ตอนที่ 418. เปิดศึกชิงเขาเตงกุนสัน
หลังจากเล่าปี่ทราบว่ากองทัพเมืองเสฉวนยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเมืองฮันต๋ง คือด่านบองเทาเหงียมและเขาเทียนตองสันได้แล้ว เล่าปี่จึงกรีฑาทัพออกจากเมืองเสฉวนยกไปที่ด่านแฮบังก๋วนเพื่อเตรียมการยึดเมืองฮันต๋ง มีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ขั้นต่อไปคือยึดเขาเตงกุนสันและรุกข้ามแม่น้ำฮันซุย ทำให้โจหองต้องรายงานความศึกแก่โจโฉ
ทางฝ่ายโจโฉครั้นได้ทราบรายงานของโจหองก็ตกใจ จึงปรึกษาด้วยที่ปรึกษาและขุนนางทั้งปวงว่าบัดนี้เล่าปี่ยกกองทัพจะมาตีเอาเมืองฮันต๋ง ท่านทั้งปวงจะมีความเห็นเป็นประการใด
เล่าหัวซึ่งเป็นที่ปรึกษาจึงเสนอว่า เมืองฮันต๋งเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของเมืองหลวง หากเล่าปี่ตีได้เมืองฮันต๋งแล้วก็จะใช้เป็นฐานทางทหารในการยกกองทัพมาตีเมืองฮูโต๋ต่อไป ดังนั้นจึงประมาทการศึกครั้งนี้มิได้ และเนื่องจากสงครามครั้งนี้เล่าปี่คุมกองทัพยกมาด้วยตนเองใหญ่หลวงนัก ชอบที่วุยอ๋องจะยกกองทัพไปรับมือกองทัพเล่าปี่ด้วยตนเองเช่นเดียวกัน
โจโฉได้ฟังคำเล่าหัวดังนั้นก็รำลึกถึงคำเตือนของเล่าหัวเมื่อครั้งที่ยึดเมืองฮันต๋งได้ว่า ให้ยกกองทัพเข้าไปตีเมืองเสฉวนเสียทีเดียว จึงว่า “เราคิดน้อยใจด้วยเราไม่ฟังคำท่าน เล่าปี่จึงคิดทำการล่วงเข้ามาดูหมิ่นเราถึงเพียงนี้ แม้เราฆ่าเล่าปี่เสียตามคำท่านแล้ว ที่ไหนเราจะได้ความเดือดร้อน”
โจโฉเห็นชอบกับข้อเสนอของเล่าหัว จึงสั่งให้จัดแจงกองทัพกำลังพลสี่สิบหมื่น ให้แฮหัวตุ้นเป็นกองทัพหน้า ให้โจฮิวเป็นกองทัพหลัง โจโฉคุมกองทัพหลวงด้วยตนเอง และให้แฮหัวตุ้นเคลื่อนกองทัพหน้าล่วงหน้าไปก่อน ส่วนกองทัพหลวงและกองทัพหลังรอวันฤกษ์ดีแล้วจะยกตามไป
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้พรรณนาความครั้งนี้ว่า “ขณะนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้มาอยู่เมืองฮูโต๋ได้ยี่สิบสามปี ถึงเดือนสิบพระเจ้าวุยอ๋องแต่งตัวอย่างกษัตริย์ ถือธงอาญาสิทธิ์ ขี่ม้าผูกเครื่องทอง กั้นสัปทนทอง ทหารเดินแห่หน้าม้า ถือธงเดือน ธงตะวัน ธงมังกร ธงหงส์ ตามธรรมเนียมกษัตริย์ แล้วจัดทหารที่มีฝีมือสำหรับรักษาพระองค์สองหมื่นห้าพัน แยกเป็นห้ากอง กองหน้าให้ถือธงแดงเป็นสำคัญ กองขวาถือธงเขียว กองซ้ายให้ถือธงขาว กองหลังให้ถือธงดำ กองกลางซึ่งเดินข้างม้านั้นถือธงเหลือง ครั้นได้กำหนดเพลาก็ให้ทหารโห่ร้องตีฆ้องกลองแลม้าล่อ ตั้งขบวนแห่ออกไปจากเมือง”
ส่วนสามก๊กฉบับสมบูรณ์ได้พรรณนาความตอนนี้ว่า “โจโฉจึงแบ่งกองทัพเป็นสามทางและเคลื่อนพล เซียนฮงทัพหน้าเป็นนายพลแฮหัวตุ้น โจโฉคุมทัพหลวง ให้นายพลโจฮิวเป็นทัพหลัง ทั้งสามเหล่าทัพออกเดินทางติดต่อกันไป โจโฉตนเองขี่ม้าขาวอานทองคำ เข็มขัดหยก เสื้อคลุมแพร ทหารนักรบมือถือกางร่มสัปทนสีทอง เรียงรายด้วยแพรแดงใหญ่ทั้งซ้ายขวา ถือขวานเงินโบราณใหญ่ กรงเล็บทองคำ โกลนม้าไม้พลอง หอก ทวน ธงทิวมีสัญลักษณ์สุริยา จันทรา มังกร หงส์ เป็นคู่ กองพลทหารองครักษ์มังกร พญาเสือ รวมสองหมื่นห้าพันนาย แบ่งเป็นห้าหน่วย หน่วยละห้าพัน ให้ถือธงสีเขียว สีเหลือง แดง ขาว ดำ ห้าสี ทั้งเสื้อเกราะม้าศึกอาศัยตามสีสัน แสงสว่างรุ่งโรจน์แพรวพราววาววับ แลดูช่างสง่าผ่าเผย”
