ตอนที่ 406. กลวิธีต่ออายุ

โจโฉจัดงานเฉลิมฉลองวังวุยอ๋องและตำหนักใหม่อย่างยิ่งใหญ่ แต่กลับต้องเผชิญกับการสั่งสอนเตือนสติของผู้ทรงวิทยาคุณ เพื่อให้รำลึกถึงโทษภัยของการยึดมั่นถือมั่นและจะได้ละวางแล้วแสวงหาความสุขที่แท้จริง แต่โจโฉกลับคิดว่าเป็นอุบายของเล่าปี่จึงคิดทำร้ายโจจู๋ แต่ไม่อาจต่อสู้กับวิทยาคมอันแกร่งกล้าได้

            ขุนนางทั้งปวงเห็นโจโฉสลบนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นก็ตกใจ ช่วยกันพยุงโจโฉกลับเข้าไปในตำหนักแล้วแก้ไขจนโจโฉฟื้นคืนสติ ปรากฏว่าหลังจากฟื้นแล้วโจโฉให้อ่อนระโหยโรยแรง มีอาการไข้ขึ้นสูงและล้มป่วยลง มีอาการอ่อนเพลียกินไม่ได้นอนไม่หลับและปวดศีรษะเป็นกำลัง

            ในขณะนั้นเคาจีซึ่งเป็นโหรหลวงประจำราชสำนักได้เดินทางมาจากเมืองหลวงเพื่อจะมาร่วมงานเฉลิมฉลองวังใหม่ของโจโฉแต่มาถึงเมืองเงียบกุ๋นช้ากว่ากำหนดไม่ทันกับงาน พอมาถึงทราบว่าโจโฉล้มป่วย จึงเข้าไปเยี่ยมโจโฉถึงตำหนัก

            โจโฉทราบว่าเคาจีโหรหลวงมาเยี่ยมก็มีความยินดี รีบบอกเคาจีว่าระยะนี้เรารู้สึกตัวว่าไม่ค่อยสบาย ท่านจงตรวจชะตาดูโชคเคราะห์ของเราว่าดีร้ายประการใด

            เคาจีแม้เป็นโหรหลวงประจำราชสำนัก มีภูมิวิทยาโหราศาสตร์มิได้ด้อยกว่าผู้ใด แต่ก็รู้จักโจโฉเป็นอย่างดีว่าเป็นผู้เรืองอำนาจ หากการทำนายทายทักเป็นที่ต้องใจ อย่างมากก็จะได้ผลเสมอตัว ถึงจะได้บำเหน็จก็พอประมาณ แต่ถ้าหากพลาดพลั้งเป็นที่ขัดอกขัดใจก็อาจถึงตาย ดังนั้นเคาจีจึงคิดว่าจำเราจะหลีกเลี่ยงการตรวจดูโชคชะตาของโจโฉจะดีกว่า

            เคาจีคิดดังนั้นแล้วจึงแสร้งว่า “ท่านรู้จักกวนลอหรือไม่ อันกวนลอนั้นรู้ตำราดูชำนาญยิ่งกว่าข้าพเจ้า”

            โจโฉได้ฟังก็ประหลาดใจเพราะเคยเห็นความรู้ความชำนาญในการพยากรณ์ของ เคาจีมาก่อนว่ายากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน แต่เคาจีกลับเสนอชื่อกวนลอโดยยืนยืนว่ามีภูมิปัญญาวิชาคุณสูงส่งกว่าตัวเสียอีก โจโฉจึงถามว่ากวนลอนี้มีความรู้ดีประการใด

            เคาจีจึงว่า “กวนลอเป็นชาวเมืองเพงง้วนก๋วน เมื่อเด็กมักเสพสุราแลเรียนดูฤกษ์ ครั้นใหญ่มาได้ตำราจิวก๋งไว้ จึงชำนาญดูเคราะห์โศกป่วยไข้ แม้ผู้ใดจะตายก็รู้”

