ตอนที่ 410. ศูนย์การค้าตำแหน่ง

ในวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนสาม อันเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ศักราชเจี้ยนอันที่ยี่สิบสามนั้น ได้เกิดเพลิงไหม้ใหญ่ในเมืองฮูโต๋ตามคำพยากรณ์ของกวนลอ แต่เป็นเพลิงที่เกิดจากการจลาจลของเหล่าขุนนางที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ หลังจากปราบปรามการจลาจลแล้ว โจโฉใช้อุบาย “ธงแดง ธงขาว” สั่งประหารขุนนางที่เชื่อว่าฝักใฝ่กับฝ่ายจลาจลถึงสามร้อยคนเศษ

            โจโฉสั่งประหารขุนนางดังนั้นแล้ว ในใจก็ยิ่งหวาดระแวงขุนนางข้าราชการทั้งปวงเพราะเข้าใจว่าขุนนางข้าราชการแต่ละคนย่อมมีพรรคพวก ดังนั้นเมื่อประหารชีวิตขุนนางไปกว่าสามร้อยคน โจโฉจึงหวาดระแวงไปทั่ว อาการปวดศีรษะก็ยิ่งกำเริบขึ้นอีก

            ในขณะที่โจโฉกำลังนั่งไตร่ตรองว่าใครอีกบ้างหนอที่เป็นปรปักษ์ทางการเมืองของเรานั้น ก็มีม้าเร็วเดินทางมาจากเมืองหลวง ถือหนังสือรายงานของโจฮิวแจ้งความมายังวุยอ๋องให้ทราบว่าอองปิดซึ่งต้องอาวุธบาดเจ็บสาหัสจากการจลาจลนั้นบัดนี้บาดแผลกำเริบถึงแก่ความตายแล้ว

            โจโฉทราบดังนั้นก็รำลึกถึงความหลังที่มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดสนิทแน่นแฟ้นและวางใจอองปิด ก็ยิ่งมีใจสงสารที่อองปิดรักษาหน้าที่จนตัวตาย จึงสั่งให้แต่งการศพของอองปิดอย่างสมเกียรติแล้วฝังศพไว้ในสุสานวีรชนในเมืองหลวง แล้วให้ปูนบำเหน็จเงินทองแก่ทายาทเป็นอันมาก

            โจโฉรำลึกได้ว่าได้สั่งประหารข้าราชการขุนนางเมืองหลวงไปกว่าสามร้อยคน ทั้ง อองปิดก็ถึงแก่ความตายแล้ว ดังนั้นโจโฉจึงมีหมายตั้งให้โจฮิวเป็นผู้บัญชาการกองกำลังรักษาพระนครแทนอองปิด ให้จงอิ้วเป็นปลัดเมืองฮูโต๋ ให้ฮัวหิมเป็นขุนนางผู้ใหญ่ รับผิดชอบกรมอัยการ

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่าโจโฉตั้งให้ “จงอิ้วเป็นมหาอุปราช ฮัวหิมนั้นเป็นปลัดอุปราช” ซึ่งเป็นการแปลตำแหน่งที่คลาดเคลื่อน เพราะตำแหน่งมหาอุปราชอันเป็นรองก็แต่พระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นมีเพียงตำแหน่งเดียวคือตำแหน่งของ โจโฉ ซึ่งบัดนี้ได้เลื่อนอิสริยยศขึ้นเป็นเจ้า ตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยามหาอุปราชโจโฉแล้ว ตำแหน่งดังกล่าวนี้หากจะเทียบกับตำแหน่งในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็เทียบได้กับตำแหน่งของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท ซึ่งเป็นตำแหน่งมหาอุปราชในสมัยรัชกาลที่หนึ่ง ส่วนฮัวหิมนั้นรับผิดชอบบังคับบัญชาหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่ฟ้องร้องคดี ซึ่งหมายถึงกรมอัยการนั่นเอง

            ส่วนตำแหน่งขุนนางต่าง ๆ ที่ถูกประหารชีวิต โจโฉก็ได้ให้เลื่อนและแต่งตั้งขุนนางเข้าแทนที่ตามตำแหน่งที่มีอยู่เดิมทุกประการ

