ตอนที่ 416. อุบาย "สลายกำลัง"

หลังจากเตียวคับถูกฮองตงและเงียมหงันโจมตีจนต้องล่าถอยออกจากเขตด่านแฮบังก๋วนแล้ว โจหองได้ตั้งให้แฮหัวชงและฮันโฮสองสิงห์หนุ่มยกทหารไปช่วยเตียวคับ สองสิงห์หนุ่มคะนองศึกรุกไล่โจมตีกองทหารของฮองตงและเข้ายึดค่ายไว้ได้ถึงสามค่าย ใช้เป็นที่เก็บเสบียงอาหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ จากนั้นจึงยกกองทัพเข้าประชิดด่านแฮบังก๋วน

            ฝ่ายเบ้งตัดซึ่งเคยหัวเราะเยาะฮองตงและเงียมหงันว่าแก่เฒ่าปูนนี้แล้วไหนเลยจะเอาชนะข้าศึกได้ ครั้นได้เห็นฮองตงเสียทีแก่ข้าศึกถอยเข้ามาอยู่ในด่านดังนั้นจึงลอบส่งสารลับแจ้งข่าวเข้าไปยังเมืองเสฉวน รายงานความทั้งปวงให้เล่าปี่ทราบ

            เล่าปี่ทราบความว่าข้าศึกได้ทียกกองทัพเข้าประชิดด่านแฮบังก๋วนแล้วก็ตกใจ จึงเชิญขงเบ้งมาปรึกษาและแจ้งสภาพการณ์สงครามให้ขงเบ้งทราบทุกประการ แล้วถามว่า กุนซือจะคิดอ่านประการใด

            ขงเบ้งหัวเราะ เอาพัดขนนกโบกไปมาอยู่ครู่หนึ่งจึงว่า ข่าวสารการสงครามที่ท่านปรารภดังนี้ตรงกับการข่าวที่ข้าพเจ้าได้รับ ท่านอย่าวิตกเลย การทั้งนี้เป็นกลอุบายของฮองตงและเงียมหงัน อีกไม่กี่วันฮองตงคงจะตีกองทัพเมืองฮันต๋งให้แตกพ่ายไป

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ยังไม่คลายใจ จึงถามว่าเหตุใดกุนซือจึงมั่นใจดังนี้เล่า

            ขงเบ้งจึงว่า วิสัยฮองตงทะนงนัก ไหนเลยจะยอมพ่ายแพ้ถึงสามครั้งสามคราแล้วหนีเข้าไปอยู่ในด่าน หากต่อสู้ไม่ได้จริงแล้วฮองตงคงจะยอมตายในสนามรบเสียมากกว่า ระยะทางที่สู้รบกันเพียงเก้าร้อยเส้น หากฮองตงจะหนีก็สามารถหนีเข้าไปในด่านได้โดยไม่ต้องพักตั้งค่ายระหว่างทาง แต่นี่ฮองตงแกล้งล่าถอยถึงสามครั้งระยะห่างกันเพียงครั้งละสองร้อยเส้น ปล่อยให้ข้าศึกยึดค่ายใช้เป็นที่เก็บเสบียงอาหารและยุทโธปกรณ์ถึงสามค่ายจึงจะถอยเข้าด่าน สภาพการสงครามที่แท้จริงก็คือค่ายเปล่าของฮองตงทั้งสามค่ายที่ถูกยึดไปนั้นบัดนี้เต็มไปด้วยเสบียงและอาวุธของข้าศึก แล้ว กองทหารของข้าศึกที่ยกมาต้องแบ่งไปรักษาค่ายถึงสามค่าย ดังนั้นจึงเหลือทหารเพียงจำนวนน้อยเข้าประชิดด่านแฮบังก๋วน สภาพการของข้าศึกเริ่มจากมาก ดำเนินการรุกจนเหลือกำลังน้อย ในขณะที่ฮองตงได้ถอยทัพทำให้กำลังน้อยเมื่อมารวมกับกำลังทหารในด่านแฮบังก๋วนแล้วก็จะมีกำลังมาก ข้าศึกยิ่งรุกไล่ยิ่งกำลังน้อยลงและอ่อนแรง อุปมาดังเกาทัณฑ์ที่แล่นไปจนสุดแรงแล้ว แม้ผ้าไหมอันบางก็ไม่อาจยิงให้ทะลุได้ฉันใด กองทัพของข้าศึกต้องกลของฮองตงในครั้งนี้ก็อุปไมยฉันนั้น

