ตอนที่ 271. ทะเลสงบก่อนพายุใหญ่

 สุราในกายโจโฉพลุ่งพล่านลำพองคะนองฤทธิ์ทำให้โจโฉในราตรีที่พระจันทร์เพ็ญกระจ่างฟ้ากลับกลายไปเป็นคนละคนกับโจโฉที่เคยเห็นในวันก่อน โจโฉปรามาสเหยียดหยามซุนกวน จิวยี่ ลามไปถึงเล่าปี่ ขงเบ้ง แม้กระทั่งกล้ากล่าวความลับทางการทหารต่อหน้าธารกำนัล กล้ากล่าวความอันล่วงละเมิดต่อโลกธรรมคิดชิงเอาภรรยาเขามาครอง  อันต้องด้วยลักษณะปราชัยในการนำทัพทั้งสิ้น

            โจโฉถือทวนคู่ใจออกไปยืนที่หัวเรือแล้วประกาศก้องว่า “ทวนเล่มนี้เราถือสำหรับมือมาแต่แรกเป็นทหารจนตั้งตัวได้  ได้ปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง  ทั้งลิโป้  อ้วนสุด อ้วนเสี้ยว  แลได้ปราบปรามหัวเมืองทั้งปวง ก็ไม่เสียทีเกิดมาเป็นชายชาติทหาร”

            แล้วโจโฉจึงว่าราตรีนี้แสงสว่างแห่งพระจันทราฉาบไล้ผืนดินแผ่นน้ำดูงามตาราวกับว่าได้เข้าไปอยู่ในภาพอันวิจิตรซึ่งจิตรกรเอกของแผ่นดินได้บรรจงวาดไว้ เราจึงมีความสำราญใจนัก ใคร่สนุกให้เต็มอิ่ม รบกวนท่านทั้งปวงช่วยเป็นลูกคู่ให้เราขับลำนำสักหน่อยหนึ่ง  บรรดาคนทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีพากันปรบมือตอบรับกันเป็นที่ครื้นเครง เมื่อผู้คนทั้งปวงพร้อมที่จะทำหน้าที่ลูกคู่ในการขับลำนำแล้ว  โจโฉสั่งให้ทุกคนดื่มสุราร่วมกันอีกจอกหนึ่งแล้วร้องลำนำตามที่คิดแต่งขึ้นเองว่า

                      “สรรพสิ่งเกิดแล้วลับดับสูญ
            ไม่มีทางจำรูญนิรันดร์แท้
            ถึงเรืองศักดิ์ฤทธิรงค์ยังคงแก่
            สุดทางแน่คือตายไม่แปรผัน

                      หยาดน้ำค้างกลางยอดหญ้าน่าเพลินพิศ
            พอยามสายหายสนิทดุจความฝัน
            แต่จอมปลวกสุดรำคาญผ่านคืนวัน
            ทุกข์สุขนั้นไร้จีรังดุจฝั่งชล

                      พระจันทร์แจ่มฟ้ากาหลงรุ่ง
            พากันมุ่งบินสู่ใต้ไร้มรรคผล
            สิ้นคาคบอาศัยให้กังวล
            เหมือนหนึ่งปลาสิ้นชลก็มรณา

                      พระสุริยันเจ้าเอ๋ยเคยสาดแสง
            ก็สิ้นแรงแสงลับกับขอบฟ้า
            ความมืดมิดเยื้องย้ายกรายคลุมมา
            นี่แหละหนาคนเรา...ไม่เข้าใจ”

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้พรรณนาความลำนำที่โจโฉขับครั้งนี้ว่า

            “ธรรมดาเกิดมาแล้วก็จะตาย ให้เร่งเล่นให้สนุกสบาย แต่ประหลาดด้วยฝูงกานั้น เพราะว่าหารังแลกิ่งไม้จะจับอาศัยมิได้จึงบินร้องมาผิดเวลาดังนี้ อันธรรมดาภูเขาก็มักสูง ธรรมดาน้ำในมหาสมุทรก็ลึก ฝ่ายน้ำใจคนทั้งปวงเล่าก็รักที่จะหาความสุข”

