ตอนที่ 270. สุราลำพอง
บังทองตกใจสะดุ้งสุดตัวเพราะน้ำเสียงที่ดังขึ้นทางข้างหลังเพียงไม่กี่คำนั้นไม่เพียงแต่จะเปิดโปงแผนการที่บังทองลวงโจโฉจนหมดจดเท่านั้น ยังเปิดโปงแผนการและอุบายของจิวยี่ตั้งแต่การโบยตีอุยกาย แล้วให้งำเต๊กมาเป็นไส้ศึกจนกระจ่างแจ้ง แต่ครั้นเหลียวมาดูเห็นเป็นชีซีสหายเก่าก็ค่อยคลายใจ
บังทองเหลียวมองรอบกายอีกครั้งหนึ่ง เห็นปลอดคนแล้วจึงกล่าวกับชีซีอย่างเปิดอกว่าท่านอย่าได้แพร่งพรายแผนการทั้งนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้เป็นอันขาด หาไม่แล้วราษฎรในดินแดนภาคใต้ทั้งแปดสิบสองหัวเมืองจะพากันตายเพราะตัวท่านสิ้น
ชีซีหัวเราะแล้วว่าท่านกล่าวคำดังนี้เอาแต่ได้ ตัวท่านห่วงใยอาทรชีวิตราษฎรแปดสิบสองหัวเมือง แล้วชีวิตทหารหลวงแปดสิบสามหมื่นเล่าไฉนท่านไม่คำนึงบ้าง
บังทองจึงว่าข้าพเจ้าทำการทั้งนี้มิใช่การของข้าพเจ้าที่ห่วงหาอาทรราษฎรหรือเพราะการของจิวยี่เท่านั้น ยังเป็นการของเล่าปี่นายเก่าของท่านด้วย ดังนี้แล้วท่านยังจะคิดทำลายแผนการของข้าพเจ้าหรือ
ชีซีมีสีหน้าสลดลงในบัดดลแล้วกล่าวว่าท่านอย่าถือสาความอันข้าพเจ้าได้พูดจาสัพยอกท่านต่อไปเลย ตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกค่ำเช้าข้าพเจ้ายังคงคิดถึงคุณของเล่าปี่มิได้ขาด ที่อยู่ด้วยโจโฉทุกวันนี้ด้วยความจำใจและยังคิดแค้นเคืองอยู่มิวายที่โจโฉลวงมารดาข้าพเจ้าไปเป็นตัวประกันในเมืองหลวงจนต้องถึงแก่ความตาย ข้าพเจ้าได้สาบานไว้แก่เล่าปี่ว่าตลอดชีวิตนี้จะไม่ยอมคิดอ่านวางแผนการอุบายใด ๆ แก่โจโฉเป็นอันขาด ไหนเลยจะไปเปิดโปงแผนการของท่านให้โจโฉรู้ ท่านจงวางใจเถิด
ชีซีกล่าวสืบไปว่า แผนการอุบายของท่านครั้งนี้โหดเหี้ยมอำมหิตนัก ชีวิตทหารของโจโฉแปดสิบสามหมื่นจะตกเป็นเครื่องสังเวยแผนการครั้งนี้จนหมดสิ้น ตัวข้าพเจ้าติดตามมาในกองทัพ เมื่อกองทัพพินาศยับเยินดังนี้ชีวิตข้าพเจ้าคงวินาศตาม ดังนี้ท่านจะให้ข้าพเจ้าทำฉันใด
บังทองได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า ตัวท่านก็มีสติปัญญาเป็นอันมาก การเพียงเท่านี้มีหรือที่ต้องพึ่งความคิดข้าพเจ้าเอาตัวรอด หรือว่าเรื่องเกิดกับตัวจึงมืดมัวดุจฝุ่นเข้านัยน์ตา
ชีซีจึงว่าคงเป็นจริงดังคำท่าน ขอไหว้วานท่านช่วยบอกแผนการช่วยชีวิตข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วย
บังทองเห็นดังนั้นก็ขัดมิได้ เอียงหน้าเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของชีซีอยู่ครู่หนึ่ง ชีซีก็ผงกศีรษะเป็นเชิงเห็นด้วย จากนั้นทั้งสองสหายจึงคำนับลาซึ่งกันและกัน แล้วบังทองจึงลงเรือแล่นกลับสู่แดนกังตั๋ง ส่วนชีซีก็กลับไปที่ค่ายพักแล้วให้ทหารคนสนิทไปปล่อยข่าวลือตามคำแนะนำของบังทองทุกประการ
รุ่งขึ้นภายในกองทัพของโจโฉก็เกิดข่าวลือแพร่หลายทั่วไปว่า บัดนี้ม้าเท้งและหันซุยแห่งแคว้นเสเหลียงกำลังเตรียมกองทัพจะยกเข้าตีเมืองฮูโต๋ บรรดาแม่ทัพนายกองและทหารทั้งปวงได้ทราบข่าวก็เป็นห่วงครอบครัวจึงพากันเข้าไปรายงานให้โจโฉทราบ ในตอนแรกโจโฉสำคัญว่าเป็นเพียงข่าวลือแต่พอหลายคนย้ำหลายคำยืนโจโฉก็เชื่อว่าข่าวลือนั้นเป็นข่าวจริงจึงเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวง ปรารภว่าเรายกกองทัพลงใต้ในครั้งนี้ระยะทางไกลจากเมืองหลวง ห่วงอยู่ว่าม้าเท้งและหันซุยจากแคว้นเสเหลียงจะก่อการกบฎแล้วยกไปรุกรานเมืองหลวง บัดนี้มีข่าวเล่าลือภายในกองทัพแต่ความจริงเท็จประการใดยังไม่มีใบบอกมาจากเมืองหลวง ถึงกระนั้นก็จำที่จะต้องคิดอ่านป้องกันระวังภัยไว้ก่อน ท่านทั้งปวงจะมีความเห็นประการใด
