ตอนที่ 422. ยุทธภูมิทุ่งฮันซุย

จูล่งคอยฮองตงซึ่งยกไปปล้นเสบียงของโจโฉจนถึงเวลาเที่ยงยังไม่กลับมาจึงยกทหารออกไปช่วย แก้ฮองตงและเตียวคีออกจากวงล้อมของทหารโจโฉได้แล้วพากลับมาค่าย โจโฉโกรธแค้นเป็นอันมากจึงยกทหารไล่ติดตามมาจนกองทัพหน้ายกล่วงมาถึงหน้าค่ายของจูล่ง

            ทหารของกองทัพหน้าออประดังอยู่เบื้องหลังเตียวคับและซิหลง เพราะตัวนายทหารเอกทั้งสองเห็นสถานการณ์ที่ประหลาดดังนั้นแล้ว ไม่อาจตัดสินใจได้ว่าจะรุกหรือจะถอยประการใด จนกระทั่งโจโฉนำทหารมาถึง

            โจโฉเห็นเหตุการณ์คล้ายคลึงกับเมื่อครั้งที่เตียวหุยทำกลอุบายที่สะพานเตียงปัน ในครั้งนั้นโจโฉยกทหารแปดสิบสามหมื่นไล่ตามตีกองทัพของเล่าปี่ เล่าปี่และทหารหนีข้ามสะพานเตียงปันไปได้แล้ว เตียวหุยระวังหลังอยู่ที่เชิงสะพานเตียงปัน พอจูล่งช่วยอาเต๊ากลับมาได้โจโฉก็ยกทหารไล่ตามมาถึง แต่เห็นฝุ่นคละคลุ้งอยู่ในแนวป่าก็สำคัญว่าเตียวหุยซุ่มทหารไว้ลอบโจมตี จึงถอยทหารออกมาจากเชิงสะพาน เตียวหุยเห็นโจโฉถอยทัพก็สั่งให้รื้อสะพานเสียแล้วพาทหารตามเล่าปี่ไป พอโจโฉทราบว่า เตียวหุยรื้อสะพานก็รู้ว่าแท้ที่จริงเตียวหุยไม่มีทหารซุ่มอยู่ในป่าจึงยกกองทัพไล่ตามตีอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นเมื่อโจโฉเห็นเหตุการณ์ที่มีลักษณะเดียวกัน คือจูล่งยืนขี่ม้าถือทวนอยู่หน้าค่ายแต่ผู้เดียวเหมือนกับเมื่อครั้งที่เตียวหุยขี่ม้าถือทวนยืนอยู่บนสะพานแต่ผู้เดียว โจโฉก็สำคัญว่าสภาพการณ์เช่นนี้คืออุบาย “ค่ายร้าง” นั่นเอง แต่โจโฉลืมคิดไปว่าสิ่งที่เหมือนกันมีเพียงอย่างเดียวคือทหารของเล่าปี่คนหนึ่งขี่ม้าถือทวน แต่ที่ต่างกันนั้นกลับมีนัยยะสำคัญยิ่ง คือเตียวหุยไม่มีทหารซุ่มอยู่ในป่าแต่ทำกลให้เห็นว่ามีทหารซุ่มอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเอากิ่งไม้ผูกหางม้าแล้ววิ่งวนไปวนมาให้ฝุ่นตลบ ทำให้สำคัญว่ามีทหารจำนวนมากซุ่มอยู่ในป่า ซึ่งเป็นอุบาย “ไม่มีลวงว่ามี” แต่ครั้งนี้จูล่งมีกำลังทหารเตรียมเกาทัณฑ์ไว้พร้อมสรรพซุ่มอยู่ในสนามเพลาะ พร้อมที่จะประหัตประหารทำลายล้างกองทัพของโจโฉ แต่แกล้งทำให้สำคัญว่ามีจูล่งอยู่แต่เพียงผู้เดียว นี่คืออุบาย “มีลวงว่าไม่มี”