            บรรดาลูกคู่บรรดาศักดิ์มิได้สังเกตเนื้อความแห่งลำนำว่าได้แฝงไว้ด้วยลางร้ายหรือไม่ประการใด คงคิดแต่ความสนุกสนาน ครั้นโจโฉร้องลำนำจบลงจึงพากันปรบมือหัวเราะแสดงความชื่นชมกันสนั่นหวั่นไหว

            โจโฉเห็นดังนั้นก็ยิ่งเบิกบานใจนัก เห็นเล่าฮกที่ปรึกษาผู้ใหญ่และสันทัดในเชิงชั้นดนตรี กาพย์กลอนกวีทั้งปวงยืนสงบเงียบอยู่จึงเรียกเล่าฮกเข้ามาใกล้แล้วถามว่าลำนำที่เราขับเมื่อสักครู่นี้ท่านมีความเห็นเป็นอย่างไร ว่าแล้วโจโฉก็ดื่มสุราจนหมดจอกด้วยสำคัญว่าเล่าฮกจะกล่าวความสรรเสริญความปรีชาสามารถในเชิงชั้นกวีให้ปรากฎต่อหน้าคนทั้งปวง

            แต่ปรากฎว่าเล่าฮกกลับอิดเอื้อนไม่ยอมพูดจา โจโฉได้คะยั้นคะยอให้เล่าฮกออกความเห็นสองสามครั้ง เล่าฮกขัดมิได้จึงว่าท่านอัครมหาเสนาบดีจะให้ข้าพเจ้าออกความเห็นจริง ๆ หรือ  

            ในขณะนั้นสายตาทุกคู่ต่างจ้องมองมาที่เล่าฮกอย่างใจจดใจจ่อ เพราะประหลาดใจในถ้อยคำว่าน่าจะมีความนัยสิ่งใดอยู่ โจโฉได้กล่าวขึ้นว่าท่านมีความเห็นอย่างไรจึงว่ามาเถิด

            เล่าฮกจึงว่าถ้าความเห็นของข้าพเจ้าไม่ถูกใจท่านเล่าจะว่าอย่างไร โจโฉจึงว่าตัวเราไม่ได้ใส่ใจเรื่องความชอบใจหรือไม่ชอบใจ ขอให้เป็นความเห็นที่ตรงไปตรงมาก็พอแล้ว

            เล่าฮกได้ฟังดังนั้นก็วางใจจึงว่าลำนำซึ่งท่านขับขานครั้งนี้เป็นลางอัปมงคล ไม่สมควรขับในยามหน้าศึกสงคราม โจโฉได้ยินสิ่งที่ผิดคาดผิดหูดังนั้นจึงหันมาจ้องมองเล่าฮกแล้วกล่าวว่า เราขับลำนำเล่นสนุกกับเหล่าทหารคู่ใจไฉนท่านจึงว่าเป็นลางอัปมงคล

            เล่าฮกจึงว่า “เพลงว่าฝูงกาไม่มีรังแลกิ่งไม้จะจับอาศัย  พากันบินร้องมาผิดเวลา ข้าพเจ้าจึงว่าเป็นคำปราชัย”

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธกล่าวว่ายามนี้เป็นหน้าศึก ตัวเราต้องการปลุกขวัญทหารให้ฮึกเหิม แต่ท่านกลับมากล่าวความอัปมงคลทำลายขวัญกำลังใจทหารเป็นการดูหมิ่นเรานัก  ว่าแล้วโจโฉจึงเอาทวนในมือแทงเล่าฮกถูกตรงหน้าอกเบื้องซ้ายล้มลงขาดใจตายในที่นั้น  เลือดเล่าฮกพุ่งกระเซ็นไหลแดงฉาน ผู้คนต่างพากันแตกตื่นตกใจ โจโฉแม้เมาสุราหนักอยู่แต่ยังมีสติหลงเหลือร้องเสียงดังลั่นว่าเราฆ่าเล่าฮกหรือ ทหารองครักษ์เห็นโจโฉเมาสุราคุมสติไม่ได้ดังนั้นจึงช่วยกันพยุงโจโฉกลับไปที่ค่ายพัก งานเลี้ยงในคืนนั้นจึงจบลงด้วยความเศร้าดังลางร้ายที่ปรากฎนั้น

