งสองฝ่ายรบกันไม่ถึงเพลงเลียวหัวก็ทำทีทานกำลังฝีมือของ เต๊กหงวนไม่ได้ และขับม้าพาทหารหนีไปตั้งค่ายใหม่ห่างออกไปสองร้อยเส้น โจหยินและเต๊กหงวนก็ยกทหารไล่ตามและตั้งค่ายประชิดไว้
ในวันรุ่งขึ้นกวนเป๋งกับเลียวฮัวก็ยกทหารออกไปท้ารบอีก โจหยิน แฮหัวจุ้นและเต๊กหงวนก็ยกทหารออกไปรบ ไม่ทันถึงสามเพลงเลียวหัวและกวนเป๋งก็ทำเป็นแตกหนี โจหยินจึงสั่งให้ทหารไล่ตามตี แต่พอไล่ไปได้ประมาณสองร้อยเส้นก็ได้ยินเสียงทหารเป็นอันมากโห่ร้องออกมาจากซอกเขา ยกไล่ตามมาทางด้านหลัง
โจหยินทราบเหตุการณ์ก็ตกใจ สั่งทหารที่ไล่ตามตีอยู่ข้างหน้าให้ถอยกลับมา แต่ในทันใดนั้นกวนเป๋งและเลียวฮัวก็คุมทหารยกกลับเข้าตี กองทัพของโจหยินจึงตกอยู่ในท่ามกลางศึกกระหนาบ โดยกวนอูคุมทหารจำนวนมากตีมาจากด้านหลัง ส่วนกวนเป๋งและเลียวฮัวตีกระทบเข้ามาจากด้านหน้า
ทหารเมืองเกงจิ๋วรุกรบโจมตีเข้ามาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ทหารของโจหยินแตกตื่นตกใจไม่เป็นอันสู้รบ จึงถูกทหารเมืองเกงจิ๋วฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก โจหยินเห็นจะต่อสู้ไม่ได้จึงพาทหารตีฝ่าจะกลับเข้าไปเมืองอ้วนเซีย กวนอูก็นำทหารเมืองเกงจิ๋วไล่ตามตี
แฮหัวจุ้นคุมขบวนเป็นกองหลัง เกรงว่าโจหยินจะเป็นอันตรายจึงขี่ม้าพาทหารในกองหลังสกัดขวางกวนอูไว้ พอกวนอูไล่ตามไปทันก็เข้ารบกับแฮหัวจุ้น ไม่ทันสิ้นเพลงกวนอูก็เอาง้าวฟันแฮหัวจุ้นตกม้าตาย
ในขณะเดียวกันนั้นกวนเป๋งก็คุมทหารไล่ตามตีขึ้นไปถึงกองกลางซึ่งเต๊กหงวนคุมอยู่ เต๊กหงวนเห็นทหารเมืองเกงจิ๋วไล่ตามมาทันจึงชักม้าเข้ารบกับกวนเป๋ง ไม่ทันถึงสามเพลงกวนเป๋งก็เอาง้าวฟันเต๊กหงวนตกม้าตาย
ทหารเมืองเกงจิ๋วเห็นได้ทีก็ไล่ฆ่าฟันทหารเมืองอ้วนเซียบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก แต่โจหยินนั้นพาทหารหนีกลับเข้าเมืองอ้วนเซียได้ กวนอูก็ยกทหารไล่ตามไปจนถึงแม่น้ำซงกั๋ง จึงให้ตั้งค่ายลงเพื่อเตรียมบุกข้ามแม่น้ำยกเข้าประชิดเมืองอ้วนเซียต่อไป.