พอกองทัพหลวงและกองทัพหลังเคลื่อนพ้นด่านตงก๋วนซึ่งเป็นด่านป้องกันเมืองหลวงออกไปแล้ว โจโฉขี่ม้าทอดสายตาดูทิวทัศน์นอกเขตเมืองหลวงด้วยความเบิกบานใจ ครู่หนึ่งเห็นพุ่มไม้ใหญ่เขียวชะอุ่มเป็นราวป่าอยู่ข้างทางด้านขวามือ โจโฉจึงถามทหารคนสนิทซึ่งอยู่ใกล้ว่าที่นี่เป็นตำบลใด
ทหารคนสนิทได้รายงานว่าที่นี่คือตำบลลำฉัน พ้นจากแนวป่าไปถึงริมแม่น้ำเป็นตำบลซัวแกจึง มีซัวหยงเป็นนายบ้าน แลซัวหยงนี้มีบุตรสาวคนหนึ่งรูปงามนักชื่อนางซัวเอี๋ยม ต่อมาถูกโจเอียนอ้องซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยนอกกำแพงใหญ่ลักจับตัวไป
โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงว่า ซัวหยงผู้นี้กับเราเคยมีคุณกันมาแต่ก่อน ด้วยเมื่อครั้งที่นางซัวเอี๋ยมถูกจับตัวไปนั้น ซัวหยงได้มาร้องทุกข์ให้เราช่วยเหลือ จึงได้ให้ทหารนำทองพันตำลึงไปไถ่ตัวนางซัวเอี๋ยมมาจากโจเอียนอ้อง หลังจากนั้นเราก็จัดแจงให้นางซัวเอี๋ยมเป็นภรรยาของตังกี๋ แต่บัดนี้ซัวหยงนั้นตายไปนานแล้ว อยู่แต่นางซัวเอี๋ยม เราจะแวะเข้าไปเยี่ยมนางสักครู่หนึ่ง
ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งให้กองทัพทั้งปวงยกล่วงหน้าไปก่อน คงเหลือแต่เฉพาะทหารองครักษ์ที่สนิทสองร้อยนาย แล้วโจโฉจึงพาทหารองครักษ์ที่สนิทนั้นไปที่หมู่บ้านซัวแกจึง ถึงหน้าประตูหมู่บ้านโจโฉก็ลงจากหลังม้าแล้วเดินเข้าไปในหมู่บ้าน
ชาวบ้านทราบข่าวว่าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยามหาอุปราชโจโฉแวะมาเยี่ยมหมู่บ้านก็มีความยินดี ต่างพร้อมกันมาต้อนรับอวยพรให้แก่โจโฉอย่างพร้อมหน้ากัน นางซัวเอี๋ยมได้ทราบข่าวจากชาวบ้านก็ดีใจ ออกมาคุกเข่าคำนับโจโฉแล้วเชิญโจโฉเข้าไปข้างในตึก
โจโฉรับคำนางซัวเอี๋ยมแล้วพากันเดินไปที่บ้านของนางซัวเอี๋ยม พอไปถึงซุ้มประตูโจโฉเห็นป้ายศิลาจารึกปักอยู่ใกล้ ๆ มีข้อความเกี่ยวกับบุตรกตัญญูจึงสะดุดใจ ถามนาง ซัวเอี๋ยมว่าป้ายศิลาอันนี้มีความเป็นมาประการใด
นางซัวเอี๋ยมจึงว่าเมื่อครั้งพระเจ้าโฮ้เต้ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกได้เสวยราชสมบัติในเมืองหลวง บิดานางโจหงอมาเล่นน้ำแข่งเรือและจมน้ำตายศพหายไป ชาวบ้านค้นหาเท่าใดก็ไม่พบศพ นางโจหงอผู้บุตรีร้องไห้คร่ำครวญถึงบิดาอยู่ถึงเจ็ดวัน ครั้นไม่พบศพบิดานางจึงกระโดดน้ำตายตามบิดาไป หลังจากนั้นอีกห้าวันศพของนางโจหงอก็กอดศพบิดาลอยขึ้นมาเป็นที่อัศจรรย์ เจ้าเมืองโตเสียงเห็นเป็นเหตุการณ์ประหลาดจึงนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระเจ้าโฮ้เต้ ความทราบถึงพระเจ้าโฮ้เต้แล้วทรงมีพระราชดำริว่านางโจหงอเป็นผู้มีความกตัญญูต่อบุพการี สมควรยกย่องให้เป็นแบบอย่าง จึงโปรดเกล้าให้จารึกชื่อนางโจหงอไว้ในแผ่นศิลาว่า นางโจหงอเป็นบุตรกตัญญูต่อบิดาและมารดา
