ตอนที่ 404. อภินิหารเซียน

ครั้นโจโฉสร้างวังวุยอ๋องที่เมืองเงียบกุ๋นเสร็จแล้ว ได้สั่งให้รวบรวมพันธุ์ไม้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทุกหัวเมืองมาปลูกในอุทยานของวังใหม่ ให้เป็นอนุสรณ์ของการกรำศึกทั่วทุกหัวระแหงเพื่อรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง แล้วจัดขบวนไปเฉลิมฉลองวังใหม่ และให้เกณฑ์ส้มมงคลมาจากเมืองกังตั๋ง

            เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่เอาส้มเมืองกังตั๋งใส่ถาดมาถวายตรงหน้าโจโฉแล้ว โจโฉจึงว่าส้มเมืองกังตั๋งนี้คือสัญลักษณ์และสัญญาณแห่งไมตรีที่ซุนกวนนอบน้อมต่อราชสำนัก แผ่นดินจะเป็นสุขสืบไป ว่าแล้วโจโฉจึงหยิบส้มจากถาดเอามาฉีกเปลือกออก

            สายตาทุกคู่จ้องอยู่ที่ส้มว่าโจโฉจะมอบส้มให้แก่ผู้ใดก่อน แต่ทันใดนั้นโจโฉและทุกผู้คนก็ต้องตกตะลึงเพราะส้มที่ฉีกเปลือกนั้นไม่มีเนื้อแม้แต่สักกลีบเดียว มีแต่เปลือกเปล่าเท่านั้น

            โจโฉตกตะลึงครู่หนึ่งจึงหยิบส้มลูกใหม่เอามาฉีกเปลือกออกอีก ปรากฏว่ามีแต่เปลือกเปล่าไม่มีเนื้อเหมือนลูกแรก โจโฉยังไม่ละความพยายามและเต็มไปด้วยความสงสัยจึงหยิบส้มขึ้นมาฉีกเปลือกออกอีกหลายลูกก็เห็นแต่เปลือกเปล่า

            โจโฉเห็นดังนั้นจึงถามบรรดาลูกหาบว่า เหตุไฉนส้มจากเมืองกังตั๋งจึงเป็นดังนี้เล่า

            บรรดาลูกหาบทั้งปวงได้ยินคำถามก็ตกใจ เกรงว่าจะถูกโจโฉลงโทษ จึงตอบพร้อมกันว่า “เมื่อข้าพเจ้าหาบมาหยุดพักอยู่กลางทาง มีอาจารย์คนหนึ่งชื่อโจจู๋มาช่วยผลัดหาบมาทางคนละห้าสิบเส้นทั้งห้าสิบหาบ โจจู๋จึงสั่งคำนับมาแล้วว่าได้รู้จักท่านมาแต่ก่อน”

            โจโฉตอนแรกเข้าใจว่าชาวเมืองกังตั๋งเล่นเล่ห์เพทุบาย แต่ครั้นได้ฟังคำทูลของขุนนางและลูกหาบมีเนื้อความตรงกันก็แปลกใจ โจโฉจ้องมองหน้าแต่ละคนและกวาดสายตาไปทั่วทุกคนก็เห็นแววตาที่แสดงออกว่าความที่กล่าวนั้นเป็นความจริง โจโฉก็ยิ่งแปลกใจ และนึกไตร่ตรองว่าได้รู้จักกับโจจู๋แต่เมื่อใด

            ในขณะที่โจโฉยังนึกไม่ออกว่าได้รู้จักกับโจจู๋หรือไม่นั้น นายประตูได้เข้ามารายงานว่าบัดนี้มีซินแสผู้หนึ่งชื่อว่าโจจู๋จะมาขอเฝ้าเพื่อแสดงความยินดีที่วุยอ๋องมาเฉลิมฉลองวังใหม่

            โจโฉได้ยินดังนั้นจึงสั่งทหารให้ไปเชิญโจจู๋เข้ามาพบ พอโจจู๋เดินผ่านประตูเข้ามาบรรดาลูกหาบก็ร้องขึ้นพร้อมกันว่า นี่คืออาจารย์โจจู๋ที่ช่วยพวกเราหาบผลส้ม

            โจโฉยืนจ้องมองโจจู๋ตาไม่กระพริบจนโจจู๋เดินเข้ามาถึงตรงหน้า โจโฉจึงถามว่า “ตัวได้เรียนวิชามาแต่ไหน จึงแกล้งทำเอาเนื้อส้มออกเสีย เอาแต่เปลือกเปล่ามาให้เราฉะนี้”

