ตอนที่ 421. อุบาย "ค่ายร้าง"

คำพยากรณ์ของกวนลอซึ่งปรากฏเป็นจริงขึ้นสองข้อแล้ว เหลือแต่ข้อที่สามก็ปรากฏเป็นจริงขึ้นอีก โดยแฮหัวเอี๋ยนนายทหารเอกซึ่งเป็นญาติของโจโฉถึงแก่ความตายในศึกชิงเขาเตงกุนสัน ด้วยน้ำมือของฮองตงนายทหารเอกเมืองเสฉวน โจโฉจึงจำต้องกรีฑาทัพออกจากเมืองลำเต๋งยกมาสกัดกองทัพเมืองเสฉวนที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำฮันซุย

            ครั้นจูล่งได้ฟังคำของฮองตงว่าจะยกทหารไปปล้นเสบียงของโจโฉที่เขาปักสันก่อนก็ท้วงว่า ตัวท่านชราแล้วชอบที่จะอยู่เฝ้ารักษาค่าย ให้ข้าพเจ้าซึ่งหนุ่มกว่ายกไปทำการเถิด

            ฮองตงไม่ฟังคำจูล่ง แล้วแก้ว่าข้าพเจ้าได้อาสามาทำการครั้งนี้และได้รับมอบหมายให้เป็นนายทัพ ตัวท่านเป็นแต่ผู้ช่วยของข้าพเจ้า ดังนั้นข้าพเจ้าจึงมีสิทธิที่จะยกไปทำการตามที่ได้อาสา

            จูล่งจึงท้วงต่อไปว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ช่วยของท่านก็จริง แต่กุนซือได้กำกับกำชับเป็นแน่นหนาก่อนที่จะยกกองทัพมาว่า แม้นมีการสิ่งใดก็ให้ปรึกษาพร้อมกัน จะทำการแต่ตามความเห็นของคนใดคนหนึ่งนั้นไม่ชอบ

            ฮองตงจึงว่า เมื่อความเห็นของเราไม่ตรงกันแล้วจะทำประการใด จูล่งจึงว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ชอบที่จะให้เทพยดาฟ้าดินเป็นกรรมการตัดสิน ข้าพเจ้าขอเสนอให้ทำการเสี่ยงทายว่าผู้ใดจะได้ยกไปทำการก่อน

            ฮองตงได้ฟังดังนั้นจึงว่าชอบแล้ว จูล่งจึงทำสลากขึ้นสองอัน เขียนข้อความอันหนึ่งว่า “ไป” อีกอันหนึ่งว่า “อยู่” แล้วว่าผู้ใดจับได้สลากไปจะได้ยกไปทำการก่อน ส่วนผู้ใดจับได้สลากอยู่ก็ต้องอยู่รักษาค่าย แม้นจับได้สลากอันใดก็ต้องทำตามสลากอันนั้น ด้วยเป็นคำตัดสินของเทพยดา ฮองตงก็ว่าเป็นการยุติธรรมดี

            แล้วสองทหารเสือก็จับสลากคนละอัน ปรากฏว่าฮองตงจับได้สลาก “ไป” จูล่งจับได้สลาก “อยู่” ดังนั้นจูล่งจึงกล่าวกับฮองตงว่าเมื่อเทวดาท่านตัดสินดังนี้ ท่านจงยกทหารไปทำการก่อนเถิด หากถึงเวลาเที่ยงพรุ่งนี้ท่านยังไม่ยกกลับมา ข้าพเจ้าจะยกทหารหนุนตามไป

            สองนายทหารเสือตกลงกันดังนั้นแล้ว ฮองตงจึงออกไปจัดแจงทหารที่ค่าย แล้วเรียกเตียวคีมาสั่งว่า เวลาสามยามวันนี้เราจะยกทหารไปปล้นคลังเสบียงของโจโฉที่เขาปักสัน จะจับตัวเตียวคับมาเป็นความชอบให้จงได้ เมื่อเรายกเข้าปล้นเสบียงแล้วให้ท่านยกทหารเข้าตีค่ายโจโฉ และให้จัดแจงทหารเฝ้ารักษาค่ายอยู่แต่เพียงห้าร้อยนายก็เห็นจะพอ เพราะเตียวคับขยาดฝีมือเราอยู่ คงไม่ยกทหารเข้ามาตีถึงค่ายเราเป็นมั่นคง