            โจโฉสำคัญผิดดังนั้นแล้วจึงสั่งทหารให้รุกเข้าตีค่ายของจูล่ง กองทหารของโจโฉก็ดาหน้าโห่ร้องรุกตรงเข้ามาอย่างช้า ๆ แต่ยิ่งเข้ามาใกล้ก็ยิ่งเห็นจูล่งชัดเจนขึ้น มีอาการสงบนิ่งเป็นสง่าน่าเกรงขาม ไม่มีความครั่นคร้ามประหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย ต่างคนจึงต่างพรั่นใจ แต่เพราะความเกรงกลัวอาญาของโจโฉจึงยังคงดาหน้าเข้ามา แต่พอเข้ามาใกล้ระยะยี่สิบวาความกล้าก็หมดสิ้น ต่างคนต่างหยุดกึกอยู่กับที่แล้วหันรีหันขวางคล้ายกับจะหันหลังวิ่งหนี

            จูล่งเห็นดังนั้นจึงแกว่งทวนเป็นสัญญาณ บรรดาทหารรองเห็นสัญญาณดังนั้นก็ถ่ายทอดคำสั่งออกไปพร้อมกันให้ระดมยิงเกาทัณฑ์ไปที่ทหารของโจโฉ บรรดาทหารเมืองเสฉวนซึ่งซุ่มอยู่ในสนามเพลาะได้ลุกขึ้นโห่ร้องแล้วระดมยิงเกาทัณฑ์ไปที่ทหารของโจโฉราวห่าฝน ทหารที่อยู่ข้างในค่ายก็ยกธงทิวขึ้นดังเดิมแล้วตีม้าล่อฆ้องกลองปลุกขวัญให้กำลังใจแก่ทหารในแนวหน้า

            พอดีท้องฟ้าเริ่มมืดมิด โจโฉไม่รู้ทหารจูล่งมากหรือน้อย ได้ยินแต่เสียงโห่ร้องมาแต่ข้างค่ายของจูล่ง ในขณะที่ได้ยินเสียงร้องครวญครางของทหารฝ่ายตัวดังเซ็งแซ่เพราะถูกระดมยิงด้วยเกาทัณฑ์ โจโฉก็ตกใจรู้ว่าต้องกลแก่จูล่ง จึงสั่งทหารให้ถอยทัพ บรรดาทหารของโจโฉได้ยินคำสั่งก็พากันวิ่งหนี เหยียบทับกันตายเองและถูกเกาทัณฑ์บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

            โจโฉนำทหารหนีไปทางเขาบิชองสัน แต่พอไปได้กลางทางหน่วยสอดแนมก็มารายงานว่า บัดนี้ทหารของเล่าปี่ชื่อเล่าฮองและเบ้งตัดได้คุมทหารจำนวนมากเข้ายึดเขาบิชองสันไว้หมดแล้ว โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ คิดว่าในเมื่อเล่าปี่ ขงเบ้ง วางแผนอุบายซ้ำแล้วซ้อนเล่าจนกระทั่งยึดเขาบิชองสันได้ดังนี้ ก็น่าที่จะแต่งทหารไปยึดเขาปักสันไว้ด้วยเป็นมั่นคง ดังนั้นแม้จะหนีไปทางเขาปักสันก็ป่วยการเสียเวลาเปล่า ดีร้ายก็จะเสียทีแก่เล่าปี่มากขึ้น

            โจโฉคิดดังนั้นจึงพาทหารหนีข้ามแม่น้ำฮันซุยกลับไปเมืองลำเต๋ง พอข่าวโจโฉกลับไปเมืองลำเต๋งแพร่กระจายออกไปทราบถึงเตียวคับและซิหลงซึ่งตั้งค่ายอยู่ที่ริมแม่น้ำฮันซุย ทั้งเตียวคับและซิหลงจึงคิดว่าเมื่อโจโฉถอยกลับไปเมืองลำเต๋งแล้ว จะตั้งรับกองทัพเล่าปี่ต่อไปเห็นขัดสนนัก ทั้งเตียวคับและซิหลงจึงพาทหารหนีตามโจโฉไปด้วย

            จูล่ง ฮองตง และเตียวคี ยกทหารไล่ตามตีกองทัพโจโฉจนกระทั่งถึงแม่น้ำฮันซุย เก็บเสบียงอาหาร และจับทหารข้าศึกเป็นเชลยได้เป็นอันมาก จนเหตุการณ์สงบเป็นปกติแล้วจูล่งและฮองตงจึงให้ม้าเร็วถือหนังสือรายงานข้อราชการให้เล่าปี่ทราบทุกประการ