            สามก๊กฉบับภาษาจีนระบุว่ากวนลอผู้นี้มีความสนใจทางดาราศาสตร์และโหราศาสตร์มาตั้งแต่ยังเยาว์วัย เมื่อตอนเป็นเด็กมักไม่นอนในเวลากลางคืน แต่ใช้เวลากลางคืนแหงนมองดูดาวบนท้องฟ้า และสังเกตความเป็นไปในการอากาศทั้งปวง ครั้นถูกบิดามารดาทักท้วงก็แย้งว่าไก่ป่าหงส์ป่ายังรู้จักเวลาและอากาศเป็นอย่างดี เกิดเป็นคนสิกลับไม่รู้ จึงต้องเรียนรู้มิฉะนั้นก็สู้ไก่และหงส์ไม่ได้ ครั้นเวลากลางวันก็มักจะเขียนผังการโคจรของดวงจันทร์ ดวงดาว และดวงอาทิตย์ไว้บนพื้นดิน พอโตขึ้นก็ได้ร่ำเรียนวิชาพยากรณ์ตามตำราจิวก๋งจนกระจ่างแจ้ง มีความรู้เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศและฤดูกาล ทั้งเชี่ยวชาญในคัมภีร์นรลักษณ์แลฮวงจุ๊ยทั้งปวง

            เมื่อครั้งที่กวนลอยังเป็นเด็กกิตติศัพท์ในความรู้ความสามารถก็เลื่องลือแล้ว เจ้าเมืองทราบกิตติศัพท์จึงเชิญตัวไปตอบปัญหาพยากรณ์แข่งกับบรรดาโหราจารย์ทั้งหลายที่มีชื่อเสียงของเมืองนั้นกว่าร้อยคน กวนลอก็สามารถพยากรณ์อย่างถูกต้อง ชนะบรรดาโหราจารย์ทั้งปวง จึงได้รับยกย่องจากเจ้าเมืองและบรรดาโหราจารย์ทั้งปวงว่ากวนลอเป็นยุวเทพ

            ต่อมาในหมู่บ้านของกวนลอมีครอบครัวหนึ่งเกิดบุตรคนแรกขาพิการ พอเกิดบุตรคนที่สองก็ขาพิการอีก จนกระทั่งเกิดบุตรคนที่สามก็ขาพิการเหมือนกับสองคนแรก จึงเชิญกวนลอมาตรวจดูว่าเกิดจากเหตุผลกลใด

            กวนลอมาตรวจภูมิทำเลของบ้านดังกล่าวแล้ว จึงว่าในบ้านนี้มีวิญญาณร้ายของสตรีนางหนึ่ง ซึ่งถูกลุงของท่านสังหารถึงแก่ความตายแล้วฝังไว้ในบ่อน้ำ วิญญาณความแค้นของสตรีนางนี้จึงไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อสรวงสวรรค์ และสวรรค์ได้ประทานวิบากกรรมให้บุตรหลานพิการถึงสามคน กวนลอจึงแนะนำให้สะเดาะเคราะห์อุทิศส่วนกุศลให้แก่วิญญาณของสตรีนางนี้ได้ไปผุดไปเกิด แต่นั้นมาครอบครัวนี้ก็มีความสุขเป็นปกติ ขาซึ่งพิการก็ค่อย ๆ หายจนเป็นปกติ

            โจโฉได้ฟังเรื่องราวแปลกประหลาดก็สนใจฟังอย่างสงบ เคาจีจึงเล่าต่อไปว่า “แลครั้งหนึ่งอองกี๋เจ้าเมืองอันเป๋งนั้นภรรยาป่วยให้ปวดศีรษะ บุตรนั้นให้เจ็บในอกอยู่เป็นอัตรา ก็ให้หากวนลอมาดู กวนลอพิเคราะห์ดูแล้วว่าที่อยู่ของท่านนี้มีศพชายอยู่สองศพ ศพหนึ่งถือทวน ศพหนึ่งถือเกาทัณฑ์ ศพซึ่งถือทวนนั้นผนังตึกท่านทับศีรษะอยู่จึงเผอิญให้ภรรยาท่านปวดศีรษะ อันบุตรซึ่งป่วยอยู่ในอกนั้นเพราะเหตุว่าศพซึ่งถือเกาทัณฑ์อยู่ในร่องถุน อองกี๋จึงให้รื้อผนังตึกแล้วให้ขุดลงไปลึกประมาณสี่ศอกได้ศพสองศพเหมือนคำกวนลอ อองกี๋จึงให้เอาศพไปฝังไว้ที่อื่น ภรรยากับบุตรก็หายป่วย”

