ตอนที่ 428. ฎีกาพิสดาร
เจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบสี่ เดือนเจ็ด โจโฉเสียทีในการศึกครั้งสุดท้าย ต้องล่าทัพอย่างทุลักทุเลกลับไปเมืองหลวง ในขณะที่ทางด้านเล่าปี่เข้ายึดครองแดนฮันต๋ง ทำให้ดินแดนภาคตะวันตกทั้งหมดและดินแดนภาคใต้ฝั่งเหนือแม่น้ำแยงซีถูกผนวกเข้ากับแคว้นเสฉวน ดังนั้นคนทั้งปวงจึงเคลื่อนไหวเพื่อจะยกเล่าปี่ขึ้นเป็นที่อ๋องแห่งฮันต๋งเสมอกับโจโฉ แต่เล่าปี่ยืนกรานปฏิเสธ
ครั้นที่ปรึกษาขุนนางและแม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ยินคำปฏิเสธอย่างแข็งขันของ เล่าปี่ดังนั้น จึงกล่าวพร้อมกันว่าหากท่านไม่ยินยอมตั้งตนเป็นฮันต๋งอ๋อง ก็เสมือนหนึ่งยอมเป็นรองแก่โจโฉ ป่วยการแก่พวกข้าพเจ้าทั้งปวงที่จะร่วมกับท่านคิดอ่านกอบกู้พระราชวงศ์ฮั่นให้จำเริญสถาพร จำใจจะขอลาออกจากราชการไปอยู่ป่าอยู่ดงตามประสา
เล่าปี่ได้ยินดังนั้นก็ตกใจ นิ่งงันอยู่กับที่ ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงลุกขึ้นไปคำนับเล่าปี่แล้วว่า บัดนี้มวลประชามีน้ำใจสมานฉันท์พร้อมกันยกย่องให้ท่านเป็นฮันต๋งอ๋อง เพื่อให้มีอิสริยยศเสมอด้วยโจโฉผู้เป็นศัตรูราชสมบัติ แล้วจะได้คิดอ่านทำนุบำรุงพระราชวงศ์ฮั่น บำรุงแผ่นดินและราษฎรให้เป็นสุขสืบไป ท่านอย่าได้ฝืนใจคนทั้งปวงเลย
เล่าปี่จึงว่า บ้านเมืองย่อมมีขื่อมีแป กฎมนเฑียรบาลแห่งราชสำนักอันเป็นหลักของแผ่นดินก็มีอยู่ อันการสถาปนาอิสริยยศนั้นเป็นพระราชอำนาจของฮ่องเต้ เมื่อไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งแล้ว จะมาแต่งตั้งกันตามอำเภอใจนั้นไม่สมควร
ขงเบ้งจึงว่า บัดนี้แผ่นดินเป็นจลาจล โจโฉครอบงำบงการฮ่องเต้ จะหวังการปฏิบัติเหมือนยามแผ่นดินเป็นปกติสุขนั้นไม่ได้ พระมหากษัตริย์ต้องเคารพกฎสวรรค์ ต้องฟังเสียงสวรรค์ แลสวรรค์นั้นใช่ว่าจะอยู่บนฟ้าก็หาไม่ หากคือมวลมหาประชาราษฎร์อันยิ่งใหญ่ไพศาล ทรงไว้ซึ่งอำนาจอันเที่ยงแท้เป็นนิรันดร ในยามสันติอำนาจของมวลมหาชนตกโอนแก่พระมหากษัตริย์ แต่ในยามแผ่นดินเป็นจลาจลดังนี้ อำนาจนั้นย่อมกลับคืนสู่มวลมหาประชาชน ก็แลบัดนี้คนทั้งปวงพร้อมใจสมานฉันท์กันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว “ท่านอย่าถือสัตย์อยู่ฉะนี้เลย จงทำตามคำที่ปรึกษาเถิด”
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็อ่อนลง เตียวหุยจึงลุกขึ้นไปคำนับเล่าปี่และกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังท่ามกลางมหาสมาคมว่า “แต่แซ่อื่นยังเป็นเจ้าได้ อันเล่าปี่พี่เรานี้ก็เป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ อย่าว่าแต่เป็นเจ้าฮันต๋งนี้เลย ถึงจะเป็นเจ้าแผ่นดินในเมืองหลวงก็จะได้ เหตุใดจึงว่าไม่สมควร”
เล่าปี่ได้ยินคำเตียวหุยดังนั้นก็เห็นว่าเป็นการกล่าวความล้ำเกินเป็นอันมาก จึงตวาดเตียวหุยว่าเจ้าอย่าพูดมาก แล้วโบกมือเป็นทีให้เตียวหุยถอยกลับไปนั่งที่เดิม เตียวหุยมองหน้าเล่าปี่แล้วก็ถอยกลับไปที่เดิมแต่โดยดี
ขงเบ้งจึงกล่าวสืบไปว่า “ท่านจงเป็นเจ้าฮันต๋งก่อนเถิด ข้าพเจ้าจะให้หนังสือไปกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ต่อภายหลัง ท่านอย่าวิตกเลย”