ชีซีได้กล่าวขึ้นว่านับแต่ข้าพเจ้ามาอยู่ด้วยท่านยังไม่เคยทำความชอบสิ่งใด การครั้งนี้ข้าพเจ้าขออาสาเอาแต่ทหารสามพันยกไปป้องกันเมืองหลวงเอง ทั้งจะได้คุ้มครองหลุมฝังศพของมารดาด้วย
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี ทั้งตระหนักดีว่าชีซีนี้มีความกตัญญูและห่วงใยหลุมศพของมารดาจึงมิได้ระแวงสงสัยชีซีและกล่าวว่าเมื่อตัวท่านอาสาไปทำการครั้งนี้เองเราก็วางใจ จะจัดทหารสามพันให้ท่านรีบยกไปแต่ในวันนี้ หากเห็นว่าทหารที่จัดให้ไปไม่พอแก่การศึกก็จงเกณฑ์เพิ่มเติมเอาตามหัวเมืองรายทางนั้นเถิด
ชีซีคำนับลาโจโฉออกมาจัดแจงทหารและข้าวของสัมภาระส่วนตัวแล้วยกทหารไปเมืองหลวงในวันนั้น
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า เมื่อชีซีถามบังทองว่าแผนการครั้งนี้จะไม่เผาชีซีไปพร้อมกันด้วยหรือ บังทองได้ตอบว่า “เหตุใดท่านมาเจรจาเช่นนี้ อันธรรมดาผู้มีสติปัญญาเมื่อภัยมาถึงตัวแล้ว ถ้าจะไม่คิดเอาตัวรอดก็จักได้ชื่อว่าหาปัญญามิได้” โดยมิได้ระบุว่าบังทองได้บอกอุบายแต่อย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งคลาดเคลื่อนจากฉบับภาษาจีน ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่าในการแปลครั้งนั้นคงจะเห็นว่าชีซีและบังทองต่างมีสติปัญญาใกล้เคียงกันจึงไม่น่าที่ชีซีจะคิดการเองไม่ได้ ซึ่งอาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเพราะผู้มีสติปัญญานั้นยามผงเข้าตาตัวเอง แล้วก็ใช่ว่าจะคิดการได้ดังเวลาปกติ เหมือนกับช่างตัดผมผู้มีฝีมือย่อมไม่อาจตัดผมตัวเองได้ฉะนั้น เหตุนี้จึงพึงถือตามฉบับภาษาจีน
ด้วยแผนการอุบายของบังทอง ชีซีจึงรอดพ้นออกไปจากวินาศภัยครั้งใหญ่และพาชีวิตทหารสามพันรอดตายตามไปด้วย
โจโฉวางใจความคิดและสติปัญญาของชีซีเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อชีซีอาสาศึกกลับไปป้องกันเมืองหลวงแล้วโจโฉจึงปลอดโปร่งโล่งใจ สั่งทหารให้จัดม้าแล้วพานายทหารคนสนิทออกตรวจค่ายทหารข้างกองทัพบกตลอดแล้วจึงขี่ม้าไปที่ชายทะเลตรวจตราการข้างกองทัพเรือ
วันนั้นเป็นวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนอ้าย ปีที่สิบสามแห่งเจี้ยนอันศักราช เป็นช่วงเทศกาลปลายฤดูหนาว อากาศสดชื่นแจ่มใส ท้องฟ้าสีฟ้าครามงามชื่นตา ท้องทะเลสีน้ำเงินมีนกนางนวลบินว่อนโฉบวาบผิวน้ำยามไร้คลื่นลม
โจโฉลงเรือธงซึ่งเป็นเรือรบลำใหญ่มีสองชั้น ประดับธงแม่ทัพใหญ่ สองข้างเรือธงเป็นเรือรบข้างละยี่สิบห้าลำตรึงร้อยเรียงด้วยห่วงโซ่สายยู และมีไม้กระดานตรึงตะปู ปูปากเรือหนาแน่นดุจแผ่นดิน มิได้โคลงเคลงเหมือนแต่ก่อน บรรดาทหารชาวดอนในกองเรือธงและในกองเรือทั้งปวงต่างคึกคักฮึกเหิมร่าเริงใจด้วยความมั่นใจในชัยชนะ โจโฉเห็นบรรยากาศและขวัญสู้รบของทหารดีเยี่ยมชนิดที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนตั้งแต่กรีฑาทัพถึงภาคใต้ก็มีน้ำใจลำพองตามไปด้วย ธงทิวทั้งข้างกองทัพบกกองทัพเรือพลิ้วสะบัดตามสายลมพลัดยาซึ่งพัดแต่ทิศพายัพด้านที่ตั้งของกองทัพโจโฉไปทางกองทัพของจิวยี่ทางทิศอาคเนย์งามตระการตายิ่งนัก โจโฉมีความเบิกบานใจเป็นสุดประมาณ จึงสั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงทหารทั้งกองทัพ