กวนอูรับหมายของเล่าปี่แล้วจึงให้เปาสูหยินและบิฮองคุมทหารเป็นกองทัพหน้า ยกออกไปตั้งที่นอกเมืองเกงจิ๋วก่อน กวนอูจะคุมทหารเป็นกองทัพหลวงและกวนเป๋งเป็นกองทัพหลัง ให้ทุกหน่วยเตรียมการให้พร้อมรอเวลาฤกษ์ดีแล้วจะยกไปตีเมืองอ้วนเซีย
ครั้นจัดแจงแต่งทหารเสร็จแล้ว กวนอูจึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงรับรองบิสีที่เรือนรับรองแขกเมือง งานเลี้ยงดำเนินไปจนถึงเวลายามเศษทหารรักษาการณ์ได้วิ่งเข้ามารายงานกวนอูว่า บัดนี้ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่กองทัพหน้า เสบียงและหญ้าสำหรับม้าถูกเพลิงไหม้จนหมดสิ้น
กวนอูได้ยินดังนั้นก็ตกใจ สั่งให้เลิกงานเลี้ยงรับรอง รีบใส่เกราะขึ้นม้าพาทหารคนสนิทออกไปที่ค่ายของกองทัพหน้าซึ่งตั้งอยู่ที่นอกเมืองเกงจิ๋ว กำกับให้ทหารเร่งดับไฟ ครั้นดับไฟแล้วกวนอูจึงไต่สวนต้นสายปลายเหตุที่เกิดเพลิงไหม้ ก็ได้ความเป็นสัตย์ว่าเปาสูหยินและบิฮองจัดงานเลี้ยงสุราแก่ทหารทั้งปวงในกองทัพหน้า ทหารทั้งปวงมัวแต่สาละวนอยู่กับงานรื่นเริงและเสพสุราจนเกิดเพลิงไหม้ขึ้น
กวนอูจึงให้ทหารไปคุมตัวเปาสูหยินและบิฮองเข้ามา แล้วตำหนิว่า “เราใช้ให้ท่านยกออกไปตั้งค่ายอยู่นอกเมือง ยังมิทันจะได้ยกไป ท่านทำให้เพลิงไหม้เสบียงและเครื่องศาสตราวุธ ผู้คนเจ็บป่วยเป็นอันมาก ให้เสียราชการไปทั้งนี้ เราจะยกโทษเสียก็มิได้”
ว่าแล้วกวนอูจึงสั่งทหารให้นำตัวเปาสูหยินและบิฮองไปประหารชีวิต
บิสีเห็นเหตุการณ์ดังนั้นจึงเข้าไปคำนับกวนอูแล้วว่า ท่านเตรียมการรอฤกษ์ชัย จะยกกองทัพไปทำสงคราม ไม่ชอบที่จะฆ่านายทหารให้เป็นอัปมงคลแก่กองทัพ กวนอูได้ฟังก็เกรงใจบิสี ทั้งเกรงว่าจะเป็นลางร้าย จึงคล้อยตามความเห็นของบิสี แต่ความโกรธเปาสูหยินและบิฮองที่ไม่รักษาหน้าที่จนเกิดความเสียหายขึ้นยังแรงกล้าอยู่ กวนอูจึงตวาดใส่นายทหารแห่งกองทัพหน้าทั้งสองคนว่า หากมิเห็นแก่หน้าของบิสีแล้วก็จะตัดศีรษะเสีย แต่จะไม่ลงโทษเสียเลยก็จะเป็นเยี่ยงอย่างให้เกิดความเสียหายในภายหน้า
กวนอูจึงสั่งให้โบยเปาสูหยินและบิฮองคนละสี่สิบที และถอดออกจากตำแหน่งแม่ทัพกองทัพหน้า แต่ให้บิฮองไปรักษาเมืองลำกุ๋น ให้เปาสูหยินไปรักษาเมืองกังอั๋น แล้วสำทับว่าโทษของท่านทั้งสองครั้งนี้ถึงตายอยู่แล้ว แต่เรายกโทษให้ครั้งหนึ่ง หากไม่สำนึกหรือทำความผิดซ้ำอีกเราจะตัดศีรษะเสีย แล้วกวนอูจึงขับให้บิฮองและเปาสู หยินออกจากค่าย ให้รีบไปรับหน้าที่ใหม่ในทันที
