ตอนที่ 268. วิพากษ์กระบวนทัพบก

จิวยี่สั่งกักบริเวณเจียวก้านนักวิชาการไร้เดียงสาของโจโฉไว้ในบริเวณวัดที่เชิงเขาด้านตะวันตก ซึ่งเป็นที่จัดวางให้บังทองคอยทีอยู่ก่อนแล้ว เจียวก้านได้ยินเสียงท่องตำราพิชัยสงครามของซุนหวู่กว้างขวางลึกซึ้งในการสงครามก็สนใจ และได้เข้าไปสนทนากับบังทอง

            เจียวก้านรับจอกน้ำชามาดื่มแล้วถามว่า ท่านนี้มีชื่อใด ชายนั้นจึงตอบว่าข้าพเจ้าชื่อบังทอง

            เจียวก้านได้ยินนาม “บังทอง” ก็ตกตะลึง รีบถามขึ้นว่า “ท่านนี่หรือซึ่งเขาเรียกว่าอาจารย์ฮองซู” บังทองก็รับคำว่าตัวเรานี่แหละ

            เจียวก้านตระหนักในบัดนั้นว่าบุรุษพิสดารผู้อยู่เบื้องหน้าตนนั้นหาใช่คนธรรมดาไม่ หากเป็นมหาปราชญ์ที่กิตติศัพท์เล่าลือว่าแจ้งฟ้าจบดิน เชี่ยวชาญการพิชัยสงครามเสมอด้วยฮกหลง-จูกัดเหลียง-ขงเบ้ง จึงมีความยินดียิ่งนัก รีบกล่าวว่าเป็นบุญของข้าพเจ้าในวันนี้ที่ได้มีโอกาสมาพานพบยอดคนของแผ่นดินที่เร้นกายยากที่ใครใดจะพานพบได้โดยง่าย

            แล้วเจียวก้านจึงถามว่าตัวท่านมีสติปัญญาเป็นอันมาก เหตุไฉนจึงมาเร้นกายอยู่ในวิหารแห่งนี้ เหตุใดจึงไม่เข้าทำราชการด้วยจิวยี่ จะได้แสดงสติปัญญาและฝีมือให้ลือชาปรากฏไว้ในแผ่นดิน

            บังทองจึงว่าตัวเราเป็นผู้รักความสงบและสันโดษ จึงหลีกเร้นกายมาพำนักในวิหารนี้ ไม่ประสงค์จะข้องแวะด้วยการสงคราม อันตัวจิวยี่นั้นเป็นคนบ้าอำนาจ ทำการสิ่งใดเอาแต่อำเภอใจ ไม่เคารพ ไม่มีสัมมาคาราวะต่อผู้เป็นบัณฑิต คนชนิดนี้อย่าว่าแต่จะเข้าร่วมทำการด้วยเลย แม้จะพบปะเสวนาเราก็ไม่ต้องการ

            บังทองแสร้งถามว่าแล้วตัวท่านเล่าเป็นใคร และมาที่นี่ด้วยประสงค์สิ่งใด

            เจียวก้านได้ฟังคำบังทองก็สำคัญว่าบังทองไม่พอใจที่จะรับราชการด้วยกังตั๋งเพราะรังเกียจความยโสโอหังของจิวยี่ จึงเห็นเป็นทีที่จะชักชวนบังทองให้เข้ารับราชการกับโจโฉ และหากการสำเร็จความชอบก็จะมีแก่ตัวเป็นอันมาก ดังนั้นเจียวก้านจึงว่า อันสติปัญญาความสามารถของท่านเกริกก้องลือเลื่องทั้งแผ่นดิน แต่จิวยี่มีตาหามีแววไม่ จึงมิได้ยำเกรงแล้วมาคำนับเชิญท่านเข้ารับราชการด้วยเมืองกังตั๋ง ข้าพเจ้าเห็นว่าแผ่นดินทุกวันนี้เป็นจลาจล อาณาประชาราษฎรเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าก็เพราะพวกบ้าอำนาจ คิดแข็งข้อตั้งตนเป็นใหญ่แบบจิวยี่นี่แล้ว หากตัวท่านมีใจเมตตาแก่อาณาประชาราษฎรย่อมสมควรที่จะไปทำราชการอยู่กับอัครมหาเสนาบดีโจโฉ โดยข้าพเจ้าจะขออาสานำพาท่านไปพบโจโฉเอง