            ขงเบ้งกล่าวสืบไปว่า เหตุนี้ข้าพเจ้าจึงประมาณสถานการณ์ว่านี่คือกลอุบายสลายข้าศึกของฮองตง เมื่อฮองตงถอยเข้าด่านรวมศูนย์กำลังได้แล้วคงจะรุกรบตอบโต้ตีกองทัพข้าศึกที่ประชิดด่านแฮบังก๋วนและรุกเข้ายึดค่ายทั้งสามคืน ชิงเอาเสบียงอาหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ของข้าศึกเป็นกำไรได้อีก

            เล่าปี่ได้ฟังขงเบ้งอธิบายตื้นลึกหนาบางอย่างละเอียดดังนั้นก็ค่อยคลายใจ และเห็นว่าการศึกใกล้จะแตกหักแล้ว เล่าปี่จึงให้เล่าฮองซึ่งเป็นบุตรเลี้ยงคุมทหารยกหนุนไปช่วยฮองตงอีกแรงหนึ่ง

            เมื่อเล่าฮองยกทหารไปถึงด่านแฮบังก๋วนแล้ว จึงแจ้งความให้เบ้งตัด งักจุ้น และฮองตงทราบว่าเล่าปี่ให้ยกทหารมาช่วย

            ฮองตงจึงถามว่าเล่าปี่ได้ทราบข่าวสารประการใดจึงให้ท่านหนุนมาช่วยดังนี้ เล่าฮองจึงเล่าความซึ่งเล่าปี่และขงเบ้งได้ปรึกษากันให้เบ้งตัด งักจุ้น และฮองตงฟังทุกประการ

            ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า กุนซือมีสติปัญญากว้างขวางราวเทพยดา แม้อยู่ทางไกลก็สามารถเข้าใจสภาพการศึกและแผนการของข้าพเจ้าได้กระจ่างเหมือนหนึ่งนั่งอยู่ในหัวใจข้าพเจ้า ฮองตงได้สารภาพความคิดที่วางแผนนั้นว่า “ซึ่งเราแตกถอยมานี้ด้วยกลอุบาย จะให้ข้าศึกเอาอาวุธแลเสบียงอาหารมารวมไว้ในค่ายประชิด เพลาค่ำวันนี้ท่านจงคอยดูเถิด เราจะยกออกตีค่ายแฮหัวชง ฮันโฮ แตกไปแล้ว จะให้ทหารเก็บเครื่องศัสตราวุธ แลเสบียงอาหารไว้ให้จงได้”

            ฮองตงหันมาทางงักจุ้นและเบ้งตัด แล้วกล่าวว่าในค่ำคืนวันนี้ข้าพเจ้าจะยกทหารออกไปตีข้าศึกให้พ่ายแพ้ไปจงได้ ขอให้งักจุ้นตรวจตรารักษาด่านไว้ให้มั่นคง อย่าให้ข้าศึกลอบรุกล้ำเข้ามาได้ ส่วนเบ้งตัดนั้นขอให้ช่วยเตรียมทหารไว้ขนเสบียงอาหารและเครื่องศัสตราวุธที่จะยึดจากข้าศึกในค่ำคืนวันนี้ ส่วนเล่าฮองให้ยกไปช่วยข้าพเจ้า

            เบ้งตัด งักจุ้น และเล่าฮอง ได้ฟังฮองตงว่าดังนั้นก็รับคำแล้วต่างคนต่างแยกย้ายกันไปจัดแจงการในหน้าที่รับผิดชอบต่อไป

            ทางฝ่ายฮันโฮและแฮหัวชงนับแต่รุกไล่ฮองตงจนหนีเข้าไปในด่านแล้ว คุมทหารคอยทีอยู่ในค่ายถึงสามวันก็ไม่เห็นฮองตงยกทหารออกมารบ จึงสำคัญว่าฮองตงเกรงกลัวฝีมือและเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นตั้งรับศึกอยู่ในด่าน ดังนั้นจึงมิได้เตรียมการที่จะยกออกไปรบกับฮองตงอีก คงให้ทหารพักผ่อนเตรียมการอยู่ในค่าย คอยฟังข่าวว่าฮองตงจะยกมาท้ารบเมื่อใด บรรดาทหารของฮันโฮและแฮหัวชงคอยทีอยู่ในค่ายดังนั้นก็พากันตั้งอยู่ในความประมาท

