ตอนที่ 411. ค่ายพยุหะธนูพิฆาต

 คำพยากรณ์ของกวนลอเกี่ยวกับการข้างเมืองกังตั๋งและการจลาจลในเมืองหลวงปรากฏเป็นจริงขึ้นแล้ว คงเหลือแต่การข้างเมืองเสฉวน แต่ทำให้โจหองซึ่งเป็นแม่ทัพยกกองทัพหนุนไปช่วยแฮหัวเอี๋ยนและเตียวคับต้องประหวั่นพรั่นพรึง เพราะคำทำนายที่ว่าโจโฉจะเสียญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นนายทหารเอกนั้น โจหองเข้าใจว่าตัวเองอยู่ในข่ายคำทำนายนั้นด้วย

            เตียวคับได้ฟังคำโจหองที่ทักท้วงเกี่ยวกับเตียวหุยก็รู้ความนัยว่าโจหองไม่ขัดข้องในการที่เตียวคับจะอาสายกไปรบกับเตียวหุย จึงกล่าวว่าคนทั้งปวงเกรงกลัวฝีมือเตียวหุยว่ากล้าสามารถนัก แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าเตียวหุยมีแต่กำลังฝีมือ ไม่น่าเกรงขามประการใดเพราะไร้สติปัญญา มีความคิดอ่านเหมือนหนึ่งเด็กทารก ดังนั้นข้าพเจ้าจึงมั่นใจว่าจะจับตัวเตียวหุยได้เป็นมั่นคง

            โจหองจึงว่า สงครามเป็นเรื่องความเป็นความตายของบ้านเมือง ใช่เรื่องที่จะพูดจาปรามาสตามอำเภอใจ ถ้าหากท่านทำการไม่สมคำพูดแล้วท่านจะว่าประการใด

            เตียวคับจึงว่า ข้าพเจ้าจะทำทัณฑ์บนไว้กับท่าน มาตรแม้นว่ายกไปทำการแล้วไม่สำเร็จก็ให้ท่านตัดศีรษะข้าพเจ้าเสียเถิด

            เตียวคับกล่าวแล้วก็สั่งทหารให้เอากระดาษและพู่กันมาเขียนทัณฑ์บนตามสัญญา แล้วส่งมอบทัณฑ์บนนั้นให้กับโจหอง

            โจหองเห็นดังนั้นก็มีความยินดีแต่มิวายที่จะกำชับว่า วุยอ๋องวิตกด้วยเรื่องการรักษาเมืองฮันต๋ง ดังนั้นการศึกครั้งนี้ท่านอย่าได้ประมาทแก่ข้าศึก

            เตียวคับรับคำแล้วคำนับลาโจหองออกไปจัดแจงทหารสามหมื่นยกไปที่ตำบลแฮเปียน ครั้นยกกองทัพล่วงเข้าเขตตำบลแฮเปียนแล้ว เตียวคับเห็นภูมิประเทศเป็นชัยภูมิอันต้องด้วยพิชัยสงคราม คือมีภูเขาอยู่ด้านหลัง มีหนทางอยู่ด้านหน้า ดังนั้นเตียวคับจึงสั่งให้ตั้งค่ายอิงเชิงเขาไว้เป็นสามค่ายเป็นพยุหะธนูพิฆาต คือค่ายแรกอยู่ทางด้านหน้าสุด อีกสองค่ายเยื้องมาทางด้านหลัง มีลักษณะคล้ายกับรูปหัวเกาทัณฑ์

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาว่าเตียวคับตั้งค่ายสามค่าย “ค่ายหนึ่งชื่อเพ็กเงียม ค่ายหนึ่งชื่อบองเทา ค่ายหนึ่งชื่อบองเซ็ก แบ่งทหารให้อยู่ค่ายละหมื่น”

            การตั้งค่ายในลักษณะนี้มีลักษณะป้องกันและรุกรับอยู่ในตัว ยากแก่การที่ข้าศึกจะเข้าตีทางด้านหลัง ดังนั้นแต่ละค่ายจึงมุ่งป้องกันด้านหน้าแต่ด้านเดียว ทั้งสามารถหนุนเนื่องช่วยเหลือสนับสนุนกันได้ตามกระบวนศึก

            เตียวคับตั้งค่ายแล้วปรากฏว่าเหตุการณ์ยังคงเงียบสงบ ไม่มีกองทัพของข้าศึกยกมาท้าทายหรือก่อกวน เตียวคับจึงรู้สึกประหลาดใจ แต่ก็คิดว่าตัวเรายกมาทำการทั้งนี้ได้ทำทัณฑ์บนไว้กับโจหองแล้วว่าจะอาสาจับตัวเตียวหุยให้จงได้ ครั้นจะตั้งค่ายนิ่งอยู่ดังนี้โจหองก็จะดูหมิ่นให้ได้ความอัปยศ