ตัวโจโฉเป็นประธานงานเลี้ยงอยู่บนเรือธง บรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองชั้นผู้ใหญ่อยู่กันพร้อมหน้าบนเรือธงนั้นกว่าสามร้อยคน วงมโหรีบรรเลงกล่อมให้บรรดาเหล่านักรบได้กินโต๊ะเสพสุราสนทนาด้วยราชการสงครามกันเป็นที่สำราญบานใจ
เวลาแห่งความสำราญผ่านไปอย่างรวดเร็ว พระอาทิตย์ในปลายฤดูหนาวลับฟ้าไปแล้ว พระจันทร์ในคืนเพ็ญได้สาดแสงเหนือขอบฟ้าด้านตะวันออกกระทบพื้นน้ำ ในทะเลเป็นประกายราวกับว่าเทพยดาได้ตามประทีปอันวับวาวเหมือนดวงดาวในอากาศยามแรมฉะนั้น
โจโฉทอดตาไปสุดสายตาข้างทิศใต้ข้างเมืองกังตั๋งเห็นเทือกเขาดำทะมึนสูงต่ำเรียงหลั่นราวกับภาพเขียนเทือกภูผาบนสวรรค์ก็มิปาน ถัดเทือกทิวเขาไปทางตะวันออกเป็นเมืองชีสองหัวเมืองเอกแห่งกังตั๋ง ข้ามฝั่งเยื้องมาทางตะวันตกเห็นปากน้ำเมืองแฮเค้า ทอดสายตาใกล้เข้ามา เห็นทิวป่ากว้างใหญ่ไพศาล ในยามต้องแสงแห่งพระจันทร์คืนเพ็ญช่างงดงามราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์ โจโฉให้มีความยินดีเบิกบานใจเป็นล้นพ้นประมาณ
แรงสุราผสมกับความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมในชัยชนะที่จะมาถึงในเร็ววันทำให้โจโฉลำพองใจยิ่งนัก โอ่ขึ้นด้วยเสียงดังหนักแน่นว่า “แต่แรกเราก็คิดว่าจะทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เป็นสุข เราก็ได้ทำการปราบปรามศัตรูมาก็หลายตำบลแล้ว บัดนี้ยังแต่เมืองกังตั๋ง กล้าแข็งอยู่เมืองเดียว ให้ท่านทั้งปวงประนอมกันตั้งใจช่วยเราคิดอ่านกำจัดซุนกวนกับจิวยี่เสียได้แล้วบ้านเมืองก็จะอยู่เป็นสุข เรากับท่านทั้งปวงก็จะมีความสบาย”
บรรดาที่ปรึกษาแลแม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ฟังดังนั้นพากันลุกขึ้นยืนคำนับโจโฉแล้วกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกันว่า พวกเราจะรับใช้ท่านอัครมหาเสนาบดีจนสุดชีวิต ลิขิตสวรรค์กำหนดชัยชนะแก่ฝ่ายเราแน่นอนแล้ว ซุนกวนและจิวยี่จะต้องพินาศ
โจโฉเห็นบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองคึกคะนองมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยมก็ยินดียิ่งนัก จนเวลาล่วงถึงสองยามโจโฉเมาสุราหนักขึ้นใจก็กำเริบ ลุกขึ้นยืนเอามือชี้ไปทางกองทัพจิวยี่แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “อันจิวยี่กับโลซกนั้นมิได้รู้ว่าอากาศสำแดงเหตุ ซึ่งตัวมันทั้งสองจะถึงแก่ความตาย ประการหนึ่งเล่าทหารในกองทัพมันก็เอาใจออกหากมาเข้าด้วยเราเป็นอันมากเหมือนหนึ่งเทพยดาเข้าดลใจชักนำมาหวังจะให้มีชัยชนะแก่มัน”
ซุนฮิวที่ปรึกษาคนสำคัญได้ยินดังนั้นจึงรีบเข้าไปกล่าวกับโจโฉว่าขณะนี้กองทัพทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน ขอท่านได้ระมัดระวังในการกล่าวความลับอาจจะแพร่งพรายไปถึงข้าศึก
โจโฉหัวเราะดังลั่นแล้วว่า ซุนฮิวท่านรอบคอบดีแท้แต่ระแวงเกินจริงไป ก็แลบนเรือธงขบวนนี้ล้วนแล้วแต่สหายศึกที่ร่วมทุกข์สุขมานานวัน ไหนเลยจะมีไส้ศึกแปลกปลอม ถึงจะพูดความลับก็ไม่เห็นเป็นไร