            เล่าปี่ได้รับรายงานข้อราชการตามที่จูล่งและฮองตงแจ้งมาแล้วก็มีความยินดี จึงปรึกษาด้วยขงเบ้งว่าจะทำการประการใดต่อไป ขงเบ้งจึงเสนอว่าบัดนี้สถานการณ์เป็นทีแล้ว ขอให้ท่านยกกองทัพไปยึดพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำฮันซุยไว้เพื่อควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เตรียมรุกข้ามแม่น้ำฮันซุยไปยังฟากตะวันออก ยึดเมืองลำเต๋งต่อไป เมืองฮันต๋งก็จะได้แก่ท่านเป็นมั่นคง

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นจึงสั่งกองทัพทั้งปวงให้เตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนทัพไปยึดพื้นที่ฟากตะวันตกของแม่น้ำฮันซุยตามแผนการของขงเบ้งต่อไป

            เจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบสี่ เดือนเจ็ด เล่าปี่พร้อมด้วยขงเบ้งได้นำกองทัพเมืองเสฉวนเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ฟากตะวันตกของแม่น้ำฮันซุย เตรียมเปิดยุทธการสำคัญเพื่อรุกข้ามแม่น้ำ บุกยึดเมืองลำเต๋งและยึดเมืองฮันต๋งโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ครองความเป็นใหญ่ในภาคตะวันตกไว้แต่ผู้เดียว

            กองทัพของเล่าปี่ตั้งค่ายที่ฟากตะวันตกของแม่น้ำฮันซุยระยะห่างจากริมแม่น้ำสามร้อยเส้น เมื่อเล่าปี่ยกกองทัพไปถึงที่หมายก็สอบถามทหารของจูล่งถึงสภาพการณ์ศึกที่ผ่านมาว่าจูล่งและฮองตงทำการประการใดจึงได้ชัยชนะแก่ข้าศึกถึงเพียงนี้ ทหารนั้นก็เล่าความให้เล่าปี่ฟังจนสิ้น เล่าปี่จึงพาขงเบ้งขึ้นไปบนเนินเขาทอดสายตาดูภูมิประเทศที่จูล่งทำศึกกับโจโฉ แล้วสรรเสริญจูล่งว่า “ความคิดของจูล่งทำสงครามครั้งนี้ล้วนเป็นโวหารทั้งนั้น”

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงชี้มือไปที่อาณาบริเวณทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำฮันซุยและชวนให้เล่าปี่ดูทั้งด้านเหนือด้านใต้ของแม่น้ำฮันซุย แล้วว่าแม่น้ำฮันซุยนี้เป็นแม่น้ำสายหลักของภาคตะวันตกมาแต่โบราณ เป็นแหล่งธัญญาหาร ภักษาหารสำคัญที่หล่อเลี้ยงทหารและราษฎรและเมืองฮันต๋ง สายแม่น้ำทอดเหนือสู่ใต้ บางช่วงกว้างถึงสามเส้น บางช่วงก็กว้างหกเจ็ดวา ในเทศกาลน้ำหลากน้ำในแม่น้ำลึกล้นตลิ่ง ในเทศกาลแล้งน้ำก็แห้งสามารถขี่ม้าข้ามไปได้ สองฟากฝั่งของแม่น้ำฮันซุยเป็นทุ่งราบสำหรับเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร แม่น้ำฮันซุยทางเบื้องหน้าค่ายที่ตั้งอยู่นี้กว้างแปดเก้าวา เทศกาลนี้สามารถขี่ม้าข้ามไปได้ มีแนวเขาสำคัญชอบกลอยู่ทั้งด้านเหนือด้านใต้ เป็นยุทธภูมิและทำเลที่จะใช้ทำการกับโจโฉได้โดยถนัด ท่านอย่าได้ปรารมภ์เลย