เล่าปี่ได้ฟังก็ยังคงรีรอไม่ตัดสินใจ ได้แต่อ้ำอึ้งอยู่กับที่ ขงเบ้งตลอดจนที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวงจึงได้อ้อนวอนอีกสามครั้งสามครา เล่าปี่ขัดมิได้ก็รับคำว่าจะรับอิสริยยศเป็นที่ฮันต๋งอ๋องตามข้อเสนอของคนทั้งปวง
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุความรู้สึกของเล่าปี่ในตอนนี้ว่า “เล่าปี่มิสมัคร รีรออยู่ถึงสามครั้ง ครั้นเห็นคนทั้งปวงว่ากล่าววิงวอนนักแล้ว ขัดไม่ได้ ก็ยอมเป็นเจ้าเมืองฮันต๋งตามคำปรึกษา”
ความในสามก๊กดังกล่าวนี้ตำแหน่งของเล่าปี่มิใช่เจ้าเมืองฮันต๋งเหมือนกับที่เตียวล่อเคยเป็น แต่หมายถึงอิสริยยศที่เป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาฮันต๋งเล่าปี่หรือฮันต๋งอ๋องนั่นเอง
เจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบสี่ เดือนเก้า ขึ้นสิบห้าค่ำ ตรงกับพุทธศักราช 762 ขงเบ้งในฐานะผู้แทนที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองขุนนางข้าราชการและประชาชนทั้งปวงจึงได้ตั้งการพิธีสถาปนาเล่าปี่ขึ้นเป็นฮันต๋งอ๋องที่ตำบลไกเอี๋ยง อันเป็นปูมทำเลมงคลนอกตัวเมืองฮันต๋ง
สามก๊กฉบับสมบูรณ์ได้พรรณนาการแต่งการพิธีครั้งนี้ว่า “ได้ก่อสร้างพระแท่นพิธีขึ้น ความกว้างทั้งทางกลมและสี่เหลี่ยมพื้นที่เก้าลี้ แบ่งออกเป็นห้าทิศทาง ต่างประดับบรรดาธงทิวและกองเกียรติยศ บรรดาขุนนางต่างเรียงรายตามลำดับโค้ว เจ๋ง ฮวบ เจี่ย เชิญเล่าปี่ขึ้นนั่งประจำตำแหน่งบนพระแท่นพิธี รับการสวมมงกุฏคาดสายสะพาย พร้อมด้วยดวงตราพระลัญจกรเป็นที่เสร็จสรรพ ผินหน้าไปทางทิศใต้แล้วนั่งลงรับความเคารพและคำกล่าวอวยพรจากบรรดาขุนนาง สถาปนาขึ้นเป็นฮันต๋งอ๋อง”
ส่วนสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้พรรณนาการพิธีว่า “จึงปลูกโรงพิธีนอกเมืองฮันต๋งที่ตำบลไกเอี๋ยง กว้างขวางได้เก้าเส้น จึงยกเครื่องพระกระยาหารเซ่นวัก เชิญเทพารักษ์มาพร้อมกันเป็นที่ชัยมงคล …… เชิญเล่าปี่ขึ้นบนโรงพิธีแล้วให้แต่งตัวตามสมควร ให้นั่งผินหน้าไปสู่ทิศตะวันออก ขุนนางทั้งปวงก็กราบพร้อมกัน อวยชัยให้พรตามธรรมเนียม”
ลักษณะของพิธีทั้งฉบับภาษาจีน ฉบับสมบูรณ์ และฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ในเนื้อหาหลักนั้นตรงกันคือเล่าปี่ตั้งการพิธีสถาปนาตนเองให้มีอิสริยยศที่ฮันต๋งอ๋อง ที่ตำบลไกเอี๋ยงนอกเมืองฮันต๋ง ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเดียวกัน และตกทอดมาสู่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย ในประเทศไทยนั้นเรียกพิธีการลักษณะนี้ว่า พิธีการปราบดาภิเษก คือการตั้งตนเป็นใหญ่ด้วยอำนาจของตัว แต่อ้างว่าเป็นความยินยอมพร้อมใจของมวลมหาประชาชน นั่นคือการสถาปนาตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ครองอำนาจรัฐเหนือคนทั้งปวง โดยมีรูปแบบการพิธีตามแบบอย่างของยุคสมัยซึ่งอาจแตกต่างกันได้ตามนิยม ในธรรมเนียมจีนเล่าปี่นั่งหันหน้าไปทางทิศใต้ เพราะถือว่าเป็นทิศแห่งความมั่งคั่ง เนื่องจากผู้เป็นรัฏฐาธิปัตย์นั้นทรงไว้ซึ่งอำนาจ จึงพึงปรารถนาความมั่งคั่งของอาณาประชาราษฎร