            เคาจีเห็นโจโฉสนใจจึงเล่าประวัติของกวนลอต่อไปว่า ครั้งหนึ่งมีหญิงเลี้ยงโคไปขอให้กวนลอตรวจดูว่าโคซึ่งหายไปจะได้คืนหรือไม่ กวนลอจับยามแล้วบอกว่ามีคนร้ายเจ็ดคนลักโคไป บัดนี้ฆ่าโคเสียแล้ว เหลือแต่กระดูกกับหนังทิ้งอยู่ที่ริมรั้วบ้านของคนร้าย และบอกรูปลักษณะที่ตั้งบ้านคนร้ายแก่หญิงเลี้ยงโคผู้นั้น หญิงเลี้ยงโคได้ไปตรวจบ้านของคนร้ายตามตำแหน่งที่กวนลอบอกก็พบหนังและโคกองอยู่ที่รั้วบ้านจึงไปแจ้งความแก่เจ้าเมืองเพงง้วนก๋วน เจ้าเมืองส่งมือปราบไปจับกุมคนร้ายมาสอบสวนเป็นสัตย์แล้ว จึงลงโทษตามกฎหมาย เจ้าเมืองจึงสอบถามหญิงเลี้ยงโคว่าทราบความได้อย่างไร หญิงเลี้ยงโคจึงบอกเจ้าเมืองว่าเป็นเพราะกวนลอบอก

            เจ้าเมืองจึงให้ไปเชิญกวนลอเข้ามาพบ แล้วแกล้งเอาตราสำหรับเมืองออกจากหีบและให้เอาขนไก่สีแดง สีดำและสีขาวใส่ไว้ในหีบนั้นแทน เมื่อกวนลอมาถึงเจ้าเมืองจึงยกหีบเอามาให้กวนลอทำนายว่า ในหีบมีอะไรบ้าง อย่างละเท่าใด กวนลอก็ทำนายโดยถูกต้องว่าเป็นขนไก่สีแดง ขนไก่สีดำ และขนไก่สีขาวอย่างละกี่อัน

            เจ้าเมืองฟังคำทำนายว่าเป็นขนไก่ก็ตกตะลึง แต่จำนวนของขนไก่แต่ละสีนั้นมิได้นับไว้ก่อน เจ้าเมืองจึงสั่งให้เปิดหีบและให้เจ้าหน้าที่นับขนไก่แต่ละสี ปรากฏมีจำนวนตรงกับคำทำนายของกวนลอทุกประการ เจ้าเมืองจึงตั้งให้กวนลอเป็นที่ปรึกษา

            โจโฉฟังคำบอกเล่าเกี่ยวกับประวัติของกวนลอก็ค่อย ๆ มีอารมณ์เพลิดเพลินเป็นที่สบายขึ้น ที่หม่นหมองหมกไหม้ก็ค่อย ๆ คลาย เคาจีเห็นสีหน้าโจโฉดังนั้นก็รู้ว่าเรื่องราวที่เล่ามาเป็นที่ต้องใจ จึงเล่าสืบไปว่า วันหนึ่งกวนลอออกไปเที่ยวเล่นที่ชานเมือง เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งบุคลิกลักษณะหล่อเหลาสง่างามผิวพรรณเปล่งปลั่ง แต่ปรากฏระหว่างคิ้วมีเงาประกายสีดำ กวนลอพิเคราะห์ดูก็รู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะถึงแก่ความตายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

            กวนลอจึงถามเด็กหนุ่มผู้นั้นว่า เจ้าหนุ่มมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไร เด็กหนุ่มจึงตอบว่าข้าพเจ้ามีชื่อว่าเตียวหงัน เด็กหนุ่มตอบแล้วคำนับกวนลออย่างอ่อนน้อม แล้วถามว่าตัวท่านเล่ามีชื่อใด เหตุไฉนจึงจ้องข้าพเจ้าราวกับว่ารู้จักกันมาแต่ก่อนดังนี้

            กวนลอจึงตอบว่าตัวเรานี้มีชื่อว่ากวนลอ เห็นตัวเจ้ามีท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนซื่อตรงก็สงสารเพราะเหตุว่าชะตาเจ้าถึงฆาตแล้ว อีกสามวันข้างหน้าก็จะถึงแก่ความตาย

            เตียวหงันได้ฟังก็ตกใจ จึงถามว่าท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าพเจ้าจะถึงแก่ความตาย กวนลอตอบว่าเราได้เห็นเงาสีดำปรากฏขึ้นที่หว่างคิ้วของท่าน และยังมีขนลักษณะร้ายแซมที่ขนคิ้วของท่านอีก ลักษณะนี้บ่งบอกว่าอายุของท่านจะสิ้นลงในอีกสามวันข้างหน้า เราสงสารจึงบอกให้รู้