เปาสูหยินและบิฮองถูกทำโทษและปลดออกจากตำแหน่งดังนั้นก็ได้รับความอัปยศอดสูแก่คนทั้งปวง ผูกใจเจ็บกวนอูแต่ขัดคำสั่งมิได้ จึงจำลากวนอูไปรับหน้าที่ใหม่ตามคำสั่งแต่เพลานั้น
เหตุทั้งนี้ทำให้เห็นได้ว่า หลังจากกวนอูได้มาเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วแล้ว ด้วยวิสัยหยิ่งทะนงตนจึงทำให้ผู้คนที่แวดล้อมกวนอูมากไปด้วยผู้ประจบสอพลอ และคนเหล่านั้นย่อมได้รับความไว้วางใจให้ได้ตำแหน่งแหล่งที่ที่ดีกว่าผู้อื่น ทำให้กวนอูยิ่งหยิ่งผยองในขณะที่ความเข้มแข็งเกรียงไกรกลับลดทอนจนอ่อนแอลงโดยไม่รู้สึกตัว ถึงขนาดที่เตรียมการจะไปรบทัพจับศึกแล้วยังเลี้ยงสุรากันเอิกเกริก จนเพลิงไหม้เสบียงอาหารและศาสตราวุธเป็นอันมากดังนี้ ครั้นคนเหล่านั้นทำความผิดก็มิได้ลงโทษให้เด็ดขาด กลับใช้ให้ไปรักษาเมืองสำคัญที่จะมีผลต่อความปลอดภัยและเสถียรภาพของเมืองเกงจิ๋ว เพราะทั้งเมืองลำกุ๋นและเมืองกังอั๋นล้วนเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรุกรับของเมืองเกงจิ๋วทั้งสิ้น การที่กวนอูให้เปาสูหยินและบิฮองไปรักษาเมืองทั้งสอง โดยที่ไม่รู้ว่าสองนายทหารดังกล่าวผูกพยาบาทอยู่ จึงเท่ากับเป็นการวางกับดักให้กับอนาคตของกวนอูเอง
ครั้นปลดแม่ทัพกองทัพหน้าแล้ว กวนอูจึงตั้งให้เลียวหัวเป็นแม่ทัพกองทัพหน้า ให้ม้าเลี้ยงและอีเจี้ยเป็นที่ปรึกษา แล้วเรียกงอปั้นซึ่งเป็นบุตรงอหัวและมาอยู่กับกวนอูเข้ามาหาแล้วว่า งอหัวบิดาท่านและตัวท่านได้ทำคุณแก่เรา ช่วยให้หนีโจโฉไปหาเล่าปี่ได้โดยปลอดภัย บัดนี้เราจะยกกองทัพไปทำศึกสำคัญ จึงโอนให้ท่านไปทำราชการที่เมืองเสฉวน แล้วสั่งให้งอปั้นเดินทางกลับไปเมืองเสฉวนพร้อมกับบิสี
ครั้นค่ำลงกวนอูก็ทำพิธีเซ่นไหว้เทพยดาอารักษ์ และเทพผู้รักษาธงชัยประจำกองทัพเพื่อเตรียมการเคลื่อนพลในวันรุ่งขึ้นตามประเพณีการสงคราม ในยามสี่ของคืนนั้นเทพยดาผู้รักษาธงชัยจึงบันดาลกวนอูฝันว่า “มีสุกรตัวหนึ่งดำใหญ่เท่าโคเข้ามากัดเอาเท้ากวนอู กวนอูก็เอากระบี่ฟันสุกร สุกรก็สูญหายไป”
กวนอูตื่นตกใจขึ้นเห็นเป็นความฝันประหลาด ทั้งเป็นเวลาใกล้รุ่ง กวนอูจึงแต่งตัวใส่เกราะ คอยเวลาจนสว่างแล้วจึงให้หากวนเป๋งบุตรบุญธรรมเข้ามาแล้วเล่าความฝันให้ฟัง และถามว่าความฝันของเราครั้งนี้จะดีร้ายประการใด
