ตอนที่ 274. คมเกาทัณฑ์ชาวเสียงสาน

 ชายธงชัยที่ต้องปลายลมซึ่งพัดหวลมาจากด้านกองทัพโจโฉพลิ้วต้องใบหน้าจิวยี่ล้มลงอาเจียนเป็นโลหิตทำให้จิวยี่ป่วยหนัก แต่มิใช่ป่วยด้วยโรคทางกายหากเป็นโรคทางใจคือไม่มีลมสลาตันสำหรับใช้เผากองทัพโจโฉ  แม้นทอดเวลานานไปโจโฉยกกองทัพข้ามทะเลมาก็จะเสียที ครั้นขงเบ้งอาสารักษาโรคใจด้วยการตั้งการพิธีเรียกลมสลาตัน อาการของจิวยี่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง

            ฝ่ายขงเบ้งเมื่อกำกับการแต่งแท่นพิธีเสร็จแล้วจึงแสร้างกล่าวกับโลซกว่า “ท่านจงกลับไปบอกแก่จิวยี่ว่าซึ่งเรารับมาขอลมให้นี้ถ้าไม่ได้สมความคิดก็อย่าให้จิวยี่เอาโทษแก่เราเลย”  โลซกรับเอาคำขงเบ้งแล้วคำนับลากลับไป

            ขงเบ้งคำนวณการในอากาศเป็นที่แน่นอนแล้วว่าลมสลาตันจะพัดหนักมาตั้งแต่วันแรมห้าค่ำเดือนอ้ายเวลาใกล้พลบ แต่ลวงจิวยี่ว่าจะทำพิธีศักดิ์สิทธิ์เพื่อข่มจิวยี่ให้เกรงความคิดไปในภายหน้า จากนั้นก็หลอกเกี่ยวกับเวลาที่ลมจะพัดมาว่าเป็นเวลายามเศษ เพื่อจะได้หนีไปก่อนที่จิวยี่จะทันตั้งตัว พอตั้งแท่นพิธีเสร็จก็บอกโลซกให้ไปหลอกจิวยี่เป็นการสั่งลาเป็นนัยว่าอาจเรียกลมไม่สำเร็จ การหลอกครั้งนี้เป็นการหลอกเพื่อเอาตัวรอด ทำให้จิวยี่ยังไม่แน่ใจจนกว่าลมสลาตันจะพัดมาจริงหรือไม่ เพราะถ้าหากจิวยี่แน่ใจว่าจะได้ลมสลาตันมั่นคงแล้วก็อาจคิดสังหารขงเบ้งเสียก่อน

            พอโลซกกลับขงเบ้งได้อาบน้ำชำระกายสยายผมแต่งตัวแบบนักพรตในลัทธิเต๋าใส่เสื้อคลุมสีดำทับภายนอกเดินขึ้นไปบนปะรำพิธีอย่างเนิบนาบถึงชั้นสามแล้วชูกระบี่อาญาสิทธิ์ของซุนกวนซึ่งจิวยี่ให้มาป่าวประกาศด้วยเสียงอันดังแต่เคร่งขรึมว่า “บัดนี้เราจะทำการใหญ่  แต่บรรดาทหารซึ่งเราจัดไว้นี้ถ้าเห็นเราทำประการใดก็อย่าให้พูดจาเดินไปมาจากที่ ให้นิ่งปรกติอยู่กว่าเราจะสำเร็จ  แม้ผู้ใดไม่ฟังเราจะเอากระบี่อาญาสิทธิ์ซึ่งจิวยี่ให้มานี้ตัดศีรษะเสีย”

            นี่เป็นแผนการหนีสามชั้นจากที่นัดให้จูล่งเอาเรือมาคอยรับเป็นชั้นที่หนึ่ง แล้วหลอกจิวยี่ให้ลังเลว่าจะได้ลมสลาตันแน่นอนหรือไม่เพื่อป้องกันมิให้จิวยี่คิดฆ่าเสียก่อนที่ลมสลาตันจะพัดมาเป็นชั้นที่สอง และมาครั้งนี้ขู่ทหารร้อยยี่สิบคนในพิธีมิให้ขยับเขยื้อนเพื่อจะได้หลบหนีไปโดยสะดวกเป็นชั้นที่สาม จึงนับเป็นแผนการหนีที่รอบคอบรัดกุมอย่างยิ่งยวด

