ตอนที่ 401. เสือพิการ

  เจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบ เดือนสิบ ปลายข้างขึ้น โจโฉอ่านแผนการยุทธ์ของซุนกวนได้ว่าต้องการทำสงครามแบบจู่โจมตัดกำลัง จึงแก้กลด้วยการกรีฑาทัพรุกเข้าตีกองทัพเมืองกังตั๋งพร้อมกันเป็นห้าสาย เปิดศึกตะลุมบอนที่ดุเดือดขึ้น หวังจะเผด็จศึกให้ได้ในครั้งนี้

            จิวท่ายขี่ม้าตามหาซุนกวนเป็นจ้าละหวั่น เมื่อถึงชายทะเลแล้วจึงถามทหารเมืองกังตั๋งคนหนึ่งว่าเห็นซุนกวนบ้างหรือไม่ ทหารผู้นั้นชี้มือขึ้นไปอีกด้านหนึ่งแล้วว่า เห็นซุนกวนรบติดพันอยู่ท่ามกลางกองทหารหน่วยโน้น

            จิวท่ายจึงขี่ม้าโฉมหน้าไปยังกองทหารที่กำลังสู้รบกันตามที่ได้รับการบอกเล่า พอเข้าไปใกล้ก็เห็นซุนกวนและทหารองครักษ์กำลังสู้รบอยู่กับทหารของโจโฉ จิวท่ายจึงขี่ม้ากรายทวนตีฝ่าเข้าไปจนถึงตัวซุนกวน แล้วร้องบอกให้ซุนกวนรีบขี่ม้าตามออกมาโดยจิวท่ายจะตีฝ่านำทางให้

            ซุนกวนตกอยู่ในท่ามกลางวงล้อมของข้าศึก มีความวิตกว่าจะถูกทหารโจโฉจับตัว ครั้นเห็นจิวท่ายตีฝ่าเข้ามาช่วยก็มีความยินดี จึงขี่ม้าตามจิวท่ายตรงไปที่ชายทะเล 

            จิวท่ายกรายทวนฟาดฟันทหารของโจโฉที่รุมล้อมอยู่อย่างดุเดือด และรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว พอเหลียวกลับมาดูไม่เห็นซุนกวนก็ตกใจ จึงขี่ม้าตีฝ่าย้อนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เห็นทหารโจโฉกลุ้มรุมซุนกวนอยู่ จิวท่ายจึงขี่ม้ากรายทวนฟาดฟันทหารของโจโฉบาดเจ็บล้มตายลงอีกเป็นอันมาก

            เมื่อจิวท่ายเข้าไปถึงตัวซุนกวนอีกครั้งหนึ่งจึงว่า ข้าศึกรุมล้อมแน่นหนาดังนี้เป็นที่คับขันนัก ให้ท่านติดตามข้าพเจ้าอย่างใกล้ชิด อย่าให้พลาดหลงอีกเป็นอันขาด

            ซุนกวนจึงว่าเมื่อสักครู่นี้ขณะที่เราตามท่านไปถูกทหารโจโฉยิงเกาทัณฑ์มาสกัดไว้ และทหารโจโฉอีกกองหนึ่งสกัดขวางไว้จึงพลัดกัน

            จิวท่ายได้ฟังคำซุนกวนดังนั้นก็เข้าใจสภาพการรบของฝ่ายโจโฉว่าต้องการสกัดจับซุนกวนให้จงได้ จึงว่าถ้าเช่นนั้นท่านจงขี่ม้าตีฝ่าออกไปข้างหน้า ข้าพเจ้าจะป้องกันอารักขาท่านอยู่ทางด้านหลัง

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นจึงกระตุ้นบังเหียนม้าให้วิ่งออกหน้าจิวท่ายไป จิวท่ายก็ขี่ม้าตามหลังซุนกวนและใช้ทวนปัดป้องเกาทัณฑ์ซึ่งยิงมาที่ซุนกวนตกหล่นลงข้างทางจนหมดสิ้น

            จิวท่ายตามอารักขาซุนกวนจนกระทั่งซุนกวนขี่ม้าไปถึงชายทะเลพอดีกับที่ลิบองคุมกองเรือรบยกหนุนมาถึง เห็นซุนกวนและทหารกำลังแตกหนีอยู่ที่ชายทะเล ลิบองจึงให้จอดเรือรบ รับซุนกวน จิวท่าย และทหารที่ติดตามมาอีกสี่ห้าสิบคนขึ้นมาบนเรือ