            ขงเบ้งอธิบายภูมิประเทศของแม่น้ำฮันซุยให้เล่าปี่ฟังแล้วก็พากันกลับมาที่ค่าย แล้วให้ทหารไปตามจูล่งและฮองตงเข้ามาพบ เมื่อได้คำนับทักทายกันตามธรรมเนียมแล้วเล่าปี่จึงสรรเสริญฝีมือรบพุ่งและแผนการอุบายของสองทหารเสือเป็นอันมาก สั่งให้ปูนบำเหน็จแก่ทหารทั้งปวงอย่างถ้วนหน้ากัน และเล่าปี่ตั้งให้ฮองตงและจูล่งเป็นยอดทหารเสือตั้งแต่บัดนั้น

            พอเย็นลงเล่าปี่สั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงเพื่อฉลองชัยชนะที่ผ่านมา ในขณะที่กำลังกินโต๊ะเสพสุราอยู่นั้นหน่วยสอดแนมได้เข้ามารายงานว่า บัดนี้โจโฉยกกองทัพใหญ่จะชิงเอาทุ่งฮันซุยคืน

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็หันมาทางขงเบ้ง หัวเราะแล้วว่า “ซึ่งโจโฉจะยกมาเห็นไม่ชนะเป็นแท้ ด้วยเราตั้งมั่นอยู่แล้ว บัดนี้จะให้ทหารไปตั้งค่ายรับอยู่ทิศตะวันตกชายทุ่งฮันซุยให้จงมั่นคง”

            ทางฝ่ายโจโฉเมื่อเสียรู้กลอุบายของจูล่งจนต้องแตกหนีกลับไปเมืองลำเต๋งแล้ว ก็ได้คิดว่ายุทธภูมิทุ่งฮันซุยทั้งสองฝั่งแม่น้ำฮันซุยนั้นเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ หากปล่อยให้เล่าปี่ยึดจุดยุทธศาสตร์นี้ได้แล้ว ก็จะควบคุมเสบียงอาหารที่หล่อเลี้ยงเมืองฮันต๋งไว้จนหมดสิ้น และจะยกล่วงเข้ามาตีเมืองลำเต๋งได้โดยสะดวก จำเป็นที่จะต้องป้องกันยุทธภูมิแห่งนี้ไว้มิให้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเล่าปี่ จึงจะป้องกันรักษาแคว้นฮันต๋งเอาไว้ได้

            โจโฉตระหนักดังนั้นแล้วจึงสั่งให้ระดมกำลังทหารอีกครั้งหนึ่งเป็นกำลังพลสี่สิบหมื่น จะให้ซิหลงเป็นกองทัพหน้า โดยโจโฉจะเป็นกองทัพหลวง ในขณะที่โจโฉกำลังสั่งจัดแจงกองทัพอยู่นั้น อองเป๋งชาวเมืองปาเสในแดนเมืองเสฉวน ซึ่งมีตำแหน่งเป็นนายทหารรอง ได้เข้ามาคำนับโจโฉขออาสาว่าข้าพเจ้าเป็นคนพื้นเพนี้ มีความรอบรู้ในภูมิประเทศเป็นอย่างดี ทั้งได้ร่ำเรียนพิชัยสงครามและตำราว่าด้วยการตั้งค่ายคูหอรบอย่างช่ำชอง สามารถอาศัยภูมิประเทศทำการเอาชัยชนะแก่ข้าศึก จึงขออาสาเป็นผู้ช่วยซิหลงไปในกองทัพหน้าของท่านด้วย

            อองเป๋งผู้นี้สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่ามีตำแหน่งเป็น “พนักงานรักษาประตู” ในขณะที่สามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุว่ามีตำแหน่งเป็น “เง่หมึงเจียงกุน” หรือ “นายพลกองทหารประตูหน้า” ซึ่งประตูในที่นี้หมายถึงประตูในขบวนของกองทัพ ไม่ใช่ประตูบ้านเรือน ซึ่งอาจจะเข้าใจผิดได้

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงตั้งให้อองเป๋งเป็นปลัดซ้ายของกองทัพหน้าในสังกัดของซิหลง ครั้นจัดแจงกองทัพเสร็จแล้วโจโฉจึงสั่งให้กองทัพหน้าเคลื่อนพล แล้วโจโฉก็ยกกองทัพหลวงตามไป

            กองทัพใหญ่ของโจโฉยกมาทางด้านเหนือของเขาเตงกุนสัน ในขณะที่กองทัพหลวงยกมาใกล้เขตบริเวณเขาเตงกุนสัน กองทัพหน้าก็ยกล่วงมาถึงทุ่งฮันซุยฟากตะวันออก

