ตอนที่ 403. กระแสแห่งสังสารวัฏ

โจโฉได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าสถาปนาอิสริยยศเป็นที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยามหาอุปราช อันเป็นรองก็แต่เฉพาะฮ่องเต้พระองค์เดียวแล้วก็มีน้ำใจกำเริบ คิดอ่านสร้างวังที่เมืองเงียบกุ๋นอย่างใหญ่โตอัครฐาน มีปราการกำแพงและค่ายคูประตูหอรบเสมอด้วยพระบรมมหาราชวัง

            อยู่มาวันหนึ่งโจโฉเสพสุราฟังดนตรีและดูการร่ายรำจนถึงเพลาดึก มีอาการมึนเมาและร้องบทกลอนเหมือนกับเมื่อครั้งร้องลำนำในสมรภูมิเซ็กเพ็กแล้วฆ่าเล่าฮกถึงแก่ความตาย

            พอร้องบทกลอนจบลงโจโฉก็หวนรำลึกถึงเล่าฮกแล้วหวนมาคิดถึงความหลัง คิดถึงมิตรร่วมรบที่ล้มหายตายจากกันไป โดยเฉพาะคนที่ร่วมก่อการตั้งตัวมาด้วยกัน เช่น ซุนฮก ซุนฮิว ซึ่งถูกบีบคั้นจนถึงแก่ความตาย โจโฉคิดถึงความดับสูญร่วงโรยของผู้คนเหล่านั้นแล้วใจก็เศร้าสลดลง อาการที่มึนเมาก็สร่าง จึงรีบเข้านอน

            โจโฉนอนยังไม่ทันหลับก็รู้สึกว่ามีสายลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านตัว มีอาการขนพองสยองเกล้า มองไปที่ปลายเท้าเห็นเป็นซุนฮก ซุนฮิว ยืนหัวเราะอยู่ ทางด้านหลังของซุนฮก ซุนฮิว เป็นรูปเล่าฮกเลือดไหลโทรมกาย มีทวนปักอยู่ที่หน้าอก โจโฉตกใจร้องเอะอะขึ้น ภาพนั้นก็หายไป

            โจโฉลุกขึ้นนั่ง ในขณะที่ลมหายใจก็ถี่แรง โจโฉครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงสำนึกว่าบัดนี้กระแสแห่งสังสารวัฏได้พัดพาอายุสังขารของเราจนล่วงเลยวัยกลางคนแล้ว ผู้คนที่ร่วมการกันมาก็ล้มหายตายจากกันไป แต่เหตุไฉนซุนฮก ซุนฮิว และเล่าฮกจึงมาปรากฏให้เห็นดังนี้เล่า หรือว่าเป็นสัญญาณหมายว่าอายุขัยของเราจะไม่ยืนยาวสืบไป

            โจโฉตระหนักดังนั้นแล้วก็รู้สึกสลดใจ นอนไม่หลับ ผุดลุกผุดนั่งเป็นหลายครั้ง จนลืมตัวม่อยหลับไป

            ครั้นรุ่งเช้าโจโฉตื่นขึ้นแล้วภาพที่เห็นในตอนกลางคืนยังคงฝังใจตรึงตรา โจโฉจึงคำนึงต่อไปว่าโดยอายุขัยของเราบัดนี้สมควรมีทายาททางการเมืองเพื่อฝึกปรือและอบรมบ่มเพาะให้สมให้ควรแก่ความเป็นผู้นำคน

            โจโฉคำนึงดังนั้นแล้วก็คิดถึงครอบครัวและบุตร สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาความว่า “แลโจโฉนั้นมีบุตรสี่คน ชื่อโจผีคนหนึ่ง โจเจียงคนหนึ่ง โจสิดคนหนึ่ง โจหิมคนหนึ่ง แต่โจสิดนั้นมีสติปัญญารู้ทำโคลง โจโฉมีใจรักโจสิดกว่าบุตรทั้งสามคน แม้โจโฉจะไปทัพครั้งใดถ้ามิได้เอาบุตรไปด้วย บุตรทั้งสี่คนนั้นออกไปตามส่ง โจผีร้องไห้ตามบิดา โจเจียง โจหิมนิ่งอยู่ แต่โจสิดนั้นถือพู่กันทำโคลงสรรเสริญเกียรติยศบิดา แล้วให้พรต่าง ๆ เป็นอันมาก”