            บังทองจึงว่าตัวเรานี้ได้ร่ำเรียนวิชามาเป็นอันมาก หวังจะได้ใช้สติปัญญาและความรู้รับใช้มวลมหาประชาราษฎร์และบ้านเมืองให้เป็นสุขแต่ยังไม่สบช่องโอกาส บัดนี้เมื่อท่านชี้ช่องให้เราไปรับราชการด้วยโจโฉเราจึงรู้สึกยินดีนัก

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุความตอนนี้ว่า บังทองแกล้งตอบเจียวก้านว่า “เราก็คิดอยู่ว่าจะซอกซอนไปเสียให้พ้นแดนเมืองกังตั๋งแต่ไม่มีผู้ใดที่จะช่วยชักนำไป บัดนี้ท่านรับธุระแล้ว เราก็มีความยินดี ครั้นจะอยู่ช้าไปเกลือกจิวยี่รู้กิตติศัพท์ก็จะทำอันตรายแก่เราทั้งสอง”

            บังทองทำทีตื่นเต้นยินดี แล้วกล่าวต่อไปว่าถ้าหากท่านเมตตาจะพาข้าพเจ้าไปพบ โจโฉแล้วก็สมควรที่จะรีบเดินทางแต่ในคืนนี้ เพราะหากรอถึงวันรุ่งขึ้นฟ้าสว่างแล้วก็จะเดินทางลำบากเพราะมีหน่วยลาดตระเวนแน่นหนานัก

            เจียวก้านได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย แต่วิตกว่าทหารซึ่งติดตามมาอารักขาสองนายได้ติดตามอย่างใกล้ชิด จะปลีกตัวหลบหนีไปได้โดยยาก เจียวก้านจึงลุกออกมาซุ่มดูที่ด้านนอก เห็นทหารสองนายที่ติดตามมาอารักขาพากันไปนั่งหลบลมหนาวและสัปหงกอยู่ที่วิหารอีกหลังหนึ่งก็ค่อยคลายใจ คิดว่าอีกไม่นานคงจะหลับสนิท จึงกลับเข้ามาบอกบังทองว่า โชคดีของท่านและข้าพเจ้าที่ทหารซึ่งอารักขาใกล้จะหลับเต็มที ฉะนั้นท่านจงเตรียมตัวออกเดินทางพร้อมกับข้าพเจ้าแต่คืนนี้เถิด

            บังทองรีบเก็บข้าวของสัมภาระสะพายหลัง แล้วเดินมาที่ประตูกับเจียวก้าน เห็นทหารอารักขาทั้งสองนายพากันหลับใหล จึงค่อย ๆ ย่องหนีออกจากวิหารแล้วตรงไปที่ชายทะเลซึ่งเจียวก้านได้สั่งให้คนเรือจอดคอยไว้ตั้งแต่ตอนขามา 

            เจียวก้านพาบังทองมาลงเรือโดยปราศจากการติดตาม แล้วสั่งการให้พลเรือรีบแจวเรือข้ามฟากไปยังกองทัพของโจโฉ

            ครั้นไปถึงค่ายของโจโฉจึงให้ทหารรักษาการณ์เข้าไปรายงานความให้โจโฉทราบ

            ครั้นโจโฉทราบความจึงสั่งให้เจียวก้านเข้าไปพบ เจียวก้านให้บังทองคอยอยู่ที่ข้างนอก แล้วเดินเข้าไปในค่ายของโจโฉแต่ผู้เดียว รายงานความซึ่งได้พบปะสนทนากับจิวยี่แล้วถูกจิวยี่สั่งกักบริเวณจนได้พบกับบังทอง แล้วพาบังทองหนีข้ามอ่าวกลับมาให้โจโฉทราบทุกประการ