            พุทธภาษิตที่ว่า “สัจจังเว อมตะวาจา” ซึ่งแปลว่าวาจาอันกล่าวตามจริงเป็นสิ่งไม่ตายนั้นเป็นสัจธรรมอันเป็นจริงในธรรมดาและธรรมชาติ แต่ไม่ใช่ธรรมปฏิบัติหรือหลักปฏิบัติในการครองชีวิตของคนเรา ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวางหลักการพูดไว้ว่าพึงกล่าวความจริง และความจริงนั้นต้องเป็นประโยชน์ทั้งแก่ท่านแก่ตน แม้เพียงนี้แล้วก็ยังต้องเลือกกาลเวลาที่เหมาะสมที่จะกล่าว 

            เล่าฮกกล่าวความกับคนเมาโดยไม่ถูกกาล ดังนั้นจึงต้องตายอย่างน่าเวทนาน่าเสียดายความรู้ความสามารถนัก

            ในวันรุ่งขึ้นโจโฉตื่นนอนแต่เช้ารำลึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนนี้เมาสุราฆ่าเล่าฮกเสียเป็นความผิดก็เสียน้ำใจ พอทหารรักษาการณ์เข้ามารายงานว่าบัดนี้เล่าฮีผู้เป็นบุตรเล่าฮกมาขอพบ โจโฉจึงให้เชิญเข้ามาในค่าย เล่าฮีเข้ามาแล้วคุกเข่าคำนับโจโฉแล้วร้องไห้อ้อนวอนขออนุญาตรับเอาศพเล่าฮกไปฝังตามธรรมเนียม

            โจโฉเห็นดังนั้นก็ร้องไห้ตาม แล้วว่าเมื่อคืนนี้เราเมาสุราสังหารบิดาท่านเสียผิดนักหนา ท่านอย่าน้อยใจเลย จงเอาศพไปฝังที่สุสานหลวงในเมืองฮูโต๋ ให้แต่งการพิธีศพเสมอด้วยตำแหน่งลูกหลวงให้สมเกียรติยศทุกประการ ว่าแล้วโจโฉจึงถอดเสื้อคลุมตำแหน่งจอมทัพแก่เล่าฮีสำหรับคลุมศพเล่าฮกเป็นการขอขมาและเพื่อเป็นเกียรติ จากนั้นโจโฉได้สั่งการให้ทหารช่วยเล่าฮีจัดแจงการศพของเล่าฮกแล้วนำกลับไปฝังที่เมืองหลวง

            เมื่อเล่าฮีกลับไปแล้วอิกิ๋มและมอกายสองแม่ทัพเรือเข้ามาพบโจโฉรายงานว่าบัดนี้ได้จัดแจงกองทัพเรือไว้พรักพร้อมแล้วขอเชิญท่านอัครมหาเสนาบดีออกไปตรวจพลการรบทางทะเลให้เป็นขวัญกำลังใจทหารสักคราหนึ่ง โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี แต่งตัวในชุดออกศึกเต็มอิสริยยศแล้วชวนบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองลงไปที่ชายทะเล

            โจโฉลงเรือธงแล้วเข้าไปที่ห้องบัญชาการ บรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งฝ่ายทัพบกทัพเรือนั่งตามตำแหน่งรอฟังคำสั่ง