            เตียวหงันได้ฟังดังนั้นก็เชื่อ แต่ด้วยความกลัวตายจึงรีบวิ่งกลับไปบ้านแล้วบอกความให้ผู้เป็นบิดาทราบ พอพ่อของเตียวหงันได้ฟังความก็ตกใจ รีบจูงมือบุตรย้อนกลับมาหากวนลอแล้วว่า เมื่อท่านผู้วิเศษทราบอายุขัยบุตรของข้าพเจ้า ก็ย่อมรู้วิธีช่วยชีวิตเป็นมั่นคง ขอท่านได้เมตตาช่วยบุตรของข้าพเจ้าให้พ้นจากความตายด้วยเถิด

            กวนลอได้ฟังก็ส่ายศีรษะแล้วว่า อันชะตาอายุขัยของแต่ละคนนั้นสวรรค์กำหนดไว้แน่นอน ใครใดจะแก้ไขผ่อนผันได้เล่า ท่านจงทำใจเสียเถิดว่าธรรมดาเกิดเป็นคนแล้วซึ่งจะอยู่ค้ำฟ้าเป็นนิรันดร์นั้นไม่มี มีความเกิดขึ้น มีความตั้งอยู่ และมีความดับไปเป็นธรรมดา แม้ตัวท่านเองก็ไม่อาจล่วงพ้นความตายไปได้ อย่าได้โศกเศร้าไปเลย

            บิดาของเตียวหงันได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้ คุกเข่าลงคำนับกวนลอแล้วอ้อนวอนว่า “ข้าพเจ้ามีบุตรคนเดียว คิดว่าจะได้ฝากผี บัดนี้จะมาถึงความตาย ข้าพเจ้าจะเห็นหน้าผู้ใดสืบไปเล่า ท่านผู้มีความรู้จงเอ็นดูข้าพเจ้า ช่วยคิดอ่านแก้ไขให้สืบอายุเตียวหงันไว้จะได้แทนตัวข้าพเจ้า” 

            กล่าวความแล้วบิดาของเตียวหงันก็ซบหน้าลงกับพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นเป็นอันมาก เตียวหงันเห็นบิดาโศกเศร้าดังนั้นก็มีน้ำใจกตัญญู เกรงบิดาจะป่วยไข้เป็นทุกข์ ทั้งเกรงกลัวว่าตัวก็กำลังจะตาย จึงตรงเข้าไปคุกเข่าที่เท้าของกวนลอ กอดขากวนลอไว้แล้วร้องไห้อ้อนวอนขอให้ช่วยต่ออายุเพื่อได้แทนคุณบิดามารดา

            กวนลอเห็นสองพ่อลูกร้องไห้ระงมดังนั้นก็มีใจสงสาร จึงบอกสองพ่อลูกว่าพวกท่านจงลุกขึ้นก่อนเถิด สองพ่อลูกได้ยินคำกวนลอหนักหน่วงยะเยือกเย็นดังนั้นก็ลุกขึ้นตามคำสั่งอย่างว่าง่าย

            กวนลอจึงว่าเราจะบอกความลับแห่งฟ้าให้พวกท่าน แต่อย่าได้แพร่งพรายให้ผู้ใดล่วงรู้เป็นอันขาด กฎแห่งสวรรค์นั้นเที่ยงธรรม ฝ่าฝืนมิได้ แต่เราเห็นแก่ความกตัญญูกตเวทีของเตียวหงันและสงสารพวกท่าน จึงยอมเสี่ยงเปิดเผยความลับแห่งฟ้า การข้างหน้าตัวเราจะเป็นประการใดก็สุดแท้แต่เวรกรรมเถิด

            สองพ่อลูกเห็นสีหน้ากวนลอเคร่งเครียดดังนั้นก็มีความสลดใจ เพราะเข้าใจดีว่าความซึ่งกวนลอจะเปิดเผยนั้นเป็นเรื่องใหญ่ อาจนำเภทภัยมาสู่ตัวกวนลอเอง