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็สรรเสริญว่านางโจหงอเป็นบุตรีอันประเสริฐ สมควรยกย่องให้เป็นแบบอย่างแก่คนทั้งปวง หลังจากสนทนากับนางซัวเอี๋ยมครู่หนึ่งแล้วโจโฉจึงลานางซัวเอี๋ยม แล้วพาทหารตามกองทัพต่อไป
กองทัพหลวงของโจโฉเดินทัพอีกครึ่งวันก็ถึงเมืองลำเต๋งซึ่งโจหองรักษาการอยู่ โจหองได้ทราบความว่าโจโฉยกกองทัพมาก็มีความยินดี พาบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงออกมาต้อนรับโจโฉแล้วเชิญเข้าไปในเมือง รายงานความศึกทั้งปวงให้ทราบโดยละเอียด พร้อมกับปรึกษาโทษของเตียวคับที่พ่ายแพ้แก่ข้าศึกอย่างยับเยิน
โจโฉฟังรายงานแล้วพยักหน้ารับทราบเป็นระยะ ๆ และกล่าวว่า “อันการสงครามจะหมายชนะฝ่ายเดียวนั้นไม่ได้ จำต้องแพ้บ้าง ชนะบ้าง ซึ่งเตียวคับเสียทีแก่ข้าศึกครั้งนี้เราจะยกโทษไว้ให้ทำราชการแก้ตัวครั้งหนึ่งก่อน”
โจหองรายงานต่อไปว่า บัดนี้เล่าปี่ยกกองทัพมาตั้งอยู่ที่ด่านแฮบังก๋วน ให้ฮองตงยกทหารมาตีเขาเตงกุนสัน แฮหัวเอี๋ยนซึ่งเป็นผู้รักษาพื้นที่เขาเตงกุนสันทราบความว่ามหาอุปราชยกกองทัพมาจึงตั้งมั่นรับข้าศึกเพื่อรอฟังคำสั่งว่าจะให้ทำการประการใด
โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงให้ทำหมายสั่งการถึงแฮหัวเอี๋ยนให้เร่งทำศึกกับฮองตงให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตีฮองตงให้แตกพ่ายไปให้เร็วที่สุด
เล่าหัวซึ่งเป็นที่ปรึกษาได้ยินคำสั่งของโจโฉที่ให้เจ้าพนักงานทำหมายสั่งการดังนั้น จึงติงว่าซึ่งมหาอุปราชจะเร่งให้แฮหัวเอี๋ยนออกไปรบกับฮองตงนั้นโปรดไตร่ตรองทบทวนดูให้รอบคอบ เพราะแฮหัวเอี๋ยนนี้เป็นคนวู่วามแรงด้วยโทสะ ทำการสิ่งใดไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบ เกรงว่าจะหลงกลอุบายของเล่าปี่ ขงเบ้ง แล้วจะเสียการของท่านไป
โจโฉได้ฟังคำติงดังนั้นจึงว่า แฮหัวเอี๋ยนเป็นยอดขุนพลที่ชำนาญการศึก ทั้งเป็นญาติสนิท ไว้วางใจให้ทำการครั้งนี้ได้ แต่คำท้วงของท่านก็ชอบอยู่ เราจะกำชับแฮหัวเอี๋ยนตามคำท่าน
ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งให้ทำหนังสือถึงแฮหัวเอี๋ยนอีกฉบับหนึ่ง ความว่า “ธรรมดาผู้เป็นนายทัพนายกองจะทำการสงครามก็ให้รู้จักทีเสียทีได้ อย่าให้เชื่อกำลังฝีมือของตัว อันกำลังฝีมือของตัวนั้นจะหักหาญเอาคนร้อยคนพันนั้นไม่ได้ จะสู้ได้ก็ตัวต่อตัว ถ้าเว้นไว้แต่ผู้มีความคิดรู้กลในการสงครามจึงจะอาจสามารถเอาชัยชนะแก่ข้าศึกอันมากกว่าได้ ซึ่งแฮหัวเอี๋ยนจะทำการสงครามครั้งนี้ให้ตรองตรึกจงหนัก อย่าให้เสียทีที่เราชุบเลี้ยงเป็นทหาร บัดนี้เราก็ยกมาถึงเมืองลำเต๋งแล้ว จะรอดูความคิดเจ้าสักครั้งหนึ่งก่อน อนึ่งซึ่งเตียวคับทำการให้เสียทีแก่ข้าศึกนั้นเราก็ยกโทษเสียแล้ว ให้เร่งคิดอ่านทำการแก้ตัวเถิด”