            ในขณะที่สามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุว่า โจโฉมีภรรยาสามคน ภรรยาหลวงชื่อนางเตงฮูหยินมิได้ให้กำเนิดบุตร ส่วนนางเล่าฮูหยินซึ่งเป็นภรรยาน้อยคนหนึ่งมีบุตรกับโจโฉหนึ่งคนชื่อโจฮัง เมื่อครั้งที่โจโฉยกกองทัพไปปราบเตียวสิ้วที่เมืองอ้วนเซีย โจฮังเสียชีวิตในที่รบ ส่วนภรรยาอีกคนหนึ่งชื่อนางเปียงสี มีบุตรสี่คนคือโจผี โจเจียง โจสิด และโจหิม เพราะเหตุที่ภรรยาสองคนแรกไร้บุตร ดังนั้นเมื่อโจโฉได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยามหาอุปราชแล้ว จึงได้แต่งตั้งให้นางเปียงสีเป็นภรรยาเอก

            โจโฉคิดถึงอุปนิสัยของบุตรทั้งสี่คนแล้วก็คิดว่า “โจสิดมีสติปัญญาก็จริงแต่น้ำใจกำเริบ โจผีนั้นมัธยัสถ์เห็นจะทำการลึกซึ้ง” โดยที่โจเจียงและโจหิมนั้นไม่อยู่ในข่ายที่จะพิจารณาเป็นทายาททางการเมือง

            โจโฉคัดเลือกบุตรสองคนคือบุตรคนโตชื่อโจผี กับบุตรคนที่สามชื่อโจสิด เพื่อจะตัดสินใจคัดเลือกเป็นขั้นสุดท้ายว่าจะแต่งตั้งผู้ใดเป็นทายาททางการเมืองสืบทอดตำแหน่งวุยอ๋องในวันข้างหน้า แต่ระหว่างบุตรคนหนึ่งซึ่งเป็นที่รักกับบุตรอีกคนหนึ่งซึ่งชอบที่จะได้สืบทอดตำแหน่งทางการเมืองโดยธรรมเนียมนิยมนั้น โจโฉยังไม่ตกลงปลงใจและยังคิดไม่ตกว่าจะเลือกเอาบุตรคนไหน

            ความจริงตัวโจโฉเป็นคนตัดสินใจเด็ดขาด แต่พอเป็นเรื่องภายในครอบครัวของตัวเองกลับลังเลไม่ตัดสินใจ โจโฉครุ่นคิดเป็นกังวลอยู่หลายวันจึงนำความปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่าบัดนี้เรามีอายุล่วงวัยแล้ว ความแก่ได้ครอบงำแล้ว ความตายจะมาถึงในสักวันหนึ่ง จึงสมควรแต่งตั้งบุตรคนใดคนหนึ่งให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง ท่านทั้งปวงเห็นว่าบุตรของเราผู้ใดสมควรได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งบ้าง

            กาเซี่ยงซึ่งเป็นที่ปรึกษาได้ฟังปรารภของโจโฉดังนั้นจึงลุกออกไปคำนับโจโฉแล้วท้วงว่า “อันการข้อนี้จะปรึกษานั้นไม่ควร ขอให้ท่านพิเคราะห์ดูอย่างอ้วนเสี้ยวกับเล่าเปียวนั้นเถิด”