เหตุนี้โหราพฤฒาจารย์จึงให้นั่งผินหน้าไปทางทิศแห่งความมั่งคั่งคือทิศใต้ ในขณะที่ข้าราชการขุนนางซึ่งปรารถนาในอำนาจจะมีคตินิยมผินหน้าไปทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นทิศที่ถือว่าเป็นที่ตั้งแห่งอำนาจ แต่ส่วนคติไทยนั้นถือตะวันออก ตะวันตกเป็นสำคัญ จึงแปลโดยอรรถะเพื่อเอาความหมายอันเป็นมงคลให้เล่าปี่หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นทิศแห่งความเจริญรุ่งเรืองเหมือนดังธรรมเนียมการตั้งพระอุโบสถแล้วกำหนดให้พระพุทธรูปผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกนั่นแล
ขงเบ้งให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาเล่าปี่ขึ้นเป็นที่อ๋องตามธรรมเนียมเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแห่งมวลมหาประชาชน และความร่มเย็นของแผ่นดินแล้ว ขุนนางทั้งปวงได้คำนับถวายพระพรพร้อมหน้ากัน จากนั้นเล่าปี่จึงได้ประกาศปณิธานที่จะปกครองแผ่นดินด้วยจักรวรรดิธรรมและทศพิธราชธรรม เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของอาณาประชาราษฎรทั้งปวง
ขงเบ้งได้นำที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองขุนนางข้าราชการ และตัวแทนพลังมวลชนต่าง ๆ คำนับอวยพรเล่าปี่เป็นอันเสร็จพิธีแล้ว เล่าปี่จึงประกาศแต่งตั้งให้เล่าเสี้ยนผู้บุตรขึ้นเป็นเจ้า และเป็นทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งทางการเมือง ตั้งให้ขงเบ้งเป็นเสนาธิการใหญ่บัญชาการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ให้เคาเจ้งและหวดเจ้งเป็นที่ปรึกษาทางการเมืองและการปกครอง ตั้งให้กวนอู เตียวหุย จูล่ง ม้าเฉียว ฮองตง เป็นทหารเสือ ตั้งให้อุยเอี๋ยนเป็นทหารเอก และแต่งตั้งทหารรอง ทหารตรี และขุนนางข้าราชการจนครบถ้วนตามตำแหน่งตามธรรมเนียมทุกประการ
ครั้นแต่งตั้งทายาทและตำแหน่งงานต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว เล่าปี่จึงมีหนังสือกราบบังคมทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่า “บัดนี้ข้าพเจ้าตีเมืองฮันต๋ง เมืองเสฉวนได้แล้ว ฝ่ายทหารและไพร่พลเมืองทั้งปวงมีขงเบ้งเป็นประธาน ปรึกษาพร้อมกันให้ยกข้าพเจ้าเป็นเจ้าเมืองฮันต๋ง ข้าพเจ้ากลัวความผิดด้วยหามีรับสั่งไม่ คนทั้งปวงก็มิฟัง จึงว่าถ้าข้าพเจ้ามิยอมเป็นเจ้า คนทั้งปวงต่างคนต่างว่าจะไปเสียสิ้น ข้าพเจ้าเห็นว่าราชการสงครามนั้นยังจะทำไปอยู่ เกลือกผู้คนจะระส่ำระสาย กลัวจะเสียราชการไป จึงยอมตามคำปรึกษา ซึ่งข้าพเจ้ากระทำบังอาจครั้งนี้มิควรนัก”
สามก๊กฉบับสมบูรณ์ได้พรรณนาความหนังสือฎีกาของเล่าปี่ตรงกับฉบับภาษาจีนว่า “ข้าพระพุทธเจ้าเล่าปี่ ประกอบด้วยสติปัญญาของขุนนาง ได้รับพระมหากรุณาธิคุณทรงโปรดให้ดำรงตำแหน่งนายพลชั้นพิเศษ เป็นผู้บัญชาการสามเหล่าทัพ เทิดทูนพระกระแสรับสั่งอยู่ภายนอก มิสามารถกวาดล้างเหล่าโจรขบถที่สร้างภัยพิบัติกอบกู้ให้ราชสำนักสงบสุขเป็นเวลานานแล้ว เป็นเหตุให้พระองค์ทรงล่าช้า มิได้พระราชทานคำสั่งสอน ภายในจักรวาลยังโชคร้ายมิได้โชคดี ได้แต่ทรงกังวลพวกปฏิปักษ์อยู่ข้างพระวรกาย ข้าพระพุทธเจ้าประดุจคนไข้หนัก ให้เคียดแค้นและเจ็บใจ