            ซิหลงจึงปรึกษากับอองเป๋งว่า ช่วงนี้น้ำในแม่น้ำฮันซุยไม่ลึกนัก สามารถขี่ม้าข้ามไปได้ จึงชอบที่จะยกทหารไปตั้งค่ายที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำฮันซุย ท่านจะมีความเห็นประการใด

            อองเป๋งจึงว่ากองทัพเมืองเสฉวนตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำฮันซุยระยะสามร้อยเส้น หากท่านยกกองทัพไปตั้งอยู่ฟากตะวันตกของแม่น้ำฮันซุยแล้ว กองทัพของเราก็จะตั้งค่ายเผชิญหน้ากับข้าศึกอยู่ด้านหนึ่ง ด้านหลังค่ายอิงอยู่กับแม่น้ำ ต้องด้วยทุรภูมิแห่งพิชัยสงคราม หากข้าศึกยกมาโจมตีก็จะต่อสู้ป้องกันขัดสนนัก เกรงว่าจะเสียทีแก่ข้าศึก

            ซิหลงได้ฟังอองเป๋งขัดคอดังนั้นก็ไม่พอใจ จึงว่าเมื่อครั้งที่ฮั่นสินยอดขุนพลของพระเจ้าเล่าปังนำทัพหน้าไปเผชิญศึกกับพระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ได้ตั้งกองทัพอยู่ริมแม่น้ำ ครั้นถูกกองทัพของพระเจ้าฌ้อปาอ๋องเข้าโจมตีจนเสียทีในระยะแรก ก็สามารถเอาชัยชนะในระยะปลายได้ การครั้งนี้ก็เหมือนกัน ไฉนท่านจึงเกรงว่าจะพ่ายแพ้แก่ข้าศึก

            อองเป๋งจึงท้วงสืบไปว่า การครั้งนี้กับการครั้งที่ฮั่นสินทำศึกกับพระเจ้าฌ้อปาอ๋องนั้น แม้จะทำศึกริมแม่น้ำเหมือนกันแต่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ด้วยครั้งนั้นฮั่นสินได้กุมสภาพการณ์ฝ่ายข้าศึกอย่างกระจ้างแจ้ง ว่ากองทัพของพระเจ้าฌ้อปาอ๋องอ่อนล้าอิดโรยด้อยกำลังแล้ว ทหารทั้งปวงก็ขวัญเสียอยากจะหนีกลับบ้าน จึงอาสาพระเจ้าเล่าปังยกกองทัพข้ามแม่น้ำไปยันข้าศึกที่อีกฟากหนึ่ง แม้กระนั้นก็ยังเพลี่ยงพล้ำในตอนแรก กว่าจะแก้ไขเอาชัยชนะได้ก็สูญเสียทหารเป็นจำนวนมาก การครั้งนี้ท่านได้ทราบสถานการณ์ข้างกองทัพของฮองตงและจูล่งว่าเป็นประการใดหรือไม่ ว่ามีกำลังมากแลน้อยเท่าใด มีความเข้มแข็งหรืออ่อนล้าอิดโรยประการใด หากไม่แจ้งสภาพการณ์ข้าศึกแล้วฝืนกฎแห่งสงครามยกทหารไปตั้งในภูมิอันเป็นอันตรายก็จะพ่ายแพ้แก่ข้าศึกเป็นมั่นคง

            ซิหลงได้ฟังนายทหารรองแย้งอย่างไม่เกรงใจดังนั้นก็โกรธ จึงว่าตัวเราได้รับมอบหมายจากวุยอ๋องให้เป็นแม่ทัพหน้า ตัวเป็นแต่ผู้ช่วย หากไม่ฟังคำเราก็จงคุมทหารส่วนหนึ่งตั้งค่ายอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำ ตัวเราจะยกทหารข้ามไปตั้งค่ายที่ฟากตะวันตก

            อองเป๋งไม่ยอมคล้อยตามความคิดซิหลง ดังนั้นสองนายทหารใหญ่ของโจโฉจึงต้องแยกกันคุมกำลังไปตั้งค่ายอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำฮันซุยด้วยประการฉะนี้.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