โจโฉออกอาการลำพองและตั้งอยู่ในความประมาทอย่างเต็มที่จึงละวินัยข้อควรเว้นมิให้แพร่งพรายความลับในการสงครามต่อหน้าธารกำนัลจนหมดสิ้น พลางชี้นิ้วไปข้างทิศเมืองแฮเค้าแล้วว่า “เล่าปี่กับขงเบ้งนั้นมิได้คะเนในกำลังของตัวว่าเหมือนมดแลปลวก องอาจคิดจะทำลายภูเขาอันใหญ่นั้นยังจะสมความคิดแล้วหรือ อันอายุของเรานี้ก็ได้ห้าสิบปีแล้วแม้ได้เมืองกังตั๋งก็จะมีความยินดีอยู่หน่อยหนึ่ง ด้วยแต่ก่อนนั้นเรารู้จักกับท่านเกียวก๊กโล แลท่านเกียวก๊กโลมีบุตรหญิงสองคน รูปร่างงามกว่าหญิงทั้งปวงเราคิดพอใจอยู่ แต่ว่าเผอิญให้พลัดไปเป็นภรรยาซุนเซ็กคนหนึ่ง เป็นภรรยาจิวยี่คนหนึ่ง เมื่อเราไปรบได้เมืองกิจิ๋วนั้น เราให้สร้างเมืองใหม่ทำปราสาทไว้ริมแม่น้ำเจียงโห ครั้งนี้ถ้าเราได้เมืองกังตั๋งเราจะพาหญิงสองคนนี้ไปอยู่ ณ ปราสาทเมืองกิจิ๋ว จะได้ปรนนิบัติเราให้เป็นที่ชอบใจกว่าจะสิ้นชีวิตในที่นั้น”
คำพูดยามคะนองด้วยฤทธิ์สุราของโจโฉในครั้งนี้มีข้อน่าสังเกตสองประการคือข้อแรกโจโฉนั้นมีรศนิยมทางเพศชมชอบกระดังงาลนไฟ ไม่ว่าจะเป็นหม้ายหรือว่ายังเป็นภริยาของคนอื่น รสนิยมแบบนี้อาจปลอดภัยจากข้อหาพรากผู้เยาว์ไม่ต้องอับอายขายหน้าเหมือนกับท่านผู้มีเกียรติในวุฒิสภาก็จริงแต่อาจถูกปองร้ายถึงตายเพราะผิดลูกเมียเขาได้โดยง่าย ข้อสองการที่ขงเบ้งลวงจิวยี่ด้วยการปลอมโคลงของโจสิดที่ผนังปราสาทริมแม่น้ำเจียงโหว่าโจโฉกรีฑาทัพลงใต้เพราะมีวัตถุประสงค์ใคร่ได้นางสองเกี้ยวไปครองนั้น เป็นการคาดการณ์และหยั่งใจโจโฉตลอดจนรสนิยมทางเพศของโจโฉได้กระจ่าง ดังที่โจโฉได้เปิดเผยความในใจออกมาด้วยตนเองดังนี้
โจโฉกล่าวความด้วยความคะนองจากฤทธิ์สุราดังนั้นแล้วก็หัวเราะ แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียงปรากฎอีกาฝูงใหญ่บินบนท้องฟ้าเหนือกองทัพมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ร้องเสียง กา กา กา ดังลั่นเป็นที่ประหลาดนัก โจโฉนึกสงสัยจึงถามว่าฝูงอีกาบินบนฟ้าร้องมายามค่ำคืนผิดเวลาดังนี้จะดีร้ายประการใด
บรรดาที่ปรึกษาของโจโฉล้วนเชี่ยวชาญการพยากรณ์เค้าลาง เห็นอีการ้องบินมาผิดเวลาดังนั้นก็รู้ว่าเป็นอัปมงคลจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นภายในกองทัพ แต่ต่างคนต่างจัดจ้านเชี่ยวชาญเชิงเพ็ดทูล จึงพลิกพลิ้วกล่าวแก้ให้โจโฉเพลิดเพลินใจว่า “อันการ้องมาบัดนี้ด้วยเห็นเดือนหงาย สำคัญว่าใกล้สว่างหวังจะไปหากิน ซึ่งท่านจะหมายว่าดีแลร้ายนั้นมิได้”
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี เอาสุรามาดื่มอีกจอกใหญ่ หัวเราะอย่างครื้นเครงแล้วเรียกเอาทวนคู่กายจากทหารองครักษ์ เดินโซซัดโซเซไปที่หัวเรือ บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงซึ่งเมาสุราได้ที่ดุจกันเห็นดังนั้นก็พากันปรบมือด้วยความชื่นชม
อาการลำพองคะนองฤทธิ์อันปรากฎนั้นบ้างก็เกิดจากความหลง บ้างก็เกิดจากความเมา จึงอาจกล่าวได้ว่าการลำพองนั้นหาใช่คนลำพองไม่ หากเป็นความโง่หรือสุราต่างหากเล่าที่ลำพองอย่างแท้จริง
คนเมาสุราชื่นชมคนเมาสุราจะหาคุณค่าที่ดีงามได้จากที่ไหน มีแต่ความบรรลัยเท่านั้นที่คอยท่าอยู่ข้างหน้า คงเหลือแต่ว่าใครใดจะถอนตัวปลีกตนได้ทันท่วงทีหรือไม่เท่านั้น.