            โจจู๋ได้ยินดังนั้นจึงว่า วุยอ๋องเอาความที่ไหนมากล่าว อันธรรมดาส้มย่อมมีเนื้อ มิฉะนั้นจะปลูกต้นส้มไว้เพื่อประโยชน์อันใด หากท่านยังสงสัยข้าพเจ้าก็จะพิสูจน์ให้ดู ว่าแล้วโจจู๋จึงหยิบส้มขึ้นมาจากถาดแล้วฉีกเอาเปลือกออก ก็ปรากฏมีเนื้อส้มเป็นปกติอยู่

            โจโฉเห็นดังนั้นก็มีสีหน้าสงสัย จึงหยิบส้มจากถาดเอามาฉีกเปลือกดูอีกครั้งหนึ่งก็ไม่มีเนื้อ คงเป็นส้มที่มีแต่เปลือก

            โจโฉยิ่งตกตะลึงแต่ก็ได้คิดว่าชะรอยซินแสผู้นี้จะเป็นผู้วิเศษ จึงเชิญโจจู๋ให้นั่งที่เก้าอี้ แล้วถามว่าเหตุไฉนส้มเมืองกังตั๋งจึงเป็นดังนี้

            โจจู๋จึงว่าข้าพเจ้าพึ่งมาถึงยังเหนื่อยอยู่ ขอให้ท่านแต่งสุราอาหารมาเลี้ยงดูข้าพเจ้าก่อนแล้วจึงจะบอกความให้แจ้ง โจจู๋กล่าวแล้วก็เอามือลูบท้องทำทีว่าหิว โจโฉจึงสั่งทหารให้จัดแจงสุราอาหารยกออกมาเลี้ยงโจจู๋

            โจจู๋ดื่มเหล้าที่จัดมาให้จนหมดและเรียกให้ยกเหล้าออกมาอีก ทหารยกเหล้าออกมาให้โจจู๋กินถึงห้าไห โจจู๋ก็กินจนเหล้าหมดแต่มิได้มีอาการเมามาย อาหารที่เป็นเนื้อแพะโจจู๋ก็กินจนหมดจานแล้วเรียกให้เอาเนื้อแพะมาเติมอีก ทหารเอาเนื้อแพะมาเติมจนแพะหมดทั้งตัวโจจู๋ก็กินจนหมด แล้วยังบ่นว่าไม่อิ่ม

            โจโฉเห็นดังนั้นก็รู้ว่าซินแสผู้นี้เป็นผู้มีวิชาวิทยาคม จึงกล่าวว่าบัดนี้เราได้เลี้ยงสุราอาหารท่านแล้ว ท่านยังมิได้บอกว่าวิทยาคุณเหล่านี้ท่านเล่าเรียนมาจากที่ไหน

            โจจู๋เอามือลูบท้องแล้วเอามาลูบหนวด และกล่าวว่า “เมื่อข้าพเจ้าถือศีลอยู่ ณ เขางูกีสัน แดนเมืองเสฉวนได้สามสิบปี เทพยดาเอาตำรามาให้ข้าพเจ้าสามฉบับ ฉบับหนึ่งชื่อเทียนตุน ฉบับสองชื่อเต้ตุน ฉบับสามชื่อยินตุน ฉบับเทียนตุนนั้นสำหรับเรียกลมแลฝน แลทำอิทธิฤทธิ์เหาะไปได้โดยอากาศ ฉบับเต้ตุนนั้นถึงมาตรว่าจะไชก้อนศิลาแลแทรกภูเขาออกก็ได้ ฉบับยินตุนนั้นแม้บังกายแลจะใช้อาวุธไปทำอันตรายผู้ใดก็ได้”

            อันวิชาของโจจู๋ดังกล่าวนี้ ในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนามีปรากฏอยู่ในกายคตาสติสูตร ซึ่งแสดงอานิสงส์และผลอันพึงได้จากการฝึกฝนปฏิบัติอานาปานสติภาวนาที่ทำจิตให้เป็นสมาธิ มีอำนาจและกำลังจิตแก่กล้า บรรลุถึงเจโตวิมุติเป็นบั้นปลาย คือถึงซึ่งความหลุดพ้นจากทุกข์สิ้นเชิงด้วยอำนาจกำลังแรงกล้าแห่งจิตที่ทำลายอวิชชาจนสูญสิ้น และบรรลุถึงซึ่งวิชาทั้งสาม ผู้ที่บำเพ็ญเพียรทางจิตดังกล่าวจะได้รับอานิสงส์สิบประการคือ

            ประการแรก สามารถอดกลั้นต่อความไม่ยินดีและความยินดีได้ ไม่ถูกความยินดีครอบงำ ย่อมครอบงำความไม่ยินดีที่เกิดขึ้นแล้วได้