แฮหัวเอี๋ยนทราบความตามหนังสือของโจโฉแล้วก็มีความยินดี สั่งทหารผู้ถือหนังสือนั้นให้กลับไปทูลโจโฉว่า อย่าได้วิตกสืบไปเลย การศึกครั้งนี้จะอาสาทำการให้สำเร็จดังประสงค์ของวุยอ๋องให้จงได้
ครั้นทหารผู้ถือหนังสือกลับไปแล้ว แฮหัวเอี๋ยนจึงเอาหนังสือของโจโฉที่ยกโทษเตียวคับให้เตียวคับดู เตียวคับทราบว่าโจโฉยกโทษให้ก็มีความยินดี
แฮหัวเอี๋ยนจึงว่า วุยอ๋องต้องการลองกำลังความคิดของเราสองคน ให้ทำการแก้ตัวเอาชนะฮองตงให้จงได้ ดังนั้นในวันพรุ่งนี้เราจะยกทหารออกไปรบกับฮองตง แล้วจับตัวฮองตงมอบแก่วุยอ๋องให้จงได้
เตียวคับได้ฟังดังนั้นก็ท้วงว่า ฮองตงทหารเมืองเสฉวนผู้นี้แม้อายุมากแล้ว แต่กำลังวังชายังกล้าแข็ง ทั้งฝีมือรบพุ่งก็รวดเร็วเด็ดขาดนัก ท่านจะประมาทแก่ฝีมือและความคิดของฮองตงไม่ได้ ในกองทัพของฮองตงก็ยังมีหวดเจ้งซึ่งมีสติปัญญาชำนาญเล่ห์กลอุบายในการสงคราม จนบัดนี้ยังไม่รู้ว่าสองทหารเฒ่าเมืองเสฉวนจะคิดอ่านกลศึกประการใด จึงไม่ชอบที่จะประมาทแก่ข้าศึก เพราะเขาเตงกุนสันนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ หากพลาดพลั้งก็จะเสียการใหญ่ของวุยอ๋อง จึงขอให้ท่านตั้งมั่นคอยฟังกำลังศึกให้กระจ่างเสียก่อน
แฮหัวเอี๋ยนจึงว่า คำท้วงท่านก็ชอบอยู่ แต่ในการสงครามนั้นต่างฝ่ายต่างระมัดระวังปกปิดความลับเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทั้งปวง จะรอให้รู้ความกระจ่างจะมิเสียทีแก่ข้าศึกดอกหรือ ครั้งนี้วุยอ๋องก็เร่งรัดให้ทำศึกกับฮองตง ดังนั้นเมื่อท่านยังหวั่นเกรงฮองตงก็จงอยู่รักษาค่าย ตัวเราจะยกทหารออกไปจับตัวฮองตงเป็นความชอบก่อนที่ผู้อื่นจะแย่งชิงตัดหน้าให้ได้ความอัปยศ
แฮหัวเอี๋ยนสั่งการเตียวคับดังนั้นแล้ว จึงสั่งให้แฮหัวชงคุมทหารสามพันเป็นกองทัพหน้า แฮหัวเอี๋ยนเป็นกองทัพหลวง และให้แฮหัวชงยกกองทัพหน้าเข้าตีกองทหารของฮองตงก่อน
แฮหัวชงรับคำแฮหัวเอี๋ยนแล้วจึงคำนับลาจะออกไปจัดแจงทหาร แฮหัวเอี๋ยนได้กำชับสืบไปว่าเจ้ายกออกไปรบกับฮองตงครั้งนี้อย่าได้เห็นแก่ชัยชนะ จงทำทีเป็นพ่ายแพ้แล้วถอยกลับมา เราจะซุ่มทหารไว้สองข้างทาง คอยโจมตีและจับกุมตัวฮองตงให้จงได้
แฮหัวชงรับคำแล้วออกไปจัดแจงทหารตามคำสั่ง เสร็จแล้วจึงยกกองทัพหน้าออกจากค่ายไป แฮหัวเอี๋ยนเองคุมกองทัพหลวงยกไปซุ่มอยู่ที่ปากทางเข้าเขาเตงกุนสัน ให้ทหารขึ้นไปซุ่มอยู่บนยอดเขา ตัดท่อนไม้และเตรียมก้อนศิลาไว้เป็นอันมาก
ทางฝ่ายฮองตงและหวดเจ้งยกทหารมาตั้งค่ายอยู่ทางด้านหน้าปากทางเข้าเขาเตงกุนสันเป็นเวลาหลายวัน ก็ไม่เห็นทหารโจโฉยกออกมารบ ถึงแม้จะให้ทหารไปร้องด่าท้าทาย เหตุการณ์ก็ยังคงเงียบสงบ ฮองตงจึงให้ทหารเตรียมพร้อมออมกำลังอยู่ในค่าย ครั้นได้ทราบว่าแฮหัวเอี๋ยนให้แฮหัวชงยกทหารมาท้ารบ ฮองตงก็จัดแจงทหารจะยกไปรบกับแฮหัวชง
ศึกชิงเขาเตงกุนสันอันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญกำลังจะระเบิดขึ้นแล้ว!