ในอดีตที่ผ่านมาตั๋งโต๊ะได้กบฏต่อราชบัลบังก์ หลังจากนั้นมาบรรดาผู้เหี้ยมโหดชั่วร้ายต่างผาดโผน ใช้อำนาจป่าเถื่อนทารุณ รีดนาทาเร้นทั่วทั้งแผ่นดิน อาศัยพระบรมเดชานุภาพ พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม …….. สวรรค์เบื้องบนลงโทษ พวกกบฎทรราชถูกสังหารพร้อมกันประดุจน้ำแข็งค่อยๆ ละลายไปทีละเล็กละน้อย เหลือเฉพาะโจโฉผู้เดียวเท่านั้น ที่นานมาแล้วยังมิอาจกำจัดได้
โจโฉยึดอำนาจประเทศโดยพลการ จิตใจกำเริบเสิบสานก่อการกบฏชั่วร้าย ข้าพระพุทธเจ้าในคราก่อนได้ร่วมมือกับเซียเคี้ยงเจียงกุนซึ่งเป็นผู้บัญชาการส่วนกลางตังสินวางแผนปราบปรามโจโฉ ความลับมิมิดชิด ตังสินต้องถูกทำร้าย ข้าพระพุทธเจ้าต้องแตกซ่านสูญเสียที่ยึดครอง ความจงรักภักดีหมายกู้ชาติมิประสบผลสำเร็จ จึงทำให้โจโฉยิ่งโหดเหี้ยมเป็นกบฏชั่วร้ายยิ่งนัก พระนางฮองเฮาถูกสังหาร ราชบุตรถูกทำร้ายด้วยยาพิษ มาตรแม้นจะรวบรวมบรรดาพันธมิตร ปรารถนามานะลงแรง แต่ก็อ่อนแอไม่เกรียงไกร หลายปีมานี้จึงยังมิประสบผล มักเกรงว่าจะสิ้นชีวิตเสียก่อนที่จะได้แทนคุณประเทศชาติ ยามจะหลับนอนก็ต้องถอนใจ ยามสายัณห์ก็ให้หวาดหวั่นสาหัสยิ่งนัก
………. ข้าพระพุทธเจ้าได้ตรึกตรองพิจารณาแบบแผนโบราณกาล อาศัยความเหมาะสมแอบอ้างใช้อำนาจตั้งตนขึ้นเป็นขุนนางผู้สูงศักดิ์ ดำรงตำแหน่งไต้ซีม้าฮั่นต๋งอ๋อง ………..
บรรดาเพื่อนร่วมรับราชการได้บีบบังคับเร่งรีบให้ข้าพระพุทธเจ้าเห็นแต่สัตยธรรม ข้าพระพุทธเจ้าครั้นจะถอนตัวออก ข้าศึกศัตรูยังมิถูกตัดหัวเอาไปแขวนไว้ ภัยพิบัติของชาติยังมิหมดไป ศาลบรรพชนร่อแร่ใกล้จะเอียงล้ม บ้านเมืองจวนจะถล่ม ข้าพระพุทธเจ้าโดยซื่อสัตย์สุจริตใจให้โศกเศร้ากังวล วันที่ศีรษะต้องแหลกรานมาตรแม้นรับหน้าที่เพื่อการเปลี่ยนแปลง หวังผดุงให้ราชสำนักได้สงบสุข แม้นจะต้องลุยน้ำลุยไฟก็มิขอปฏิเสธ จึงตัดสินใจคล้อยตามที่ประชุมปรึกษาของปวงชน ไหว้คารวะรับตราพระราชลัญจกรเพื่อเทิดทูนอานุภาพของประเทศชาติ แหงนหน้าแต่ว่าเคารพพระราชทินนาม ทรงโปรดเมตตาในตำแหน่งที่สูงส่ง ขอใคร่ครวญรับใช้สนองพระเดชพระคุณ ใจกังวลอย่างสุดซึ้ง ด้วยตำแหน่งสูงต้องหวาดหวั่น แต่ความเกรงกลัวก็ต้องหยุดพัก ประดุจอยู่ใกล้หุบเขามรณะ ไฉนจะมิออกแรงสุดความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์ปูนบำเหน็จรางวัล ทั้งหกทัพควบคุมผู้คน ผู้รักสัตยธรรมสนองโองการสวรรค์ คล้อยตามกาลเวลา ตะครุบปราบปรามกบฏทรยศที่เหี้ยมโหด เพื่อความผาสุกของบ้านเมือง ขอถวายบังคมนอบน้อมถวายฎีกาเพื่อทรงทราบ”
ฎีกาของเล่าปี่ดังกล่าวมีความหมายแต่เพียงพิธีการว่ายังยอมรับอำนาจของพระเจ้าเหี้ยนเต้แห่งราชวงศ์ฮั่น แต่ก็ได้บ่งบอกความนัยถึงการยอมรับอำนาจของปวงชน จึงได้ทำการปราบดาภิเษกขึ้นเป็นฮันต๋งอ๋อง ดังนั้นจึงเป็นฎีกาที่ไม่ประสงค์ต่อพระบรมราชวินิจฉัย และนัยยะที่บ่งบอกในฎีกานี้ก็คือการประณามโจโฉต่อโจโฉเอง เพราะเล่าปี่ทราบดีว่าฎีกาฉบับนี้จะต้องผ่านมือโจโฉก่อน หากจะกล่าวถึงที่สุดแล้วฎีกานี้ก็คือการประกาศศักดานุภาพของเล่าปี่ที่สถาปนาตนเองขึ้นเสมอกับโจโฉอย่างหนึ่ง และการประณามโจโฉอีกอย่างหนึ่งเท่านั้น.