            หลังจากคำนับทักทายกันตามธรรมเนียมแล้ว ซุนกวนจึงสรรเสริญฝีมือการรบของจิวท่ายเป็นอันมาก แล้วปรารภว่าหากแม้นไม่ได้จิวท่ายขี่ม้าวิ่งเข้าออกเป็นหลายครั้ง ตัวเราคงได้รับอันตราย ไม่อาจมานั่งบนเรือรบนี้เป็นแน่แท้

            แล้วซุนกวนจึงกล่าวต่อไปว่า ก่อนจะแตกหนีมานั้นเห็นชีเซ่งตกอยู่ในท่ามกลางวงล้อมของข้าศึก จึงวิตกว่าชีเซ่งจะเป็นอันตราย จะหาใครผู้ใดอาสาออกไปแก้เอาชีเซ่งกลับมาได้บ้าง

            จิวท่ายได้ฟังดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้าขออาสาไปแก้เอาชีเซ่งกลับมาเอง ว่าแล้วก็จับทวนกระโดดลงจากเรือ ขึ้นม้ารบฝ่าเข้าไปในกองทหารโจโฉอีกครั้งหนึ่ง เห็นชีเซ่งกำลังตกอยู่ในท่ามกลางวงล้อมอย่างแน่นหนา

            จิวท่ายร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่าชีเซ่งอย่าได้ตกใจ ข้าพเจ้ามาช่วยท่านแล้ว และกรายทวนตีฝ่าฆ่าฟันทหารโจโฉซึ่งล้อมชีเซ่งอยู่นั้น

            ชีเซ่งกำลังตกอยู่ในท่ามกลางตาจน เพราะทหารที่ติดตามมาถูกฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายจนเกือบหมดสิ้น ตัวชีเซ่งเองก็ต้องอาวุธเป็นหลายแห่ง ครั้นเห็นจิวท่ายขี่ม้าตีฝ่าเข้ามาช่วยก็มีความยินดี

            ชีเซ่งกรายทวนฟาดฟันทหารโจโฉซึ่งรุมล้อมอยู่จนห่างออกไปจากตัวแล้วขี่ม้าตรงมาที่จิวท่าย พอบรรจบกันสองนายทหารเอกเมืองกังตั๋งจึงตีฝ่าทหารโจโฉไปที่ชายทะเล ในขณะนั้นเลือดไหลตามเสื้อเกราะของจิวท่ายเป็นอันมาก

            ทหารของโจโฉเห็นสองนายทหารเมืองกังตั๋งตีฝ่าวงล้อมออกไปเช่นนั้นก็รวมขบวนเป็นจำนวนมาก แล้วไล่ตามตีจนกระชั้นเข้ามา

            ลิบองคุมทหารอยู่บนเรือรบเห็นจิวท่ายและชีเซ่งขี่ม้าหนีมาอย่างทุลักทุเลและเห็นทหารโจโฉไล่ตามมาเป็นจำนวนมาก จึงสั่งทหารให้ยิงเกาทัณฑ์สกัดกั้นไม่ให้ทหารโจโฉไล่ตามเข้ามาใกล้ แล้วรับเอาจิวท่ายและชีเซ่งขึ้นมาบนเรือได้

            ทางด้านตันบูซึ่งรบอยู่กับบังเต๊กบนเนินเขาเป็นเวลาช้านาน ทหารทั้งสองฝ่ายได้ตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด และบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก เหลืออยู่เพียงตัวนายฝ่ายละไม่กี่คน ตันบูเองก็อ่อนกำลังลง ทั้งเห็นกำลังทหารของโจโฉเคลื่อนไหวหนุนเนื่องอย่างคึกคักจึงขับม้าหนี บังเต๊กเห็นดังนั้นก็ขับม้าไล่ตันบูไป