ทางฝ่ายโจโฉครั้นได้ทราบรายงานของโจหองก็ตกใจ จึงปรึกษาด้วยที่ปรึกษาและขุนนางทั้งปวงว่าบัดนี้เล่าปี่ยกกองทัพจะมาตีเอาเมืองฮันต๋ง ท่านทั้งปวงจะมีความเห็นเป็นประการใด
เล่าหัวซึ่งเป็นที่ปรึกษาจึงเสนอว่า เมืองฮันต๋งเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของเมืองหลวง หากเล่าปี่ตีได้เมืองฮันต๋งแล้วก็จะใช้เป็นฐานทางทหารในการยกกองทัพมาตีเมืองฮูโต๋ต่อไป ดังนั้นจึงประมาทการศึกครั้งนี้มิได้ และเนื่องจากสงครามครั้งนี้เล่าปี่คุมกองทัพยกมาด้วยตนเองใหญ่หลวงนัก ชอบที่วุยอ๋องจะยกกองทัพไปรับมือกองทัพเล่าปี่ด้วยตนเองเช่นเดียวกัน
โจโฉได้ฟังคำเล่าหัวดังนั้นก็รำลึกถึงคำเตือนของเล่าหัวเมื่อครั้งที่ยึดเมืองฮันต๋งได้ว่า ให้ยกกองทัพเข้าไปตีเมืองเสฉวนเสียทีเดียว จึงว่า “เราคิดน้อยใจด้วยเราไม่ฟังคำท่าน เล่าปี่จึงคิดทำการล่วงเข้ามาดูหมิ่นเราถึงเพียงนี้ แม้เราฆ่าเล่าปี่เสียตามคำท่านแล้ว ที่ไหนเราจะได้ความเดือดร้อน”
โจโฉเห็นชอบกับข้อเสนอของเล่าหัว จึงสั่งให้จัดแจงกองทัพกำลังพลสี่สิบหมื่น ให้แฮหัวตุ้นเป็นกองทัพหน้า ให้โจฮิวเป็นกองทัพหลัง โจโฉคุมกองทัพหลวงด้วยตนเอง และให้แฮหัวตุ้นเคลื่อนกองทัพหน้าล่วงหน้าไปก่อน ส่วนกองทัพหลวงและกองทัพหลังรอวันฤกษ์ดีแล้วจะยกตามไป
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้พรรณนาความครั้งนี้ว่า “ขณะนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้มาอยู่เมืองฮูโต๋ได้ยี่สิบสามปี ถึงเดือนสิบพระเจ้าวุยอ๋องแต่งตัวอย่างกษัตริย์ ถือธงอาญาสิทธิ์ ขี่ม้าผูกเครื่องทอง กั้นสัปทนทอง ทหารเดินแห่หน้าม้า ถือธงเดือน ธงตะวัน ธงมังกร ธงหงส์ ตามธรรมเนียมกษัตริย์ แล้วจัดทหารที่มีฝีมือสำหรับรักษาพระองค์สองหมื่นห้าพัน แยกเป็นห้ากอง กองหน้าให้ถือธงแดงเป็นสำคัญ กองขวาถือธงเขียว กองซ้ายให้ถือธงขาว กองหลังให้ถือธงดำ กองกลางซึ่งเดินข้างม้านั้นถือธงเหลือง ครั้นได้กำหนดเพลาก็ให้ทหารโห่ร้องตีฆ้องกลองแลม้าล่อ ตั้งขบวนแห่ออกไปจากเมือง”
ส่วนสามก๊กฉบับสมบูรณ์ได้พรรณนาความตอนนี้ว่า “โจโฉจึงแบ่งกองทัพเป็นสามทางและเคลื่อนพล เซียนฮงทัพหน้าเป็นนายพลแฮหัวตุ้น โจโฉคุมทัพหลวง ให้นายพลโจฮิวเป็นทัพหลัง ทั้งสามเหล่าทัพออกเดินทางติดต่อกันไป โจโฉตนเองขี่ม้าขาวอานทองคำ เข็มขัดหยก เสื้อคลุมแพร ทหารนักรบมือถือกางร่มสัปทนสีทอง เรียงรายด้วยแพรแดงใหญ่ทั้งซ้ายขวา ถือขวานเงินโบราณใหญ่ กรงเล็บทองคำ โกลนม้าไม้พลอง หอก ทวน ธงทิวมีสัญลักษณ์สุริยา จันทรา มังกร หงส์ เป็นคู่ กองพลทหารองครักษ์มังกร พญาเสือ รวมสองหมื่นห้าพันนาย แบ่งเป็นห้าหน่วย หน่วยละห้าพัน ให้ถือธงสีเขียว สีเหลือง แดง ขาว ดำ ห้าสี ทั้งเสื้อเกราะม้าศึกอาศัยตามสีสัน แสงสว่างรุ่งโรจน์แพรวพราววาววับ แลดูช่างสง่าผ่าเผย”