ครั้นที่ปรึกษาขุนนางและแม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ยินคำปฏิเสธอย่างแข็งขันของ เล่าปี่ดังนั้น จึงกล่าวพร้อมกันว่าหากท่านไม่ยินยอมตั้งตนเป็นฮันต๋งอ๋อง ก็เสมือนหนึ่งยอมเป็นรองแก่โจโฉ ป่วยการแก่พวกข้าพเจ้าทั้งปวงที่จะร่วมกับท่านคิดอ่านกอบกู้พระราชวงศ์ฮั่นให้จำเริญสถาพร จำใจจะขอลาออกจากราชการไปอยู่ป่าอยู่ดงตามประสา
เล่าปี่ได้ยินดังนั้นก็ตกใจ นิ่งงันอยู่กับที่ ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงลุกขึ้นไปคำนับเล่าปี่แล้วว่า บัดนี้มวลประชามีน้ำใจสมานฉันท์พร้อมกันยกย่องให้ท่านเป็นฮันต๋งอ๋อง เพื่อให้มีอิสริยยศเสมอด้วยโจโฉผู้เป็นศัตรูราชสมบัติ แล้วจะได้คิดอ่านทำนุบำรุงพระราชวงศ์ฮั่น บำรุงแผ่นดินและราษฎรให้เป็นสุขสืบไป ท่านอย่าได้ฝืนใจคนทั้งปวงเลย
เล่าปี่จึงว่า บ้านเมืองย่อมมีขื่อมีแป กฎมนเฑียรบาลแห่งราชสำนักอันเป็นหลักของแผ่นดินก็มีอยู่ อันการสถาปนาอิสริยยศนั้นเป็นพระราชอำนาจของฮ่องเต้ เมื่อไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งแล้ว จะมาแต่งตั้งกันตามอำเภอใจนั้นไม่สมควร
ขงเบ้งจึงว่า บัดนี้แผ่นดินเป็นจลาจล โจโฉครอบงำบงการฮ่องเต้ จะหวังการปฏิบัติเหมือนยามแผ่นดินเป็นปกติสุขนั้นไม่ได้ พระมหากษัตริย์ต้องเคารพกฎสวรรค์ ต้องฟังเสียงสวรรค์ แลสวรรค์นั้นใช่ว่าจะอยู่บนฟ้าก็หาไม่ หากคือมวลมหาประชาราษฎร์อันยิ่งใหญ่ไพศาล ทรงไว้ซึ่งอำนาจอันเที่ยงแท้เป็นนิรันดร ในยามสันติอำนาจของมวลมหาชนตกโอนแก่พระมหากษัตริย์ แต่ในยามแผ่นดินเป็นจลาจลดังนี้ อำนาจนั้นย่อมกลับคืนสู่มวลมหาประชาชน ก็แลบัดนี้คนทั้งปวงพร้อมใจสมานฉันท์กันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว “ท่านอย่าถือสัตย์อยู่ฉะนี้เลย จงทำตามคำที่ปรึกษาเถิด”
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็อ่อนลง เตียวหุยจึงลุกขึ้นไปคำนับเล่าปี่และกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังท่ามกลางมหาสมาคมว่า “แต่แซ่อื่นยังเป็นเจ้าได้ อันเล่าปี่พี่เรานี้ก็เป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าเหี้ยนเต้ อย่าว่าแต่เป็นเจ้าฮันต๋งนี้เลย ถึงจะเป็นเจ้าแผ่นดินในเมืองหลวงก็จะได้ เหตุใดจึงว่าไม่สมควร”
เล่าปี่ได้ยินคำเตียวหุยดังนั้นก็เห็นว่าเป็นการกล่าวความล้ำเกินเป็นอันมาก จึงตวาดเตียวหุยว่าเจ้าอย่าพูดมาก แล้วโบกมือเป็นทีให้เตียวหุยถอยกลับไปนั่งที่เดิม เตียวหุยมองหน้าเล่าปี่แล้วก็ถอยกลับไปที่เดิมแต่โดยดี
ขงเบ้งจึงกล่าวสืบไปว่า “ท่านจงเป็นเจ้าฮันต๋งก่อนเถิด ข้าพเจ้าจะให้หนังสือไปกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ต่อภายหลัง ท่านอย่าวิตกเลย”
เล่าปี่ได้ฟังก็ยังคงรีรอไม่ตัดสินใจ ได้แต่อ้ำอึ้งอยู่กับที่ ขงเบ้งตลอดจนที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองและขุนนางทั้งปวงจึงได้อ้อนวอนอีกสามครั้งสามครา เล่าปี่ขัดมิได้ก็รับคำว่าจะรับอิสริยยศเป็นที่ฮันต๋งอ๋องตามข้อเสนอของคนทั้งปวง