            ตันบูขี่ม้าหนีบังเต๊กระยะหนึ่งก็ถึงซอกเขาอันเป็นทางแยกจึงเห็นว่าถ้าหากหนีเข้าไปในซอกเขานี้แล้วก็จะปลอดภัยยิ่งกว่าหนีไปตามเส้นทางใหญ่ ตันบูคิดดังนั้นจึงขี่ม้าเข้าไปในซอกเขา บังเต๊กก็ยังคงไล่ตามไป

            ตันบูขี่ม้าหนีโดยไม่รู้เส้นทางและภูมิประเทศ ยิ่งหนีทางก็ยิ่งแคบลง กิ่งไม้ระเกะระกะสองข้างทางก็ขวางหน้ามากขึ้น เสื้อเกราะของตันบูเกี่ยวกับกิ่งไม้ทำให้ตันบูเสียหลัก จึงรั้งม้าหวังจะปลดกิ่งไม้ออกจากเสื้อเกราะ แต่ในทันใดนั้นบังเต๊กก็ขี่ม้าไล่ตามมาถึง และเอาง้าวฟันตันบูตกม้าตาย

            ฝ่ายโจโฉยืนม้าบัญชาการรบอยู่บนเนินเขา เห็นซุนกวนหนีลงไปถึงชายทะเลและขึ้นไปบนเรือรบ ก็เกรงว่าซุนกวนจะหนีออกทะเลไป จึงคุมทหารรีบไล่ตามไปที่ชายทะเล แต่ถูกทหารของลิบองยิงเกาทัณฑ์สกัดกั้นไว้

            โจโฉสั่งทหารให้ยิงเกาทัณฑ์ตอบโต้ขึ้นไปบนเรือรบ ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังทำศึกเกาทัณฑ์กันอย่างดุเดือดนั้น ลกซุนซึ่งเป็นบุตรเขยของซุนเซ็กได้คุมเรือรบพร้อมทหารเรืออีกสิบหมื่นยกหนุนเนื่องมาถึง เห็นกองทัพเรือเมืองกังตั๋งกำลังดวลเกาทัณฑ์กับทหารโจโฉบนชายฝั่ง ลกซุนจึงสั่งให้แล่นเรือรบเลียบขนานชายทะเล แล้วให้ทหารระดมยิงเกาทัณฑ์ไปที่กองทหารของโจโฉเพื่อเปิดทางให้ทหารเมืองกังตั๋งยกพลขึ้นบกรุกเข้าโจมตีทหารของโจโฉตลอดแนวชายทะเลต่อไป 

            โจโฉเห็นทหารเมืองกังตั๋งยกหนุนเนื่องประดุจระลอกคลื่นในมหาสมุทร และยิงเกาทัณฑ์มาราวกับห่าฝนจนทหารเมืองหลวงบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก และเห็นทหารเมืองกังตั๋งซึ่งพึ่งยกมาใหม่กำลังเตรียมยกพลขึ้นบก ก็คิดว่าทหารเมืองกังตั๋งที่ยกมาใหม่ยังสดชื่นอยู่ผิดกับทหารของเราซึ่งสู้รบมาช้านานอ่อนล้าอิดโรยลงแล้ว หากสู้รบกันสืบไปก็คงจะเสียทีแก่ข้าศึก 

            ดังนั้นโจโฉจึงให้สัญญาณให้ทหารเมืองฮูโต๋ถอยทัพกลับไปที่ค่าย ทางซุนกวนเห็นดังนั้นก็มิได้ตามตี แต่สั่งให้ตรวจตราค้นหาบรรดาทหารเมืองกังตั๋งที่หลงเหลือและบาดเจ็บตลอดแนวสมรภูมิ

            ทหารของลกซุนค้นพบศพตันบูในซอกเขา จึงเอาศพกลับมาที่เรือรบ ส่วนทหารอีกหน่วยหนึ่งก็นำความมารายงานซุนกวนว่าเรือของตังสิดถูกพายุล่ม และมีทหารเห็นตังสิดจมน้ำถึงแก่ความตาย

            ซุนกวนทราบสภาพการศึกดังนั้นก็เสียใจ สั่งทหารให้เอาอวนมาลากค้นหาศพจนพบศพของตังสิดและทหารเมืองกังตั๋งอีกหลายคน ซุนกวนจึงสั่งทหารให้นำศพของตันบู ตังสิดและทหารเหล่านั้นไปฝังไว้ในสุสานทหารเมืองกังตั๋งเพื่อเป็นเกียรติยศและให้ปูนบำเหน็จรางวัลปลอบขวัญแก่ทายาทตามธรรมเนียม

