ตอนที่ 405. ตำนานหนวด เครา เขาแพะ

นับแต่โจโฉเห็นภาพนิมิตวิญญาณของซุนฮก ซุนซิว และเล่าฮกแล้ว เหตุการณ์ประหลาดที่ลี้ลับก็บังเกิดต่อเนื่องมาอีก แม้ในการฉลองวังใหม่ของวุยอ๋องก็ปรากฏเซียนชื่อโจจู๋มาลองดีกับโจโฉ ไม่ว่าจะทุบตีจองจำประการใดก็ไม่อาจทำให้โจจู๋ถึงแก่ความตายได้

            ครั้นโจโฉถูกทหารมาทูลเตือนว่าถึงเวลาออกไปเป็นประธานในการฉลองตำหนักใหม่แล้ว จึงจำใจต้องชวนโจจู๋ไปร่วมงานฉลองตำหนักใหม่ด้วย เมื่อโจโฉไปถึงบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยต่างพร้อมเพรียงประจำอยู่ที่โต๊ะซึ่งเตรียมการจัดเลี้ยงเป็นการใหญ่

            บรรดาขุนนางทั้งปวงเห็นโจโฉเข้ามาในตำหนักจึงลุกขึ้นยืนคำนับและอวยพรโจโฉอย่างพร้อมเพรียงกัน จนกระทั่งโจโฉเดินไปถึงโต๊ะประธานในพิธีแล้วเชิญชวนให้ทุกคนนั่งลง

            ในทันใดนั้นโจจู๋ได้เดินออกไปยืนอยู่หน้าโต๊ะโจโฉซึ่งตั้งอยู่กลางตำหนัก แล้วกล่าวกับโจโฉว่า ท่านจัดเลี้ยงโต๊ะขึ้นตำหนักใหม่อย่างยิ่งใหญ่ถึงปานนี้ มีสิ่งใดขาดขัดข้องอยู่บ้างหรือไม่ ข้าพเจ้าจะอาสาจัดหามาให้

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็คิดลองดีกับโจจู๋เพื่อให้โจจู๋ได้อาย จึงกล่าวขึ้นว่าบรรดาทรัพย์สินสิ่งของทั้งปวงเราก็มีพร้อมมูลอยู่แล้ว ในงานเลี้ยงโต๊ะวันนี้ยังขาดอยู่ก็แต่สิ่งเดียวคือตับมังกร หากท่านมีความสามารถก็จงหามาให้เราเถิด

            โจจู๋ได้ฟังดังนั้นก็รู้ทันความคิดของโจโฉ จึงหัวเราะท่ามกลางสายตาของขุนนางทั้งปวงที่จับจ้องมองตรงมา แล้วโจจู๋จึงขอพู่กันและหมึกจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ครั้นได้รับพู่กันและหมึกมาแล้วจึงวาดรูปมังกรขึ้นที่ฝาผนังมีความยาวขนาดสามวา

            พอวาดภาพมังกรเสร็จโจจู๋จึงเดินตรงไปที่ท้องมังกร แล้วสะบัดแขนเสื้อขึ้นสามครั้ง พอครั้งที่สามท้องมังกรก็แตกเห็นเป็นรอยแยก โจจู๋จึงเอามือล้วงไปตามรอยแยกนั้นแล้วหยิบเอาตับออกมาจากท้องมังกร มีโลหิตสด ๆ ติดอยู่กับตับนั้น เห็นประจักษ์พร้อมกันทั้งตำหนัก

            โจโฉเห็นดังนั้นจึงตวาดใส่โจจู๋แล้วว่า ตัวท่านแกล้งทำกลซ่อนตับสุกรไว้ในแขนเสื้อ จะหลอกลวงเราไม่สำเร็จดอก

            โจจู๋จึงว่าเมื่อวุยอ๋องไม่เชื่อก็สุดแท้แต่ใจ เวลานี้เป็นเทศกาลเดือนอ้าย อากาศหนาว เป็นฤดูที่ดอกไม้ไม่ออกดอก ดังนั้นหากท่านปรารถนาดอกไม้ชนิดใด ข้าพเจ้าก็จะอาสาเอาดอกไม้มาให้ท่านเพื่อร่วมงานฉลองตำหนักใหม่

