ตอนที่ 409. อุบาย "ธงแดง ธงขาว"

ปลายเจี้ยนอันศกปี่ที่ยี่สิบสอง ขุนนางผู้ภักดีต่อราชสำนักวางแผนเตรียมการยึดอำนาจในเมืองหลวง แล้วจะมีหมายรับสั่งของพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้เล่าปี่ยกกองทัพไปปราบปรามโจโฉที่เมืองเงียบกุ๋น โดยที่หารู้ไม่ว่าแผนการดังกล่าวนั้นกวนลอหมอดูเทพยดาได้พยากรณ์ให้โจโฉทราบล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว

            ครั้นถึงวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนสาม อันเป็นเทศกาลปีใหม่ ในเวลากลางคืนมีการเฉลิมฉลองทั่วทั้งเมืองหลวงและราชอาณาจักร สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาว่า “ชาวเมืองจุดตามโคมรุ่งเรืองทุกตำบล ขุนนางใหญ่น้อย ราษฎรชายหญิงทั้งปวงเที่ยวโห่ร้องอื้ออึง บ้างเล่นกระจับปี่สีซอเป็นการมหรสพแน่นไปทั่วทั้งเมืองหลวง”

            ในเวลานั้นอองปิดซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองกำลังรักษาพระนครได้แต่งโต๊ะเลี้ยงขุนนางข้าราชการตามประเพณี

            ทางฝ่ายกิมหันพอค่ำลงก็คุมพรรคพวกไปซุ่มอยู่ทางด้านตะวันออกของประตูจวนของอองปิด ในขณะที่อุยหลง เกงจี เกียดเมา และเกียดบก ต่างก็คุมสมัครพรรคพวกเพื่อนฝูงเข้าที่ตั้งตามจุดซุ่มที่กิมหันได้กำหนดการไว้ทุกประการ

            งานเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่กำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก จนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงคืน เป็นเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กิมหันจึงให้สัญญาณให้พรรคพวกจุดเพลิงเผาบ้านเรือนขึ้นเป็นหลายหลัง หลายทอด หลายตำบล

            อุยหลงและเกงจีเห็นแสงเพลิงลุกโชติช่วงขึ้นจากในเมืองหลวงก็วางเพลิงเผาบ้านเรือนราษฎรต่อต่อกันไป และไล่ฆ่าฟันผู้คนจนเกิดเหตุการณ์จลาจลขึ้นในเมืองฮูโต๋

            ทางด้านเกียดเมาและเกียดบกซึ่งคุมกำลังซุ่มอยู่นอกกำแพงพระนคร เห็นแสงเพลิงไหม้ขึ้นและได้ยินเสียงอึงคะนึงเป็นจลาจลอยู่ภายในเมืองก็รู้ว่าแผนการที่กิมหันวางไว้ได้ดำเนินไปแล้ว จึงจุดเพลิงเผาบ้านเรือนราษฎรที่ตั้งอยู่ภายนอกกำแพงพระนครทั้งสองด้านพร้อมกัน

            ในพลันที่เกิดเหตุการณ์ชุลมุนเป็นจลาจลขึ้น พลพรรคของผู้ร่วมก่อการทั้งปวงก็โห่ร้องบอกต่อ ๆ กันไปว่าบ้านเมืองเป็นจลาจลเพราะโจโฉเป็นศัตรูราชสมบัติ ดังนั้นข้าราชการและขุนนางทั้งปวงจึงได้พร้อมใจกันคิดอ่านกำจัดศัตรูแผ่นดินเสีย ขอให้คนทั้งปวงซึ่งเป็นทุกข์ร้อนกับพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้เข้าร่วมการครั้งนี้อย่างพร้อมเพรียงกัน

            ขุนนางข้าราชการและราษฎรที่มีใจโกรธแค้นโจโฉ เห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็คิดว่าการจลาจลครั้งนี้คงจะกำจัดศัตรูราชสมบัติได้เป็นแน่แท้ จึงออกมาเข้าร่วมขบวนการเป็นจำนวนมาก บนท้องถนนเต็มไปด้วยขุนนางข้าราชการและราษฎรทุกเพศทุกวัย ต่างโห่ร้องพร้อมกันว่าให้กำจัดศัตรูราชสมบัติเสีย