            เตียวคับคิดดังนั้นจึงเกณฑ์ทหารเอาจากแต่ละค่าย ๆ ละห้าพันคน รวมหมื่นห้าพันคน แล้วแบ่งเป็นสามกองจะยกไปตีเมืองปาเส โดยเตียวคับคุมทหารเป็นกองหน้า ส่วนอีกสองกองให้ยกตามไป แล้วสั่งทหารที่เหลือในแต่ละค่ายให้รักษาค่ายไว้ให้มั่นคง

            พอเตียวคับเคลื่อนทัพออกจากที่ตั้ง หน่วยสอดแนมของเตียวหุยก็นำความไปรายงานให้เตียวหุยทราบว่าบัดนี้เตียวคับยกกองทัพมาเป็นสามสายจะมาตีเมืองปาเส

            เตียวหุยจึงเรียกลุยต๋องมาปรึกษาว่าจะคิดอ่านประการใด ลุยต๋องจึงว่าอันเส้นทางที่จะยกมาเมืองปาเสนี้เป็นซอกเขาและป่าชัฏ มิหนำซ้ำยังมีลำห้วยลำธารทุรกันดารนัก กองทัพฝ่ายเรามีทหารซึ่งชำนาญภูมิประเทศเป็นจำนวนมาก ในขณะที่กองทัพเมืองฮูโต๋ยังไม่เคยยกล่วงเข้ามาในภูมิประเทศนี้ เห็นทีจะได้ชัยชนะเป็นมั่นคง

            เตียวหุยได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า สภาพภูมิประเทศและแผนการของท่านจะเป็นประการใดเล่า

            ลุยต๋องจึงว่า ตามเส้นทางที่จะมายังเมืองปาเสเป็นทางจำเพาะ ข้าพเจ้าจะยกทหารออกไปซุ่มอยู่ในซอกเขา เมื่อกองทัพของเมืองฮูโต๋ยกมาก็ให้ท่านยกทหารเข้าตีสกัด ข้าพเจ้าก็จะยกทหารออกมาตีกระหนาบหลัง คงจะจับตัวแม่ทัพข้าศึกได้เป็นแน่แท้

            เตียวหุยได้ฟังแผนการของลุยต๋องก็มีความยินดี จัดทหารให้ลุยต๋องห้าพัน และให้ยกไปซุ่มอยู่ในซอกเขาสองข้างทางที่จะมายังเมืองปาเสนั้น ส่วนเตียวหุยคุมทหารหนึ่งหมื่นยกไปตั้งสกัดอยู่ที่ปากทางซึ่งจะยกล่วงเข้าเขตเมืองปาเส

            ในตอนบ่ายวันนั้นเตียวคับก็ยกทหารมาถึงปากทางที่จะเข้าเมืองปาเส เห็นเตียวหุยคุมทหารตั้งสกัดและร้องท้าทายให้เตียวคับออกมารบกันให้ประจักษ์ฝีมือ เตียวคับได้ยินดังนั้นก็โกรธ ชักม้าออกไปหน้าทหาร ตรงเข้าไปหาเตียวหุย เตียวหุยก็ชักม้าออกมารบกับเตียวคับ

            เตียวคับรบกับเตียวหุยได้เพียงสามสิบเพลง ก็ได้ยินเสียงประทัดดังขึ้นจากทางด้านหลัง แล้วเสียงทหารก็โห่ร้องก้องดังสนั่นทั้งสองราวป่าข้างทาง เตียวคับก็พรั่นใจเหลียวไปมองทางด้านหลังเห็นทหารเมืองเสฉวนยกพลออกมาจากราวป่าสองข้างทาง เข้าโจมตีกองหลังทั้งสองกองจนแตกตื่นกระจัดกระจายถอยร่นกระทบมาถึงกองหน้า และฆ่าฟันทหารเมืองหลวงบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก

            เตียวคับเห็นดังนั้นก็ตกใจ ไม่เป็นอันจะสู้รบกับเตียวหุยต่อไป เตียวหุยเห็นได้ทีก็ร้องสั่งทหารให้โจมตีกระทบเข้าไปพร้อมกัน ตัวเตียวหุยยิ่งคึกคะนองโหมจู่โจมแทงเตียวคับอย่างดุเดือด

            เตียวคับเกรงจะเสียทีจึงชักม้าหนีเข้าไปในหมู่ทหารแล้วสั่งทหารให้ตีฝ่าถอยกลับไปตามเส้นทางเดิม เตียวหุยเห็นได้ทีก็ไล่ตามไป ทหารเมืองเสฉวนในบังคับบัญชาของลุยต๋องและทหารในบังคับบัญชาของเตียวหุยได้ตีกระหนาบเข้ามาพร้อมกัน ฆ่าฟันทหารเมืองหลวงบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก แต่เตียวคับนั้นตีฝ่าหนีกลับไปได้โดยเหลือทหารติดตามไปไม่ถึงห้าพันคน