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ได้คิด เพราะบรรดาขุนนางของอ้วนเสี้ยวและเล่าเปียวที่แตกแยกแตกสามัคคีกันจนเป็นความขัดแย้งในบ้านเมืองก็เนื่องมาจากการเอาความข้างในครอบครัวไปปรึกษากับขุนนาง ทำให้ขุนนางแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แล้วยุยงบุตรหลานให้เป็นศัตรูกัน โจโฉจึงนึกขอบคุณกาเซี่ยงที่ท้วงติงให้สติ เพราะความในครอบครัวของตัวเองย่อมเป็นเรื่องที่ตัวเองต้องตัดสินใจ ไม่ใช่เรื่องที่จะไปปรึกษาหารือกับขุนนางข้าราชการทั้งปวง ซึ่งรังแต่จะเกิดสามัคคีเภทและเป็นวิบัติแก่บ้านเมืองสืบไปในวันหน้า

            โจโฉได้คิดแล้วจึงหัวเราะ และกล่าวกับกาเซี่ยงว่าคำท่านว่าดังนี้ชอบแล้ว

            หลังจากวันนั้นแล้วโจโฉได้ไตร่ตรองใคร่ครวญเกี่ยวกับทายาททางการเมืองอีกหลายครั้ง จนกระทั่งเจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบสอง เดือนสิบสอง โจโฉก็ตัดสินใจและประกาศแต่งตั้งให้โจผีบุตรผู้ใหญ่เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งวุยอ๋อง

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า “โจโฉก็ตั้งโจผีบุตรใหญ่นั้นเป็นกรมขึ้นเรียกว่าชีจู๊”

            ในเดือนเดียวกับที่โจโฉตั้งโจผีเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งทางการเมืองนั้น เจ้ากรมโยธาซึ่งไปควบคุมการก่อสร้างวังที่เมืองเงียบกุ๋นได้กลับเข้ามารายงานแก่โจโฉว่า ได้ทำการก่อสร้างวังแล้วเสร็จตามคำสั่งแล้ว ชอบที่วุยอ๋องจะได้ออกไปตรวจและเฉลิมฉลองวังใหม่ตามประเพณีต่อไป

            โจโฉได้ถามเจ้ากรมโยธาว่า การปลูกต้นไม้ในอุทยานของวังใหม่นี้ได้ปลูกอย่างไร เจ้ากรมโยธาได้รายงานว่าได้ทำการปลูกต้นไม้ทำนองเดียวกันกับการปลูกต้นไม้ในอุทยานหลวง

            โจโฉจึงว่า ชั่วชีวิตของเราอยู่บนหลังม้า ทำศึกสงครามเพื่อรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง ตรากตรำไปทั่วทั้งเหนือใต้ออกตก ไม่ปรารถนาจะเห็นไม้ดอกเหมือนสวนทั้งปวง แต่ปรารถนาจะได้เห็นพันธุ์ไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของแต่ละท้องที่จากทั่วทุกภาค เพื่อให้เป็นอนุสรณ์ในการปราบปรามรวบรวมแผ่นดินให้เป็นสุข จึงให้ท่านมีหมายไปถึงหัวเมืองต่าง ๆ ให้ส่งพันธุ์ไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของแต่ละหัวเมืองเข้ามาปลูกไว้ในอุทยานแห่งนี้

            เจ้ากรมโยธารับคำสั่งแล้วคำนับลาโจโฉออกไปจัดแจงตามที่โจโฉสั่งการทุกประการ

            หลังจากนั้นโจโฉจึงสั่งให้จัดแจงแต่งขบวนอิสริยยศตามตำแหน่งพร้อมด้วยทหารองครักษ์เพื่อจะยกกองทัพไปโดยทางสถลมารคไปเมืองเงียบกุ๋น ในขณะที่ฝ่ายกิจการพิธีก็มีหมายแจ้งไปยังหัวเมืองทุกตำบลในเส้นทางผ่านให้เตรียมการต้อนรับเหมือนหนึ่งการต้อนรับขบวนเสด็จ