            วันแรมสามค่ำเดือนอ้ายเพลาเที่ยง ขงเบ้งเริ่มจุดธูปเทียนบนปะรำพิธี ผินหน้าสู่ทิศอาคเนย์ รินสุราใส่จอกแปดจอกซึ่งเรียงอยู่ในถาดทำการอธิษฐานแล้วสาดสุราไปตามทิศทั้งแปดเป็นการบวงสรวงแล้วนั่งทำทีร่ายมนต์เรียกลมอยู่พักใหญ่แล้วกลับลงมาที่กระโจมพัก ให้ทหารสับเปลี่ยนเวรยามลงมาอาบน้ำกินอาหารแล้วกลับขึ้นไปดังเก่าวันละสามเวลา

            ฝ่ายโลซกครั้นลาขงเบ้งกลับไปแล้วตรงไปที่ค่ายพักของจิวยี่ รายงานความทั้งปวงให้จิวยี่ทราบ 

            วันรุ่งขึ้นเป็นวันแรมสี่ค่ำเดือนอ้าย จิวยี่จึงเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวงสั่งการให้ทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือเตรียมพร้อมคอยทีลมสลาตันพัดมาแล้วจะได้ยกไปทำการโดยสะดวก แล้วรายงานความทั้งปวงให้ซุนกวนทราบและขอให้ซุนกวนเตรียมการกองทัพคอยสนับสนุนไว้ให้พร้อมด้วย

            จิวยี่ได้สั่งการให้อุยกายจัดเรือเสบียงห้าสิบลำ “เอาหญ้าแลฟางบรรทุกลงแล้วเอาน้ำมันปลาสาดให้ชุ่มเป็นเชื้อเพลิง แล้วเอาดินประสิวกับสุพรรณถันปรายบนหญ้าแลฟางให้สิ้น”ทั้งห้าสิบลำแล้วเอาธงตะขาบเขียวปักหน้าเรือไว้ตามที่ได้ตกลงไว้กับโจโฉ ให้อุยกายจัดเตรียมให้พร้อมแล้วจอดคอยท่ารอฟังคำสั่งอีกครั้งหนึ่ง เมื่อใดที่ได้รับคำสั่งให้กองเรือของอุยกายยกไปเป็นสองกอง ขบวนหน้ายี่สิบลำ  ขบวนหลังสามสิบลำ  เรือแต่ละลำให้พ่วงเรือเร็วไว้ข้างหลังเมื่อทำการแล้วให้ทหารลงเรือเร็วหลบหนีออกมาจากกองเรือเพลิง อุยกายรับคำสั่งแล้วคำนับลาจิวยี่ออกไปจัดแจงการตามคำสั่ง

            สั่งการอุยกายแล้วจิวยี่จึงเรียกกำเหลงและงำเต็กมาสั่งการให้ประกบตัวชัวต๋งและ ชัวโฮไว้อย่าให้คลาดสายตา และให้กักบริเวณสองไส้ศึกของโจโฉไว้ไม่ให้รู้เห็นการเตรียมการที่จะยกไปทำการกับโจโฉ

            ใกล้พลบแล้วลมสลาตันก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะพัดมา ลมพลัดยายังคงพัดมาแต่ทิศพายัพเป็นปกติอยู่ จิวยี่ให้รู้สึกกังวลจนกินข้าวไม่ลง พอใกล้ยามสองทหารรักษาการณ์ได้เข้ามารายงานว่า บัดนี้ซุนกวนได้เคลื่อนกองทัพเรือยกหนุนมาคอยเสริมอยู่ในระยะประมาณแปดร้อยเส้นจากกองบัญชาการนี้ จิวยี่ฟังรายงานแล้วก็มีความยินดี   ออกคำสั่งสนามให้โลซกแจ้งแก่กองทัพทุกหน่วยทุกกองให้เตรียมพร้อมรบเต็มอัตรา  ให้สามารถยกไปในทันที่ที่ได้รับคำสั่ง ผู้ใดฝ่าฝืนชักช้าจะลงโทษประหารตามพระอัยการศึก

            จิวยี่เป็นกังวลนอนไม่หลับจนพ้นยามสอง จึงออกไปเดินข้างนอกค่าย สังเกตเห็นลมพลัดยายังคงพัดมาเป็นปกติจึงกลับเข้ามาในค่าย ผลุดลุกผลุดนั่งไม่เป็นอันนอน เพลียหนักเข้าก็เอนตัวงีบหลับไปในค่ายนั้น