บังทองเหลียวมองรอบกายอีกครั้งหนึ่ง เห็นปลอดคนแล้วจึงกล่าวกับชีซีอย่างเปิดอกว่าท่านอย่าได้แพร่งพรายแผนการทั้งนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้เป็นอันขาด หาไม่แล้วราษฎรในดินแดนภาคใต้ทั้งแปดสิบสองหัวเมืองจะพากันตายเพราะตัวท่านสิ้น
ชีซีหัวเราะแล้วว่าท่านกล่าวคำดังนี้เอาแต่ได้ ตัวท่านห่วงใยอาทรชีวิตราษฎรแปดสิบสองหัวเมือง แล้วชีวิตทหารหลวงแปดสิบสามหมื่นเล่าไฉนท่านไม่คำนึงบ้าง
บังทองจึงว่าข้าพเจ้าทำการทั้งนี้มิใช่การของข้าพเจ้าที่ห่วงหาอาทรราษฎรหรือเพราะการของจิวยี่เท่านั้น ยังเป็นการของเล่าปี่นายเก่าของท่านด้วย ดังนี้แล้วท่านยังจะคิดทำลายแผนการของข้าพเจ้าหรือ
ชีซีมีสีหน้าสลดลงในบัดดลแล้วกล่าวว่าท่านอย่าถือสาความอันข้าพเจ้าได้พูดจาสัพยอกท่านต่อไปเลย ตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกค่ำเช้าข้าพเจ้ายังคงคิดถึงคุณของเล่าปี่มิได้ขาด ที่อยู่ด้วยโจโฉทุกวันนี้ด้วยความจำใจและยังคิดแค้นเคืองอยู่มิวายที่โจโฉลวงมารดาข้าพเจ้าไปเป็นตัวประกันในเมืองหลวงจนต้องถึงแก่ความตาย ข้าพเจ้าได้สาบานไว้แก่เล่าปี่ว่าตลอดชีวิตนี้จะไม่ยอมคิดอ่านวางแผนการอุบายใด ๆ แก่โจโฉเป็นอันขาด ไหนเลยจะไปเปิดโปงแผนการของท่านให้โจโฉรู้ ท่านจงวางใจเถิด
ชีซีกล่าวสืบไปว่า แผนการอุบายของท่านครั้งนี้โหดเหี้ยมอำมหิตนัก ชีวิตทหารของโจโฉแปดสิบสามหมื่นจะตกเป็นเครื่องสังเวยแผนการครั้งนี้จนหมดสิ้น ตัวข้าพเจ้าติดตามมาในกองทัพ เมื่อกองทัพพินาศยับเยินดังนี้ชีวิตข้าพเจ้าคงวินาศตาม ดังนี้ท่านจะให้ข้าพเจ้าทำฉันใด
บังทองได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า ตัวท่านก็มีสติปัญญาเป็นอันมาก การเพียงเท่านี้มีหรือที่ต้องพึ่งความคิดข้าพเจ้าเอาตัวรอด หรือว่าเรื่องเกิดกับตัวจึงมืดมัวดุจฝุ่นเข้านัยน์ตา
ชีซีจึงว่าคงเป็นจริงดังคำท่าน ขอไหว้วานท่านช่วยบอกแผนการช่วยชีวิตข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วย
บังทองเห็นดังนั้นก็ขัดมิได้ เอียงหน้าเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของชีซีอยู่ครู่หนึ่ง ชีซีก็ผงกศีรษะเป็นเชิงเห็นด้วย จากนั้นทั้งสองสหายจึงคำนับลาซึ่งกันและกัน แล้วบังทองจึงลงเรือแล่นกลับสู่แดนกังตั๋ง ส่วนชีซีก็กลับไปที่ค่ายพักแล้วให้ทหารคนสนิทไปปล่อยข่าวลือตามคำแนะนำของบังทองทุกประการ
รุ่งขึ้นภายในกองทัพของโจโฉก็เกิดข่าวลือแพร่หลายทั่วไปว่า บัดนี้ม้าเท้งและหันซุยแห่งแคว้นเสเหลียงกำลังเตรียมกองทัพจะยกเข้าตีเมืองฮูโต๋ บรรดาแม่ทัพนายกองและทหารทั้งปวงได้ทราบข่าวก็เป็นห่วงครอบครัวจึงพากันเข้าไปรายงานให้โจโฉทราบ ในตอนแรกโจโฉสำคัญว่าเป็นเพียงข่าวลือแต่พอหลายคนย้ำหลายคำยืนโจโฉก็เชื่อว่าข่าวลือนั้นเป็นข่าวจริงจึงเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองทั้งปวง ปรารภว่าเรายกกองทัพลงใต้ในครั้งนี้ระยะทางไกลจากเมืองหลวง ห่วงอยู่ว่าม้าเท้งและหันซุยจากแคว้นเสเหลียงจะก่อการกบฎแล้วยกไปรุกรานเมืองหลวง บัดนี้มีข่าวเล่าลือภายในกองทัพแต่ความจริงเท็จประการใดยังไม่มีใบบอกมาจากเมืองหลวง ถึงกระนั้นก็จำที่จะต้องคิดอ่านป้องกันระวังภัยไว้ก่อน ท่านทั้งปวงจะมีความเห็นประการใด