            หลังจากนั้นแล้วโจโฉจึงดำริว่า ประชากรของบ้านเมืองมีจำนวนมากขึ้น  การงานต่าง ๆ ของแผ่นดินก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้นจึงสมควรปฏิรูประบบราชการ และจัดทำเนียบตำแหน่งที่สำคัญ ๆ เสียใหม่

            สามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุว่า การปฏิรูปตำแหน่งงานที่เกิดขึ้นในครั้งนี้คือ “ให้กำหนดบรรดาศักดิ์เจ้าพระยาชั้นสูงหกตำแหน่ง มีสิบแปดขั้น บรรดาศักดิ์ยศเจ้าพระยากวนไซโฮ้ว (เจ้าพระยาด่านทางทิศตะวันตก) มีสิบเจ็ดขั้น ให้ใช้ตราตั้งทองคำประจำตำแหน่ง สายสะพายไหมสีม่วงประดับเกียรติ และให้แต่งตั้งเพิ่มยศชั้นเจ้าพระยาทั้งในด่านและนอกด่านอีกสิบหกขั้น ให้ตราตั้งเป็นเงินขาวหลังเต่า ใช้สายระย้าสีหมึกประดับเกียรติ ให้เพิ่มยศไต้ฮู (ไต้ฮูเป็นตำแหน่งขุนนาง มีสามประเภทคือ ขุนนางผู้มีหน้าที่ที่ปรึกษา ขุนนางที่มีหน้าที่ถวายคำแนะนำแก่ฮ่องเต้ และขุนนางที่ทำหน้าที่เป็นทูต) มีสิบห้าขั้น ใช้ตราตั้งเป็นทองแดง ใช้สายระย้าห่วงทองคำประดับเกียรติ”

            หลังจากปฏิรูประบบราชการให้เพิ่มตำแหน่งและขั้นต่าง ๆ แล้ว โจโฉจึงให้ตราฎีกากำหนดระเบียบในการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งและโยกย้ายเสียใหม่เพื่อให้เป็นแบบแผน มิให้มีการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง หรือโยกย้ายตามอำเภอใจ เหมือนกับการแต่งตั้งโยกย้ายฝ่ายตำรวจซึ่งมีการซื้อขายตำแหน่งกันอย่างขนานใหญ่และขยายตัวลุกลามเป็นแบบแผนให้เกิดการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการขุนนางทุกวงการ แต่ทั้งนี้ย่อมเป็นไปเพื่อป้องกันการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งขุนนางฝ่ายอื่นเท่านั้น ไม่รวมถึงการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งจากโจโฉหรือคนใกล้ชิดโดยตรง ทำให้โจโฉและผู้คนแวดล้อมกลายเป็นศูนย์การค้าตำแหน่งที่เป็นแหล่งรวมการซื้อขายตำแหน่ง และการแต่งตั้งโยกย้ายอย่างแท้จริงแห่งยุคนั้น

            การแต่งตั้งขุนนางครั้งใหญ่และการจัดระบบระเบียบงานบุคคลครั้งใหญ่ดังกล่าวนี้ สามก๊กบางฉบับได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเตรียมการของโจโฉในการแย่งราชสมบัติ บ้างก็ว่าโจโฉเองตั้งใจแย่งราชสมบัติด้วยตนเองโดยล้มเลิกความคิดเดิมที่ต้องการครองอำนาจรัฐภายใต้พระปรมาภิไธยของฮ่องเต้ บ้างก็ว่าโจโฉเตรียมการเผื่อไว้ในชั้นลูก โดยจะยังคงดำรงแนวทางการเมืองเดิมในชั่วอายุของตน แต่เมื่อพ้นไปถึงยุคผู้สืบทอดอำนาจแล้ว ก็จะล้มล้างราชบัลลังก์เพื่อให้ลูกนั่งบัลลังก์มังกรทองก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ขึ้น เลียนแบบปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ทั้งหลาย