            ประการที่สอง อดกลั้นต่อภัยและความหวาดกลัวได้ ไม่ถูกภัยและความหวาดกลัวครอบงำ ย่อมครอบงำภัยและความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นแล้วได้

            ประการที่สาม มีความสามารถในการอดทนอดกลั้นต่อความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ต่อสัมผัสแห่งเหลือบยุง ลมแดด และสัตว์เสือกคลาน ต่อทำนองคำพูดที่กล่าวร้ายใส่ร้าย ต่อเวทนาประจำสรีระที่เกิดขึ้นแล้ว อันเป็นทุกข์กล้าเจ็บแสบ ไม่ใช่ความสำราญ ไม่เป็นที่ชอบใจพอจะสังหารชีวิตได้

            ประการที่สี่ เป็นผู้ได้ฌานสี่อันเกิดมีในมหัคคตจิต เครื่องอยู่สบายในปัจจุบันตามความปรารถนาไม่ยากไม่ลำบาก

            ประการที่ห้า ย่อมแสดงฤทธิ์ได้เป็นเอนกประการ คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ปรากฏตัวหรือหายตัวไปนอกฝา นอกกำแพง นอกภูเขาได้ไม่ติดขัด เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ทำการผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินได้ เหาะไปในอากาศโดยบัลลังก์เหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์และพระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์ มีอานุภาพมากปานฉะนี้ด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้

            ประการที่หก ย่อมฟังเสียงทั้งสองคือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่ไกลและที่ใกล้ได้ด้วยทิพโสตธาตุ อันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์

            ประการที่เจ็ด ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น และบุคคลอื่นได้ด้วยใจคือจิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้วาจิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็น มหัคคตะก็รู้ว่าจิตเป็นมหัคคตะ หรือจิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตยังมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตมีหรือไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตตั้งมั่นก็รู้ว่าจิตตั้งมั่น หรือจิตไม่ตั้งมั่นก็รู้ว่าจิตไม่ตั้งมั่น จิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่าจิตหลุดพ้นแล้ว หรือจิตยังไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตยังไม่หลุดพ้นฯ

            ประการที่แปด ย่อมระลึกถึงขันธ์ ที่อยู่อาศัยในชาติก่อนได้เป็นเอนกประการ คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง หลายสังวัฏกัปบ้าง หลายวิวัฏกัปบ้าง หลายสังวัฏวิวัฏกัปบ้าง ว่าในชาติโน้นเรามีชื่ออย่างนี้  มีโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ มีกำหนดอายุเท่านี้  เรานั้นเคลื่อนจากชาตินั้นแล้วบังเกิดในชาติโน้น แม้ในชาตินั้นเราก็มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ มีกำหนดอายุเท่านี้เรานั้นเคลื่อนจากชาตินั้นแล้ว จึงเข้าถึงในชาตินี้ ย่อมระลึกถึงขันธ์ที่อยู่อาศัยในชาติก่อนได้เป็นเอนกประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ เช่นนี้

            ประการที่เก้า ย่อมมองเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯลฯ ย่อมทราบชัดหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามยถากรรม เช่นนี้

            ประการที่สิบ ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบันอยู่

            ดังนั้นวิชาจากตำราสามเล่มของโจจู๋จึงเป็นวิชาเพียงบางส่วนและยังไม่ครบถ้วนเหมือนกับอานิสงส์สิบประการของการฝึกสมาธิวิปัสสนาในพระพุทธศาสนา

            โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า ทำอย่างไรเราจึงจะเรียนวิชาดังกล่าวได้เหมือนกับท่าน

            โจจู๋ได้ฟังคำถามของโจโฉดังนั้นจึงตอบว่า ตัวท่านบัดนี้อุดมด้วยยศศักดิ์ทรัพย์สิ่งศฤงคาร และติดยึดอยู่ด้วยโลกธรรม ไม่อาจเรียนรู้วิชาทั้งสามนี้ได้ หากท่านปรารถนาจะเล่าเรียนวิชาตามตำราทั้งสามเล่มนี้แล้ว ท่านจงละทรัพย์สมบัติและยศศักดิ์ทั้งปวง ออกไปถือศีลบำเพ็ญภาวนาในป่าเขากับข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจะสอนวิชาตามตำราทั้งสามเล่มให้ท่าน