ชีซีได้กล่าวขึ้นว่านับแต่ข้าพเจ้ามาอยู่ด้วยท่านยังไม่เคยทำความชอบสิ่งใด การครั้งนี้ข้าพเจ้าขออาสาเอาแต่ทหารสามพันยกไปป้องกันเมืองหลวงเอง ทั้งจะได้คุ้มครองหลุมฝังศพของมารดาด้วย
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี ทั้งตระหนักดีว่าชีซีนี้มีความกตัญญูและห่วงใยหลุมศพของมารดาจึงมิได้ระแวงสงสัยชีซีและกล่าวว่าเมื่อตัวท่านอาสาไปทำการครั้งนี้เองเราก็วางใจ จะจัดทหารสามพันให้ท่านรีบยกไปแต่ในวันนี้ หากเห็นว่าทหารที่จัดให้ไปไม่พอแก่การศึกก็จงเกณฑ์เพิ่มเติมเอาตามหัวเมืองรายทางนั้นเถิด
ชีซีคำนับลาโจโฉออกมาจัดแจงทหารและข้าวของสัมภาระส่วนตัวแล้วยกทหารไปเมืองหลวงในวันนั้น
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า เมื่อชีซีถามบังทองว่าแผนการครั้งนี้จะไม่เผาชีซีไปพร้อมกันด้วยหรือ บังทองได้ตอบว่า “เหตุใดท่านมาเจรจาเช่นนี้ อันธรรมดาผู้มีสติปัญญาเมื่อภัยมาถึงตัวแล้ว ถ้าจะไม่คิดเอาตัวรอดก็จักได้ชื่อว่าหาปัญญามิได้” โดยมิได้ระบุว่าบังทองได้บอกอุบายแต่อย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งคลาดเคลื่อนจากฉบับภาษาจีน ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่าในการแปลครั้งนั้นคงจะเห็นว่าชีซีและบังทองต่างมีสติปัญญาใกล้เคียงกันจึงไม่น่าที่ชีซีจะคิดการเองไม่ได้ ซึ่งอาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเพราะผู้มีสติปัญญานั้นยามผงเข้าตาตัวเอง แล้วก็ใช่ว่าจะคิดการได้ดังเวลาปกติ เหมือนกับช่างตัดผมผู้มีฝีมือย่อมไม่อาจตัดผมตัวเองได้ฉะนั้น เหตุนี้จึงพึงถือตามฉบับภาษาจีน
ด้วยแผนการอุบายของบังทอง ชีซีจึงรอดพ้นออกไปจากวินาศภัยครั้งใหญ่และพาชีวิตทหารสามพันรอดตายตามไปด้วย
โจโฉวางใจความคิดและสติปัญญาของชีซีเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อชีซีอาสาศึกกลับไปป้องกันเมืองหลวงแล้วโจโฉจึงปลอดโปร่งโล่งใจ สั่งทหารให้จัดม้าแล้วพานายทหารคนสนิทออกตรวจค่ายทหารข้างกองทัพบกตลอดแล้วจึงขี่ม้าไปที่ชายทะเลตรวจตราการข้างกองทัพเรือ
วันนั้นเป็นวันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนอ้าย ปีที่สิบสามแห่งเจี้ยนอันศักราช เป็นช่วงเทศกาลปลายฤดูหนาว อากาศสดชื่นแจ่มใส ท้องฟ้าสีฟ้าครามงามชื่นตา ท้องทะเลสีน้ำเงินมีนกนางนวลบินว่อนโฉบวาบผิวน้ำยามไร้คลื่นลม
โจโฉลงเรือธงซึ่งเป็นเรือรบลำใหญ่มีสองชั้น ประดับธงแม่ทัพใหญ่ สองข้างเรือธงเป็นเรือรบข้างละยี่สิบห้าลำตรึงร้อยเรียงด้วยห่วงโซ่สายยู และมีไม้กระดานตรึงตะปู ปูปากเรือหนาแน่นดุจแผ่นดิน มิได้โคลงเคลงเหมือนแต่ก่อน บรรดาทหารชาวดอนในกองเรือธงและในกองเรือทั้งปวงต่างคึกคักฮึกเหิมร่าเริงใจด้วยความมั่นใจในชัยชนะ โจโฉเห็นบรรยากาศและขวัญสู้รบของทหารดีเยี่ยมชนิดที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนตั้งแต่กรีฑาทัพถึงภาคใต้ก็มีน้ำใจลำพองตามไปด้วย ธงทิวทั้งข้างกองทัพบกกองทัพเรือพลิ้วสะบัดตามสายลมพลัดยาซึ่งพัดแต่ทิศพายัพด้านที่ตั้งของกองทัพโจโฉไปทางกองทัพของจิวยี่ทางทิศอาคเนย์งามตระการตายิ่งนัก โจโฉมีความเบิกบานใจเป็นสุดประมาณ จึงสั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงทหารทั้งกองทัพ