            ในขณะที่ทำการปฏิรูประบบราชการอยู่นั้น โจโฉรำลึกว่ากวนลอนี้เป็นโหรเทพยดา ล่วงรู้เหตุการณ์เบื้องหน้าราวกับตาเห็น แลบัดนี้คำพยากรณ์ของกวนลอที่ว่าเมืองกังตั๋งก็จะเสียทหารเอก เมืองหลวงจะเกิดเพลิงไหม้ เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นแล้ว คงเหลือแต่การข้างเมืองฮันต๋งที่ว่าจะเสียญาตินั้นจะเป็นประการใด โจโฉรำลึกได้ดังนั้นก็พรั่นใจ จึงให้หากวนลอเข้ามาพบ แล้วมอบเงินทองปูนบำเหน็จแก่กวนลอเป็นอันมาก

            กวนลอคำนับโจโฉแล้วว่า ข้าพเจ้าเป็นชาวป่าชาวดง อยู่แต่ในถ้ำในเขา เงินทองทั้งนี้มิรู้ที่จะเอาไปใช้จ่ายประการใด ท่านจงเก็บไว้ปูนบำเหน็จแก่ทแกล้วทหารจะดีกว่า กวนลอปฏิเสธไม่รับของบำเหน็จแล้ว จึงคำนับลาโจโฉกลับไปที่อยู่

            ทางฝ่ายโจหองซึ่งโจโฉใช้ให้ยกกองทัพหนุนไปช่วยรักษาเมืองฮันต๋งตามคำพยากรณ์ของกวนลอนั้น เมื่อยกกองทัพไปถึงเมืองฮันต๋งแล้วจึงเชิญแฮหัวเอี๋ยนและเตียวคับมาปรึกษา แจ้งปรารภของวุยอ๋องให้สองนายทหารเอกทราบว่าเล่าปี่มีแผนการที่จะยกกองทัพมายึดเมืองฮันต๋ง วุยอ๋องมีความวิตกว่าเมืองฮันต๋งจะเป็นอันตราย จึงให้ข้าพเจ้ายกหนุนมาช่วยท่านทั้งสอง และให้ร่วมกันคิดอ่านป้องกันรักษาเมืองฮันต๋งไว้อย่าให้เป็นอันตราย หากแม้นการศึกหนักมือแล้ววุยอ๋องจะยกกองทัพมาเอง

            แฮหัวเอี๋ยนและเตียวคับซึ่งได้รับคำสั่งจากโจโฉให้มารักษาด่านชายแดนเมืองฮันต๋งต่อกับเมืองเสฉวน ครั้นได้ทราบความดังนั้นก็มีความยินดี โจหองจึงกล่าวสืบไปว่าบัดนี้ เล่าปี่ให้เตียวหุยและม้าเฉียวยกกองทัพเป็นกองหน้ามาตั้งอยู่ที่เมืองปาเส เมื่อตั้งมั่นแล้วคงจะยกทัพมาตีเมืองฮันต๋งเป็นแน่แท้ กระนั้นเลยอย่าให้เตียวหุยและม้าเฉียวทันตั้งตัว ข้าพเจ้าจะยกกองทัพล่วงเข้าไปตีกองทัพเตียวหุยและม้าเฉียวเสียก่อน

            แฮหัวเอี๋ยนและเตียวคับได้ฟังดังนั้นก็เห็นดีด้วย สามนายทหารเอกของโจโฉจึงตกลงกันให้แฮหัวเอี๋ยนและเตียวคับรักษาด่านทั้งปวงไว้ให้มั่นคงตามคำสั่งเดิมของโจโฉ ส่วนโจหองคุมกองทัพจะยกไปเมืองปาเสเพื่อตีกองทัพเตียวหุยและม้าเฉียวมิให้ทันตั้งตัว

            โจหองเดินทัพมาถึงกลางทาง หน่วยสอดแนมก็มารายงานว่าบัดนี้เตียวหุยและม้าเฉียวได้ยกกองทัพล่วงเข้ามายังแดนเมืองฮันต๋งแล้วและตั้งอยู่ที่ตำบลแฮเปียน โจหองได้ฟังดังนั้นจึงสั่งให้เคลื่อนทัพตรงไปที่ตำบลแฮเปียน