            เตียวคีรับคำฮองตงแล้วจัดแจงทหารเตรียมพร้อมไว้ตามคำสั่งของฮองตงทุกประการ ทางฝ่ายจูล่งเมื่อกลับไปที่ค่ายก็เรียกเตียวเอ๊กมาสั่งว่าฮองตงจะยกทหารไปปล้นเสบียงของโจโฉ มาตรแม้นว่าพรุ่งนี้เวลาเที่ยงฮองตงยังไม่ยกกลับคืนมาเราจะยกทหารหนุนไปช่วย ให้ท่านทำหน้าที่รักษาค่ายอย่าให้เป็นอันตราย เตียวเอ๊กก็รับคำ และสั่งจัดแจงทหารตามคำสั่งของจูล่ง

            ทหารในค่ายของฮองตงหุงข้าว กินเสร็จแล้วเข้านอนแต่หัวค่ำ พอยามสาม  ฮองตงและเตียวคีก็คุมทหารยกออกจากค่ายเป็นสองกอง ฮองตงคุมทหารกองหนึ่งยกไปที่ค่ายของเตียวคับ เตียวคีคุมทหารเพียงสามร้อยยกไปที่เขาปักสัน

            พอฟ้าใกล้สางทหารของเตียวคีก็รุกถึงเขาปักสัน ทหารโจโฉซึ่งรักษาเขาปักสันไม่ทันระวังตัวและมีจำนวนน้อยเห็นทหารเมืองเสฉวนยกขึ้นเขามา ไม่เห็นมากและน้อยก็พากันแตกตื่นตกใจวิ่งหนีไปหาเตียวคับที่ค่ายริมแม่น้ำฮันซุย เตียวคีจึงเข้ายึดคลังเสบียงและเนินเขาปักสันไว้ได้

            ทหารที่รักษาคลังเสบียงแตกหนีเข้าไปรายงานความให้เตียวคับทราบ เตียวคับทราบความก็โกรธ รีบพาทหารออกจากค่ายจะไปชิงเขาปักสันคืน แต่พอยกทหารออกนอกค่ายก็พบกับกองทหารของฮองตงซึ่งยกมาจะเข้าปล้นเอาค่ายของเตียวคับ ทั้งสองฝ่ายจึงตะลุมบอนต่อสู้กันอย่างดุเดือด

            พอตกสายโจโฉได้ทราบความว่าทหารเมืองเสฉวนยกมาตีค่ายเตียวคับ จึงสั่งให้ซิหลงและบุนเพ่งคุมทหารยกไปช่วย สองนายทหารเอกของโจโฉจัดแจงทหารแล้วตีม้าล่อฆ้องกลองโห่ร้องยกไปยังจุดที่เตียวคับกับฮองตงกำลังต่อสู้กันอยู่

            เตียวคียึดเนินเขาปักสันเป็นที่มั่นได้แล้ว สำรวจพบเสบียงอาหารของฝ่ายโจโฉเป็นอันมาก ก็คิดหาทางที่จะลำเลียงเสบียงอาหารเหล่านั้นไปบำรุงเลี้ยงกองทัพของเล่าปี่ ครั้นได้ยินเสียงทหารของซิหลงและบุนเพ่งโห่ร้องกึกก้อง จึงมองจากเนินเขาลงไปข้างล่าง เห็น ฮองตงรบติดพันอยู่กับเตียวคับและมีกองทหารของโจโฉกำลังยกหนุนเนื่องมาเป็นอันมากก็ตกใจ เกรงว่าฮองตงจะเสียทีแก่ข้าศึก จึงคุมทหารลงจากเขาปักสันหวังจะไปช่วยฮองตง

            พอเตียวคีคุมทหารยกลงมาถึงเนินเขาก็ปะทะกับซิหลงและบุนเพ่ง เตียวคีนำทหารตีฝ่าเข้าไปจนใกล้ฮองตง ส่วนซิหลงและบุนเพ่งก็คุมทหารโอบล้อมเข้ามา แล้วแยกย้ายกันล้อมฮองตงและเตียวคีไว้เป็นสองวงล้อมในระยะที่ไม่ไกลกันเท่าใดนัก

            ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยง จูล่งเห็นฮองตงยังไม่กลับมาจึงบอกเตียวเอ๊กให้รักษาค่ายตามคำสั่งที่กำหนดไว้เดิม พร้อมกับกำชับว่าท่านจงรักษาค่ายไว้อย่าให้เป็นอันตราย แม้นข้าศึกยกมาก็อย่ายกออกไปรบ จงตั้งรับอยู่แต่ในค่าย

            สั่งความแล้วจูล่งจึงคุมทหารสามพันยกตามฮองตงไปทางค่ายของเตียวคับที่ริมแม่น้ำฮันซุย พอยกไปใกล้แม่น้ำฮันซุยจูล่งเห็นบัวเหลียดทหารของเตียวคับคุมกองทหารสกัดขวางทางอยู่ก็คุมทหารตรงเข้าไป ในขณะที่บัวเหลียดนั้นไม่รู้จักฝีมือของจูล่ง เห็นเป็นทหารเมืองเสฉวนยกมาก็ชักม้าเข้ารบกับจูล่ง

            ทั้งสองฝ่ายประทวนกันไม่ถึงเพลงจูล่งก็เอาทวนแทงบัวเหลียดตกม้าตาย ทหารของบัวเหลียดเห็นตัวนายตายในที่รบก็แตกตื่นกระจัดกระจายหนีไปคนละทิศละทาง

            จูล่งเห็นดังนั้นจึงพาทหารตรงไปยังลานรบที่ฮองตงถูกทหารเตียวคับล้อมอยู่ แต่พอเข้าไปใกล้ก็ถูกเจาเปงนายทหารของเตียวคับคุมทหารกองหนึ่งออกมาขวางหน้าไว้อีก จูล่งเห็นเจาเปงหน้าตาไร้เดียงสาก็บอกว่าเจ้าจงหลีกทางไป เราจะไปช่วยทหารเมืองเสฉวน

            เจาเปงได้กล่าวสวนกลับมาว่าจะช่วยทหารเมืองเสฉวนก็ต้องไปช่วยที่ยมโลก เพราะเราฆ่าทหารเมืองเสฉวนตายหมดสิ้นแล้ว จูล่งได้ฟังดังนั้นก็ชักม้าปราดเข้าไปหาเจาเปงอย่างรวดเร็ว เจาเปงไม่คาดคิดว่าจูล่งจะขี่ม้ารุกรบเข้ามาอย่างรวดเร็วเช่นนั้นก็ยกทวนขึ้นจะรับทวนของจูล่ง แต่ไม่ทันได้ยกทวนก็ถูกจูล่งแทงตกม้าตาย

            จูล่งตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดังขับไล่ทหารของเจาเปงว่าให้ถอยออกไปเราไม่ต้องการจะฆ่าพวกเจ้า ทหารเหล่านั้นได้ฟังเสียงของจูล่งก็พากันวิ่งหนีกระจัดกระจาย

            จูล่งเห็นทางด้านเหนือมีทหารเมืองเสฉวนถูกทหารเมืองฮูโต๋กำลังสู้รบกันอย่างชุลมุน โดยทหารเมืองเสฉวนตกอยู่ในท่ามกลางวงล้อมก็รู้ว่าฮองตงกำลังจะเสียทีแก่ข้าศึก จูล่งจึงสั่งทหารให้รุกเข้าตีทหารซึ่งล้อมฮองตงอยู่นั้น

            จูล่งขี่ม้าออกหน้าทหารตีฝ่าเข้าไปอย่างรวดเร็วจนถึงวงล้อมแล้วแกว่งทวนฟาดฟันแทงทหารของโจโฉบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก ทหารของโจโฉเห็นทหารเมืองเสฉวนมีฝีมือรุกรบรวดเร็วแข็งกล้าดังนั้นก็แตกหนีกระจัดกระจาย

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาสภาพการรบตอนนี้ว่า “จูล่งจึงเคียงม้าเข้ามาใกล้ ตวาดด้วยเสียงอันดัง แล้วขับม้ารำทวนไล่ทหารทั้งปวง ไปแต่ซ้ายตลบมาขวา ดังหนึ่งว่าหามีคนไม่”