            เตียวหุยและลุยต๋องเห็นเตียวคับแตกหนีกลับไปจึงคุมทหารไล่ตามเตียวคับไปจนถึงค่ายเพ็กเงียมซึ่งเป็นค่ายหน้าสุด และสั่งทหารให้เข้าตีค่าย แต่เนื่องจากเตียวคับตั้งค่ายเป็นกระบวนพยุหะธนูพิฆาต จึงสามารถรุกรับการโจมตีของทหารเมืองเสฉวนได้อย่างมีพลังยิ่ง

            ทหารในค่ายเพ็กเงียมได้ระดมยิงเกาทัณฑ์และกลิ้งก้อนศิลาใส่ทหารของเตียวหุยอย่างดุเดือด ในขณะที่ทหารในค่ายบองเทาและบองเซ็กต่างโห่ร้องและตีม้าล่อฆ้องกลองข่มขวัญอย่างกึกก้อง

            เตียวหุยเห็นว่าจะตีค่ายได้ไม่สำเร็จ จึงสั่งทหารให้ถอยมาตั้งค่ายห่างจากค่ายเพ็กเงียมร้อยเส้น และกำชับทหารให้ระมัดระวังกวดขันรักษาค่ายทั้งกลางวันและกลางคืน ในขณะที่เตียวคับก็กำกับให้ทหารระมัดระวังรักษาค่ายไว้อย่างมั่นคง

            ในวันรุ่งขึ้นเตียวหุยคุมทหารออกไปท้ารบเตียวคับที่หน้าค่ายเพ็กเงียม แต่เตียวคับไม่ยกทหารออกมารบ กลับขึ้นไปเล่นกระจับปี่สีซออยู่บนเนินเขา เตียวหุยเห็นดังนั้นก็โกรธ สั่งทหารให้ร้องด่าเตียวคับด้วยถ้อยคำหยาบช้านานาประการ แต่เตียวคับก็ทำเป็นไม่ได้ยิน คงเล่นกระจับปี่สีซอเป็นที่สนุกสนาน จนถึงเวลาบ่ายเตียวหุยจึงยกทหารกลับมาที่ค่าย

            วันรุ่งขึ้นเตียวหุยก็ยกทหารออกไปท้ารบอีก แต่เตียวคับก็ไม่ยอมยกทหารออกมารบ คงขึ้นไปเล่นกระจับปี่สีซออยู่บนเนินเขาดังเดิม ลุยต๋องเห็นดังนั้นจึงพาทหารรุกเข้าตีค่ายเพ็กเงียม

            แต่เนื่องจากค่ายเพ็กเงียมตั้งอิงเขาบนที่สูง ในขณะที่ทหารของลุยต๋องเข้าโจมตีจากข้างล่าง ดังนั้นพอเข้าไปใกล้ค่ายเพ็กเงียมก็ถูกระดมยิงด้วยเกาทัณฑ์และถูกทิ้งก้อนศิลาลงมาเป็นอันมาก ทหารของลุยต๋องบาดเจ็บหลายคน เตียวหุยเห็นดังนั้นจึงสั่งให้ลุยต๋องถอยทหารออกมาให้พ้นรัศมีเกาทัณฑ์

            จนถึงเวลาบ่ายเตียวหุยก็คุมทหารออกไปด่าเตียวคับ ท้าทายให้ยกทหารออกมารบกันอีก แต่เตียวคับก็ไม่ยกทหารออกมา กลับให้ทหารร้องด่าโต้ตอบว่าเตียวหุยเป็นคนถ่อยต่ำช้า เพราะพื้นเพเดิมเป็นคนขายหมูและขายสุรา

            เตียวหุยได้ฟังคำด่าก็โกรธแต่มิรู้ที่จะทำประการใดได้ เพราะจะยกเข้าตีก็ขัดสน เนื่องจากข้าศึกตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ได้เปรียบ จนเวลาเย็นเตียวหุยจึงถอยทหารกลับเข้ามาในค่าย

            เหตุการณ์ที่ฝ่ายหนึ่งยกทหารออกมาด่า อีกฝ่ายหนึ่งเล่นกระจับปี่สีซอโดยไม่ยอมรบกันดำเนินไปวันแล้ววันเล่า ในระหว่างนั้นเตียวหุยได้แสดงอาการโกรธแค้นเตียวคับเป็นอันมาก สั่งทหารให้ตั้งกระโจมที่หน้าค่ายเพ็กเงียมแล้วเตียวหุยเข้าไปนั่งในกระโจม สั่งทหารให้เอาสุรามาดื่มตั้งแต่เช้าจนเย็นทุกวัน พอตกเย็นเตียวหุยก็มีอาการเมาสุราแล้วพา ทหารกลับไปค่ายจนเวลาผ่านไปถึงห้าสิบวัน