            ซุนกวนสั่งให้กองทัพเรือถอยทัพลงมาตั้งที่ปากน้ำยี่สู เมื่อมาถึงค่ายที่ปากน้ำยี่สูแล้วซุนกวนยังคงรำลึกถึงบุญคุณของจิวท่ายที่ได้ช่วยชีวิตออกจากวงล้อม จึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงสุราเพื่อขอบคุณจิวท่ายที่ในค่ายหลวง

            ซุนกวนรินสุราถือมาส่งให้แก่จิวท่ายด้วยตนเอง และกล่าวว่า “ตัวท่านตั้งใจสุจริตต่อเราครั้งนี้ สู้เอาชีวิตเข้าไปแลกเอาชีวิตเราออกมาได้นั้น คุณหาที่สุดมิได้ อุปมาเหมือนตายอยู่ในระหว่างทหารโจโฉ ท่านเอาซากศพเรามาชุบขึ้นให้เป็น เราจะให้ท่านบังคับทหารในเมืองกังตั๋งกึ่งหนึ่ง ตัวท่านจงคิดว่าเป็นพี่น้องร่วมอุทรกันเถิด”

            ซุนกวนกล่าวแล้วก็คำนับจิวท่าย และส่งสุราให้จิวท่ายกิน จิวท่ายเห็นดังนั้นจึงคุกเข่าลงคำนับซุนกวน แล้วว่าพระคุณท่านเลี้ยงดูข้าพเจ้ามาหาที่สุดมิได้ ชีวิตนี้เป็นของท่านและเมืองกังตั๋ง ถึงแม้นตายข้าพเจ้าก็ไม่เคยคิดเสียดายแก่ชีวิต ว่าแล้วจิวท่ายจึงยกมือขึ้นเหนือศีรษะรับเอาสุราจากซุนกวนมาดื่ม

            พอจิวท่ายดื่มสุราหมดจอก ซุนกวนก็ประคองจิวท่ายให้ลุกขึ้น เห็นเลือดไหลตามเสื้อเกราะท่วมทั้งตัวซุนกวนก็ตกใจ สั่งให้จิวท่ายถอดเสื้อเกราะออก

            ภาพที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคนก็คือ ทั่วทั้งตัวของจิวท่ายถูกอาวุธทั้งหอกและเกาทัณฑ์ที่ชำแรกผ่านเสื้อเกราะเข้าไปต้องผิวกายบาดเจ็บสาหัสนัก แต่จิวท่ายก็ไม่เคยแสดงความเจ็บปวดให้ปรากฏ

            ซุนกวนเห็นดังนั้นก็สงสารจึงร้องไห้ แล้วดึงเอาผ้าโพกเช็ดเลือดออกจากกายของ จิวท่าย พลางถามว่าแผลแต่ละแผลนั้นถูกอาวุธสิ่งใดเมื่อใด จิวท่ายก็บอกแก่ซุนกวนว่าแผลนี้ถูกง้าวตอนนั้น แผลนั้นถูกทวนตอนนี้ แผลนี้ถูกเกาทัณฑ์ แผลนั้นถูกกระบี่

            ซุนกวนและจิวท่ายต่างถามตอบเกี่ยวกับบาดแผลแต่ละแห่งจนทั่วทั้งตัว สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาว่า “จิวท่ายบอกแผลสิ้นทุกประการ จิวท่ายบอกแผลทีใด ซุนกวนก็รินสุราให้กินทีนั้นจนจิวท่ายเมาสุรานอนหลับไป ซุนกวนจึงให้ทหารยกตัวจิวท่ายขึ้นใส่เกวียน ให้เอาสัปทนทองนั้นมากั้นจิวท่ายไปส่งจิวท่ายถึงค่าย”