            ในคืนนั้นพอเวลาสองยามผ่านพ้นไป ฮองตงและเล่าฮองได้คุมทหารห้าพันลอบยกออกจากประตูด่านอย่างเงียบเชียบ พอเข้าล้อมค่ายของฮันโฮและแฮหัวชงแล้วก็จุดประทัดสัญญาณขึ้น บรรดาทหารของฮองตงก็ระดมยิงธนูเพลิงเข้าไปในค่ายพร้อมกับโห่ร้องและตีหักเข้าไปในค่ายอย่างรวดเร็ว

            ทหารของแฮหัวชงและฮันโฮกำลังนอนหลับอย่างสุขสบาย พอได้ยินเสียงทหารโห่ร้อง ตื่นขึ้นเห็นแสงเพลิงลุกโชติช่วงทุกค่ายก็ตกใจ พากันแตกตื่นวิ่งหนีโดยไม่ทันใส่เกราะและคลุมอานม้า ทหารของฮองตงได้ฆ่าฟันทหารของแฮหัวชงและฮันโฮบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก

            แฮหัวชงและฮันโฮเห็นทหารแตกตื่นและบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมากคุมกันไม่ติดดังนั้นก็ตกใจ รีบพาทหารซึ่งสนิทขี่ม้าหนีออกจากค่าย หนีไปทางค่ายที่ยึดไว้จากฮองตง ทางฝ่ายฮองตงและเล่าฮองได้ทีก็คุมทหารไล่ตามตีแฮหัวชงและฮันโฮไปตลอดทางแฮหัวชงและฮันโฮจะเข้าค่ายที่ยึดไว้ก็ไม่ทัน ทั้งทหารที่ตั้งให้รักษาค่ายมีจำนวนน้อย พอได้ทราบว่าแฮหัวชงและฮันโฮเสียทีแก่ฮองตงก็พากันทิ้งค่ายแล้วหนีกระจัดกระจายไป

            ในขณะนั้นเบ้งตัดยกทหารมาถึง จึงให้ทหารเข้ายึดค่าย เก็บสินศึก เสบียงอาหารและอาวุธยุทโธปกรณ์จากค่ายทั้งสามไว้จนหมดสิ้น

            ทางฝ่ายฮองตงและเล่าฮองได้พาทหารไล่ตามตีแฮหัวชงและฮันโฮไปจนเวลาสว่าง ฮองตงยังคงพาทหารรุดหน้าต่อไปเพื่อจะไล่แฮหัวชงและฮันโฮให้ทัน เล่าฮองเห็นทหารเริ่มอ่อนล้าอิดโรยจึงขี่ม้าเข้าไปใกล้ฮองตง แล้วว่าบัดนี้ทหารของเราทำศึกมาตลอดทั้งคืน เริ่มอ่อนล้าอิดโรย ชอบที่จะพักฟื้นทหารสักระยะหนึ่งให้พอมีกำลังก่อนแล้วค่อยยกตามตีต่อไป

            ฮองตงจึงว่าอันการศึกสองฝ่ายกระทำแก่กันนั้น ความอ่อนล้าอิดโรยย่อมมีขึ้นแก่ทั้งสองฝ่าย ใช่ว่าทหารฝ่ายเราจะอ่อนล้าอิดโรยแต่ฝ่ายเดียวไม่ เวลานี้ข้าศึกย่อมอ่อนล้าอิดโรยมากกว่าเราเพราะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แตกหนี หากไล่ตามตีต่อไปคงจะได้ชัยชนะเด็ดขาด

            ฮองตงกล่าวสืบไปว่า “เมื่อเราตามมาพบซุ้มเสือแล้ว จะไม่รีบเข้าจับลูกเสือให้ได้นั้น จะละไว้ให้มีกำลังไปหรือ” ว่าแล้วฮองตงจึงสั่งทหารทั้งปวงให้มุมานะทุ่มเทความพยายามตามตีข้าศึกเพื่อให้ได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดต่อไป