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุความรู้สึกของเล่าปี่ในตอนนี้ว่า “เล่าปี่มิสมัคร รีรออยู่ถึงสามครั้ง ครั้นเห็นคนทั้งปวงว่ากล่าววิงวอนนักแล้ว ขัดไม่ได้ ก็ยอมเป็นเจ้าเมืองฮันต๋งตามคำปรึกษา”
ความในสามก๊กดังกล่าวนี้ตำแหน่งของเล่าปี่มิใช่เจ้าเมืองฮันต๋งเหมือนกับที่เตียวล่อเคยเป็น แต่หมายถึงอิสริยยศที่เป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาฮันต๋งเล่าปี่หรือฮันต๋งอ๋องนั่นเอง
เจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบสี่ เดือนเก้า ขึ้นสิบห้าค่ำ ตรงกับพุทธศักราช 762 ขงเบ้งในฐานะผู้แทนที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองขุนนางข้าราชการและประชาชนทั้งปวงจึงได้ตั้งการพิธีสถาปนาเล่าปี่ขึ้นเป็นฮันต๋งอ๋องที่ตำบลไกเอี๋ยง อันเป็นปูมทำเลมงคลนอกตัวเมืองฮันต๋ง
สามก๊กฉบับสมบูรณ์ได้พรรณนาการแต่งการพิธีครั้งนี้ว่า “ได้ก่อสร้างพระแท่นพิธีขึ้น ความกว้างทั้งทางกลมและสี่เหลี่ยมพื้นที่เก้าลี้ แบ่งออกเป็นห้าทิศทาง ต่างประดับบรรดาธงทิวและกองเกียรติยศ บรรดาขุนนางต่างเรียงรายตามลำดับโค้ว เจ๋ง ฮวบ เจี่ย เชิญเล่าปี่ขึ้นนั่งประจำตำแหน่งบนพระแท่นพิธี รับการสวมมงกุฏคาดสายสะพาย พร้อมด้วยดวงตราพระลัญจกรเป็นที่เสร็จสรรพ ผินหน้าไปทางทิศใต้แล้วนั่งลงรับความเคารพและคำกล่าวอวยพรจากบรรดาขุนนาง สถาปนาขึ้นเป็นฮันต๋งอ๋อง”
ส่วนสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้พรรณนาการพิธีว่า “จึงปลูกโรงพิธีนอกเมืองฮันต๋งที่ตำบลไกเอี๋ยง กว้างขวางได้เก้าเส้น จึงยกเครื่องพระกระยาหารเซ่นวัก เชิญเทพารักษ์มาพร้อมกันเป็นที่ชัยมงคล …… เชิญเล่าปี่ขึ้นบนโรงพิธีแล้วให้แต่งตัวตามสมควร ให้นั่งผินหน้าไปสู่ทิศตะวันออก ขุนนางทั้งปวงก็กราบพร้อมกัน อวยชัยให้พรตามธรรมเนียม”
ลักษณะของพิธีทั้งฉบับภาษาจีน ฉบับสมบูรณ์ และฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ในเนื้อหาหลักนั้นตรงกันคือเล่าปี่ตั้งการพิธีสถาปนาตนเองให้มีอิสริยยศที่ฮันต๋งอ๋อง ที่ตำบลไกเอี๋ยงนอกเมืองฮันต๋ง ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเดียวกัน และตกทอดมาสู่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย ในประเทศไทยนั้นเรียกพิธีการลักษณะนี้ว่า พิธีการปราบดาภิเษก คือการตั้งตนเป็นใหญ่ด้วยอำนาจของตัว แต่อ้างว่าเป็นความยินยอมพร้อมใจของมวลมหาประชาชน นั่นคือการสถาปนาตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ครองอำนาจรัฐเหนือคนทั้งปวง โดยมีรูปแบบการพิธีตามแบบอย่างของยุคสมัยซึ่งอาจแตกต่างกันได้ตามนิยม ในธรรมเนียมจีนเล่าปี่นั่งหันหน้าไปทางทิศใต้ เพราะถือว่าเป็นทิศแห่งความมั่งคั่ง เนื่องจากผู้เป็นรัฏฐาธิปัตย์นั้นทรงไว้ซึ่งอำนาจ จึงพึงปรารถนาความมั่งคั่งของอาณาประชาราษฎร เหตุนี้โหราพฤฒาจารย์จึงให้นั่งผินหน้าไปทางทิศแห่งความมั่งคั่งคือทิศใต้ ในขณะที่ข้าราชการขุนนางซึ่งปรารถนาในอำนาจจะมีคตินิยมผินหน้าไปทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นทิศที่ถือว่าเป็นที่ตั้งแห่งอำนาจ แต่ส่วนคติไทยนั้นถือตะวันออก ตะวันตกเป็นสำคัญ จึงแปลโดยอรรถะเพื่อเอาความหมายอันเป็นมงคลให้เล่าปี่หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นทิศแห่งความเจริญรุ่งเรืองเหมือนดังธรรมเนียมการตั้งพระอุโบสถแล้วกำหนดให้พระพุทธรูปผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกนั่นแล