            ความประทับใจของชายชาตรีที่คนหนึ่งเป็นนายคนหนึ่งเป็นบ่าว และเกิดจากบ่าวเสี่ยงตายเอาชีวิตเข้าแลกช่วงชิงนายออกมาจากวงล้อมของข้าศึกได้โดยปลอดภัยนั้นล้ำลึกนัก คนหนึ่งซึ่งเป็นนายน้ำตานองหน้า รินสุราให้อีกคนหนึ่งราวกับว่าตัวเองเป็นบ่าว ในขณะที่ผู้เป็นบ่าวนั้นก็ฮึกห้าวเหิมหาญ รายงานผู้เป็นนายถึงบาดแผลอย่างองอาจด้วยความจงรักภักดี ไม่เคยประหวั่นพรั่นพรึงถึงความเจ็บที่ต้องสรรพาวุธทั่วกาย รายงานแผลหนึ่งก็ดื่มสุราไปจอกหนึ่งจนเมาสลบลงกับที่ ตัวผู้เป็นนายจึงให้แต่งเกวียนกั้นสัปทนทองของตำแหน่งเจ้าเมืองกังตั๋งกั้นให้บ่าวซึ่งไร้สติไปส่งถึงที่ค่าย และให้หมอตามไปรักษาพยาบาลตั้งแต่เวลานั้น

            ซุนกวนกับโจโฉทำศึกตะลุมบอนกันครั้งนั้นแล้วต่างฝ่ายต่างสูญเสียทหารเป็นอันมาก อาวุธยุทโธปกรณ์ก็ร่อยหรอเสื่อมสภาพ เสบียงอาหารก็ลดน้อยถอยลง ทั้งสองฝ่ายจึงจะต้องคุมเชิงตั้งยันกันอยู่ในที่เดิม จนกระทั่งจะสิ้นข้างแรมของเดือนสิบแห่งเจี้ยนอันศกปีที่ยี่สิบ เตียวเจียวซึ่งเป็นที่ปรึกษาของซุนกวนจึงเสนอว่า ทั้งสองฝ่ายได้ทำสงครามกันมาจนอ่อนล้าอิดโรยลงแล้วก็ยังไม่แพ้ชนะกัน ซึ่งโจโฉจะเอาชนะซุนกวนก็ขัดสน ฝ่ายซุนกวนเล่าจะเอาชนะโจโฉก็มิได้ แต่โจโฉนั้นทำการโดยถือพระบรมราชโองการในพระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นประมาณ หากเนิ่นนานสืบไปอำนาจแห่งความชอบธรรมก็จะเพิ่มพูนขึ้น กองทัพเมืองกังตั๋งก็จะเป็นอันตราย

            เตียวเจียวได้เสนอต่อไปว่า “ขอให้ท่านแต่งทหารไปขอออกแก่โจโฉ ถ้าถึงปีเดือนกำหนดแล้วจะแต่งเครื่องบรรณาการขึ้นไปตามธรรมเนียม”

            เตียวเจียวได้เสนอให้ซุนกวนยอมอ่อนน้อมแก่โจโฉ และยอมเป็นหัวเมืองในราชสำนักฮั่นสืบไป ซึ่งเป็นแนวความคิดเดิมตั้งแต่ก่อนสงครามเซ็กเพ็ก แต่ในครั้งกระโน้นความคิดของเตียวเจียวถูกจิวยี่และโลซกทัดทาน ซุนกวนจึงตัดสินใจทำสงครามกับโจโฉ แต่มาในครั้งนี้ไร้ที่ผู้ใดจะทัดทานแล้ว ทั้งซุนกวนเองก็บอบช้ำอ่อนล้าจากการศึก และไม่เห็นทางออกอื่นดีไปกว่านี้ ส่วนบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองคนอื่น ๆ ก็เห็นชอบพร้อมกัน

            ดังนั้นซุนกวนจึงตัดสินใจเห็นชอบกับข้อเสนอของเตียวเจียว

            เสือสองตัวจากภาคเหนือและภาคใต้ต่อสู้ฟาดฟันกันจนอ่อนล้าป่วยเจ็บลงทั้งสองฝ่ายกลายเป็นเสือพิการ หากสู้รบต่อไปย่อมมีผลบั้นปลายคือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเจ็บตาย หรือเจ็บตายทั้งสองฝ่าย ดังนั้นซุนกวนจึงเลือกหนทางสงบศึก แม้กระนั้นก็ยังคงเป็นผลตามกลอุบายของขงเบ้งอยู่นั่นเอง.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