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็อมยิ้มแล้วกล่าวว่า “อันวิชาฉะนี้เราก็รักจะใคร่เรียนอยู่ แต่จะไปนั้นไม่ได้เพราะราชการบ้านเมืองมากมาย ยังไม่มีผู้ใดจะรับธุระแทนตัวเราได้”

            โจจู๋ได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า ไฉนวุยอ๋องจึงเห็นว่าแผ่นดินสิ้นผู้คนจะสืบทอดภาระแทนตัวเล่า อันคนดีมีสติปัญญาในแผ่นดินนี้ก็มีอยู่ เช่นเล่าปี่เจ้าเมืองเสฉวนนั้นก็เป็นผู้มีสติปัญญา ทั้งเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าเหี้ยนเต้ แลน้ำใจก็โอบอ้อมอารีแก่ราษฎรทั้งปวง ท่านจงมอบราชการบ้านเมืองให้เล่าปี่ว่าการสิทธิขาดเถิด บ้านเมืองแลราษฎรก็จะเป็นสุขสืบไป หากท่านไม่ฟังคำเรา เราก็จะสำแดงวิชาใช้อาวุธปลิดศีรษะท่านเสีย

            โจโฉพอได้ยินชื่อเล่าปี่และคำแนะนำให้มอบราชการบ้านเมืองแก่เล่าปี่ก็โกรธ สำคัญว่าโจจู๋คือสายลับของเล่าปี่มาหลอกลวง หรือข่มขู่ให้โจโฉส่งมอบอำนาจราชการบ้านเมืองแก่เล่าปี่ ดังนั้นโจโฉจึงตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายคนนี้เป็นสายลับของเล่าปี่ ให้เร่งจับตัวไว้

            ทหารของโจโฉซึ่งอยู่ในบริเวณนั้นหลายสิบคนจึงกรูกันเข้าไปจับตัวโจจู๋เอาเชือกมัดไว้ แล้วคุมตัวออกไปด้านนอก และใช้อาวุธตลอดจนไม้ตะบองรุมตี ทิ่มแทงโจจู๋เป็นอันมาก แต่อาวุธทั้งหลายมิได้ระคายผิวหนังหรือกระทบกระเทือนต่อโจจู๋แม้แต่น้อย

            โจจู๋แสร้งนอนเอาเท้าไขว่ห้างและหัวเราะเป็นระยะ ๆ พอโจโฉทราบความก็ออกไปดู แล้วสั่งทหารให้เอาโซ่ตรวนขื่อคาจำโจจู๋ไว้ที่กลางแจ้ง และให้ทหารเฝ้าอารักขาไว้เป็นจำนวนมาก

            พอรุ่งขึ้นเช้าปรากฏว่าโซ่ตรวนขื่อคาได้หลุดออกจากตัวโจจู๋จนหมดสิ้น โจจู๋ยังคงนอนหลับเป็นปกติอยู่ ทหารรักษาการณ์จึงนำความไปรายงานให้โจโฉทราบ

            โจโฉได้ฟังรายงานก็โกรธ สั่งให้คุมตัวโจจู๋ไปขังไว้ในคุกหลวง มิให้กินข้าวน้ำ ครั้นครบเจ็ดวันแล้วจึงไปเปิดประตูคุกเพื่อดูว่าโจจู๋ตายแล้วหรือไม่ ก็ปรากฏว่าโจจู๋นั่งหัวเราะเป็นปกติอยู่

            ผู้คุมเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงให้ทหารนำความไปรายงานให้โจโฉทราบ โจโฉทราบความแล้วก็ยิ่งแปลกประหลาดใจ จึงสั่งทหารให้ไปคุมตัวโจจู๋เข้ามาพบ แล้วถามแบบไม่น่าถามว่าตัวเรียนวิชาวิทยาคุณเรืองวิทยาคมเป็นอันมาก ทำอย่างไรจึงจะถึงแก่ความตาย

            โจจู๋ได้ฟังก็หัวเราะแล้วว่า “ถึงมาตรว่าจะอดอาหารอยู่สักสิบปีข้าพเจ้าก็ไม่ตาย แม้นจะกินแพะพันตัวในวันเดียวข้าพเจ้าก็หาเป็นอันตรายไม่”

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ส่ายศีรษะอับจนปัญญา มิรู้ที่จะทำประการใดกับโจจู๋ พอดีทหารคนสนิทเข้ามาคำนับแล้วรายงานว่าวันนี้เป็นวันฤกษ์ดี ได้เวลาฤกษ์ฉลองขึ้นตำหนักใหม่ บรรดาขุนนางทั้งปวงมาพร้อมกันที่ตำหนักแล้ว จึงขอทูลเชิญวุยอ๋องไปเป็นประธานในพิธี.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