ขงเบ้งให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาเล่าปี่ขึ้นเป็นที่อ๋องตามธรรมเนียมเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแห่งมวลมหาประชาชน และความร่มเย็นของแผ่นดินแล้ว ขุนนางทั้งปวงได้คำนับถวายพระพรพร้อมหน้ากัน จากนั้นเล่าปี่จึงได้ประกาศปณิธานที่จะปกครองแผ่นดินด้วยจักรวรรดิธรรมและทศพิธราชธรรม เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของอาณาประชาราษฎรทั้งปวง
ขงเบ้งได้นำที่ปรึกษาแม่ทัพนายกองขุนนางข้าราชการ และตัวแทนพลังมวลชนต่าง ๆ คำนับอวยพรเล่าปี่เป็นอันเสร็จพิธีแล้ว เล่าปี่จึงประกาศแต่งตั้งให้เล่าเสี้ยนผู้บุตรขึ้นเป็นเจ้า และเป็นทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งทางการเมือง ตั้งให้ขงเบ้งเป็นเสนาธิการใหญ่บัญชาการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ให้เคาเจ้งและหวดเจ้งเป็นที่ปรึกษาทางการเมืองและการปกครอง ตั้งให้กวนอู เตียวหุย จูล่ง ม้าเฉียว ฮองตง เป็นทหารเสือ ตั้งให้อุยเอี๋ยนเป็นทหารเอก และแต่งตั้งทหารรอง ทหารตรี และขุนนางข้าราชการจนครบถ้วนตามตำแหน่งตามธรรมเนียมทุกประการ
ครั้นแต่งตั้งทายาทและตำแหน่งงานต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว เล่าปี่จึงมีหนังสือกราบบังคมทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่า “บัดนี้ข้าพเจ้าตีเมืองฮันต๋ง เมืองเสฉวนได้แล้ว ฝ่ายทหารและไพร่พลเมืองทั้งปวงมีขงเบ้งเป็นประธาน ปรึกษาพร้อมกันให้ยกข้าพเจ้าเป็นเจ้าเมืองฮันต๋ง ข้าพเจ้ากลัวความผิดด้วยหามีรับสั่งไม่ คนทั้งปวงก็มิฟัง จึงว่าถ้าข้าพเจ้ามิยอมเป็นเจ้า คนทั้งปวงต่างคนต่างว่าจะไปเสียสิ้น ข้าพเจ้าเห็นว่าราชการสงครามนั้นยังจะทำไปอยู่ เกลือกผู้คนจะระส่ำระสาย กลัวจะเสียราชการไป จึงยอมตามคำปรึกษา ซึ่งข้าพเจ้ากระทำบังอาจครั้งนี้มิควรนัก”
สามก๊กฉบับสมบูรณ์ได้พรรณนาความหนังสือฎีกาของเล่าปี่ตรงกับฉบับภาษาจีนว่า “ข้าพระพุทธเจ้าเล่าปี่ ประกอบด้วยสติปัญญาของขุนนาง ได้รับพระมหากรุณาธิคุณทรงโปรดให้ดำรงตำแหน่งนายพลชั้นพิเศษ เป็นผู้บัญชาการสามเหล่าทัพ เทิดทูนพระกระแสรับสั่งอยู่ภายนอก มิสามารถกวาดล้างเหล่าโจรขบถที่สร้างภัยพิบัติกอบกู้ให้ราชสำนักสงบสุขเป็นเวลานานแล้ว เป็นเหตุให้พระองค์ทรงล่าช้า มิได้พระราชทานคำสั่งสอน ภายในจักรวาลยังโชคร้ายมิได้โชคดี ได้แต่ทรงกังวลพวกปฏิปักษ์อยู่ข้างพระวรกาย ข้าพระพุทธเจ้าประดุจคนไข้หนัก ให้เคียดแค้นและเจ็บใจ