ตัวโจโฉเป็นประธานงานเลี้ยงอยู่บนเรือธง บรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองชั้นผู้ใหญ่อยู่กันพร้อมหน้าบนเรือธงนั้นกว่าสามร้อยคน วงมโหรีบรรเลงกล่อมให้บรรดาเหล่านักรบได้กินโต๊ะเสพสุราสนทนาด้วยราชการสงครามกันเป็นที่สำราญบานใจ
เวลาแห่งความสำราญผ่านไปอย่างรวดเร็ว พระอาทิตย์ในปลายฤดูหนาวลับฟ้าไปแล้ว พระจันทร์ในคืนเพ็ญได้สาดแสงเหนือขอบฟ้าด้านตะวันออกกระทบพื้นน้ำ ในทะเลเป็นประกายราวกับว่าเทพยดาได้ตามประทีปอันวับวาวเหมือนดวงดาวในอากาศยามแรมฉะนั้น
โจโฉทอดตาไปสุดสายตาข้างทิศใต้ข้างเมืองกังตั๋งเห็นเทือกเขาดำทะมึนสูงต่ำเรียงหลั่นราวกับภาพเขียนเทือกภูผาบนสวรรค์ก็มิปาน ถัดเทือกทิวเขาไปทางตะวันออกเป็นเมืองชีสองหัวเมืองเอกแห่งกังตั๋ง ข้ามฝั่งเยื้องมาทางตะวันตกเห็นปากน้ำเมืองแฮเค้า ทอดสายตาใกล้เข้ามา เห็นทิวป่ากว้างใหญ่ไพศาล ในยามต้องแสงแห่งพระจันทร์คืนเพ็ญช่างงดงามราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์ โจโฉให้มีความยินดีเบิกบานใจเป็นล้นพ้นประมาณ
แรงสุราผสมกับความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมในชัยชนะที่จะมาถึงในเร็ววันทำให้โจโฉลำพองใจยิ่งนัก โอ่ขึ้นด้วยเสียงดังหนักแน่นว่า “แต่แรกเราก็คิดว่าจะทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เป็นสุข เราก็ได้ทำการปราบปรามศัตรูมาก็หลายตำบลแล้ว บัดนี้ยังแต่เมืองกังตั๋ง กล้าแข็งอยู่เมืองเดียว ให้ท่านทั้งปวงประนอมกันตั้งใจช่วยเราคิดอ่านกำจัดซุนกวนกับจิวยี่เสียได้แล้วบ้านเมืองก็จะอยู่เป็นสุข เรากับท่านทั้งปวงก็จะมีความสบาย”
บรรดาที่ปรึกษาแลแม่ทัพนายกองทั้งปวงได้ฟังดังนั้นพากันลุกขึ้นยืนคำนับโจโฉแล้วกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกันว่า พวกเราจะรับใช้ท่านอัครมหาเสนาบดีจนสุดชีวิต ลิขิตสวรรค์กำหนดชัยชนะแก่ฝ่ายเราแน่นอนแล้ว ซุนกวนและจิวยี่จะต้องพินาศ
โจโฉเห็นบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองคึกคะนองมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยมก็ยินดียิ่งนัก จนเวลาล่วงถึงสองยามโจโฉเมาสุราหนักขึ้นใจก็กำเริบ ลุกขึ้นยืนเอามือชี้ไปทางกองทัพจิวยี่แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “อันจิวยี่กับโลซกนั้นมิได้รู้ว่าอากาศสำแดงเหตุ ซึ่งตัวมันทั้งสองจะถึงแก่ความตาย ประการหนึ่งเล่าทหารในกองทัพมันก็เอาใจออกหากมาเข้าด้วยเราเป็นอันมากเหมือนหนึ่งเทพยดาเข้าดลใจชักนำมาหวังจะให้มีชัยชนะแก่มัน”
ซุนฮิวที่ปรึกษาคนสำคัญได้ยินดังนั้นจึงรีบเข้าไปกล่าวกับโจโฉว่าขณะนี้กองทัพทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน ขอท่านได้ระมัดระวังในการกล่าวความลับอาจจะแพร่งพรายไปถึงข้าศึก
โจโฉหัวเราะดังลั่นแล้วว่า ซุนฮิวท่านรอบคอบดีแท้แต่ระแวงเกินจริงไป ก็แลบนเรือธงขบวนนี้ล้วนแล้วแต่สหายศึกที่ร่วมทุกข์สุขมานานวัน ไหนเลยจะมีไส้ศึกแปลกปลอม ถึงจะพูดความลับก็ไม่เห็นเป็นไร