            อองปิดและพรรคพวกได้เสพสุราฉลองเทศกาลปีใหม่ตั้งแต่เย็นจนถึงสองยามก็มีอาการมึนเมา ครั้นเห็นแสงเพลิงลุกขึ้นโดยรอบทั่วทั้งพระนครและมีเสียงโห่ร้องกึกก้องให้กำจัดศัตรูราชสมบัติก็ตกใจ รีบขี่ม้าหนีออกจากจวน ข้าราชการทั้งปวงซึ่งกินโต๊ะอยู่กับ อองปิดเห็นดังนั้นจึงพากันแยกย้ายหลบหนี

            อองปิดขี่ม้าหนีออกจากจวนทางด้านตะวันออกได้ครู่หนึ่งก็เห็นเกงจีขี่ม้าออกมาสกัดไว้ ทั้งสองฝ่ายจึงสู้รบกันเป็นสามารถ ลูกน้องของเกงจีได้ระดมยิงเกาทัณฑ์ถูกอองปิดหลายแห่งพลัดตกลงจากหลังม้า

            อองปิดพยายามฝืนใจขึ้นม้าเพื่อจะขับหนีออกไป แต่ก็ถูกเกาทัณฑ์ยิงพลัดตกจากหลังม้าอีก อองปิดพยายามอยู่สามสี่ครั้งก็ถูกเกาทัณฑ์ยิงพลัดตกลงจากหลังม้าทุกครั้ง  อองปิดเห็นเหตุการณ์คับขันก็กลั้นฝืนใจปีนขึ้นหลังม้า ก้มซบอยู่กับคอม้าแล้วหนีไปที่บ้านของกิมหัน เพื่อจะขอความช่วยเหลือจากกิมหัน

            พออองปิดไปถึงหน้าบ้านกิมหันก็ร้องถามว่าใครอยู่บ้าง ในขณะนั้นเสียงโห่ร้องของราษฎรดังอึงคะนึง ภรรยาของกิมหันอยู่ในบ้านได้ยินเสียงอองปิดร้องเรียกฟังไม่ถนัด สำคัญว่าเป็นกิมหันกลับมาบ้านจึงร้องถามออกมาว่า ได้ศีรษะอองปิดกลับมาหรือไม่

            อองปิดคิดบากหน้าจะมาพึ่งกิมหัน แต่ครั้นได้ยินเสียงภรรยาของกิมหันดังนั้นก็รู้ว่าการจลาจลครั้งนี้เป็นเพราะกิมหันเป็นต้นเหตุก่อการ คิดดังนั้นแล้วจึงรีบชักม้าหนีออกจากบ้านของกิมหัน

            พอพ้นบ้านกิมหันไปครู่หนึ่งอองปิดจึงสวนทางกับโจฮิวซึ่งคุมทหารพันหนึ่งเข้ามาระงับเหตุ อองปิดเห็นโจฮิวก็มีความยินดี แจ้งความให้โจฮิวทราบว่าการจลาจลครั้งนี้มีกิมหันเป็นผู้ก่อการ ให้รีบไประงับเหตุที่เกิดจลาจลอยู่ในพระนครให้จงได้

            โจฮิวได้ฟังอองปิดดังนั้นจึงขี่ม้าพาทหารไปที่พระบรมมหาราชวังเพื่อจะถวายความอารักขาแก่พระเจ้าเหี้ยนเต้ ปรากฏว่ามีเพลิงติดขึ้นในพระราชวังเป็นหลายแห่ง แต่บรรดาประตูเข้าพระราชวังทุกประตูนั้นมีทหารมหาดเล็กในสังกัดของโจโฉได้เข้ารักษาการณ์คุ้มกันไว้อย่างแน่นหนา