            จวบจนรุ่งสางเป็นวันแรมห้าค่ำเดือนอ้าย  จิวยี่ยังไม่เห็นลมสลาตันพัดมาจึงปรึกษากับโลซกว่าขงเบ้งอาสาไปทำพิธีเรียกลมสลาตันบัดนี้สองคืนสามวันแล้วลมสลาตันก็ยังไม่พัดมา เห็นทีจะเป็นเรื่องเหลวไหล จะทำการอย่างไรสืบไปดี

            โลซกจึงว่าเวลานี้ยังไม่ครบกำหนดเวลาที่ขงเบ้งอาสา ท่านอย่าเพิ่งใจร้อนวู่วาม ข้าพเจ้าเห็นการเตรียมพิธีของขงเบ้งแล้วเชื่อว่าจะได้การอยู่

            จิวยี่และโลซกชวนกันสนทนาคอยเวลาที่ลมสลาตันจะพัดมาตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงก็ไม่มีวี่แววว่าลมจะเปลี่ยนทิศ จิวยี่กินข้าวปลาไม่ได้เอาแต่เดินวนไปวนมาภายในค่าย บางทีก็ออกไปข้างนอกดูทิศทางลมว่าจะมีอาการแปรเปลี่ยนหรือไม่ จนถึงเวลาเย็นลมพลัดยาก็สงบลง

            จิวยี่สังเกตอาการผันแปรของลมอยู่ทุกขณะจิต พอเห็นชายธงชัยภายนอกที่เคยพลิ้วตามลมไปทางทิศอาคเนย์ลู่ลงนิ่งสนิทอยู่ก็เกิดความรู้สึกตื่นเต้น ลากมือโลซกออกไปด้านนอกชี้ให้โลซกมองไปที่ชายธงซึ่งห้อยนิ่งอยู่นั้น

            ไม่ทันที่จิวยี่จะเอ่ยความประการใด ปลายธงชัยที่ห้อยสงบนิ่งอยู่นั้นพลันพลิ้วไปทางทิศพายัพกลับทิศกับที่เคยเป็นแล้วผืนธงชัยก็ค่อย ๆ พลิ้วสบัดโบกเต็มทั้งผืน ปลายธงชี้ไปทางกองทัพโจโฉ ลมสลาตันได้พัดมาแล้วและค่อยๆ แรงกล้าขึ้น

            จิวยี่เห็นดังนั้นก็มีความตื่นเต้นยินดียิ่งนัก กล่าวกับโลซกว่า “อันสติปัญญาขงเบ้งรู้ตำราเรียกลมในอากาศหาผู้เสมอมิได้ อุปมาดังจะนับดาวในท้องฟ้าแลหยั่งพระมหาสมุทรอันลึกได้”

            จิวยี่กล่าวสิ้นคำก็สะดุ้งขึ้นทั้งตัวประหวั่นพรั่นพรึงในสติปัญญาของขงเบ้งขึ้นมาอีกว่า วันข้างหน้าจะเป็นตรายแก่แคว้นกังตั๋ง หากปล่อยขงเบ้งรอดไปได้แล้วสืบไปภายหน้าจะไม่อาจรับมือกับขงเบ้งได้ จำจะฆ่าขงเบ้งเสียก่อนเมืองกังตั๋งจึงจะปลอดภัย

            คิดดังนั้นแล้วจิวยี่จึงเรียกชีเซ่งและเตงฮองเข้ามาสั่งการว่าให้ไปทำการจับกุมตัวขงเบ้งฆ่าเสียให้จงได้ ให้คุมทหารคนละร้อยแยกเป็นสองทาง  ให้เตงฮองรีบไปทางเขาลำปินสานซึ่งขงเบ้งกำลังทำพิธีเรียกลม ส่วนชีเซ่งให้ยกไปสกัดทางชายทะเลเผื่อว่าขงเบ้งรู้ตัวแล้วจะหนีไปทางทะเลล่องเรืองกลับไปเมืองแฮเค้า หากพบขงเบ้งก็ไม่ต้องเจรจาให้มากความ ให้ตัดศรีษะเสียในทันที