            จูล่งภายใต้เกราะสีเงิน ขี่ม้ากรายทวนตามด้วยพลทหารถือธง “เสียงสันจูล่ง” หรือ “จูล่งชาวเสียงสัน” ฝ่าเข้าไปในวงล้อมของทหารโจโฉ จูล่งกรายทวนไปถึงไหนทหารโจโฉที่ล้อมฮองตงอยู่ก็แตกกระจัดกระจายไปถึงนั่น จนจูล่งเข้าไปถึงฮองตง ทหารโจโฉซึ่งล้อม ฮองตงอยู่ก็แตกกระจัดกระจายไป

            เตียวคับซึ่งคุมทหารล้อมฮองตงอยู่เห็นทหารรบบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมากและรู้ว่ายอดทหารเสือเมืองเสฉวนที่กรายทวนประดุจจักรผันผู้นี้คือจูล่งก็ไม่กล้าเข้าปะทะกับจูล่ง และเกรงว่าทหารจะบาดเจ็บล้มตายมากกว่านี้ จึงสั่งทหารให้ถอยออกมาด้านนอก

            ในขณะที่จูล่งตีฝ่าเข้าไปช่วยฮองตงนั้น โจโฉคุมทหารสังเกตการณ์อยู่บนเนินเขา แลไปข้างล่างเห็นเหตุการณ์ที่จูล่งตีฝ่าเข้าไปช่วยฮองตงอย่างรวดเร็วราวกับว่าไม่มีสิ่งใดขัดขวางก็ตกใจ โจโฉอยู่ในระยะไกลไม่เห็นข้อความชื่อนายทัพในผืนธง จึงถามทหารซึ่งอยู่ใกล้ว่าทหารเล่าปี่ผู้นี้มีชื่อเสียงเรียงนามใด

            ทหารซึ่งอยู่ใกล้ได้รายงานว่า นายทหารของเล่าปี่ผู้นี้เป็นชาวเสียงสันมีชื่อว่าจูล่ง  โจโฉได้ยินนามจูล่งอีกครั้งหนึ่งก็ระลึกได้ว่าจูล่งผู้นี้เป็นคนคนเดียวกันกับวีรบุรุษแห่งทุ่งเตียงปัน ซึ่งในครั้งนั้นโจโฉกรีฑาทัพแปดสิบสามหมื่นลงใต้ไล่บดขยี้เล่าปี่ที่สะพานเตียงปัน จูล่งได้รบพุ่งในท่ามกลางทหารของโจโฉตั้งแต่ตอนกลางคืนจนถึงเวลาบ่ายอย่างองอาจกล้าหาญ ความนิยมในฝีมือของจูล่งกลับฟื้นขึ้นมาในใจของโจโฉอีกครั้งหนึ่ง จึงออกคำสั่งสนามในทันใดนั้นว่าให้ทหารทั้งปวงอย่าได้ประมาทแก่ฝีมือของจูล่งเป็นอันขาด

            ฝ่ายจูล่งเมื่อแก้ฮองตงออกมาได้แล้วก็ได้รับแจ้งจากทหารของฮองตงว่าเตียวคีถูกทหารโจโฉล้อมไว้ในที่ไม่ไกลกันนัก พร้อมกับชี้มือไปทางทิศเหนือ จูล่งมองตามไปเห็นทหารกองใหญ่กำลังล้อมทหารเมืองเสฉวนอยู่ จึงสั่งทหารที่ถือธงประจำตัวให้ชูธง “เสียงสันจูล่ง” นำทางไปข้างหน้า จูล่ง ฮองตงและทหารจึงได้ยกตามไป

            บรรดาทหารของโจโฉซึ่งล้อมเตียวคีอยู่ พอได้ยินเสียงโห่ร้องของทหารเมืองเสฉวนที่ยกมาช่วยต่างพากันเหลียวไปดู เห็นธง “เสียงสันจูล่ง” ปลิวพลิ้วสะบัดรุดหน้ามาอย่างรวดเร็ว และเห็นทหารเมืองเสฉวนกำลังยกขบวนติดตามมาก็รู้ว่าจูล่งนำทหารมาช่วยเตียวคี ต่างคนต่างตกใจแล้วแตกตื่นวิ่งหนี จูล่งจึงเข้าไปแก้เอาเตียวคีออกจากที่ล้อมได้