            ในขณะนั้นทางฝ่ายแฮหัวชงและฮันโฮพาทหารหนีไปใกล้จะถึงค่ายเตียวคับ ทหารในค่ายเตียวคับทราบว่าแฮหัวชงและฮันโฮเสียทีแก่ข้าศึกแล้ว กองทัพเมืองเสฉวนกำลังรุกไล่ตามมาก็ตกใจขวัญผวากลัวว่าจะต้านทานไม่ได้ ต่างคนจึงต่างชิงหนีออกจากค่าย เตียวคับพยายามปลอบขวัญโบกธงเรียกให้ทหารหยุดอยู่ก่อนแต่ไม่มีผู้ใดเชื่อฟัง ดังนั้นเตียวคับจึงจำเป็นต้องทิ้งค่ายแล้วขี่ม้าพาทหารซึ่งสนิทหนีตามกันไปด้วย

            ฮองตงพาทหารไล่ตามตีจนแฮหัวชงและฮันโฮหนีไปไกลแล้ว จึงสั่งทหารให้เคลื่อนทัพไปทางเขาเทียนตองสันตามที่ได้นัดแนะวางแผนไว้กับเงียมหงันก่อนหน้านั้นแล้ว

            เตียวคับและทหารหนีไปถึงริมแม่น้ำฮันซุยฝั่งตะวันตก จึงได้พบกับแฮหัวชงและ ฮันโฮซึ่งแตกหนีมา แฮหัวชงและฮันโฮเห็นเตียวคับก็รู้สึกละอายใจ หลังจากคำนับกันตามธรรมเนียมแล้วทั้งแฮหัวชงและฮันโฮจึงมิได้พูดจาประการใด

            เตียวคับเห็นดังนั้นก็เข้าใจความรู้สึกของสองสิงห์หนุ่มที่วู่วามและประมาทแก่ฮองตงจนเสียทียับเยินมาเช่นนี้ ครั้นจะต่อว่าประการใดก็สำนึกแก่ใจดีว่าตัวเองก็เคยปราชัยยับเยินมาเช่นเดียวกัน ดังนั้นเตียวคับจึงกล่าวกับแฮหัวชงและฮันโฮโดยดีว่า พวกเราจะหนีไปอย่างไร้จุดหมายปลายทางนั้นไม่ชอบ ด้วยวุยอ๋องวางใจฝากฝังภาระหน้าที่ให้พวกเรารักษาเมืองฮันต๋งไว้มิให้เป็นอันตราย จึงชอบที่จะคิดอ่านรักษาเมืองฮันต๋งไว้ให้จงได้

            แฮหัวชงและฮันโฮพ่ายศึกครั้งนี้แล้วค่อยอ่อนลง จึงถามว่าท่านมีความเห็นประการใดหรือ เตียวคับจึงว่า “อันเมืองฮันต๋งนี้ได้อาศัยเสบียงซึ่งซ่องสุมไว้ ณ เขาเทียนตองสันกับเขาบิชองสัน แม้เสียเสบียงสองตำบลนี้แล้วเมืองฮันต๋งก็จะเสียด้วย เราจะคิดอ่านไปรักษาเสบียงสองตำบลนี้ไว้เห็นจะได้เป็นกำลังทำการสืบไป”

            แฮหัวชงจึงว่าความคิดของท่านดังนี้ชอบแล้ว แต่เขาบิชองสันนั้นท่านอย่าได้วิตกเลยเพราะเป็นพื้นที่อยู่ใกล้กับเขาเตงกุนสัน ซึ่งแฮหัวเอี๋ยนอาของข้าพเจ้ารับคำสั่งจากวุยอ๋องให้ดูแลรักษาอยู่แล้ว หากหนักเบาขัดข้องประการใดที่เขาบิชองสัน อาข้าพเจ้าคงจะยกทหารไปช่วยได้ทันท่วงที วิตกอยู่ก็แต่ที่เขาเทียนตองสันเท่านั้น เพราะที่เขาเทียนตองสันนี้มีแต่แฮหัวเต๊กซึ่งเป็นพี่ชายข้าพเจ้าดูแลรักษาอยู่ ทหารก็มีไม่มากนัก ดังนั้นท่านและ ข้าพเจ้าจึงชอบที่จะไปช่วยกันรักษาเขาเทียนตองสันไว้