            แล้วโจโฉจึงให้จัดกองทัพเรือเป็นห้ากอง กองทัพหลวงซึ่งมีเรือธงเป็นศูนย์บัญชาการนั้นให้ปักธงสีเหลืองเป็นสำคัญโดยโจโฉเป็นผู้คุมกองทัพหลวงด้วยตนเอง ให้อิกิ๋มและมอกายแม่ทัพกองทัพหน้าให้ปักธงสีแดงเป็นสำคัญ ให้ลิยอยเป็นปีกขวาปักธงสีเขียวเป็นสำคัญ ให้บุนเพ่งเป็นปีกซ้ายปักธงสีขาวเป็นสำคัญ ให้เตียวคับเป็นกองหลังปักธงสีน้ำเงินเป็นสำคัญ ข้างกองทัพบกให้ลิกองเป็นกองทัพหน้าปักธงสีแดงเป็นสำคัญ ให้ลิเตียนเป็นปีกขวาปักธงสีเขียว ให้งักจิ้นเป็นปีกซ้ายปักธงสีขาว ให้แฮหัวเอี๋ยนเป็นกองทัพหลวงปักธงสีเหลืองและให้ซิหลงเป็นกองหลังปักธงสีน้ำเงินเป็นสำคัญ ให้แฮหัวตุ้นและโจหองเป็นกองทัพหนุนคอยสนับสนุนทั้งกองทัพบกกองทัพเรือและให้ทำหน้าที่ลาดตระเวนระยะไกลคอยสอดแนมข่าวคราวของข้าศึก และให้เตียวเลี้ยวกับเคาทูถืออาญาสิทธิ์เป็นจเรทั่วไปคอยตรวจตราทุกเหล่าทัพและทุกหน่วยมิให้ขาดตกบกพร่อง

            ครั้นมอบหมายหน้าที่สั่งการเสร็จสรรพบรรดาแม่ทัพนายกองผู้รับผิดชอบการต่าง ๆ ได้เข้าประจำที่ ธงทิวแต่ละสีประจำทัพปลิวไสวต้องตามตำรับการตั้งธาตุทั้งห้าคือธาตุดิน ธาตุไม้ ธาตุไฟ ธาตุทอง แลธาตุน้ำ พอดีลมพลัดยาพัดแรงมาแต่ทิศพายัพอันเป็นทิศที่ตั้งกองทัพโจโฉไปทางทิศอาคเนย์อันเป็นทิศที่ตั้งกองทัพจิวยี่ โจโฉจึงสั่งให้กองทัพบกเตรียมพร้อมอยู่บนฝั่ง และให้เรือรบทั้งปวงชักใบสู่ยอดเสาแล่นออกไปในทะเลเพื่อซักซ้อมให้เป็นประจักษ์แก่ตาตัวเองว่าแผนการพสุธาลอยน้ำของบังทองจะเป็นประการใด 

            ทหารชาวดอนอยู่บนกองเรือรบที่ผูกห่วงโซ่และสายยูทอดแผ่นกระดานตรึงปากเรือหนาแน่นดังแผ่นดิน เรือมิได้โคลงเคลง ทหารก็ไม่เมาคลื่นเหมือนแต่ก่อน จะรุกรบหลบถอยก็แคล่วคล่อง จะเงื้อง่าเล็งเกาทัณฑ์ก็ถนัดเมือนกับที่เคยรบช่ำชองบนแผ่นดินต่างยินดีปรีดาโห่ร้องเอาฤกษ์เอาชัยเสียงสนั่นหวั่นไหวไปทั้งท้องทะเล

            กองเรือเร็วลาดตระเวนซึ่งเป็นทหารชาวเกงจิ๋วชำนาญการทะเลมาแต่เดิมกว่าสามร้อยลำก็แคล่วคล่องว่องไวราวกับฝูงปลาอันว่ายอยู่ในทะเลก็มิปาน

            โจโฉยืนบัญชาการบนชั้นสองของเรือธงเห็นทหารเริงร่าขมีขมันดังนั้นก็มีความยินดี  ครั้นเห็นการซักซ้อมเพียงพอเป็นที่พอใจแล้วจึงสั่งให้ขบวนเรือรบแล่นกลับฐานทัพ  ลดใบลงแล้วทอดสมอจอดประจำที่