พอกองทัพหลวงและกองทัพหลังเคลื่อนพ้นด่านตงก๋วนซึ่งเป็นด่านป้องกันเมืองหลวงออกไปแล้ว โจโฉขี่ม้าทอดสายตาดูทิวทัศน์นอกเขตเมืองหลวงด้วยความเบิกบานใจ ครู่หนึ่งเห็นพุ่มไม้ใหญ่เขียวชะอุ่มเป็นราวป่าอยู่ข้างทางด้านขวามือ โจโฉจึงถามทหารคนสนิทซึ่งอยู่ใกล้ว่าที่นี่เป็นตำบลใด
ทหารคนสนิทได้รายงานว่าที่นี่คือตำบลลำฉัน พ้นจากแนวป่าไปถึงริมแม่น้ำเป็นตำบลซัวแกจึง มีซัวหยงเป็นนายบ้าน แลซัวหยงนี้มีบุตรสาวคนหนึ่งรูปงามนักชื่อนางซัวเอี๋ยม ต่อมาถูกโจเอียนอ้องซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยนอกกำแพงใหญ่ลักจับตัวไป
โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงว่า ซัวหยงผู้นี้กับเราเคยมีคุณกันมาแต่ก่อน ด้วยเมื่อครั้งที่นางซัวเอี๋ยมถูกจับตัวไปนั้น ซัวหยงได้มาร้องทุกข์ให้เราช่วยเหลือ จึงได้ให้ทหารนำทองพันตำลึงไปไถ่ตัวนางซัวเอี๋ยมมาจากโจเอียนอ้อง หลังจากนั้นเราก็จัดแจงให้นางซัวเอี๋ยมเป็นภรรยาของตังกี๋ แต่บัดนี้ซัวหยงนั้นตายไปนานแล้ว อยู่แต่นางซัวเอี๋ยม เราจะแวะเข้าไปเยี่ยมนางสักครู่หนึ่ง
ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งให้กองทัพทั้งปวงยกล่วงหน้าไปก่อน คงเหลือแต่เฉพาะทหารองครักษ์ที่สนิทสองร้อยนาย แล้วโจโฉจึงพาทหารองครักษ์ที่สนิทนั้นไปที่หมู่บ้านซัวแกจึง ถึงหน้าประตูหมู่บ้านโจโฉก็ลงจากหลังม้าแล้วเดินเข้าไปในหมู่บ้าน
ชาวบ้านทราบข่าวว่าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยามหาอุปราชโจโฉแวะมาเยี่ยมหมู่บ้านก็มีความยินดี ต่างพร้อมกันมาต้อนรับอวยพรให้แก่โจโฉอย่างพร้อมหน้ากัน นางซัวเอี๋ยมได้ทราบข่าวจากชาวบ้านก็ดีใจ ออกมาคุกเข่าคำนับโจโฉแล้วเชิญโจโฉเข้าไปข้างในตึก
โจโฉรับคำนางซัวเอี๋ยมแล้วพากันเดินไปที่บ้านของนางซัวเอี๋ยม พอไปถึงซุ้มประตูโจโฉเห็นป้ายศิลาจารึกปักอยู่ใกล้ ๆ มีข้อความเกี่ยวกับบุตรกตัญญูจึงสะดุดใจ ถามนาง ซัวเอี๋ยมว่าป้ายศิลาอันนี้มีความเป็นมาประการใด
นางซัวเอี๋ยมจึงว่าเมื่อครั้งพระเจ้าโฮ้เต้ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกได้เสวยราชสมบัติในเมืองหลวง บิดานางโจหงอมาเล่นน้ำแข่งเรือและจมน้ำตายศพหายไป ชาวบ้านค้นหาเท่าใดก็ไม่พบศพ นางโจหงอผู้บุตรีร้องไห้คร่ำครวญถึงบิดาอยู่ถึงเจ็ดวัน ครั้นไม่พบศพบิดานางจึงกระโดดน้ำตายตามบิดาไป หลังจากนั้นอีกห้าวันศพของนางโจหงอก็กอดศพบิดาลอยขึ้นมาเป็นที่อัศจรรย์ เจ้าเมืองโตเสียงเห็นเป็นเหตุการณ์ประหลาดจึงนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระเจ้าโฮ้เต้ ความทราบถึงพระเจ้าโฮ้เต้แล้วทรงมีพระราชดำริว่านางโจหงอเป็นผู้มีความกตัญญูต่อบุพการี สมควรยกย่องให้เป็นแบบอย่าง จึงโปรดเกล้าให้จารึกชื่อนางโจหงอไว้ในแผ่นศิลาว่า นางโจหงอเป็นบุตรกตัญญูต่อบิดาและมารดา