            ฝ่ายทหารส่งเสบียงที่คุมเสบียงจากเมืองเสฉวนมาส่งที่แนวหน้า เห็นพฤติกรรมของทั้งสองฝ่ายดังนั้นก็วิตกกังวลว่าเตียวหุยเอาแต่ดื่มสุราจะเสียทีแก่ข้าศึก ดังนั้นเมื่อกลับถึงเมืองเสฉวนหัวหน้าหน่วยคุมเสบียงจึงนำความไปรายงานให้เล่าปี่ทราบ

            เล่าปี่ทราบรายงานแล้วจึงเชิญขงเบ้งมาปรึกษาว่าเตียวหุยยกทหารไปทำศึกที่แนวหน้าแต่กลับเสพสุราจนเมามายทุกวัน เกรงว่าจะเสียทีแก่ข้าศึก กุนซือจะมีความคิดอ่านประการใด

            ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่าเหตุที่การศึกยืดเยื้ออยู่ฉะนี้ก็เพราะในกองทัพของเตียวหุยไม่มีสุราดีและมีดีกรีเข้มพอ ขอให้ท่านจัดสุราชั้นพิเศษที่กลั่นเข้มข้นของเมืองเสฉวนจำนวนห้าสิบไหส่งไปให้แก่เตียวหุยที่แนวหน้า เห็นทีเตียวหุยจะคิดอ่านเอาชัยชนะข้าศึกได้เป็นมั่นคง

            เล่าปี่เห็นขงเบ้งกล่าวความแล้วก็อมยิ้มเป็นนัย ก็รู้ว่ามีความนัยซ่อนเร้นอยู่ จึงถามว่าเตียวหุยเสพสุราเมามายคราวใดก็เสียการคราวนั้น ไฉนเล่ากุนซือจึงยังเติมสุราไปให้แก่เตียวหุยอีก หากเตียวหุยได้สุรากลั่นเข้มเพิ่มเติมแล้วก็จะเมามายมากขึ้น จะไม่เสียการสงครามดอกหรือ

            ขงเบ้งหัวเราะซ้ำ ในมือก็เอาพัดขนนกโบกไปมาแล้วว่า “ท่านเป็นพี่น้องกันมาช้านานแล้วมิได้รู้จักน้ำใจเตียวหุย แต่ก่อนนั้นเตียวหุยเป็นคนองอาจวู่วาม ครั้นยกมาตีเมืองเสฉวนนี้ข้าพเจ้าเห็นเตียวหุยละพยศอันร้ายเสีย คิดจับเงียมหงันได้ด้วยปัญญา ก็เป็นนิมิตประกอบบุญท่านอยู่แล้ว ซึ่งเตียวหุยแกล้งพาทหารออกไปด่าเตียวคับนั้นเพราะจะทำกลอุบาย”

            เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ค่อยคลายใจแต่ยังไม่วางใจสนิทนัก จึงว่าเมื่อกุนซือมีความเห็นเช่นนี้ข้าพเจ้าก็เห็นชอบด้วย แต่เพื่อความไม่ประมาทข้าพเจ้าจะให้อุยเอี๋ยนออกไปช่วยเตียวหุยอีกแรงหนึ่ง

            ขงเบ้งจึงว่าเป็นโอกาสอันสมควรที่จะเสริมกำลังทหาร ซึ่งท่านจะส่งอุยเอี๋ยนยกหนุนไปนั้นเป็นการชอบแล้ว

            เล่าปี่จึงสั่งทหารให้จัดสุรากลั่นเข้มสุดวิเศษของเมืองเสฉวนจำนวนห้าสิบไห บรรทุกไปในเกวียนจนเต็มถึงสามเล่ม แล้วให้ปักธงจารึกไว้ที่เกวียนนั้นว่า สุราพิเศษอย่างดีสำหรับแนวหน้าของกองทัพเสฉวน และให้อุยเอี๋ยนคุมทหารและขบวนเกวียนสุรายกไปที่เมืองปาเส

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า เล่าปี่จัดให้มีธงจารึกอักษรความว่า “ให้เตียวหุยเร่งทำการให้มีชัยชนะแก่เตียวคับให้ได้”

            ครั้นอุยเอี๋ยนคุมทหารและขบวนเดินทางไปถึงค่ายเตียวหุย จึงแจ้งความทั้งปวงให้เตียวหุยทราบทุกประการ เตียวหุยทราบความก็มีความยินดี แล้วว่ากุนซือช่างปรีชาสามารถยิ่งนัก อยู่ถึงเมืองเสฉวนยังล่วงรู้ความในหัวใจข้าพเจ้าได้กระจ่างปานฉะนี้.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