            โจโฉจึงว่าบรรดาดอกไม้ทั้งปวงเราไม่ต้องการ คงปรารถนาอยู่ก็เฉพาะดอกโบตั๋นเท่านั้น หากท่านมีความสามารถจริงจงหาดอกโบตั๋นมาให้เรา

            โจจู๋จึงบอกทหารให้เอากระถางใส่ดินมาวางไว้ตรงหน้า แล้วโจจู๋จึงเอาน้ำมาเสกแล้วรดใส่ดินในกระถางนั้น ครู่หนึ่งก็มีต้นโบตั๋นโผล่ขึ้นจากดินแล้วงอกงามอย่างรวดเร็ว อีกครู่หนึ่งก็ผลิดอกออกมาสองดอกสวยงามตระการตาเป็นที่อัศจรรย์

            โจจู๋ยกกระถางดอกโบตั๋นนั้นเอาไปมอบให้แก่โจโฉ โจโฉและขุนนางทั้งปวงเห็นเหตุการณ์ประจักษ์พร้อมกันก็ตกตะลึง แล้วโจโฉจึงว่า “อันต้นโบตั๋นนี้ปลูกยากนัก แม้ผู้ใดจะปลูกก็ให้ปลูกต้นไม้ดอกอื่น ๆ ครบร้อยสิ่ง จึงเอาต้นโบตั๋นนั้นปลูกท่ามกลางจึงจะเป็น แลต้นไม้ทั้งร้อยสิ่งนั้นก็ผันดอกเข้าหาต้นโบตั๋นสิ้น”

            โจโฉเห็นดังนั้นก็มิรู้ที่จะทำประการใด จึงจำใจเชิญโจจู๋เข้าไปนั่งกินโต๊ะ

            ในระหว่างที่กินโต๊ะนั้นโจโฉปรารภขึ้นว่า อาหารวันนี้มีแต่อาหารมัน จะหาขิงสดจากที่ไหนมาเคียงแนมให้พอหายเลี่ยนปาก

            โจจู๋จึงบอกทหารให้เอาถาดมาใบหนึ่งวางไว้บนโต๊ะ แล้วโจจู๋จึงถอดเอาเสื้อคลุมแล้วคลุมถาดนั้นไว้ เอามือโบกไปมาสองสามครั้งและยกเสื้อคลุมออก ก็เห็นขิงสดเต็มถาด และมีหนังสือตำราเล่มหนึ่งวางอยู่บนกองขิงสดในถาดนั้น

            โจโฉจ้องไปที่หนังสือตำราเล่มนั้นก็รู้สึกตกใจ เพราะมีข้อความที่ปกตำราเล่มนั้นว่าตำราพิชัยสงครามบังเต๊ก ครั้นข่มความรู้สึกลงได้แล้วโจโฉจึงหยิบเอาตำราพิชัยสงครามบังเต๊กเล่มนั้นขึ้นมาพลิกดูก็จำได้ว่าเป็นลายมือของตัวเอง โจโฉจึงคิดว่าตำราพิชัยสงครามบังเต๊กเล่มนี้เราเป็นผู้แต่งขึ้น แต่ถูกเตียวสงชาวเมืองเสฉวนตู่ว่าเป็นหนังสือตลาดที่ลูกเล็กเด็กน้อยในเมืองเสฉวนก็เคยเห็นเคยอ่านกันทั่ว เราจึงให้เผาทำลายเสีย เหตุไฉนจึงฟื้นคืนดีแล้วมาอยู่ที่นี่เล่า

            โจโฉงุนงงสงสัยและรู้สึกปวดศีรษะแปลบขึ้น พอดีขณะนั้นโจจู๋หยิบเอาจอกสุราหยกที่ตั้งประจำที่ของโจโฉ รินสุราใส่แล้วยกขึ้นคำนับโจโฉ แล้วว่าขอเชิญวุยอ๋องดื่มสุรามงคลจอกนี้ จะได้มีอายุยืนพันปี

            โจโฉพึ่งรู้สึกเจ็บแปลบในศีรษะ ได้ยินคำโจจู๋ดังนั้นจึงหันหน้ามาที่จอกสุรา ตีสีหน้างุนงงแล้วว่า ท่านจงกินสุรานี้เข้าไปก่อนเราถึงจะกินได้