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็สรรเสริญว่านางโจหงอเป็นบุตรีอันประเสริฐ สมควรยกย่องให้เป็นแบบอย่างแก่คนทั้งปวง หลังจากสนทนากับนางซัวเอี๋ยมครู่หนึ่งแล้วโจโฉจึงลานางซัวเอี๋ยม แล้วพาทหารตามกองทัพต่อไป
กองทัพหลวงของโจโฉเดินทัพอีกครึ่งวันก็ถึงเมืองลำเต๋งซึ่งโจหองรักษาการอยู่ โจหองได้ทราบความว่าโจโฉยกกองทัพมาก็มีความยินดี พาบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงออกมาต้อนรับโจโฉแล้วเชิญเข้าไปในเมือง รายงานความศึกทั้งปวงให้ทราบโดยละเอียด พร้อมกับปรึกษาโทษของเตียวคับที่พ่ายแพ้แก่ข้าศึกอย่างยับเยิน
โจโฉฟังรายงานแล้วพยักหน้ารับทราบเป็นระยะ ๆ และกล่าวว่า “อันการสงครามจะหมายชนะฝ่ายเดียวนั้นไม่ได้ จำต้องแพ้บ้าง ชนะบ้าง ซึ่งเตียวคับเสียทีแก่ข้าศึกครั้งนี้เราจะยกโทษไว้ให้ทำราชการแก้ตัวครั้งหนึ่งก่อน”
โจหองรายงานต่อไปว่า บัดนี้เล่าปี่ยกกองทัพมาตั้งอยู่ที่ด่านแฮบังก๋วน ให้ฮองตงยกทหารมาตีเขาเตงกุนสัน แฮหัวเอี๋ยนซึ่งเป็นผู้รักษาพื้นที่เขาเตงกุนสันทราบความว่ามหาอุปราชยกกองทัพมาจึงตั้งมั่นรับข้าศึกเพื่อรอฟังคำสั่งว่าจะให้ทำการประการใด
โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงให้ทำหมายสั่งการถึงแฮหัวเอี๋ยนให้เร่งทำศึกกับฮองตงให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตีฮองตงให้แตกพ่ายไปให้เร็วที่สุด
เล่าหัวซึ่งเป็นที่ปรึกษาได้ยินคำสั่งของโจโฉที่ให้เจ้าพนักงานทำหมายสั่งการดังนั้น จึงติงว่าซึ่งมหาอุปราชจะเร่งให้แฮหัวเอี๋ยนออกไปรบกับฮองตงนั้นโปรดไตร่ตรองทบทวนดูให้รอบคอบ เพราะแฮหัวเอี๋ยนนี้เป็นคนวู่วามแรงด้วยโทสะ ทำการสิ่งใดไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบ เกรงว่าจะหลงกลอุบายของเล่าปี่ ขงเบ้ง แล้วจะเสียการของท่านไป
โจโฉได้ฟังคำติงดังนั้นจึงว่า แฮหัวเอี๋ยนเป็นยอดขุนพลที่ชำนาญการศึก ทั้งเป็นญาติสนิท ไว้วางใจให้ทำการครั้งนี้ได้ แต่คำท้วงของท่านก็ชอบอยู่ เราจะกำชับแฮหัวเอี๋ยนตามคำท่าน
ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งให้ทำหนังสือถึงแฮหัวเอี๋ยนอีกฉบับหนึ่ง ความว่า “ธรรมดาผู้เป็นนายทัพนายกองจะทำการสงครามก็ให้รู้จักทีเสียทีได้ อย่าให้เชื่อกำลังฝีมือของตัว อันกำลังฝีมือของตัวนั้นจะหักหาญเอาคนร้อยคนพันนั้นไม่ได้ จะสู้ได้ก็ตัวต่อตัว ถ้าเว้นไว้แต่ผู้มีความคิดรู้กลในการสงครามจึงจะอาจสามารถเอาชัยชนะแก่ข้าศึกอันมากกว่าได้ ซึ่งแฮหัวเอี๋ยนจะทำการสงครามครั้งนี้ให้ตรองตรึกจงหนัก อย่าให้เสียทีที่เราชุบเลี้ยงเป็นทหาร บัดนี้เราก็ยกมาถึงเมืองลำเต๋งแล้ว จะรอดูความคิดเจ้าสักครั้งหนึ่งก่อน อนึ่งซึ่งเตียวคับทำการให้เสียทีแก่ข้าศึกนั้นเราก็ยกโทษเสียแล้ว ให้เร่งคิดอ่านทำการแก้ตัวเถิด”
