ตอนที่ 269. แผนพสุธาลอยน้ำ

 โจโฉได้ยินกิตติศัพท์บังทองมาแต่ก่อนว่ามีสติปัญญาล้ำลึกเสมอด้วยจูกัดเหลียง-ขงเบ้ง ก็มีความเชื่อถืออย่างสูง ครั้นเชิญบังทองไปตรวจการตั้งกระบวนทัพของกองทัพบกแล้วได้รับคำชมว่าการจัดกระบวนทัพถูกต้องมีอานุภาพเสมอด้วยซุนหวู่ปรมาจารย์ทางพิชัยสงครามในประวัติศาสตร์ก็มีความยินดียิ่งนักจนหัวใจพองโต

            หาได้รู้ไม่ว่านี่คือการละเมิดกฎแห่งความเชื่อที่มิให้เชื่อโดยฟังคำเล่า โดยฟังข่าวลือ โดยถือตำรา โดยว่าเอาเอง โดยเห็นว่าเป็นคนที่น่าเชื่อถือ หรือโดยที่เป็นครูของตัวเอง หากต้องพินิจพิจารณาการทั้งปวงด้วยสติปัญญาตัวให้รอบคอบถูกต้องถ่องแท้ ก็เพราะละเมิดกฎแห่งความเชื่อแห่งกาลามสูตรดังนี้ จึงเปิดช่องว่างทางความคิดให้แก่บังทองในอันที่จะวางกลอุบายตามที่รับแผนการมาจากจิวยี่ได้โดยสะดวกดาย

            ครั้นวิพากษ์การจัดกระบวนทัพของกองทัพบกจนเป็นที่ชื่นชมของโจโฉแล้ว โจโฉจึงเชิญบังทองขี่ม้าไปตรวจกระบวนการตั้งค่ายน้ำของกองทัพเรือตั้งแต่แนวทิศตะวันตกไปจนสุดแนวทิศตะวันออก แล้วโจโฉจึงถามว่าข้าพเจ้าจัดตั้งกระบวนกองทัพเรือดั่งนี้ ท่านมีความเห็นเป็นประการใด

            บังทองจึงว่า ท่านจัดตั้งกระบวนกองทัพเรือแน่นหนามีอานุภาพยิ่งนัก ทางด้านทิศใต้ข้างทะเลนั้นเป็นค่ายน้ำแข็งแรง มีประตูเข้า-ออกถึงยี่สิบสี่ประตู มีเรือรบขนาดใหญ่รายเรียงดุจดั่งกำแพงเมือง ส่วนทางด้านในมีเรือรบ เรือเล็ก และเรือเร็ว จอดทอดสมอรายเรียงอยู่เป็นอันมาก ทั้งมีช่องทางแล่นเข้า-ออก และไปมาหนุนช่วยอย่างเป็นระเบียบ ว่าแล้วบังทองก็แหงนหน้าขึ้นมองฟ้าแล้วหัวเราะว่า ท่านอัครมหาเสนาบดีตั้งกองทัพเป็นกระบวนทัพบก ทัพเรือดังนี้ สมกับกิตติศัพท์ที่เลื่องลือทั่วทั้งแผ่นดินว่ามีสติปัญญาความสามารถในการสงครามไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย แล้วบังทองจึงชี้มือไปทางค่ายของจิวยี่ด้านทิศใต้แล้วว่า จิวยี่เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม คราวนี้ถึงจะมีปีกบินก็คงไม่พ้นเงื้อมมือของท่านอัครมหาเสนาบดีไปได้ วันตายได้กำหนดไว้แน่แท้แล้ว อย่าได้สงสัยเลย

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้บรรยายความตอนนี้ว่า บังทองหัวเราะแล้วแกล้งว่า “อันมหาอุปราชจัดแจงตั้งขบวนทัพบก ทัพเรือนี้ถูกถ้วนนัก สมกับคนทั้งปวงเลื่องลือ อันจิวยี่ครั้งนี้เห็นจะตายอยู่ในเงื้อมมือมหาอุปราชเป็นมั่นคง”