ในอดีตที่ผ่านมาตั๋งโต๊ะได้กบฏต่อราชบัลบังก์ หลังจากนั้นมาบรรดาผู้เหี้ยมโหดชั่วร้ายต่างผาดโผน ใช้อำนาจป่าเถื่อนทารุณ รีดนาทาเร้นทั่วทั้งแผ่นดิน อาศัยพระบรมเดชานุภาพ พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม …….. สวรรค์เบื้องบนลงโทษ พวกกบฎทรราชถูกสังหารพร้อมกันประดุจน้ำแข็งค่อยๆ ละลายไปทีละเล็กละน้อย เหลือเฉพาะโจโฉผู้เดียวเท่านั้น ที่นานมาแล้วยังมิอาจกำจัดได้
โจโฉยึดอำนาจประเทศโดยพลการ จิตใจกำเริบเสิบสานก่อการกบฏชั่วร้าย ข้าพระพุทธเจ้าในคราก่อนได้ร่วมมือกับเซียเคี้ยงเจียงกุนซึ่งเป็นผู้บัญชาการส่วนกลางตังสินวางแผนปราบปรามโจโฉ ความลับมิมิดชิด ตังสินต้องถูกทำร้าย ข้าพระพุทธเจ้าต้องแตกซ่านสูญเสียที่ยึดครอง ความจงรักภักดีหมายกู้ชาติมิประสบผลสำเร็จ จึงทำให้โจโฉยิ่งโหดเหี้ยมเป็นกบฏชั่วร้ายยิ่งนัก พระนางฮองเฮาถูกสังหาร ราชบุตรถูกทำร้ายด้วยยาพิษ มาตรแม้นจะรวบรวมบรรดาพันธมิตร ปรารถนามานะลงแรง แต่ก็อ่อนแอไม่เกรียงไกร หลายปีมานี้จึงยังมิประสบผล มักเกรงว่าจะสิ้นชีวิตเสียก่อนที่จะได้แทนคุณประเทศชาติ ยามจะหลับนอนก็ต้องถอนใจ ยามสายัณห์ก็ให้หวาดหวั่นสาหัสยิ่งนัก
………. ข้าพระพุทธเจ้าได้ตรึกตรองพิจารณาแบบแผนโบราณกาล อาศัยความเหมาะสมแอบอ้างใช้อำนาจตั้งตนขึ้นเป็นขุนนางผู้สูงศักดิ์ ดำรงตำแหน่งไต้ซีม้าฮั่นต๋งอ๋อง ………..
บรรดาเพื่อนร่วมรับราชการได้บีบบังคับเร่งรีบให้ข้าพระพุทธเจ้าเห็นแต่สัตยธรรม ข้าพระพุทธเจ้าครั้นจะถอนตัวออก ข้าศึกศัตรูยังมิถูกตัดหัวเอาไปแขวนไว้ ภัยพิบัติของชาติยังมิหมดไป ศาลบรรพชนร่อแร่ใกล้จะเอียงล้ม บ้านเมืองจวนจะถล่ม ข้าพระพุทธเจ้าโดยซื่อสัตย์สุจริตใจให้โศกเศร้ากังวล วันที่ศีรษะต้องแหลกรานมาตรแม้นรับหน้าที่เพื่อการเปลี่ยนแปลง หวังผดุงให้ราชสำนักได้สงบสุข แม้นจะต้องลุยน้ำลุยไฟก็มิขอปฏิเสธ จึงตัดสินใจคล้อยตามที่ประชุมปรึกษาของปวงชน ไหว้คารวะรับตราพระราชลัญจกรเพื่อเทิดทูนอานุภาพของประเทศชาติ แหงนหน้าแต่ว่าเคารพพระราชทินนาม ทรงโปรดเมตตาในตำแหน่งที่สูงส่ง ขอใคร่ครวญรับใช้สนองพระเดชพระคุณ ใจกังวลอย่างสุดซึ้ง ด้วยตำแหน่งสูงต้องหวาดหวั่น แต่ความเกรงกลัวก็ต้องหยุดพัก ประดุจอยู่ใกล้หุบเขามรณะ ไฉนจะมิออกแรงสุดความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์ปูนบำเหน็จรางวัล ทั้งหกทัพควบคุมผู้คน ผู้รักสัตยธรรมสนองโองการสวรรค์ คล้อยตามกาลเวลา ตะครุบปราบปรามกบฏทรยศที่เหี้ยมโหด เพื่อความผาสุกของบ้านเมือง ขอถวายบังคมนอบน้อมถวายฎีกาเพื่อทรงทราบ”
ฎีกาของเล่าปี่ดังกล่าวมีความหมายแต่เพียงพิธีการว่ายังยอมรับอำนาจของพระเจ้าเหี้ยนเต้แห่งราชวงศ์ฮั่น แต่ก็ได้บ่งบอกความนัยถึงการยอมรับอำนาจของปวงชน จึงได้ทำการปราบดาภิเษกขึ้นเป็นฮันต๋งอ๋อง ดังนั้นจึงเป็นฎีกาที่ไม่ประสงค์ต่อพระบรมราชวินิจฉัย และนัยยะที่บ่งบอกในฎีกานี้ก็คือการประณามโจโฉต่อโจโฉเอง เพราะเล่าปี่ทราบดีว่าฎีกาฉบับนี้จะต้องผ่านมือโจโฉก่อน หากจะกล่าวถึงที่สุดแล้วฎีกานี้ก็คือการประกาศศักดานุภาพของเล่าปี่ที่สถาปนาตนเองขึ้นเสมอกับโจโฉอย่างหนึ่ง และการประณามโจโฉอีกอย่างหนึ่งเท่านั้น.