            กวนลอเห็นสองพ่อลูกมีสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปก็รู้ว่าสองพ่อลูกมีน้ำใจห่วงใยตน จึงยิ่งมีน้ำใจสงสาร ดังนั้นกวนลอจึงกล่าวว่า ณ เขาลำสันมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง กิ่งก้านใบหนา ใต้ต้นไม้นั้นมีก้อนศิลาใหญ่ตั้งอยู่แท่งหนึ่งคล้ายกับโต๊ะ ทางทิศเหนือและทิศใต้ของศิลาแท่งนี้มีศิลาแท่งเล็กเหมือนเก้าอี้ ในเวลาเที่ยงตรงวันพรุ่งนี้ท่านจงเอาสุราบริสุทธิ์ขวดหนึ่งกับเนื้อกวางแห้งอีกหนึ่งก้อนไปที่ต้นไม้นี้ ถ้าเห็นชายชราสองคน คนหนึ่งใส่เสื้อคลุมสีขาว หน้าตาดุร้าย นั่งที่ก้อนศิลาด้านทิศเหนือหันหน้าไปทางด้านทิศใต้ อีกคนหนึ่งใส่เสื้อคลุมสีแดง มีหน้าตางดงามสดใสโอ่โถง นั่งที่ก้อนศิลาด้านทิศใต้หันหน้าไปทางด้านทิศเหนือ นั่งเล่นหมากรุกอยู่ที่แท่นศิลาแล้ว จงอย่าได้ปริปากกล่าวคำหรือส่งเสียง ให้ฉวยโอกาสที่ชายชราทั้งสองคนกำลังเล่นหมากรุกกันอย่างสนุกสนานนั้นเข้าไปคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ แล้วส่งสุรากับเนื้อกวางแห้งถวายให้ชายชราทั้งสองคนได้ดื่มกิน รอให้ดื่มกินจนเสร็จแล้ว ให้เตียวหงันร้องไห้อ้อนวอนขอให้ช่วยต่ออายุให้ แต่ขอกำชับว่าอย่าได้บอกว่าตัวเรากวนลอเป็นผู้บอกกลวิธีนี้เป็นอันขาด

            สองพ่อลูกได้ฟังคำกวนลอดังนั้นก็มีความยินดี คุกเข่าขอบคุณแล้วคำนับลากวนลอไปจัดแจงการทั้งปวงพร้อมไว้ พอรุ่งขึ้นเตียวหงันจึงนำสุราบริสุทธิ์พร้อมกับเนื้อกวางแห้งใส่ตะกร้าไปที่ภูเขาลำสัน เดินทางไปถึงต้นไม้ที่กวนลอบอกเป็นเวลาเที่ยงตรง ก็เห็นชายชราสองคนนั่งเล่นหมากรุกกันอยู่อย่างเพลิดเพลินตามคำของกวนลอทุกประการ

            เตียวหงันเห็นชายชราสองคนเล่นหมากรุกโดยมิได้สนใจเหตุการณ์อื่นใด คงจดจ้องให้ความสนใจอยู่บนกระดานหมากรุกเท่านั้น จึงค่อย ๆ คลานเข้าไปที่ข้างแท่นศิลา แล้วถวายสุราและเนื้อกวางแห้งให้กับมือของชายชราทั้งสองคน

            ชายชราทั้งสองคนกำลังเล่นหมากรุกกันอย่างใจจดใจจ่อมิได้สนใจสิ่งอื่นใด แต่พอรู้สึกว่ามีคนส่งสุราและเนื้อกวางแห้งมาถวายก็รับมาดื่มกินไปพลางเล่นหมากรุกไปพลาง โดยไม่ทันได้รู้สึกตัวก็ดื่มสุราและเนื้อกวางแห้งจนหมด

            ในขณะนั้นการเล่นหมากรุกก็จบกระดาน สองชายชราวางมือจากกระดานหมาก รุก พลันได้ยินเสียงเด็กหนุ่มร้องไห้อยู่ข้าง ๆ พร้อมกับกล่าวคำอ้อนวอนว่าขอท่านเทพทั้งสองจงเอ็นดูช่วยต่ออายุให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด

            ชายชราทั้งสองหันไปมองเห็นเตียวหงันคุกเข่าร้องไห้อยู่ก็ตกใจ และรู้สึกตัวว่าที่ได้เสพสุราและเนื้อกวางแห้งในขณะเล่นหมากรุกนั้น ย่อมเป็นสุราและเนื้อกวางของเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นมั่นคง เพราะเห็นตะกร้าใส่สุราและเนื้อกวางยังคงวางอยู่ข้าง ๆ เตียวหงัน ชายชราเสื้อแดงเปรยขึ้นว่าพวกเราเสียท่าแล้ว คงเป็นเพราะกวนลอบอกความให้เจ้าหนุ่มผู้นี้เป็นมั่นคง.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