            สองนายทหารรับคำสั่งแล้วรีบยกทหารไปในทันที เตงฮองนำทหารม้ายกมาถึงเขาลำปินสานเห็นทหารทั้งปวงยืนตามตำแหน่งสงบนิ่งอยู่จึงเข้าไปถามหาขงเบ้ง แต่ไม่มีผู้ใดปริปากพูดจาเพราะเกรงอาญาสิทธิ์ตามคำสั่งของขงเบ้ง เตงฮองสอบถามไม่รู้ความแต่มองไปบนปะรำชั้นสามเห็นเสื้อคลุมสีดำคลุมแท่นบูชาอยู่   และเห็นกระบี่อาญาสิทธิ์พาดอยู่ใกล้ ๆ สำคัญว่าขงเบ้งนั่งสมาธิแล้วเอาเสื้อคลุมคลุมศีรษะไว้ จึงรีบวิ่งขึ้นไปบนชั้นสามเห็นแต่เสื้อเปล่า  จึงคว้าเอากระบี่อาญาสิทธิ์มาถือไว้แล้วถามทหารที่ยืนอยู่นั้นว่าขงเบ้งไปที่ใด

            ทหารนั้นก็ไม่ยอมพูดจา เตงฮองจึงเอากระบี่อาญาสิทธิ์ขึ้นขู่จึงได้รู้ความว่าขงเบ้งได้ลงไปจากปะรำเมื่อก่อนหน้านี้ไม่นานนัก เตงฮองจึงรีบวิ่งลงจากปะรำขึ้นม้าพาทหารยกไปที่ชายทะเล พบกับชีเซ่งคุมทหารละล้าละลังอยู่ที่ชายทะเลต่างถ้อยถามถอยตอบกันก็มิได้รู้ความว่าขงเบ้งไปที่ใด พอดีทหารที่ลาดตระเวนอยู่ชายทะเลมาพบจึงรายงานว่าเมื่อวันก่อนเห็นเรือเร็วลำหนึ่งมาจอดทอดสมออยู่ที่ชายตลิ่ง และก่อนหน้านี้ไม่นานเห็นขงเบ้งเดินมาลงเรือลำนั้นแล้วล่องขึ้นไปทางทิศเหนือ

            ชีเซ่งและเตงฮองได้ฟังดังนั้นแลไปในทะเล เห็นเรือเร็วลำหนึ่งกำลังแจวอย่างอ้อยอิ่งขึ้นไปทางทิศเมืองแฮเค้าไม่ไกลออกไปเท่าใดนัก จึงพาทหารลงเรือรบคนละลำแล้วแล่นใบตามเรือเร็วนั้นไป เรือของชีเซ่งแล่นออกหน้าเรือของเตงฮองซึ่งแล่นตามมาห่าง ๆ พอตามเข้าไปใกล้ชีเซ่งก็ร้องเรียกขงเบ้งให้หยุดอยู่ก่อน บอกว่าจิวยี่มีราชการสำคัญใคร่ปรึกษาเป็นการด่วน

            ขงเบ้งอยู่บนเรือเร็วได้ยินดังนั้นจึงร้องตอบมาว่าท่านจงกลับไปบอกจิวยี่เถิดว่าบัดนี้เราได้เรียกลมสลาตันพัดมาตามต้องการแล้ว ให้จิวยี่เร่งทำการกับโจโฉให้สำเร็จโดยไว  อย่าได้ห่วงกังวลด้วยตัวเราเลย  เวลาวันนี้เราจะกลับไปเมืองแฮเค้าก่อน วันหน้าจะกลับมาเยี่ยมจิวยี่เอง

            ชีเซ่งได้ยินดังนั้นจึงร้องกลับไปว่าให้ขงเบ้งหยุดอยู่ก่อน จิวยี่มีราชการลับเร่งด่วนให้ข้าพเจ้านำความมาบอกกล่าวแก่ท่าน

            ขงเบ้งจึงร้องตอบกลับไปอีกว่าท่านอย่าหวังว่าจะลวงเราได้ เราคาดหมายอยู่ก่อนแล้วว่าลมสลาตันพัดมาแล้วจิวยี่จะคิดทำร้ายเรา ดังนั้นเราจึงนัดให้จูล่งมาคอยรับ ท่านจงกลับไปเสียเถิดแล้วบอกจิวยี่ให้เร่งทำการ  แม้นมิฟังยังจะตามมาอีกก็หาอาจทำอันตรายแก่เราได้ไม่

            ชีเซ่งเห็นขงเบ้งไม่ยอมหยุดจึงเร่งให้ทหารแจวเรือเร่งแรงเรือที่แล่นตามแรงลมไล่ตามเรือขงเบ้งกระชั้นเข้าไป