            โจจู๋รู้ว่าโจโฉหวาดระแวง จึงชักเอาปิ่นปักผมมาปักคั่นไว้ตรงกลางจอกสุรา แล้วยกจอกสุราขึ้นดื่ม พอวางลงปรากฏว่าสุราซีกหนึ่งของจอกถูกโจจู๋ดื่มจนหมด แต่อีกซีกหนึ่งนั้นยังมีสุราอยู่เต็ม แล้วโจจู๋จึงส่งจอกสุราที่มีสุราเหลืออีกซีกจอกหนึ่งนั้นให้แก่โจโฉ

            โจโฉเห็นดังนั้นก็ยิ่งหวาดระแวงว่าเป็นสุราพิษ ตวาดใส่โจจู๋ด้วยเสียงอันดังว่าตัวคิดจะเอายาพิษให้เรากินหรือจึงเล่นเล่ห์กระเท่ห์ดังนี้

            โจจู๋เห็นโจโฉไม่รับจอกสุราไปดื่มจึงซัดจอกสุราไปที่โจโฉ จอกสุราหยกนั้นก็กลายเป็นนกกระเรียนบินวนอยู่เหนือศีรษะของโจโฉ ทั้งโจโฉและขุนนางทั้งปวงเห็นเหตุการณ์แปลกประหลาดยิ่งนัก ก็จ้องจับตาดูที่นกกระเรียนนั้น เพราะต่างคนต่างรู้ดีว่านกกระเรียนเป็นสัญลักษณ์ของเซียนผู้วิเศษ จนนกกระเรียนบินออกไปนอกตำหนักแล้วหายลับไป

            โจโฉและขุนนางทั้งปวงจึงมองหาโจจู๋แต่ไม่เห็นโจจู๋ จึงต่างคนต่างประหลาดใจว่า  โจจู๋หายไปได้อย่างไร ในขณะที่ต่างคนต่างถามกันอยู่นั้นทหารซึ่งรักษาประตูด้านนอกได้วิ่งเข้ามารายงานว่าโจจู๋เดินหนีออกประตูหน้าไปแล้ว

            โจโฉได้ฟังรายงานดังนั้นจึงกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่าโจจู๋ผู้นี้เป็นนักเล่นกล มีความรู้ล่อลวงและวิทยาคมเป็นอันมาก หากละไว้ก็จะทำอันตรายต่อเราในภายหลัง ทั้งปรากฏชัดเจนว่านักล่อลวงผู้นี้เป็นพวกของเล่าปี่ปลอมตัวเข้ามาหลอกลวงข่มขู่ให้เรายกราชการบ้านเมืองให้แก่เล่าปี่ จึงให้เคาทูคุมทหารสามร้อยไปจับตัวโจจู๋มาประหารชีวิต

            เคาทูรับคำสั่งโจโฉแล้วคำนับลาออกไปด้านนอก แล้วพาทหารสามร้อยไล่ตามโจจู๋ไป พักหนึ่งก็เห็นโจจู๋เดินกระเผลกอยู่เบื้องหน้าในระยะห่างแค่ยี่สิบวา เคาทูจึงเร่งฝีเท้าม้าและสั่งทหารให้ไล่จับตัวโจจู๋

            เคาทูเร่งฝีเท้าม้าในขณะที่ทหารทั้งสามร้อยคนพากันวิ่งตามม้าเคาทูไปอย่างรวดเร็วนั้น ทุกคนเห็นโจจู๋ยังคงเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าตามปกติ แต่ครั้นไล่ตามอยู่พักใหญ่จนสิ้นกำลังม้าและสิ้นแรงคนแล้วก็ยังไล่ตามโจจู๋ไม่ทัน เห็นโจจู๋ยังคงเดินอย่างเชื่องช้าตามปกติในระยะห่างเท่าเดิม จนกระทั่งถึงเนินเขาแห่งหนึ่งเห็นเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังต้อนฝูงแพะสวนทางมา แล้วโจจู๋ก็เดินเข้าไปในฝูงแพะนั้น

            เคาทูสั่งทหารให้ระดมยิงเกาทัณฑ์ไปที่โจจู๋ราวกับห่าฝน แต่พอหยุดยิงโจจู๋ก็หายไปเหลือแต่ฝูงแพะ เคาทูรู้สึกโกรธเป็นอันมากจึงสั่งทหารให้จับแพะทั้งฝูงแล้วตัดหัวจนหมดสิ้น ทั้งหัวแพะและตัวแพะกลาดเกลื่อนอยู่กับพื้นดิน เคาทูได้ระบายความโกรธแล้วจึงพาทหารกลับไปที่วังแล้วรายงานความให้โจโฉทราบ