            โจโฉสังเกตการณ์อยู่บนเนินเขา เห็นทหารเมืองฮูโต๋สู้ฝีมือจูล่งไม่ได้ จนจูล่งแก้ฮองตงออกจากที่ล้อมได้สำเร็จแล้ว ยังซ้ำไปแก้เอาเตียวคีออกจากที่ล้อมอีกเล่าก็โกรธเป็นอันมาก สั่งให้เคลื่อนพลทั้งหมดเข้าโจมตีฮองตงและจูล่ง

            ในขณะที่เสียงสัญญาณเป่าเขาควายระดมพลของกองทัพโจโฉดังก้องกระหึ่มขึ้น จูล่ง ฮองตง และเตียวคี ก็พาทหารกลับไปที่ค่าย เตียวเอ๊กซึ่งอยู่รักษาค่ายทราบว่าจูล่งและฮองตกลับมาแล้วจึงพาทหารออกไปต้อนรับที่หน้าค่าย

            คณะนายทหารเมืองเสฉวนไต่ถามความกันได้ไม่กี่คำ พลันเห็นผงคลีตลบจับท้องฟ้ามาแต่ทางด้านหลัง จูล่งจึงว่าชะรอยโจโฉจะยกกองทัพใหญ่ไล่ตามตีพวกเรามา

            เตียวเอ๊กได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงเร่งให้จูล่ง ฮองตง และเตียวคี พาทหารกลับเข้าไปในค่ายเพื่อเตรียมรับมือกับกองทัพของโจโฉ

            จูล่งได้ฟังดังนั้นจึงว่า “อย่าให้ปิดประตูค่ายเลย เจ้าไม่รู้หรือเมื่อครั้งเรารบที่เมืองลกเอี๋ยง เราขี่ม้าถือทวนอยู่แต่ผู้เดียว ทหารโจโฉถึงแปดสิบหมื่นดูเหมือนหญ้าแพรก บัดนี้มีทั้งนายแลพลทหาร เหตุใดจะกลัวข้าศึกอีกเล่า”

            จูล่งกล่าวความแล้วจึงสั่งทหารให้ลดธงทิวที่ติดไว้ตามค่ายทั้งปวงเสีย และให้สงบเสียงม้าล่อฆ้องกลองให้สงัด แล้วเกณฑ์บรรดาทหารที่อยู่ในค่ายออกมาสมทบกับทหารที่เพิ่งกลับมา เตรียมเกาทัณฑ์เต็มอัตราศึก แล้วซุ่มกำลังทหารไว้ในสนามเพลาะรอบค่าย

            บรรดาทหารทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็เร่งจัดแจงการตามคำสั่งของจูล่งทุกประการ ฮองตงและเตียวคีคุมทหารซุ่มอยู่ในสนามเพลาะซ้ายขวาของประตูค่าย ส่วนตัวจูล่งนั้นขี่ม้าถือทวนยืนสง่าอยู่หน้าประตูค่ายแต่ผู้เดียว

            ทางฝ่ายกองทัพของโจโฉซึ่งยกกำลังไล่ติดตามจูล่งและฮองตง โดยมีเตียวคับและซิหลงเป็นกองหน้า ครั้นยกมาใกล้ค่ายของจูล่งเป็นเวลาโพล้เพล้ ความมืดเริ่มแผ่ปกคลุมแต่ยังพอเห็นได้เลือนลาง เห็นค่ายทหารเมืองเสฉวนเงียบสงบปราศจากผู้คนราวกับเป็นค่ายร้าง ธงทิวที่ควรมีตามปกติของการศึก          สงครามก็ไม่เห็นแม้แต่คันเดียว คงมีแต่ทหารผู้หนึ่งถือทวนยืนม้าเป็นสง่าอยู่หน้าค่าย แม้ว่าจะเป็นเวลาใกล้ค่ำและรอยเลือดจะเปรอะเปื้อนเสื้อเกราะและม้าทั้งตัว แต่ก็ยังพอมองออกว่านายทหารผู้นี้ใส่เกราะสีเงิน และขี่ม้าสีขาว ซึ่งจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากจูล่งชาวเสียงสันผู้นั้น

            เตียวคับและซิหลงเผชิญหน้ากับอุบาย “ค่ายร้าง” ของจูล่งชาวเสียงสัน ก็ชะงักงันไม่กล้ารุกไปข้างหน้า ทหารทั้งปวงก็หนุนประดังมาออกันอยู่อย่างเนืองแน่น.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