            เตียวคับได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงพากันยกทหารไปที่เขาเทียนตองสัน แล้วเล่าเนื้อความให้แฮหัวเต๊กซึ่งรับผิดชอบดูแลคลังเสบียงของเมืองฮันต๋งที่เขาเทียนตองสันทราบทุกประการ

            แฮหัวเต๊กได้ฟังความจากแฮหัวชงผู้เป็นน้องชายดังนั้นแล้ว จึงว่า ณ เขาเทียนตองสันนี้ไม่มีสิ่งใดจะต้องหวั่นเกรงข้าศึก เพราะภูมิประเทศทุรกันดารยากแก่การเข้าตี ทั้งเราก็มีกำลังทหารถึงสิบหมื่นคอยคุ้มครองป้องกัน พวกท่านอย่าได้กังวลใจด้วยเราเลย จงคิดอ่านทำการเอาชนะข้าศึกตามหน้าที่ของพวกท่านเถิด

            เตียวคับได้ยินคำแฮหัวเต๊กเป็นเชิงขับไล่ไสส่งดังนั้นก็น้อยใจ จึงท้วงว่าเขาเทียนตองสันนี้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะเป็นคลังเสบียงใหญ่แห่งหนึ่งของเมืองฮันต๋ง ดังนั้นแม้มีทหารมากก็อย่าเพ่อวางใจก่อน

            เตียวคับพูดขาดคำลงก็ได้ยินเสียงทหารโห่ร้องก้องอึงคะนึงมาจากทางด้านหน้าเขาเทียนตองสัน แฮหัวเต๊ก เตียวคับ แฮหัวชง และฮันโฮ ได้ยินก็ประหลาดใจว่าเป็นกองทัพของฝ่ายใดยกมา ในทันใดนั้นทหารรักษาการณ์ได้วิ่งเข้ามารายงานว่าบัดนี้ฮองตงคุมทหารเป็นจำนวนมากยกมาทางด้านหน้าของเขาเทียนตองสันแล้ว

            แฮหัวเต๊กได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า อ้ายเฒ่าผู้นี้ไม่เจียมตัว คงจะเอาชีวิตมาทิ้งเสียที่เขาเทียนตองสันนี้เป็นแน่แท้

            เตียวคับได้ฟังดังนั้นก็รู้ว่าแฮหัวเต๊กประมาทฝีมือฮองตง จึงท้วงว่าอันฮองตงผู้นี้มากก็แต่อายุ แต่กำลังวังชายังเข้มแข็งแกร่งกล้านัก ทั้งยังมีประสบการณ์การสงครามและกลศึกล้ำลึกนัก ไม่ชอบที่ท่านจะดูหมิ่นฝีมือฮองตงก่อน

            แฮหัวเต๊กจึงว่าภูมิประเทศเขาเทียนตองสันนี้คับขันทุรกันดาร และเป็นชัยภูมิยากแก่การเข้าตี หากฮองตงมีสติปัญญาชำนาญการสงครามจริงแล้ว ไหนเลยจะบังอาจยกล่วงเข้ามาในภูมิประเทศซึ่งเสียเปรียบดังนี้เล่า การที่ฮองตงยกทหารเข้าตีเขาเทียนตองสันก็คือการเดินเข้าหาความพ่ายแพ้ ดังนี้จะว่ามีสติปัญญาได้ไฉน

            ฮันโฮได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบกับการประมาณสถานการณ์ศึกของแฮหัวเต๊ก และอาสาว่าจะขอยกทหารแต่เพียงสามพันไปสกัดโจมตีกองทัพฮองตงให้แตกพ่ายไปจงได้

            แฮหัวเต๊กเห็นฮันโฮอาสาดังนั้นก็ชอบใจ จึงจัดทหารสามพันให้ฮันโฮยกไปสกัดกองทัพของฮองตงที่ปากทางเข้าเขาเทียนตองสัน ฮันโฮจึงคำนับขอบคุณแฮหัวเต๊กแล้วยกทหารสามพันไปที่ด้านหน้าของเขาเทียนตองสัน เผชิญหน้ากับเสือเฒ่าแห่งเมืองเสฉวนในบัดนั้น.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