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี ความศรัทธาเลื่อมใสนิยมในตัวบังทองก็เพิ่มพูนขึ้นเป็นอันมาก เพราะได้แลเห็นประจักษ์ชัดว่าบังทองผู้นี้ไม่เพียงแต่จะมีสติปัญญาในการสงครามสมกับคำร่ำลือเท่านั้น แต่ถ้อยร้อยวาจาในการวิพากษ์กระบวนศึกช่างคมเฉียบดุจปลายคมแห่งกระบี่วิเศษ ต้องด้วยน้ำใจโจโฉยิ่งนัก

            โจโฉจึงเชิญบังทองเข้าไปนั่งสนทนาภายในค่าย สั่งทหารให้แต่งโต๊ะเลี้ยงบังทองแล้วซักไซร้ไล่เลียงปัญหาในคัมภีร์พิชัยสงครามในประการต่าง ๆ บังทองก็อรรถาธิบายโดยแจ่มแจ้งทุกประเด็นทุกประการ โจโฉซักไซร้ไล่เลียงข้อสงสัยความในคัมภีร์พิชัยสงครามและบังทองได้ไขปริศนาแจ่มแจ้งแล้ว จึงลุกขึ้นคำนับบังทองแล้วว่า ภูมิปัญญาของท่านลึกล้ำกว้างขวางเสมอด้วยพระมหาสมุทรและห้วงนภากาศ ข้าพเจ้าเลื่อมใสนัก จงเอ็นดูช่วยแนะนำสั่งสอนข้าพเจ้าสืบไปด้วยเถิด

            บังทองได้ฟังก็หัวเราะแล้วกล่าวว่าก็บัดนี้ข้าพเจ้าได้ทำในสิ่งที่ท่านอัครมหาเสนาบดีปรารถนาอยู่มิใช่หรือ โจโฉได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะขานรับกับการหัวเราะของบังทอง

            บังทองยกจอกสุราขึ้นดื่มแล้ววางจอกสุราลงกับโต๊ะ ตีหน้าเคร่งขรึมถามโจโฉว่า “ท่านยกมาครั้งนี้มีหมอสำหรับทัพมาหรือไม่”

            โจโฉได้ฟังก็สงสัยจึงถามว่า ข้าพเจ้ายกทัพมาเพื่อทำสงคราม มิใช่เพื่อการรักษาพยาบาล ไฉนจึงต้องจัดหมอสำหรับกองทัพด้วยเล่า

            ถ้อยคำที่โจโฉและบังทองโต้ตอบกันเช่นนี้ทำให้แลเห็นว่าการศึกในสมัยโบราณในยุคสามก๊กนั้นไม่มีทหารหน่วยเสนารักษ์ หากจะมีก็เป็นเพียงหมอธรรมดาที่ติดตามมาในกองทัพ ใครป่วยเจ็บก็รักษากันตามมีตามเกิด หากป่วยหนักก็ต้องตาย ดังเช่นการตายของกุยแกยอดกุนซือของโจโฉ เพราะเหตุที่สภาพการณ์เป็นดังนี้บังทองจึงตั้งคำถามเช่นนั้นได้ และทำให้โจโฉสงสัยจนต้องถามกลับบังทองไปเช่นนั้นด้วย

            บังทองได้ยินคำถามดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้าคาดว่ากองทัพของท่านยกมาครั้งนี้ ทหารของท่านจะป่วยไข้เป็นอันมากเพราะว่าทหารท่านเป็นชาวดอน ไม่เคยชินต่อสภาวะอากาศทางภาคใต้ ย่อมมีอาการผิดสำแดง อาเจียน ท้องร่วง และป่วยไข้ เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงเป็นห่วงและได้ถามถึงเรื่องหมอประจำกองทัพ

            โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงว่าท่านคาดการณ์ได้แม่นยำราวกับเทพยดาเข้าดลใจ เพราะบัดนี้ในกองทัพมีทหารป่วยไข้เป็นอันมากเนื่องจากผิดอากาศประการหนึ่ง และเมาคลื่นลมเกิดการอาเจียน ท้องเสีย ซึ่งข้าพเจ้าเองก็วิตกอยู่ เพราะหมอที่มีมาในกองทัพก็น้อยตัวนัก ไม่พอเพียงแก่การรักษาพยาบาล ทหารจำนวนมากจึงเสียชีวิตไปเพราะความป่วยเจ็บดังนี้