            ส่วนเด็กเลี้ยงแพะกำลังต้อนแพะโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แล้วจู่ ๆ ทหารหลวงก็จับแพะตัดหัวจนหมดสิ้นก็ตกใจ เป็นทุกข์ว่าจะถูกบิดามารดาตำหนิลงโทษ เหลียวซ้ายแลขวามิรู้ที่จะทำประการใด จึงทรุดตัวนั่งร้องไห้อยู่ท่ามกลางซากแพะนั้น

            ในทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงชายชราดังแว่วมาว่า “อย่าร้องไห้ไปเลย จงเอาศีรษะแพะกับตัวแพะมาประสมกันเข้าเถิด แพะของเอ็งก็จะเป็นขึ้นมา”

            เด็กเลี้ยงแพะเหลียวมองโดยรอบเพื่อหาเจ้าของเสียงแต่ไม่เห็นผู้ใด เห็นแต่กิ่งไม้ไหวอยู่ตามแนวป่าก็ตกใจคิดว่าผีหลอก รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหนี

            โจจู่เห็นเด็กเลี้ยงแพะตกใจกลัวก็สงสาร จึงปรากฏกายขึ้นแล้วร้องตามเด็กไปว่า “เร่งกลับมาลำดับศีรษะเข้าเถิด แพะก็จะเป็นขึ้นมาดังเก่า”

            เด็กเลี้ยงแพะเหลียวมาทางต้นเสียงเห็นโจจู๋ยืนอยู่ก็หายตกใจ จึงเดินกลับมาหาโจจู๋แต่ไม่ทันที่จะไต่ถามประการใดโจจู๋ก็บอกอีกว่า จงเอาศีรษะต่อกับตัวแพะเถิด แพะก็จะฟื้นคืนขึ้นมา

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาว่า “แต่ก่อนนั้นแพะตัวเมียไม่มีเขาแลหนวด เมื่อเด็กลำดับเข้านั้นมิได้พิจารณา ศีรษะแพะตัวผู้ลำดับเข้ากับแพะตัวเมีย ศีรษะแพะตัวเมียลำดับเข้ากับตัวผู้ แพะตัวเมียจึงมีเขาแลหนวดจนทุกวันนี้”

            ครั้นเด็กเลี้ยงแพะเอาศีรษะแพะต่อเข้ากับตัวแพะแล้ว แพะนั้นก็ฟื้นขึ้นดังเดิม เด็กเลี้ยงแพะก็ต่อศีรษะแพะจนครบทั้งฝูง แพะทั้งฝูงนั้นก็ฟื้นขึ้นมา เป็นแต่ว่าแพะตัวเมียมีเขาและหนวด ในขณะที่แพะตัวผู้ไม่มีหนวดและไม่มีเขา เด็กเลี้ยงแพะเห็นความมหัศจรรย์ดังนั้นก็คำนับขอบคุณโจจู๋แล้วต้อนแพะกลับไปบ้าน เล่าความให้บิดามารดาฟังทุกประการ บิดามารดาเด็กเห็นเป็นเรื่องประหลาดจึงพากันไปแจ้งความให้นายบ้านทราบเหตุการณ์ประหลาดนั้น

            นายบ้านทราบความแล้วเห็นเป็นเรื่องประหลาดจึงเข้าไปกราบทูลวุยอ๋องตามที่เด็กเลี้ยงแพะได้แจ้งให้ทราบทุกประการ

            คำของเด็กเลี้ยงแพะแม้มหัศจรรย์แต่เป็นเรื่องซึ่งสามก๊กระบุว่าเกิดขึ้นจริง ต่างกับเด็กเลี้ยงแกะซึ่งได้กลายเป็นวลีที่ดูหมิ่นถิ่นแคลนนักการเมืองที่ชอบโกหกหลอก ลวงประชาชนจนถึงทุกวันนี้

            โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงสั่งให้ช่างเขียนภาพของโจจู๋และออกหมายประกาศให้ผู้พบเห็นจับตัวโจจู๋ส่งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองแล้วจะมีรางวัลบำเหน็จให้ ครั้นเขียนรูปและหมายประกาศเสร็จแล้วจึงสั่งให้ติดหมายประกาศนั้นตามหัวเมืองทั้งปวง

            บรรดาหัวเมืองต่าง ๆ ได้พบเห็นใครมีรูปร่างลักษณะหน้าตาตรงกับหมายประกาศก็จับตัวส่งเข้ามาที่เมืองเงียบกุ๋นรวมเป็นจำนวนผู้ต้องหาที่มีหน้าตารูปร่างเหมือนกับโจจู๋ถูกจับส่งเข้ามาที่เมืองเงียบกุ๋นถึงสามร้อยคนเศษ

            โจโฉมีความสงสัยว่าเหตุไฉนคนทั้งสามร้อยคนจึงมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกัน จึงพาทหารออกไปตรวจดูก็เห็นจริงว่าคนทั้งสามร้อยคนเศษนั้นมีรูปร่างลักษณะหน้าตาเหมือนกับโจจู๋ทุกประการ

            โจโฉคิดว่าเป็นเพราะโจจู๋ทำกระเท่ห์แปลงกายเป็นหลายคนมาก่อกวน จึงสั่งทหารให้จับคนทั้งสามร้อยคนเศษนั้นมัดไว้ แล้วให้เอาเลือดสุนัข เลือดสุกร สาดใส่คนทั้งสามร้อยคนเศษนั้นเพื่อหวังจะทำลายไสยเวทย์ที่โจจู๋จำแลงเป็นคนหลายคนนั้นให้เสื่อมสิ้นไป แล้วสั่งทหารให้ตัดศีรษะคนทั้งสามร้อยคนเศษนั้น

            พอเพชฌฆาตฟันศีรษะคนทั้งสามร้อยคนเศษขาดออกจากกัน ตัวคนทั้งสามร้อยคนเศษนั้นก็ยังคงนั่งเป็นปกติอยู่มิได้ล้มตึงลงไป ศีรษะกระเด็นตกอยู่ข้าง ๆ ส่วนโลหิตกระเด็นสาดขึ้นไปบนอากาศกลายเป็นรูปโจจู๋สามร้อยคนเศษ แต่ละคนขี่นกกระเรียนบินว่อนอยู่ในอากาศ แล้วปรบมือหัวเราะเยาะเย้ยโจโฉอึงคะนึงไป

            โจโฉเห็นดังนั้นก็โกรธ สั่งทหารให้เอาเกาทัณฑ์ยิงโจจู๋ซึ่งขี่นกกระเรียนอยู่นั้น บรรดาทหารเกรงโจจู๋แต่กลัวโจโฉ จึงยิงเกาทัณฑ์ไปราวกับห่าฝน แต่เกาทัณฑ์ก็ไม่ถูกต้องตัวโจจู๋แม้แต่สักดอกเดียว

            ในทันใดนั้นอากาศก็บังเกิดวิปริตมืดครึ้ม ลมพายุใหญ่กรรโชกมา ผงคลีคละคลุ้งปลิวว่อน พอความมืดและฝุ่นจางลง โจจู๋ซึ่งขี่นกกระเรียนก็หายไป แต่บรรดาคนซึ่งถูกตัดศีรษะทั้งสามร้อยคนเศษได้ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปเก็บศีรษะ หิ้วศีรษะแล้วล้อมเข้ามาไล่ตีโจโฉ

            โจโฉถูกปีศาจกลุ้มรุมทำร้ายก็ตกใจ สลบล้มฟุบอยู่ในที่นั้น บรรดาขุนนางทั้งปวงเห็นปีศาจหัวขาดหิ้วศีรษะวิ่งวุ่นอึงคะนึงอยู่ ต่างตกใจกลัว เอามือปิดตาร้องโวยวายแล้ววิ่งหนีกันจ้าละหวั่น

            พอพายุสงบลงซากศพทั้งหมดนั้นก็หายไป และโจจู๋ก็หายตัวไปจากตำหนักด้วย แต่หลังจากนั้นก็มีผู้เห็นโจจู๋เดินอยู่ที่เนินเขาซึ่งเคยช่วยหาบผลส้มให้แก่ชาวเมืองกังตั๋งนั้น.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