            โจโฉเห็นสภาพพร้อมรบซึ่งเปี่ยมด้วยขวัญกำลังใจสู้รบอย่างยอดเยี่ยมแก่ตาตัวก็มั่นใจในแผนการของบังทอง ครั้นลงจากเรือธงไปที่ค่ายบัญชาการกองทัพบกจึงปรารภกับบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองว่า “บัดนี้เทพยดาช่วยเราจึงดลใจบังทองมาบอกให้เราทำการเอาโซ่ร้อยตรึงเรือรบเข้าเป็นแพขนานดังนี้เหมือนแผ่นดิน จะรบพุ่งได้ถนัด”

            เทียหยกซึ่งเป็นที่ปรึกษาได้ฟังปรารภดังนั้นจึงติงว่าการซึ่งท่านเอาเรือรบทั้งปวงมาร้อยตรึงกันหนาแน่นดังแผ่นดินทั้งนี้แม้ว่าดูดีอยู่ก็จริง แต่ถ้าข้าศึกลอบใช้เพลิงเข้าโจมตี เรือรบทั้งปวงตรึงติดแน่นอยู่ก็ยากจะแยกหนีออกจากเพลิงได้ก็จะถูกเพลิงเผาผลาญจนสิ้น ท่านอัครมหาเสนาบดีจึงพึงระวังให้จงหนัก

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ ซุนฮิวที่ปรึกษาคนสำคัญเห็นดังนั้นจึงเสริมเทียหยกว่าซึ่งเทียหยกว่ามานั้นบริบูรณ์ต้องด้วยเหตุแลผล ไฉนท่านจึงหัวเราะเยาะดังนี้ โจโฉไม่ตอบคำซ้ำยังหัวเราะต่อไปแล้วสั่งทหารให้เอาคบไฟขนาดใหญ่มาอันหนึ่งแล้วชวนคนทั้งนั้นออกไปที่ด้านนอก 

            โจโฉยืนอยู่ข้างทิศพายัพชูคบเพลิงนั้นขึ้น สั่งให้เทียหยกยืนข้างทิศอาคเนย์จำลองทิศที่ตั้งของกองทัพทั้งสองฝ่าย  แล้วให้เทียหยกเอาเพลิงจุดคบไฟ

            พอไฟลุกโชนขึ้นลมพลัดยาแต่ทิศพายัพพัดกรรโชกขึ้น ปลายเพลิงโหมไปทาง   เทียหยกจนยืนอยู่ต่อไปไม่ได้ เทียหยกจึงวิ่งถอยฉากมาอยู่ข้างโจโฉ

            โจโฉหัวเราะดังลั่น ยื่นคบไฟให้ทหารแล้วว่าเทียหยกนั้นรอบคอบแต่ไม่รอบด้าน อันการใช้เพลิงเข้าโจมตีนั้นต้องอาศัยแรงลมจึงจะได้ บัดนี้เป็นเทศกาลเดือนอ้ายอากาศหนาว มีแต่ลมพลัดยาและลมตะวันตกเป็นพื้นหามีลมสลาตันมาแต่ทิศอาคเนย์ไม่ อันกองทัพเราตั้งอยู่ทิศพายัพ ส่วนกองทัพจิวยี่ตั้งอยู่ทิศอาคเนย์ หากจิวยี่ใช้เพลิงโจมตีก็ต้องรับชะตากรรมดังที่ได้เห็นเมื่อเทียหยกจุดคบไฟนั่นแล้ว กองทัพจิวยี่มีแต่จะถูกเพลิงผลาญเสียเอง ที่เทียหยกว่ามานั้นหากเป็นช่วงเทศกาลเดือนสิบสองอันอาจมีลมสลาตันหลงฤดูมาบ้างเราย่อมต้องระมัดระวังเป็นแน่ แต่ฤดูกาลนี้ไม่มีลมสลาตัน ฉะนั้นท่านทั้งปวงอย่าได้ปรารมย์เลย

            อา! คลื่นลมอันสงบ ท้องทะเลราบเรียบ ปรากฏการณ์ก่อนเกิดพายุใหญ่ได้เกิดขึ้นแล้ว.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