กวนเป๋งได้ฟังดังนั้นจึงว่า ซึ่งสุกรมาพัวพันกัดที่เท้าท่านนั้น สุกรก็คือมังกร เป็นสัตว์มงคล เป็นนิมิตหมายว่าท่านจะได้ยศศักดิ์ที่สูงส่งขึ้น อย่าได้วิตกไปเลย กวนอูได้ฟังดังนั้นก็ยินดี แต่ก็ยังหวั่นใจว่าจะเป็นนิมิตร้าย เพราะแม้จะเป็นความฝันแต่ในความรู้สึกนั้นยังเจ็บปวดชาอยู่ที่ปลายเท้า เป็นที่ประหลาดนัก
พอใกล้เวลาสายบรรดาแม่ทัพนายกองก็เข้ามาที่จวนของกวนอู กวนอูจึงเล่าความฝันนั้นให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง แม่ทัพนายกองทั้งปวงต่างทำนายฝันในประการต่าง ๆ กัน บ้างก็ว่าดี บ้างก็ว่าร้าย หาที่ยุติมิได้
กวนอูได้ฟังคำทำนายที่แตกต่างหลากหลายดังนั้นจึงรู้สึกรำคาญใจ ปรารภขึ้นในท่ามกลางแม่ทัพนายกองทั้งปวงว่า “อายุเราก็ถึงห้าสิบเศษแล้ว จะเป็นประการใดก็ตามเถิด อันเกิดมาเป็นชายจะกลัวความตายก็หาควรไม่”
กวนอูกล่าวคำอันเป็นอัปมงคลในยามที่จะยกไปศึกสงคราม ดุจเดียวกับเมื่อครั้งที่จะรับตราตำแหน่งเจ้าเมืองเกงจิ๋วจากขงเบ้ง จึงคล้ายกับจะเป็นลางวิบัติสำหรับกวนอู หรือว่านี่คือเทพยดาสังหรณ์ให้เป็นที่สังเกต อนึ่งเล่าความฝันของกวนอูในครั้งนี้ก็คล้ายคลึงกับเมื่อครั้งก่อนที่เล่าปี่จะเสียบังทอง ในครั้งนั้นเล่าปี่ฝันว่าถูกเทวดาใช้กระบองตีถูกที่แขนได้รับบาดเจ็บ มาครั้งนี้กวนอูฝันว่าหมูตัวใหญ่เท่าโคมากัดที่เท้า อันหมูนี้เมื่อนับตัวอักษรเป็นจำนวนตามความหมายแห่งคัมภีร์อี้จิงแล้วย่อมหมายถึงน้ำ และเท้าของกวนอูก็หมายถึงปลายน้ำ ดังนั้นความหมายแห่งความฝันของกวนอูคือจะถูกชาวเมืองกังตั๋งทำร้าย เพราะเหตุที่ประมาทเนื่องจากเข้าใจว่าเป็นหมูแต่แท้จริงคือหมูพิฆาต เช่นเดียวกับหมูพระนารายณ์แปลงไปฆ่าหิรัญยักษ์ที่ม้วนแผ่นดินในรามเกียรติ์ฉะนั้น
กวนอูกล่าวคำสิ้นความลงทหารรักษาการณ์ก็วิ่งเข้ามารายงานว่า บัดนี้เล่าปี่ให้ทหารถือรับสั่งมาแต่เมืองเสฉวน กวนอูจึงให้ทหารไปเชิญผู้ถือรับสั่งของเล่าปี่เข้ามา หลังจากทำความเคารพตามธรรมเนียมแล้ว ทหารผู้เชิญรับสั่งของฮันต๋งอ๋องจึงอ่านรับสั่งของเล่าปี่ว่า ฮันต๋งอ๋องรับสั่งให้เลื่อนตำแหน่งกวนอูขึ้นเป็นที่เจียงกุนหรือตำแหน่งจอมพลผู้บัญชาการทหารรักษาชายแดน ถืออาญาสิทธิ์ปกครองหัวเมืองทั้งเก้าซึ่งขึ้นแก่เมืองเกงจิ๋ว มีอำนาจประหารชีวิตผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากเล่าปี่
บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงทราบรับสั่งของเล่าปี่แล้วจึงกล่าวยกย่องเอาใจกวนอูว่า ซึ่งความฝันของท่านครั้งนี้เห็นจะเป็นมงคล จึงได้รับเลื่อนยศตำแหน่ง กวนอูได้ฟังก็มีความยินดี คิดว่าสมกับคำทำนายของกวนเป๋งในตอนเช้า จึงมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แล้วจึงพาบรรดาแม่ทัพนายกองไปที่ชุมนุมทหาร สั่งให้ยกกองทัพไปตามเส้นทางใหญ่ปลายแดนเมืองซงหยงเพื่อจะยกไปตีเมืองอ้วนเซีย
ทางฝ่ายโจหยินได้รับรับสั่งของโจโฉแล้ว ยังอยู่ระหว่างการจัดแจงกองทัพ แต่ยังมิทันที่จะได้ยกไปตีเมืองเกงจิ๋ว พอได้ทราบข่าวศึกว่ากวนอูยกกองทัพมาทางแดนเมืองซงหยงจะมาตีเมืองอ้วนเซียก็ตกใจ รีบสั่งทหารให้ประจำการรักษาค่ายคูและประตูหอรบไว้ให้มั่นคง
เต๊กหงวนซึ่งเป็นนายทหารที่ปรึกษาเห็นโจหยินสั่งเตรียมการดังนั้น จึงเข้าไปกล่าวกับโจหยินว่าวุยอ๋องมีรับสั่งให้ท่านยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋ว โดยเมืองกังตั๋งจะยกกองทัพตีกระหนาบกระทบขึ้นมา บัดนี้กวนอูยกมาตีเมืองอ้วนเซียจึงเสมือนหนึ่งรนหาที่ตาย เพราะทิ้งเมืองเกงจิ๋ว เปิดโอกาสให้เมืองกังตั๋งเข้าโจมตี จึงควรที่ท่านจะยกกองทัพออกไปรบกับกวนอู
บวนทงซึ่งเป็นทหารที่ปรึกษาอีกคนหนึ่งได้ฟังดังนั้นจึงทัดทานว่า กวนอูนี้เป็นยอดทหารเสือ มีฝีมือลือชาปรากฏ การจะต่อสู้ซึ่งหน้านั้นเห็นจะไม่ได้ชัยชนะแก่กวนอู ท่านจงรักษาเมืองตั้งมั่นไว้ คอยเวลาให้เมืองกังตั๋งยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋วแล้ว กองทัพกวนอูก็จะระส่ำระสาย ท่านจึงค่อยยกเข้าทำการคงจะได้ชัยชนะแก่ข้าศึก
ฝ่ายแฮหัวจุ้นนายทหารหนุ่มซึ่งเป็นเชื้อสายในสกุลแฮหัวญาติของโจโฉ ได้ยินคำบวนทงดังนั้นก็ท้วงว่าบวนทงนี้เป็นแต่ฝ่ายบุ๋นไม่รู้การสงคราม ซึ่งจะตั้งรับอยู่แต่ในเมืองนั้นไม่ชอบ เพราะกวนอูยกทหารมาแต่ทางไกล ย่อมอ่อนล้าอิดโรย หากท่านยกออกไปรบก็จะได้ชัยชนะโดยง่าย
โจหยินได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงให้บวนทงอยู่รักษาเมือง โจหยินและแฮหัวจุ้นจึงคุมทหารยกออกไปรบกับกวนอู