            บังทองเห็นการเป็นไปสมคะเน จึงว่า “การทัพบก ทัพเรือ ซึ่งท่านจัดแจงนี้ก็ดีอยู่แล้ว แต่ทัพเรือนั้นข้าพเจ้าคิดเสียดายการสิ่งหนึ่งท่านยังมิได้ทำด้วย” บังทองกล่าวแล้วก็ยั้งคำไว้ ยกสุราขึ้นดื่มเป็นทีให้โจโฉถลำลึกเข้ามาในเขตกลที่กำหนดไว้

            โจโฉไม่รู้กลบังทองก็ถามว่ายังมีสิ่งใดที่ข้าพเจ้ายังไม่ได้ทำกระนั้นหรือ บังทองทำเป็นหยิบสุราขึ้นดื่ม และทำทีเป็นใช้ความคิด โจโฉจึงคะยั้นคะยอถามอีกสองสามครั้ง

            บังทองเห็นโจโฉเร่งเร้าดังนั้นจึงกล่าวว่า “ความคิดข้าพเจ้าที่เห็นยังขาดอยู่นั้นคือทหารเรือรบของท่านเป็นชาวป่าชาวดอนไม่สันทัดการทะเล อันการในทะเลนั้นประกอบด้วยคลื่นลมเป็นอันมาก ทหารทั้งปวงก็จะเมาคลื่นระส่ำระสายไป เพราะเรือรบนั้นโคลงเคลง การรบพุ่งก็จะไม่ทันที แม้เอาเรือรบใหญ่น้อยทั้งปวงผูกขนานเป็นแพเข้ากองละสี่สิบห้าสิบลำ จึงเอาสายยูติดหน้าเรือทุกลำ แล้วเอาสายโซ่ร้อยให้ชิดเข้าไว้เป็นกอง ๆ แล้วเอากระดานปูปากเรือให้ตลอดถึงกันทุกลำ ตรึงตะปูให้แน่นแน่เหมือนแผ่นดิน จึงให้ตั้งค่ายขึ้นไว้สำหรับจะได้ป้องกัน เมื่อเรือรบทั้งปวงแน่นอยู่แล้วทหารของเราก็จะไม่เมาคลื่น ทั้งม้าแลคนก็เดินตลอด จะได้รบพุ่งถึงกันถนัด”

            โจโฉได้ฟังคำบังทองแล้วคิดใคร่ครวญตามคำพูดของบังทองไปโดยลำดับ สิ้นคำบังทองโจโฉก็เห็นสมจริงตามความคิดของบังทองนั้น ข้อวิตกในใจด้วยทหารชาวดอนเมาคลื่นและทำการรบทางเรือไม่ถนัดก็สว่างไสวขึ้นในบัดนั้น เล็งเห็นว่านี่แล้วคือแผนการอันล้ำเลิศที่จะทำให้กองเรือทั้งปวงหนาแน่นดุจดังแผ่นพสุธาลอยอยู่ในทะเล ทำให้จุดด้อยของทหารชาวดอนได้รับการแก้ไข สามารถทำการรบพุ่งได้ถนัดเสมอด้วยยืนอยู่บนแผ่นดิน โจโฉมีความยินดียิ่งนัก ลุกขึ้นคำนับบังทอง กล่าวขอบคุณแล้วว่า “อันความคิดของท่านดีนัก ครั้งนี้จะได้เมืองกังตั๋งเพราะท่านบอกเล่ห์กลให้”

            ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งทหารรักษาการณ์ให้ไปเรียกตัวอิกิ๋มและมอกายสองแม่ทัพเรือเข้ามาพบในค่ายแต่เพลานั้น ครั้นสองแม่ทัพเรือเข้ามาแล้ว โจโฉจึงสั่งให้สองแม่ทัพเรือรีบจัดแจงให้ทหารช่างสร้างห่วงเหล็กและตะปู ตลอดจนสายยูสำหรับผูกเชื่อมเรือหัวท้ายให้แล้วเสร็จในเร็ววัน โดยให้เร่งงานทั้งวันทั้งคืน เสร็จแล้วให้เอาห่วงเหล็กและสายยูตรึงร้อยหัวเรือเข้าเป็นกอง ๆ กองละสี่สิบลำบ้าง ห้าสิบลำบ้าง ตรึงร้อยหัวเรือแล้วให้ตรึงร้อยท้ายเรือในแต่ละกองให้แน่นหนา แล้วใช้ไม้กระดานปูปากเรือตลอดถึงกันทั้งกองตามแผนการของบังทองทุกประการ เว้นไว้ก็แต่เฉพาะเรือเร็วสำหรับใช้เดินสารไปมา และสำหรับการลาดตระเวนเพียงสองสามร้อยลำเท่านั้นที่มิได้ผูกโยงเข้าเป็นกองเหมือนกับเรือรบอื่น