            โจฮิวจึงสั่งทหารทั้งปวงให้ช่วยกันดับเพลิงทั้งนอกและในพระบรมมหาราชวัง

            ในขณะนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้ประทับทรงพระสำราญเนื่องในเทศกาลปีใหม่พร้อมกับข้าราชบริพารซึ่งสนิทอยู่ที่ปราสาทงอหองเหลาหรือปราสาทห้าหงส์ ทรงทอดพระเนตรเห็นแสงเพลิงลุกไหม้ขึ้นทั่วทั้งพระนคร และมีเสียงราษฎรร้องอื้ออึงคะนึงไปว่าให้ช่วยกันคิดอ่านกำจัดศัตรูราชสมบัติ ทำนุบำรุงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ปกป้องพระราชวงศ์ฮั่น โดยที่ไม่ทรงทราบความมาก่อนก็ทรงตกพระทัย

            บรรดาข้าราชการบริพารซึ่งอยู่ที่ปราสาทเห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็พากันแตกตื่น แต่ขันทีซึ่งมีประสบการณ์ได้เตือนว่าในสถานการณ์เช่นนี้ขอให้อยู่ในความสงบ ดังนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้และข้าราชบริพารทั้งปวงจึงประทับและอยู่ที่ปราสาทนั้นต่อไป ในขณะที่ข้างล่างของปราสาทก็มีทหารมหาดเล็กอารักขาอยู่อย่างเข้มแข็ง

            ฝ่ายแฮหัวตุ้นซึ่งรับคำสั่งจากโจโฉให้ทำหน้าที่เป็นกองลาดตระเวนและคุมกำลังตั้งอยู่นอกพระนคร กำลังเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่กับบรรดาทหารทั้งปวง เห็นแสงเพลิงลุกโชติช่วงขึ้นในเมืองหลวงก็ตกใจ จึงรีบคุมทหารยกหนุนมารักษาเมืองฮูโต๋ตามที่โจโฉได้สั่งการไว้

            เมื่อแฮหัวตุ้นยกทหารมาใกล้กำแพงพระนคร จึงสั่งให้แยกทหารออกเป็นสองกอง กองหนึ่งทำหน้าที่ดับเพลิงที่กำลังไหม้ลามบ้านเรือนราษฎร อีกกองหนึ่งให้ทำการปราบปรามผู้ก่อการจลาจล ทหารทั้งสองกองรับคำสั่งแฮหัวตุ้นแล้วก็แยกย้ายกันดำเนินการตามคำสั่ง ตัวแฮหัวตุ้นเองคุมทหารซึ่งสนิทเข้าไปในกำแพงพระนครพบกับโจฮิว ต่างคนต่างเล่าความซึ่งได้ป้องกันรักษาพระนครแล้วจึงแยกย้ายกันควบคุมสถานการณ์

            กองทหารของโจโฉที่ทำหน้าที่ดับเพลิงได้ทำการดับเพลิงที่กำลังไหม้ลามเป็นชุลมุน ส่วนกองทหารที่ทำหน้าที่ปราบปรามผู้ก่อการจลาจลก็ได้ตรงเข้าไปฆ่าฟันฝ่ายก่อการจลาจลบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก

            เพลิงไหม้ลามพระนครจนถึงเวลาสว่าง ในขณะที่การสู้รบระหว่างฝ่ายก่อการจลาจลและกองกำลังทหารของโจโฉก็ดำเนินไปจนสว่างเช่นเดียวกัน กิมหัน เกียดเมา เกียดบก ถูกทหารโจโฉฆ่าตายในท่ามกลางชุลมุนนั้น

            ส่วนอุยหลงและเกงจีคุมพรรคพวกทำการตามแผนการแต่ถูกทหารโจโฉฆ่าฟันล้มตายลงเป็นอันมากจนเหลือไม่กี่คนก็ตกใจ ครั้นได้ทราบรายงานว่าสหายผู้ก่อการคือกิมหัน เกียดเมา และเกียดบก ตายในสถานการณ์ชุลมุนเสียแล้วก็ยิ่งตกใจ รีบพาคนสนิทไม่กี่คนซึ่งยังเหลืออยู่ตีฝ่าออกไปทางประตูเมือง