แฮหัวเอี๋ยนทราบความตามหนังสือของโจโฉแล้วก็มีความยินดี สั่งทหารผู้ถือหนังสือนั้นให้กลับไปทูลโจโฉว่า อย่าได้วิตกสืบไปเลย การศึกครั้งนี้จะอาสาทำการให้สำเร็จดังประสงค์ของวุยอ๋องให้จงได้
ครั้นทหารผู้ถือหนังสือกลับไปแล้ว แฮหัวเอี๋ยนจึงเอาหนังสือของโจโฉที่ยกโทษเตียวคับให้เตียวคับดู เตียวคับทราบว่าโจโฉยกโทษให้ก็มีความยินดี
แฮหัวเอี๋ยนจึงว่า วุยอ๋องต้องการลองกำลังความคิดของเราสองคน ให้ทำการแก้ตัวเอาชนะฮองตงให้จงได้ ดังนั้นในวันพรุ่งนี้เราจะยกทหารออกไปรบกับฮองตง แล้วจับตัวฮองตงมอบแก่วุยอ๋องให้จงได้
เตียวคับได้ฟังดังนั้นก็ท้วงว่า ฮองตงทหารเมืองเสฉวนผู้นี้แม้อายุมากแล้ว แต่กำลังวังชายังกล้าแข็ง ทั้งฝีมือรบพุ่งก็รวดเร็วเด็ดขาดนัก ท่านจะประมาทแก่ฝีมือและความคิดของฮองตงไม่ได้ ในกองทัพของฮองตงก็ยังมีหวดเจ้งซึ่งมีสติปัญญาชำนาญเล่ห์กลอุบายในการสงคราม จนบัดนี้ยังไม่รู้ว่าสองทหารเฒ่าเมืองเสฉวนจะคิดอ่านกลศึกประการใด จึงไม่ชอบที่จะประมาทแก่ข้าศึก เพราะเขาเตงกุนสันนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ หากพลาดพลั้งก็จะเสียการใหญ่ของวุยอ๋อง จึงขอให้ท่านตั้งมั่นคอยฟังกำลังศึกให้กระจ่างเสียก่อน
แฮหัวเอี๋ยนจึงว่า คำท้วงท่านก็ชอบอยู่ แต่ในการสงครามนั้นต่างฝ่ายต่างระมัดระวังปกปิดความลับเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทั้งปวง จะรอให้รู้ความกระจ่างจะมิเสียทีแก่ข้าศึกดอกหรือ ครั้งนี้วุยอ๋องก็เร่งรัดให้ทำศึกกับฮองตง ดังนั้นเมื่อท่านยังหวั่นเกรงฮองตงก็จงอยู่รักษาค่าย ตัวเราจะยกทหารออกไปจับตัวฮองตงเป็นความชอบก่อนที่ผู้อื่นจะแย่งชิงตัดหน้าให้ได้ความอัปยศ
แฮหัวเอี๋ยนสั่งการเตียวคับดังนั้นแล้ว จึงสั่งให้แฮหัวชงคุมทหารสามพันเป็นกองทัพหน้า แฮหัวเอี๋ยนเป็นกองทัพหลวง และให้แฮหัวชงยกกองทัพหน้าเข้าตีกองทหารของฮองตงก่อน
แฮหัวชงรับคำแฮหัวเอี๋ยนแล้วจึงคำนับลาจะออกไปจัดแจงทหาร แฮหัวเอี๋ยนได้กำชับสืบไปว่าเจ้ายกออกไปรบกับฮองตงครั้งนี้อย่าได้เห็นแก่ชัยชนะ จงทำทีเป็นพ่ายแพ้แล้วถอยกลับมา เราจะซุ่มทหารไว้สองข้างทาง คอยโจมตีและจับกุมตัวฮองตงให้จงได้
แฮหัวชงรับคำแล้วออกไปจัดแจงทหารตามคำสั่ง เสร็จแล้วจึงยกกองทัพหน้าออกจากค่ายไป แฮหัวเอี๋ยนเองคุมกองทัพหลวงยกไปซุ่มอยู่ที่ปากทางเข้าเขาเตงกุนสัน ให้ทหารขึ้นไปซุ่มอยู่บนยอดเขา ตัดท่อนไม้และเตรียมก้อนศิลาไว้เป็นอันมาก
ทางฝ่ายฮองตงและหวดเจ้งยกทหารมาตั้งค่ายอยู่ทางด้านหน้าปากทางเข้าเขาเตงกุนสันเป็นเวลาหลายวัน ก็ไม่เห็นทหารโจโฉยกออกมารบ ถึงแม้จะให้ทหารไปร้องด่าท้าทาย เหตุการณ์ก็ยังคงเงียบสงบ ฮองตงจึงให้ทหารเตรียมพร้อมออมกำลังอยู่ในค่าย ครั้นได้ทราบว่าแฮหัวเอี๋ยนให้แฮหัวชงยกทหารมาท้ารบ ฮองตงก็จัดแจงทหารจะยกไปรบกับแฮหัวชง
ศึกชิงเขาเตงกุนสันอันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญกำลังจะระเบิดขึ้นแล้ว!