            โจโฉรู้กิตติศัพท์ของบังทองว่ามีสติปัญญาหลักแหลมเสมอด้วยขงเบ้ง แม้ว่ายังไม่เคยพบปะกับบังทองแต่กลิ่นอายสติปัญญาความคิดที่ได้เผชิญกับขงเบ้งนั้น โจโฉซึ้งแก่ใจดี จึงใคร่ได้บังทองมาใช้ในราชการ ดังนั้นพอได้ยินนาม “ฮองซู-บังทอง” โจโฉก็ลืมเรื่องราวที่ได้มอบหมายให้เจียวก้านข้ามอ่าวไปแดนกังตั๋งเสียสิ้น รีบถามเจียวก้านว่าบัดนี้บังทองอยู่ที่ไหน

            เจียวก้านเห็นท่าทีของโจโฉว่าตื่นเต้นยินดีก็ดีใจ เพราะโทษภัยที่อาสาไปทำการไม่สำเร็จ นอกจากจะไม่ถูกตำหนิติเตียนเอาผิดแล้ว ยังเห็นช่องได้ความชอบจากการเชิญบังทองมาพบโจโฉ ดังนั้นจึงคำนับโจโฉอย่างนอบน้อมแล้วว่า ข้าพเจ้าได้เชิญบังทองมาพร้อมกับข้าพเจ้า และบัดนี้ยืนคอยอยู่ที่นอกประตูค่าย

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็มองเจียวก้านเป็นทีตำหนิว่า มหาบัณฑิตผู้มีสติปัญญาเลื่องลือระดับบังทองนี้ ไม่ควรที่จะให้ยืนตากลมหนาวรออยู่นอกค่าย ไยไม่เข้ามาพบเสียพร้อมกัน แต่ก็มิรู้ที่จะตำหนิเจียวก้านไปทำไมกัน โจโฉได้รีบก้าวเท้าออกจากค่ายไปที่ประตูไปต้อนรับบังทองที่ด้านนอกด้วยตนเอง

            พอออกพ้นประตูค่ายโจโฉเห็นบังทองยืนเป็นสง่าอยู่ก็รีบตรงเข้าไปคำนับ แล้วว่าเจียวก้านไม่รู้ประสา ปล่อยให้ท่านยืนตากลมหนาวอยู่ภายนอก ข้าพเจ้าขออภัยด้วยเถิด ว่าแล้วจึงเชิญบังทองเข้าไปสนทนากันในค่าย บังทองรีบคำนับตอบโจโฉแล้วกล่าวว่า อย่าได้ตำหนิเจียวก้านเลย เพราะข้าพเจ้าเป็นเพียงชาวบ้านนอก ไม่สมควรที่จะลุกลี้ลุกลนเข้าไปโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตก่อน

            โจโฉได้ฟังคำบังทองเห็นอ่อนน้อมถ่อมตนนักก็มีน้ำใจนับถือบังทองเพิ่มขึ้น ครั้นเข้าไปในค่ายแล้วจึงเชิญให้บังทองนั่งในที่เสมอกัน แล้วปรารภขึ้นก่อนว่า “อายุจิวยี่ก็อ่อนอยู่ แต่น้ำใจองอาจกำเริบ ยกตัวว่ามีสติปัญญาแต่ผู้เดียว มิได้เอาความคิดที่ปรึกษาซึ่งมีสติปัญญาเลย บัดนี้ตัวท่านมาถึงข้าพเจ้าแล้วจงเอ็นดูด้วย การสิ่งใดซึ่งข้าพเจ้าทำนี้ถ้าไม่ควรก็ช่วยตักเตือนสั่งสอน”

            บังทองได้ฟังคำโจโฉที่มีความศรัทธานับถือตัวโดยสุจริตและให้ความยกย่องอย่างสูงก็นึกนิยมในความเป็นผู้นำของโจโฉ แต่ภารกิจที่ได้รับมอบหมายไหว้วานมานั้นสำคัญกว่า เพราะเป็นภารกิจที่มีผลโดยตรงต่อการกอบกู้ฟื้นฟูพระราชวงศ์ฮั่น ซึ่งบังทองถือว่าตัวเป็นข้าแผ่นดิน จำต้องหาทางคิดอ่านกำจัดหรือลดทอนอำนาจของโจโฉให้จงได้ ดังนั้นคุณค่าที่โจโฉมอบให้แก่บังทองจึงไม่อาจทำให้จิตใจของบังทองหวั่นไหวคลอนแคลนไปในอำนาจวาสนาที่แลเห็นอยู่เบื้องหน้า ยังคงยึดมั่นในความกตัญญูภักดีต่อแผ่นดินดังเดิม