            จูล่งคุมทหารอยู่ในเรือเร็วเห็นชีเซ่งไม่ฟังคำขงเบ้งจึงลุกขึ้นยืนที่กลางลำเรือร้องตวาดไปว่า ตัวเราคือจูล่งชาวเมืองเสียงสาน รับคำสั่งขงเบ้งให้มาคอยรับ บัดนี้ขงเบ้งได้ว่ากล่าวห้ามมิให้ท่านตามมาก็ไม่ฟัง ยังจะไล่ตามมาทำอันตรายขงเบ้งอีกเล่า “ครั้นเราจะเอาเกาทัณฑ์ยิงให้ตายเสียบัดนี้ เล่าปี่นายเรากับซุนกวนก็จะผิดใจกันเสีย เราจะยิงแต่พอให้รู้จักฝีมือไว้”

            ว่าแล้วจูล่งจึงเอาเกาทัณฑ์ขึ้นพาดสาย เล็งน้าวไปที่สายชักใบเรือของชีเซ่งแล้วยิงไป  เสียงเกาฑัณฑ์แล่นฝ่าแรงลมดังเวี้ยว! ต้องสายชักใบเรือของชีเซ่งขาดสะบั้น ใบเรือร่วงลงในฉับพลัน เรือของชีเซ่งเมื่อไร้ใบจึงขวางลำตามแรงลม จูล่งเห็นดังนั้นจึงสั่งทหารให้ชักใบเรือแล้วแล่นไปทางเมืองแฮเค้า 

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) และฉบับสมบูรณ์ระบุเวลาที่ลมสลาตันพัดมาและขงเบ้งหลบหนีออกจากเขาลำปินสานนั้นใกล้เคียงกัน โดยสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ว่าเป็นเวลาสองยามเศษคือหลังเที่ยงคืน ส่วนฉบับสมบูรณ์ว่าเป็นเวลาใกล้ยามสามคือหลังเที่ยงคืนเช่นเดียวกัน แต่พิเคราะห์แล้วไม่เห็นสมด้วยเหตุสองประการคือ ประการแรกกองทัพเมืองกังตั๋งวางเพลิงเผากองทัพโจโฉในคืนแรมห้าค่ำเดือนอ้ายคือในคืนแรกที่ลมสลาตันพัดมา ประการที่สองหากขงเบ้งหนีไปหลังเที่ยงคืน การติดตามของชีเซ่งเตงฮองทางทะเลในคืนข้างแรมย่อมเป็นไปไม่ได้  และไม่มีทางที่จูล่งจะยิงเกาทัณฑ์ฝ่าความมืดไปถูกสายชักใบให้ขาดได้ ประกอบทั้งสามก๊กฉบับวิจารณ์บางฉบับของญี่ปุ่นและของจีนเองก็มีการตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้และวินิจฉัยว่าเวลาที่ลมสลาตันพัดมาและขงเบ้งหลบหนีคือเวลาเย็นก่อนพลบค่ำของวันแรมห้าค่ำ เดือนอ้าย

            เรือของชีเซ่งขวางลำแล่นต่อไปไม่ได้จึงอาศัยพลแจวกรรเชียงกลับเรือจะกลับฐานทัพ พอเรือเตงฮองตามมาทันชีเซ่งจึงแจ้งความซึ่งโต้ตอบกับขงเบ้งและจูล่งให้เตงฮองฟังแล้วว่าจูล่งชาวเสียงสานทหารเล่าปี่ผู้นี้ฝีมือการรบองอาจกล้าหาญนัก เมื่อครั้งการศึกที่ยุทธภูมิเตียงปันจูล่งแต่ผู้เดียวกรำศึกอยู่ท่ามกลางทหารโจโฉหลายสิบหมื่นตั้งแต่ค่อนรุ่งจนถึงเวลาบ่ายได้สังหารทหารโจโฉเสียเป็นอันมาก แม้นเราจะติดตามไปก็ไม่เห็นทางที่จะจับตัวขงเบ้งได้ ดีร้ายก็จะพากันตายด้วยฝีมือเกาทัณฑ์ของจูล่งอีก     

            แล้วว่าสำมะหาอะไรกับคนซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่  ก็แลสายชักใบเรือเท่านิ้วก้อยแค่นี้จูล่งยังยิงเกาทัณฑ์ฝ่าแรงลมมาถูกอย่างแม่นยำราวจับวาง จึงชอบที่จะกลับไปรายงานแก่แม่ทัพใหญ่จึงจะควร สองนายทหารกังตั๋งปรึกษาต้องกันแล้วจึงพากันแจวเรือฝ่าคลื่นฝืนลมกลับไปที่ค่าย.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