            อิกิ๋มและมอกายรับคำสั่งโจโฉแล้วรีบคำนับลาออกไปจัดแจงตามคำสั่งนั้นทุกประการ

            บรรดาทหารชาวดอนทั้งปวงเห็นเรือรบตรึงกันหนาแน่นดุจดังแผ่นพสุธาลอยอยู่ในน้ำมิได้โคลงเคลงเพราะลมแลคลื่น จะเคลื่อนย้ายกำลังไปมาหรือจะซ้อมรบประการใดก็มิได้เมาคลื่นอีกต่อไป จึงมีความยินดีปรีดากันทั่วทั้งกองทัพ

            บังทองเห็นการเป็นไปดังประสงค์แล้ว จึงแสร้งกล่าวกับโจโฉว่าในกองทัพจิวยี่เวลานี้ระส่ำระสายเป็นอันมาก ด้วยทหารใหญ่น้อยทั้งปวงต่างมีความอึดอัดและน้อยใจจิวยี่ที่ถืออำนาจบาทใหญ่ข่มเหงเหล่าทหารตามอำเภอใจ ตัวข้าพเจ้ามีความรู้จักคุ้นเคยกับทหารในกองทัพจิวยี่เป็นอันมาก จะขออาสาไปเกลี้ยกล่อมให้ทหารเหล่านั้นเอาใจออกหากจากจิวยี่มาสวามิภักดิ์ต่อท่าน จิวยี่สิ้นความคิดลงแล้วท่านก็จะจับจิวยี่ได้เป็นมั่นคง

            โจโฉได้ฟังความตรงกันกับที่ไส้ศึกได้รายงานมาดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก ปรบมือหัวเราะแล้วว่าจิวยี่ครั้งนี้คงไม่พ้นมือข้าพเจ้าเป็นแน่แท้ บังทองเห็นโจโฉโน้มเอียงฝักใฝ่แต่ข้างชัยชนะโดยมิระวังตนจึงกระหน่ำซ้ำให้โจโฉตั้งอยู่ในความประมาทต่อไปว่า “แม้ได้จิวยี่แล้ว อันเล่าปี่ ขงเบ้ง ก็เหมือนอยู่ในกำมือท่าน”

            โจโฉฟังคำบังทองแล้วคิดตามก็เห็นสมจริง จึงมีน้ำใจยินดียิ่งนัก รีบกล่าวว่าผลงานความคิดของท่านครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เมื่อได้ชัยชนะจิวยี่ เล่าปี่ ขงเบ้ง กลับเมืองหลวงแล้วเมื่อใด ข้าพเจ้าจะได้กราบบังคมทูลให้พระเจ้าเหี้ยนเต้ปูนบำเหน็จท่าน แต่งตั้งเป็นเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่

            บังทองเห็นโจโฉมั่นใจในชัยชนะหนักแน่นดังนั้น จึงกระหน่ำซ้ำตรึงมิให้ลังเลอีกต่อไปว่า ข้าพเจ้าทำการทั้งนี้จะได้เห็นแก่ยศศักดิ์อัครฐานประการใดนั้นมิได้เลย เป็นแต่เพราะน้ำใจเอื้ออาทรต่ออาณาประชาราษฎรทั้งปวง มิให้ต้องตกอยู่ในอำนาจอธรรมของจิวยี่ จะได้มีความสุขสืบไป

            แล้วบังทองจึงทำทีตีสีหน้าสลดลง โจโฉเห็นดังนั้นก็ประหลาดใจจึงถามว่า ท่านมีความในใจประการใดเป็นกังวลหรือ