            บังทองจึงกล่าวตอบว่า “ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์คนทั้งปวงลือชาปรากฏอยู่ว่ามหาอุปราชมีสติปัญญาชำนาญในการสงคราม มาตรว่าจะตั้งกระบวนทัพเล่าก็ต้องในตำราพิชัยสงคราม ข้าพเจ้ามาบัดนี้ก็ยังมิได้เห็นประจักษ์เหมือนคำเลื่องลือก่อน แม้ได้ดูแล้วจึงจะว่าผิดแลชอบได้”

            โจโฉได้ฟังคำบังทองชอบด้วยเหตุและผลก็มีความยินดี จึงสั่งทหารให้ผูกม้าสองตัวโจโฉขี่ตัวหนึ่ง ให้บังทองขี่ตัวหนึ่ง ขี่ไปบนเนินเขาตรวจตราดูกองทัพบกก่อน

            ครั้นขึ้นไปถึงเนินเขาลมหนาวพัดโชยวาบมา โจโฉเอามือชี้ไปที่ค่ายบกที่ตั้งรายเรียงเป็นทางยาวถึงสามพันเส้น แล้วถามว่าการตั้งค่ายของกองทัพบกทั้งนี้ท่านมีความเห็นเป็นประการใด

            บังทองจึงแสร้งกล่าวสรรเสริญว่า “ซึ่งมหาอุปราชตั้งค่ายนี้เป็นชั้นเชิงแอบพุ่มไม้ เอาเนินเขาเป็นที่พึ่งทุกค่าย แล้วก็มีประตูเข้าออกตลอดถึงกันเป็นทีหนีทีไล่ อันขบวนทัพซึ่งตั้งค่ายนี้มั่นคงยิ่งกว่าครั้งซุนบิ๋นตั้งขบวนทัพอันหาผู้เสมอมิได้ ถึงมาตรว่าซุนบิ๋นจะกลับมีชีวิตมาทำการสงครามด้วยท่านครั้งนี้ก็ไม่ชนะท่าน”

            ในสามก๊กฉบับสมบูรณ์ได้พรรณนาความต่างออกไปว่า “การตั้งค่ายพิงเขาอาศัยดงไม้ ทั้งหน้าและหลังต่างดูแลกันได้ เข้าออกมีประตู จะบุกหรือถอยเป็นเส้นทางคดเคี้ยว แม้นท่านซุนหวู่มาเกิดใหม่หรือเหยียงจูกลับชาติมาเกิดอีกครั้งหนึ่ง ถึงจะเก่งกาจเพียงใดก็ได้เพียงเท่านี้”

            ความจริงซุนหวู่กับซุนปินเป็นนักพิชัยสงครามในคนละยุค โดยซุนหวู่นั้นเป็นคนก่อนยุคเลียดก๊ก และเป็นผู้แต่งตำราพิชัยสงครามของซุนหวู่อันลือชื่อตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน ส่วนซุนปินนั้นเป็นคนในยุคเลียดก๊ก ว่ากันว่าเป็นหลานปู่ของซุนหวู่ และเป็นผู้ได้รับสืบทอดตำราพิชัยสงครามของซุนหวู่ เป็นแต่ว่าในยุคต้นรัตนโกสินทร์ซึ่งกำลังแปลหนังสือสามก๊กจากภาษาจีนเป็นภาษาไทยนั้น ยังมีความเข้าใจที่สับสนว่าซุนหวู่และซุนปินเป็นคน ๆ เดียวกัน เพราะในยุคนั้นการค้นคว้าและการแปลทั้งฝ่ายจีนและฝ่ายไทยยังไม่สอดคล้องต้องกัน แต่บัดนี้เป็นที่ยุติแล้วว่าซุนหวู่และซุนปินเป็นคนละคนและเป็นคนละยุค แต่กระนั้นทั้งซุนหวู่และซุนปินต่างก็นับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญการพิชัยสงครามชั้นยอดเยี่ยมแห่งยุคสมัย หากจะถือเป็นการแปลโดยอรรถก็ถือได้ว่าความหมายไม่ได้ผิดเพี้ยน แต่ถ้าจะให้ถูกต้องก็น่าจะเป็นซุนหวู่ซึ่งเป็นนักพิชัยสงครามในยุคหนึ่ง ส่วนเหยียงจูนั้นเป็นนักพิชัยสงครามในยุคเลียดก๊ก เหตุนี้ความในสามก๊กฉบับสมบูรณ์จึงถูกต้องและตรงกับฉบับภาษาจีน