            พออุยหลงและเกงจีหนีไปใกล้ประตูเมืองก็สวนกับแฮหัวตุ้นซึ่งคุมทหารอยู่ในบริเวณนั้น แฮหัวตุ้นเห็นอุยหลงและเกงจีมีท่าทีพิรุธจึงสั่งทหารให้ล้อมจับ อุยหลงและเกงจีเห็นดังนั้นจึงสั่งทุกคนให้สู้ตาย

            ทหารของแฮหัวตุ้นได้ฆ่าฟันพรรคพวกของอุยหลงและเกงจีล้มตายลงจนหมดสิ้น  อุยหลงและเกงจีพอมีฝีมืออยู่บ้าง แต่ในที่สุดก็ถูกจับกุมตัวเอาไปมอบให้แก่แฮหัวตุ้น

            ทหารของโจโฉได้ช่วยกันดับเพลิงจนสงบลงทั้งเมือง บรรดาขุนนางและราษฎรที่เข้าร่วมในการจลาจลต่างพากันแยกย้ายหนีกลับไปที่อยู่เหตุการณ์จลาจลจึงสงบลง แฮหัวตุ้นและโจฮิวจึงควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดไว้ได้อย่างสิ้นเชิงในเวลาสายของวันนั้น

            แฮหัวตุ้นสั่งทหารให้คุมตัวอุยหลงและเกงจีมาไต่สวน ครั้นได้ความเป็นสัตย์แล้วจึงสั่งทหารให้ไปจับกุมตัวบุตร ภรรยา ครอบครัว และพรรคพวกพี่น้องของอุยหลง เกงจี เกียดเมา เกียดบก และกิมหันมาจำขังไว้ทั้งสิ้น แล้วทำรายงานความทั้งปวงส่งไปให้แก่โจโฉที่เมืองเงียบกุ๋น

            โจโฉได้ทราบรายงานของแฮหัวตุ้นแล้วจึงมีหมายแจ้งไปถึงแฮหัวตุ้นให้ประหารชีวิตอุยหลง เกงจี กับพรรคพวกครอบครัวของผู้ร่วมก่อการทั้งหมด และให้แฮหัวตุ้นควบคุมตัวขุนนางข้าราชการในเมืองหลวงไปไต่สวนที่เมืองเงียบกุ๋น โดยโจโฉจะทำการพิจารณาไต่สวนคดีนี้ด้วยตนเอง

            แฮหัวตุ้นรับหมายสั่งการของโจโฉแล้วจึงสั่งประหารชีวิตอุยหลง เกงจี บุตร ภรรยาครอบครัว พี่น้อง พรรคพวกของผู้ก่อการจลาจลทั้งห้าคนจนหมดสิ้น จากนั้นจึงให้ทหารควบคุมตัวขุนนางข้าราชการทั้งปวงในเมืองหลวงส่งไปเมืองเงียบกุ๋น

            ครั้นขบวนควบคุมตัวขุนนางข้าราชการเมืองหลวงเดินทางมาถึงเมืองเงียบกุ๋นแล้ว โจโฉจึงให้นำตัวขุนนางข้าราชการทุกคนไปรวมไว้ที่สนามหญ้าในบริเวณวังใหม่ และให้เอาธงแดงปักไว้ทางด้านทิศเหนือ ให้เอาธงขาวปักไว้ทางด้านทิศใต้ ระยะห่างกันสามสิบวา

            ครั้นทหารเตรียมการทั้งปวงแล้วโจโฉจึงออกนั่งว่าราชการ แล้วร้องถามบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงว่า “เมื่ออ้ายเหล่าร้ายห้าคนคบคิดกันเผาเมืองฮูโต๋ขึ้นนั้น ขุนนางผู้ใดซึ่งได้ไปช่วยดับเพลิงนั้น ก็ให้ชวนกันไปข้างธงแดง ผู้ซึ่งมิได้ไปช่วยดับเพลิงนั้นก็ให้พากันไปข้างธงขาว”