            ฝ่ายงอหลันและงิมเอ๋งซึ่งเป็นกองทัพหน้าของกองทัพเตียวหุยในสังกัดของม้าเฉียว พอยกล่วงเข้ามาถึงตำบลแฮเปียนก็ได้รับรายงานจากหน่วยลาดตระเวนว่า ขณะนี้โจหองยกกองทัพตรงมาที่เมืองแฮเปียนแล้ว

            งอหลันจึงปรึกษากับงิมเอ๋งว่าเราสองคนยกทหารเป็นกองหน้าทำหน้าที่ลาดตระเวนระยะไกล มีกำลังทหารจำนวนน้อย ส่วนโจหองคุมกองทัพใหญ่มาด้วยตนเอง ควรที่จะหลีกเลี่ยงการรบแล้วกลับไปรายงานให้ม้าเฉียวแม่ทัพหน้าทราบเสียก่อนจึงจะชอบ

            งิมเอ๋งจึงว่าเป็นทหารมีหน้าที่ต้องทำการรบ บัดนี้ได้พบกองทัพข้าศึกแล้วจะกลับไปตัวเปล่านั้นไม่ชอบ เพราะจะถูกตำหนิติเตียนได้ว่าขี้ขลาดยำเกรงข้าศึก อันกองทัพโจหองยกมาเป็นทางไกล ทหารทั้งปวงยังอ่อนล้าอิดโรย หากเข้าโจมตีกองทัพโจหองเสียในวันนี้ก็อาจได้ชัยชนะ แม้นได้ชัยชนะเอาฤกษ์เอาชัยแล้วจึงค่อยกลับไปรายงานให้ม้าเฉียวทราบ

            งอหลันได้ฟังคำงิมเอ๋งดังนั้นก็มิได้ทักท้วงประการใด งิมเอ๋งจึงขี่ม้าพาทหารออกไปท้ารบกับโจหองถึงหน้าค่าย โจหองเห็นทหารเมืองเสฉวนยกมาแต่จำนวนน้อยจึงขี่ม้าพา ทหารออกไปรบกับงิมเอ๋ง

            โจหองรบกับงิมเอ๋งได้สามเพลงก็เอาทวนแทงถูกงิมเอ๋งตกม้าตาย ทหารของงิมเอ๋งเห็นดังนั้นก็แตกตื่นตกใจ โจหองเห็นได้ทีจึงสั่งทหารให้รุกโจมตีแล้วฆ่าฟันทหารของงิมเอ๋งบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก

            งอหลันเห็นทหารที่เหลือมีจำนวนน้อยไม่อาจต้านทานทหารของโจหองได้ จึงพา ทหารที่เหลือหนีกลับไปรายงานให้ม้าเฉียวทราบ

            ม้าเฉียวพอทราบความก็โกรธงอหลันเป็นอันมาก ตวาดด้วยเสียงอันดังว่าตัวเป็นแต่ทหารหน่วยลาดตระเวน เมื่อเผชิญหน้ากับข้าศึกไฉนไม่กลับมารายงานให้เราทราบก่อน ด่วนยกทหารเข้ารบจึงพ่ายแพ้เสียทีมาให้เป็นที่อัปยศแก่เราได้

            งอหลันจึงชี้แจงความทั้งปวงให้ม้าเฉียวทราบว่า ความทั้งนี้เป็นเพราะความคิดของงิมเอ๋งและทำให้งอหลันเองก็ต้องแตกหนีกลับมาด้วย ม้าเฉียวได้ฟังก็ค่อยคลายโกรธ แต่ยังคงคาดโทษงอหลันว่าไปด้วยกันกับงิมเอ๋งแล้วไม่ทักท้วงจนเสียทีแก่ข้าศึก

            แล้วม้าเฉียวจึงแต่งหนังสือรายงานความที่กองทัพหน้าได้ปะทะกับกองทัพเมืองฮูโต๋ให้ทหารถือไปให้แก่เล่าปี่ที่เมืองเสฉวนฉบับหนึ่ง และให้ทหารถือไปให้แก่เตียวหุยอีกฉบับหนึ่ง ส่วนม้าเฉียวสั่งให้ทหารตรวจตรารักษาค่ายไว้เป็นมั่นคง