            บังทองนับเป็นนักจิตวิทยาการสงครามชั้นเลิศ เพราะเพียงทอดสายตาดูลักษณาการตั้งค่ายของกระบวนทัพบกที่ทอดยาวถึงสามพันเส้น วกอ้อมไปอิงเนินเขา ด้านหน้าเป็นทะเล ด้านหลังอิงเนินเขาอยู่ทุกค่าย ก็ประจักษ์ว่าเป็นกระบวนการตั้งกองทัพที่ครบถ้วนบริบูรณ์ตามหลักแห่งคัมภีร์พิชัยสงคราม ซึ่งโจโฉมีความภาคภูมิใจลึก ๆ เป็นนักหนา บังทองจึงกล่าวคำสรรเสริญจู่โจมเข้าเป้ากลางใจของโจโฉ ผูกมัดใจโจโฉให้พองโตด้วยคำสรรเสริญที่ต้องด้วยหลักการแห่งพิชัยสงครามนั้น

            ตามคัมภีร์พิชัยสงครามของซุนหวู่ ได้กล่าวถึงการตั้งทัพบกในพื้นภูมิลักษณะนี้ว่า

            “ถ้าเดินทัพข้ามภูเขา จักต้องเดินตามหุบห้วยละหาน ถ้าอยู่ในคมนาคมสะดวก ต้องตั้งทัพในที่สูง ถ้าข้าศึกตั้งอยู่ในที่สูงชัน ก็อย่าได้พยายามตีฝ่าขึ้นไป นี่คือคุมทัพในที่ดอยแล

            ถ้าเดินทัพข้ามแม่น้ำ ต้องรีบเร่งให้ห่างสายน้ำนั้นทันที ถ้าฝ่ายข้าศึกข้ามน้ำมา ก็อย่าได้เข้าปะทะกันกลางน้ำ ต้องรอให้อยู่ในสะเทินน้ำสะเทินบก จึงโหมกำลังตีโดยฉับพลัน การยุทธ์นั้นอย่าได้เรียงค่ายตามฝั่งแม่น้ำคอยรับทัพศึก พึงตั้งทัพลงบนที่สูงซึ่งมีการคมนาคมสะดวก และครารุกไล่ก็อย่าได้อยู่ในตำแหน่งที่ทวนน้ำ นี่คือการคุมทัพในลำน้ำแล

            ถ้าเดินทัพในที่ลุ่มซึ่งเป็นเนื้อดินเค็ม ต้องเร่งรุดข้ามไปโดยพลัน ถ้าเกิดปะทะกับทัพข้าศึกในที่เช่นนี้ต้องหันหลังเข้าอิงป่าและทอดค่ายซึ่งมีพืชน้ำจืดอยู่ นี้คือการคุมทัพในที่ลุ่มแล

            ถ้าอยู่ในที่ราบต้องเลือกชัยภูมิที่อำนวยความได้เปรียบ คือปีกขวาอิงเนินสูง เบื้องหน้าเป็นแดนตาย เช่น ห้วงน้ำ หรือหน้าผา ซึ่งข้าศึกยกเข้าตีได้ยาก เบื้องหลังเป็นแดนเป็นเพราะการคมนาคมสะดวก นี้คือการคุมทัพในที่ราบแล”

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เบิกบานยินดียิ่งนัก และนึกนับถือสติปัญญาของบังทองเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก เพราะเพียงมองปราดเดียวก็สามารถวิจารณ์การตั้งทัพได้กระจ่างแจ้ง จึงรีบกล่าวถ่อมตัวว่า “ท่านอย่ายกย่องข้าพเจ้าเลย แม้ผิดพลั้งสิ่งใดท่านจงช่วยสั่งสอน ข้าพเจ้าจะขอเอาสติปัญญาท่านสืบไป.”
 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