            โจโฉสั่งการแล้วก็รำลึกขึ้นได้ว่าเมืองกังตั๋งมีผลส้มชนิดหนึ่งสีเหลืองสวยสด มีรสหอมหวาน และมีผลขนาดใหญ่เกือบเท่าส้มโอ สมควรใช้เป็นส้มมงคลในการเฉลิมฉลองวันใหม่ ทั้งจะเป็นการลองน้ำใจชาวเมืองกังตั๋งด้วยว่าจะรักษาคำสัญญาที่ว่าจะส่งเครื่องบรรณาการเข้าเมืองหลวงตามข้อตกลงหรือไม่

            โจโฉรำลึกดังนั้นแล้วจึงสั่งการให้ออกหมายถึงซุนกวน เกณฑ์เอาส้มพันธุ์ดีแห่งแคว้นกังตั๋งจำนวนห้าสิบหาบเพื่อใช้เป็นส้มมงคลในการเฉลิมฉลองวังใหม่ ทำให้เกิดธรรมเนียมในการใช้ผลส้มสีสดสวยเป็นส้มมงคลในการสักการะบูชาเทพยดาและบรรพบุรุษในกาลต่อมา

            เจ้าหน้าที่กรมวังของโจโฉได้นำหมายไปเมืองกังตั๋งแล้วส่งหมายนั้นแก่ซุนกวน

            ซุนกวนทราบความในหมายแล้วก็สั่งการให้ปฏิบัติตามหมายทุกประการ ครั้นคัดได้ส้มผลใหญ่สมบูรณ์ตามจำนวนที่กำหนดแล้ว จึงสั่งให้ขุนนางคุมขบวนขนส่งส้มไปมอบแก่โจโฉที่เมืองเงียบกุ๋น

            ในขณะที่ขบวนขนส่งส้มจากเมืองกังตั๋งเดินทางมาถึงกลางทาง เป็นเวลาบ่ายถึงเนินเขาลูกหนึ่ง ขุนนางและลูกหาบทั้งปวงได้หยุดขบวนพักร้อนอยู่ที่ใต้ต้นไม้ริมเนินเขา

            ในทันใดนั้นก็เห็น “ชายผู้หนึ่งออกมาจากหุบเขา มีเท้าสั้นข้างหนึ่ง จักษุส่อน รูปร่างพิกลประหลาด เป็นผู้วิเศษ ห่มเสื้อเขียว ใส่หมวกสานด้วยหวายตะค้า” แต่สามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุว่าเห็น “ซินแสผู้หนึ่งตาบอดข้างเดียว ขาเป๋กระโผลกกระเผลกข้างหนึ่ง สวมหมวกหวายขาว ใส่เสื้อสีเขียว ดูท่าทางเป็นคนเกียจคร้าน”

            รวมความก็คือคนผู้นี้เป็นชายชรา ขากระเผลก นัยน์ตาส่อนบอดข้างหนึ่ง ใส่เสื้อคลุมสีเขียว สวมหมวกหวายสีขาว เป็นผู้วิเศษ ชายผู้นี้ได้เดินตรงเข้ามาที่ขบวนขนส่งผลส้มจากแคว้นกังตั๋ง

            เมื่อมาถึงขบวน ชายชรานั้นก็ถามว่า ท่านทั้งปวงขนผลส้มจากที่ไหนจึงได้มาพักอยู่ที่ร่มไม้นี้

            ลูกหาบทั้งปวงจึงตอบว่า พวกเราเป็นชาวเมืองกังตั๋ง ได้รับคำสั่งให้ขนผลส้มรวมห้าสิบหาบเพื่อไปมอบให้แก่วุยอ๋องที่เมืองเงียบกุ๋น ระหว่างเดินทางให้รู้สึกเหนื่อยอ่อนจึงหยุดพักผ่อนสักครู่หนึ่ง แล้วจะเดินทางต่อไป

            ลูกหาบตอบแล้วจึงถามชายชราผู้นั้นว่าท่านเป็นใคร จึงได้มาเดินอยู่ในแถบนี้

            ชายชรานั้นจึงตอบว่า เราชื่อโจจู๋เป็นชาวบ้านเดียวกันกับวุยอ๋อง

            แล้วโจจู๋จึงกล่าวความอาสาเป็นที่ประหลาดใจของลูกหาบทั้งปวงว่า เราเห็นพวกท่านหาบผลส้มเป็นทางไกลเหนื่อยอ่อนจึงมีน้ำใจสงสาร ดังนั้นเราจะขอหาบส้มให้พวกท่านคนละพัก เพื่อผ่อนแรงในระหว่างที่พวกท่านพักผ่อนอยู่

            ลูกหาบทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็ประหลาดใจ เพราะไม่แน่ใจว่าชายชราซึ่งขากะเผลกนี้ไหนเลยจะมีกำลังวังชาแบกหาบผลส้มทั้งห้าสิบหาบได้ ดังนั้นต่างคนจึงพากันหัวเราะ

            โจจู๋เห็นดังนั้นจึงเข้าหาบส้มทีละหาบแล้วเดินไปห้าสิบเส้นจึงวางหาบลง แล้วกลับมาหาบส้มหาบใหม่จนครบทั้งห้าสิบหาบ เมื่อหาบส้มทั้งห้าสิบหาบไปรวมไว้ในระยะทางข้างหน้าห้าสิบเส้นแล้ว โจจู๋จึงบอกแก่ลูกหาบทั้งปวงว่าเราช่วยพวกท่านได้เท่าที่เห็นนี้ เห็นทีว่าจะพอผ่อนบรรเทาแรงได้บ้าง

            ลูกหาบทั้งปวงให้รู้สึกแปลกประหลาดที่ชายชราขาพิการสามารถแบกส้มได้ถึงห้าสิบหาบ คิดเป็นระยะทางรวมกันถึงสองพันห้าร้อยเส้น จึงรู้สึกเลื่อมใสศรัทธา ครั้นได้ยินคำของโจจู๋จึงกล่าวขอบคุณพร้อมกัน

            โจจู๋จึงกล่าวต่อไปว่า เมื่อพวกท่านนำส้มไปส่งถึงวุยอ๋องแล้ว ให้แจ้งแก่วุยอ๋องด้วยว่าคนบ้านเดียวกันชื่อโจจู๋ขอคำนับมาถึงวุยอ๋อง กล่าวดังนั้นแล้วโจจู๋จึงเดินหายเข้าไปในป่า

            เมื่อโจจู๋ไปแล้วบรรดาลูกหาบจึงลุกเดินจากที่พักผ่อนไปที่หาบส้มซึ่งโจจู๋ได้หาบไปกองรวมไว้ ต่างคนต่างเข้าหาบแล้วออกเดินทาง

            แต่พลันที่ยกหาบขึ้นใส่บ่าต่างคนต่างรู้สึกประหลาดใจ เพราะน้ำหนักของหาบส้มเบากว่าเมื่อครั้งที่หาบมาแต่ก่อนมากนัก จึงต่างคนต่างคิดว่าชะรอยโจจู๋เป็นผู้วิเศษ เห็นพวกเราหาบส้มเป็นระยะทางไกล จึงเสกเป่าให้ส้มมีน้ำหนักเบาลง

            ครั้นไปถึงเมืองเงียบกุ๋นก็เป็นช่วงเวลาที่ขบวนอิสริยยศของโจโฉได้เดินทางจากเมืองหลวงมาถึงเมืองเงียบกุ๋นแล้ว ขุนนางเมืองกังตั๋งจึงนำขบวนลูกหาบเข้าไปถวายผลส้มแก่โจโฉ และรายงานความซึ่งซุนกวนได้รับหมายเกณฑ์แล้วจัดแจงผลส้มส่งเข้ามาถวายเป็นบรรณาการ

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี เพราะตระหนักว่าแม้ผลส้มมีราคาไม่มากนักแต่ได้แสดงถึงความยอมรับอำนาจปกครองของเมืองหลวง จึงสั่งให้พนักงานแบ่งเอาส้มนั้นใส่ถาดแล้วยกออกมาเลี้ยงดูขุนนางและลูกหาบเมืองกังตั๋งเพื่อต้อนรับให้เป็นเกียรติยศ.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