            โจโฉกล่าวแล้วก็ตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดัง ให้ขุนนางทั้งปวงเร่งแยกย้ายไปยืนข้างธงแดงหรือข้างธงขาว

            บรรดาขุนนางที่ได้ออกไปเข้าร่วมการจลาจลได้ฟังดังนั้นก็คิดว่าโจโฉทำการทั้งนี้เพื่อจะเอาโทษแก่ขุนนางผู้ไม่เจ็บร้อนด้วยแผ่นดิน เห็นเพลิงไหม้พระนครแล้วเพิกเฉยไม่ออกไปช่วยเหลือดับเพลิง

            ดังนั้นขุนนางสามในสี่ส่วนจึงพากันไปยืนข้างธงแดง คงเหลือแต่ขุนนางอีกหนึ่งในสี่ส่วนที่อยู่กับบ้าน หรืออยู่ในที่ทำการ ไปยืนอยู่ข้างธงขาว

            เมื่อบรรดาขุนนางแยกย้ายเข้ายืนประจำธงแดงและธงขาวเสร็จสิ้นแล้ว โจโฉจึงกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า “บรรดาผู้ไปช่วยดับเพลิงนั้นมิได้ไปโดยสุจริต ไปเพราะจะเข้าด้วยอ้ายพวกขบถ หวังจะบรรจบกันมาทำร้ายเรา”

            ว่าแล้วโจโฉจึงออกคำสั่งให้ทหารจับขุนนางข้าราชการที่ไปยืนอยู่ข้างธงแดงประมาณสามร้อยคนเศษเอาไปประหารชีวิตที่ริมแม่น้ำเจียงโห บรรดาขุนนางเหล่านั้นส่วนใหญ่ได้ออกไปช่วยดับไฟบังหน้าแต่ใจจริงจะเข้าร่วมกับพวกก่อการจลาจล แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แต่หวังจะได้ความชอบจากการออกไปดับเพลิง จึงพลอยถูกประหารชีวิตไปด้วย

            ครั้นทหารควบคุมขุนนางข้าราชการซึ่งอยู่ข้างธงแดงเอาไปประหารชีวิตแล้ว โจโฉจึงกล่าวกับบรรดาขุนนางข้าราชการซึ่งยืนอยู่ข้างธงขาว และกำลังอกสั่นขวัญแขวนว่า “ขุนนางซึ่งไปอยู่ข้างธงขาวนั้นมีใจสัตย์ซื่อต่อเรา” ว่าแล้วจึงสั่งให้ปูนบำเหน็จแก่ขุนนางข้างธงขาวเป็นอันมาก และให้คงดำรงตำแหน่งเดิมทุกประการ จากนั้นโจโฉจึงสั่งขุนนางข้างธงขาวให้รีบกลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่เมืองหลวงต่อไป

            อุบาย “ธงแดง ธงขาว” ของโจโฉดังกล่าวนี้แม้ว่าส่วนหนึ่งจะทำให้ได้ตัวผู้ก่อการจลาจลโดยง่าย มิพักต้องทำการไต่สวนทวนพยานอย่างละเอียดถี่ถ้วนตามกระบวนการพิจารณาของศาล แต่ก็ได้สังหารผู้บริสุทธิ์ที่คิดแต่จะหาความชอบจากการดับเพลิงไปหลายคน และขณะเดียวกันก็ทำให้พรรคพวกผู้ก่อการจลาจลบางคนซึ่งไหวตัวทันแล้วเลือกยืนข้างธงขาวรอดพ้นจากความผิดไปอย่างง่ายดายด้วย

            ดูไปก็เหมือนกับการจัดระเบียบสังคมซึ่งได้ผลกับคนผิดคิดชั่วอยู่บ้าง แต่ก็ส่งผลร้ายให้แก่ชนผู้ประกอบสัมมาอาชีพที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เป็นจำนวนมากด้วยเช่นเดียวกัน.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