โจโฉออกอาการลำพองและตั้งอยู่ในความประมาทอย่างเต็มที่จึงละวินัยข้อควรเว้นมิให้แพร่งพรายความลับในการสงครามต่อหน้าธารกำนัลจนหมดสิ้น พลางชี้นิ้วไปข้างทิศเมืองแฮเค้าแล้วว่า “เล่าปี่กับขงเบ้งนั้นมิได้คะเนในกำลังของตัวว่าเหมือนมดแลปลวก องอาจคิดจะทำลายภูเขาอันใหญ่นั้นยังจะสมความคิดแล้วหรือ อันอายุของเรานี้ก็ได้ห้าสิบปีแล้วแม้ได้เมืองกังตั๋งก็จะมีความยินดีอยู่หน่อยหนึ่ง ด้วยแต่ก่อนนั้นเรารู้จักกับท่านเกียวก๊กโล แลท่านเกียวก๊กโลมีบุตรหญิงสองคน รูปร่างงามกว่าหญิงทั้งปวงเราคิดพอใจอยู่ แต่ว่าเผอิญให้พลัดไปเป็นภรรยาซุนเซ็กคนหนึ่ง เป็นภรรยาจิวยี่คนหนึ่ง เมื่อเราไปรบได้เมืองกิจิ๋วนั้น เราให้สร้างเมืองใหม่ทำปราสาทไว้ริมแม่น้ำเจียงโห ครั้งนี้ถ้าเราได้เมืองกังตั๋งเราจะพาหญิงสองคนนี้ไปอยู่ ณ ปราสาทเมืองกิจิ๋ว จะได้ปรนนิบัติเราให้เป็นที่ชอบใจกว่าจะสิ้นชีวิตในที่นั้น”
คำพูดยามคะนองด้วยฤทธิ์สุราของโจโฉในครั้งนี้มีข้อน่าสังเกตสองประการคือข้อแรกโจโฉนั้นมีรศนิยมทางเพศชมชอบกระดังงาลนไฟ ไม่ว่าจะเป็นหม้ายหรือว่ายังเป็นภริยาของคนอื่น รสนิยมแบบนี้อาจปลอดภัยจากข้อหาพรากผู้เยาว์ไม่ต้องอับอายขายหน้าเหมือนกับท่านผู้มีเกียรติในวุฒิสภาก็จริงแต่อาจถูกปองร้ายถึงตายเพราะผิดลูกเมียเขาได้โดยง่าย ข้อสองการที่ขงเบ้งลวงจิวยี่ด้วยการปลอมโคลงของโจสิดที่ผนังปราสาทริมแม่น้ำเจียงโหว่าโจโฉกรีฑาทัพลงใต้เพราะมีวัตถุประสงค์ใคร่ได้นางสองเกี้ยวไปครองนั้น เป็นการคาดการณ์และหยั่งใจโจโฉตลอดจนรสนิยมทางเพศของโจโฉได้กระจ่าง ดังที่โจโฉได้เปิดเผยความในใจออกมาด้วยตนเองดังนี้
โจโฉกล่าวความด้วยความคะนองจากฤทธิ์สุราดังนั้นแล้วก็หัวเราะ แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียงปรากฎอีกาฝูงใหญ่บินบนท้องฟ้าเหนือกองทัพมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ร้องเสียง กา กา กา ดังลั่นเป็นที่ประหลาดนัก โจโฉนึกสงสัยจึงถามว่าฝูงอีกาบินบนฟ้าร้องมายามค่ำคืนผิดเวลาดังนี้จะดีร้ายประการใด
บรรดาที่ปรึกษาของโจโฉล้วนเชี่ยวชาญการพยากรณ์เค้าลาง เห็นอีการ้องบินมาผิดเวลาดังนั้นก็รู้ว่าเป็นอัปมงคลจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นภายในกองทัพ แต่ต่างคนต่างจัดจ้านเชี่ยวชาญเชิงเพ็ดทูล จึงพลิกพลิ้วกล่าวแก้ให้โจโฉเพลิดเพลินใจว่า “อันการ้องมาบัดนี้ด้วยเห็นเดือนหงาย สำคัญว่าใกล้สว่างหวังจะไปหากิน ซึ่งท่านจะหมายว่าดีแลร้ายนั้นมิได้”
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี เอาสุรามาดื่มอีกจอกใหญ่ หัวเราะอย่างครื้นเครงแล้วเรียกเอาทวนคู่กายจากทหารองครักษ์ เดินโซซัดโซเซไปที่หัวเรือ บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงซึ่งเมาสุราได้ที่ดุจกันเห็นดังนั้นก็พากันปรบมือด้วยความชื่นชม
อาการลำพองคะนองฤทธิ์อันปรากฎนั้นบ้างก็เกิดจากความหลง บ้างก็เกิดจากความเมา จึงอาจกล่าวได้ว่าการลำพองนั้นหาใช่คนลำพองไม่ หากเป็นความโง่หรือสุราต่างหากเล่าที่ลำพองอย่างแท้จริง
คนเมาสุราชื่นชมคนเมาสุราจะหาคุณค่าที่ดีงามได้จากที่ไหน มีแต่ความบรรลัยเท่านั้นที่คอยท่าอยู่ข้างหน้า คงเหลือแต่ว่าใครใดจะถอนตัวปลีกตนได้ทันท่วงทีหรือไม่เท่านั้น.