กวนอูทราบว่ากองทัพของโจหยินยกมา จึงสั่งกวนเป๋งและเลียวฮัวว่าการรบในครั้งนี้ท่านอย่าเห็นแก่ชัยชนะ จงทำทีเป็นแตกหนีล่อให้ข้าศึกไล่ตามตีมาเถิด กวนเป๋งและเลียวฮัวรับคำกวนอูแล้วจึงยกทหารออกไปรบกับโจหยินและแฮหัวจุ้น
ครั้นกองทัพทั้งสองประจัญหน้ากัน เลียวฮัวจึงขี่ม้าออกไปท้ารบ โจหยินก็สั่งให้เต๊กหงวนออกไปรบ ทั้งสองฝ่ายรบกันไม่ถึงเพลงเลียวหัวก็ทำทีทานกำลังฝีมือของ เต๊กหงวนไม่ได้ และขับม้าพาทหารหนีไปตั้งค่ายใหม่ห่างออกไปสองร้อยเส้น โจหยินและเต๊กหงวนก็ยกทหารไล่ตามและตั้งค่ายประชิดไว้
ในวันรุ่งขึ้นกวนเป๋งกับเลียวฮัวก็ยกทหารออกไปท้ารบอีก โจหยิน แฮหัวจุ้นและเต๊กหงวนก็ยกทหารออกไปรบ ไม่ทันถึงสามเพลงเลียวหัวและกวนเป๋งก็ทำเป็นแตกหนี โจหยินจึงสั่งให้ทหารไล่ตามตี แต่พอไล่ไปได้ประมาณสองร้อยเส้นก็ได้ยินเสียงทหารเป็นอันมากโห่ร้องออกมาจากซอกเขา ยกไล่ตามมาทางด้านหลัง
โจหยินทราบเหตุการณ์ก็ตกใจ สั่งทหารที่ไล่ตามตีอยู่ข้างหน้าให้ถอยกลับมา แต่ในทันใดนั้นกวนเป๋งและเลียวฮัวก็คุมทหารยกกลับเข้าตี กองทัพของโจหยินจึงตกอยู่ในท่ามกลางศึกกระหนาบ โดยกวนอูคุมทหารจำนวนมากตีมาจากด้านหลัง ส่วนกวนเป๋งและเลียวฮัวตีกระทบเข้ามาจากด้านหน้า
ทหารเมืองเกงจิ๋วรุกรบโจมตีเข้ามาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ทหารของโจหยินแตกตื่นตกใจไม่เป็นอันสู้รบ จึงถูกทหารเมืองเกงจิ๋วฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก โจหยินเห็นจะต่อสู้ไม่ได้จึงพาทหารตีฝ่าจะกลับเข้าไปเมืองอ้วนเซีย กวนอูก็นำทหารเมืองเกงจิ๋วไล่ตามตี
แฮหัวจุ้นคุมขบวนเป็นกองหลัง เกรงว่าโจหยินจะเป็นอันตรายจึงขี่ม้าพาทหารในกองหลังสกัดขวางกวนอูไว้ พอกวนอูไล่ตามไปทันก็เข้ารบกับแฮหัวจุ้น ไม่ทันสิ้นเพลงกวนอูก็เอาง้าวฟันแฮหัวจุ้นตกม้าตาย
ในขณะเดียวกันนั้นกวนเป๋งก็คุมทหารไล่ตามตีขึ้นไปถึงกองกลางซึ่งเต๊กหงวนคุมอยู่ เต๊กหงวนเห็นทหารเมืองเกงจิ๋วไล่ตามมาทันจึงชักม้าเข้ารบกับกวนเป๋ง ไม่ทันถึงสามเพลงกวนเป๋งก็เอาง้าวฟันเต๊กหงวนตกม้าตาย
ทหารเมืองเกงจิ๋วเห็นได้ทีก็ไล่ฆ่าฟันทหารเมืองอ้วนเซียบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก แต่โจหยินนั้นพาทหารหนีกลับเข้าเมืองอ้วนเซียได้ กวนอูก็ยกทหารไล่ตามไปจนถึงแม่น้ำซงกั๋ง จึงให้ตั้งค่ายลงเพื่อเตรียมบุกข้ามแม่น้ำยกเข้าประชิดเมืองอ้วนเซียต่อไป.