            ทางฝ่ายโจหองได้ชัยชนะในการศึกครั้งแรกก็เฝ้าคอยว่าม้าเฉียวจะยกทหารออกมาท้ารบล้างแค้นในวันถัดไป จึงกำชับทหารให้ตรวจตราค่ายคูมิให้ประมาท โจหองคอยทีอยู่หลายวันก็ไม่เห็นม้าเฉียวยกทหารออกมารบ ก็คิดว่าเป็นเรื่องผิดวิสัยเพราะม้าเฉียวเป็นทหารมีเลือดนักรบ ใจร้อน ด่วนได้ การที่ม้าเฉียวคุมกำลังตั้งมั่นดังนี้อาจเป็นอุบายของขงเบ้งอย่างใดอย่างหนึ่ง

            โจหองคิดดังนั้นแล้วก็พรั่นใจ เกรงว่าจะเสียทีแก่ม้าเฉียว จึงสั่งให้เลิกทัพแล้วถอนกลับมาตั้งอยู่ในเมืองฮันต๋ง

            พอโจหองยกกองทัพกลับมาถึงเมืองฮันต๋ง เตียวคับได้ทราบความก็เข้าไปต่อว่า โจหองว่าตัวท่านยกไปทำการได้ชัยชนะแก่ม้าเฉียวเอาฤกษ์เอาชัยไว้แก่กองทัพแล้ว ชอบที่จะยกรุกเข้าตีกองทัพม้าเฉียวให้ถอยกลับไปเมืองเสฉวน ไฉนท่านจึงรีบยกกองทัพกลับคืนเมืองฮันต๋งเสียเล่า

            โจหองได้ยินเตียวคับต่อว่าดังนั้นก็ขุ่นใจ จึงว่า “ตัวเราได้ทีแก่ข้าศึกก็จริงอยู่ แต่มิได้เห็นม้าเฉียวออกมารบพุ่งเป็นหลายวัน เราคิดเกรงว่าม้าเฉียวจะทำกลศึกต่าง ๆ ประการหนึ่งเมื่อเราอยู่ในเมืองเงียบกุ๋นนั้นกวนลอทำนายว่าพระเจ้าวุยอ๋องจะเสียพี่น้องแลทหารเอกคนหนึ่ง ณ เขาลำสัน เราเกรงจะเหมือนคำกวนลอ เราจึงถอยทัพเข้ามา”

            เตียวคับได้ฟังเหตุผลของโจหองดังนั้นก็หัวเราะเยาะเย้ยโจหองว่าตัวท่านเป็นเชื้อวงศ์ของวุยอ๋องแล้วเป็นทหารเอกอีกเล่า ควรที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำราชการสนองคุณวุยอ๋องโดยไม่คร้ามเกรงแก่ข้าศึก อันคำของหมอดูจะเชื่อถือเป็นจริงเป็นจังนั้นไม่ได้ แต่เอาเถิดเมื่อท่านรักตัวกลัวตาย ข้าพเจ้าขออาสายกทหารไปตีเอาเมืองปาเสเอง แม้นได้เมืองปาเสแล้วเมืองเสฉวนก็เหมือนหนึ่งอยู่ในเงื้อมมือเรา

            โจหองได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งเคืองใจ แต่ในใจก็ยังเชื่อคำพยากรณ์ของกวนลอ ดังนั้นเมื่อเตียวคับอาสาโจหองจึงคิดในใจว่าเตียวคับนี้ไม่ใช่เชื้อวงศ์ของวุยอ๋อง ไม่ต้องด้วยคำพยากรณ์ของกวนลอ แต่กระนั้นโจหองก็ยังคงหวั่นเกรงว่าเตียวคับจะเสียทีแก่ข้าศึก จึงท้วงติงว่าซึ่งท่านอาสาครั้งนี้ก็ขอบใจนัก แต่ท่านก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเตียวหุยมีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญ บัดนี้มาทำหน้าที่รักษาเมืองปาเสอยู่ ท่านจึงไม่ควรประมาทดูหมิ่นเตียวหุยฉะนี้.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