            บังทองเห็นดังนั้นจึงตรึงซ้ำความคิดของโจโฉให้แน่นหนาอยู่ในความประมาทต่อไปอีกว่าข้าพเจ้ามีญาติพี่น้องอยู่ในแดนเมืองกังตั๋งนี้เป็นอันมาก หากท่านได้เมืองกังตั๋งแล้วเกรงว่าญาติพี่น้องทั้งปวงจะถูกเหล่าทหารหลวงผลาญชีวิต หรือคุมขังลงโทษเป็นเชลยศึก เหตุนี้ข้าพเจ้าจึงวิตกอยู่

            โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงว่าเรื่องเพียงเท่านี้ท่านจะปรารมภ์ไปไย อันตัวข้าพเจ้าทำการสงครามแห่งหนตำบลใด ก็มิได้คิดข่มเหงรังแกอาณาประชาราษฎรให้ได้รับความเดือดร้อน มุ่งแต่จะทำนุบำรุงให้มีความสุขเสียอีก ที่ต้องประหารหรือกักขังเป็นเชลยบ้างก็เฉพาะแต่ผู้ที่เป็นปรปักษ์ แลเป็นอันตรายต่อแผ่นดิน ไม่อาจละไว้ได้เท่านั้น ซึ่งเป็นวิสัยของการสงคราม อันญาติพี่น้องของท่านนั้นอย่าได้ห่วงใยเลย ข้าพเจ้าจะทำหนังสือสำคัญไว้ให้หากพบพานทหารหลวงก็ให้แสดงหนังสือนี้ ก็จะไม่มีอันตราย

            โจโฉคิดถึงแต่การด้านชัยชนะไปจนถึงขั้นจัดการกับเชลยศึกจึงตั้งอยู่ในความประมาท มิได้ระแวดระวังถึงกลอุบาย “พสุธาลอยน้ำ” ของบังทอง ว่าแล้วโจโฉจึงสั่งทหารให้ทำหนังสือรับรองเป็นหลายฉบับว่าหากทหารหลวงผู้ใดพบพานหนังสือนี้แล้ว ห้ามมิให้ข่มเหงรังแกหรือเอาผิดคิดร้ายในประการต่าง ๆ โดยเด็ดขาด มิฉะนั้นจะลงโทษถึงประหารชีวิต แล้วมอบหนังสือนั้นทั้งหมดให้แก่บังทองเพื่อมอบให้แก่ญาติพี่น้องถือไว้คุ้มกันตัว

            จากนั้นโจโฉจึงว่าท่านจงรีบเดินทางกลับไปเกลี้ยกล่อมทหารในกองทัพจิวยี่ตามแผนการความคิดของท่านเถิด การศึกเสร็จแล้วข้าพเจ้าจะรับตัวท่านมาร่วมฉลองชัยในภายหลัง แล้วเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมกัน

            บังทองได้ฟังดังนั้นจึงว่า เมื่อข้าพเจ้าไปแล้วให้ท่านรีบคิดอ่านจัดแจงกองทัพยกไปรบกับจิวยี่ อย่าให้ทันจิวยี่ยกมาทำอันตรายแก่ท่าน โจโฉก็รับคำบังทอง

            บังทองรับหนังสือแล้วกล่าวขอบคุณและคำนับลาโจโฉ เดินไปที่ท่าเรือเพื่อจะล่องเรือกลับไปยังแดนกังตั๋ง

            ในขณะที่บังทองเดินมาถึงท่าเรือ พลันรู้สึกว่ามีคนยุดชายเสื้อไว้ พร้อมกับส่งเสียงพูดแต่เบา ๆ ว่า “ตัวท่านนี้องอาจนัก กลัวว่าเพลิงนั้นจะเผาทหารโจโฉไม่สิ้นหรือ จึงแกล้งคิดอ่านเป็นกลอุบายมาลวงโจโฉให้ผูกร้อยเรือรบเข้าไว้ฉะนี้ หวังจะให้เผาทหารแลเรือรบเสียให้สิ้นทีเดียวหรือ ซึ่งความคิดท่านนี้จะลวงได้ก็แต่โจโฉ อันตัวเรานี้รู้เท่าอยู่”

            บังทองรู้สึกตัวและได้ยินความดังนั้นก็สะดุ้งขึ้นสุดตัว เหลียวกลับมามองเห็นชายหนึ่งแต่งตัวแบบนักพรต สวมหมวกไม้ไผ่ ยืนยิ้มเป็นนัยอยู่ เห็นเป็นตันฮก-ชีซี เพื่อนเก่าก็ค่อยคลายใจ.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