ตอนที่ 241. สยบนักวิชาการเต้าหู้ยี้

 คมปลายกระบี่แห่งลิ้นคำคนของชีหองที่เกิดจากการตั้งคำถามสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า “โจโฉนั้นเป็นผู้ใด ท่านแจ้งหรือไม่” ได้พุ่งเข้าจ่อคอหอยของขงเบ้งโดยไม่ทันตั้งตัวเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น

            แต่ผู้เรืองปัญญาแจ้งฟ้าจบดินแบบจูกัดเหลียง-ขงเบ้งนี้ ไหนเลยจะเป็นแค่มือกระบี่ธรรมดา หากเป็นเซียนกระบี่ที่บรรลุแล้วซึ่งวิชาไหมฟ้าอันคงกระพัน คงทนต่อความคมกล้าแห่งอาวุธทุกชนิด โดยเฉพาะคมคำคน

            ขงเบ้งรู้สถานการณ์เป็นอันดี จึงสะบัดกระบี่ด้วยลิ้นคำคนอันคมกริบ ปัดปลายคมแห่งวาจาของชีหองซึ่งหน้าตรง ๆ ว่า “โจโฉนั้นเป็นศัตรูพระเจ้าเหี้ยนเต้ ใคร ๆ ก็แจ้งอยู่สิ้น เหตุใดท่านจึงมาถามดังนี้”

             ขงเบ้งไม่กล่าวถึงฐานะทางราชการของโจโฉที่ดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีในพระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่กลับตอบโต้ด้วยพฤติกรรมของโจโฉที่ปฏิบัติต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ อันเป็นพฤติกรรมของทรราช มีลักษณะเป็นศัตรูต่อราชสมบัติ แล้วตั้งความกังขาสงสัยเอากับชีหองว่า เหตุใดจึงมาตั้งคำถามในลักษณะนี้

             นี่คือการวางกลลวงให้ชีหองต้องตกลงในหลุมพราง เพราะถ้าหากชีหองได้อรรถาธิบายสร้างความชอบธรรมให้แก่โจโฉแล้ว ก็เท่ากับทำลายความชอบธรรมของแคว้นกังตั๋งที่จะต่อสู้ทำสงครามกับโจโฉต่อไป ทั้งจะทำให้ตัวชีหองกลายเป็นผู้ยกย่องศัตรูราชสมบัติ และจะสิ้นความชอบธรรมแต่บัดนั้น

             ชีหองไม่รู้กลการทูตของขงเบ้ง จึงถลำเข้าสู่บ่วงกลตอบขงเบ้งว่า “ตั้งแต่พระเจ้าฮั่นโกโจได้เสวยราชสมบัติ แผ่นดินเป็นสุขมาช้านาน บัดนี้ถึงกำหนดแผ่นดินเป็นจลาจล โจโฉก็ปราบปรามขอบขัณฑสีมาให้อยู่ในอำนาจของตัวได้ถึงสองส่วนแล้ว เล่าปี่นายท่านมิได้รู้จักลักษณการ ควรหรือจะคิดต่อสู้โจโฉนั้น เหมือนเอาไข่ไปกระทบหินก็จะเป็นอันตรายไปเอง”
            
            ชีหองแม้หลงกลแต่ก็ยังสงวนเชิงมิได้เอ่ยปากแสดงความชอบธรรมของโจโฉในการครองอำนาจรัฐ คงแสดงด้านอำนาจของโจโฉที่สามารถปราบปรามหัวเมืองต่าง ๆ จนราบคาบไปแล้วถึงสองในสามส่วน

              ขงเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงรุกชีหองให้ตกลงในบ่วงกลต่อไปว่า “ท่านว่าฉะนี้มิชอบ อันเล่าปี่นายเราคิดอ่านทำการทั้งนี้เพราะมีความกตัญญูต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ เห็นว่าโจโฉเป็นศัตรูแผ่นดิน จึงเจ็บร้อนเพื่อจะสนองคุณเจ้า แลตัวท่านก็เป็นข้าแผ่นดินอยู่ในพระเจ้าเหี้ยนเต้ ไม่มีความภักดีต่อเจ้ากลับเห็นชอบด้วยศัตรูแผ่นดิน หามีความกตัญญูไม่ จะมาถือเอาว่าการแผ่นดินจะสาบสูญนั้นจะได้หรือ คำข้อนี้ท่านอย่าเจรจาต่อไปเลยเราไม่ขอได้ยิน”

             ชีหองถึงอย่างไรก็ยังคงเป็นนักวิชาการ แม้ว่าจะเป็นนักวิชาการประเภทบัณฑิตเต้าหู้ก็ตามที ดังนั้นความสำนึกในผิดชอบชั่วดีและความถูกต้องชอบธรรมจึงยังคงหลงเหลืออยู่ในจิตใจ ครั้นได้ฟังคำขงเบ้งที่มั่นคงอยู่ด้วยธรรมเนียมประเพณีที่ข้าแผ่นดินต้องภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และถูกขงเบ้งกล่าวหาว่าไม่รู้จักร้อนด้วยพระมหากษัตริย์ นับว่าเป็นคนอกตัญญูก็อับจนต่อถ้อยคำ และรู้สึกอัปยศอดสูยิ่งนัก จึงเจรจาต่อไปมิได้แล้วถอยกลับมานั่งที่เดิม

             ฝ่ายลกเจ๊กซึ่งเป็นขุนนางที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนอีกผู้หนึ่ง เห็นเพื่อนขุนนางด้วยกันถูกตีจนต้องถอยร่นกลับมานั่งในที่เดิมก็เห็นเป็นโอกาสที่จะแสดงภูมิปัญญาความสามารถในเชิงวาทะศิลป์ให้ปรากฏ

             เมื่อคิดดังนี้แล้วลกเจ๊กจึงลุกเดินจากที่นั่งตามตำแหน่งออกไปว่ากล่าวกับขงเบ้งว่าตัวข้าพเจ้านี้ชื่อลกเจ๊ก เป็นขุนนางเมืองกังตั๋ง ได้ฟังคำท่านแล้วเห็นชอบกลอยู่ จะใคร่ขอถามความท่านสักคำหนึ่งว่า “อันโจโฉนี้มาตรว่าทำหยาบช้า แอบรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ เที่ยวปราบปรามบ้านเมืองทั้งปวงให้แผ่นดินเดือดร้อนก็จริง แต่ว่าโจโฉนี้เป็นเชื้อสายของโจฉำผู้เป็นอุปราช มาแต่แผ่นดินก่อน อันเล่าปี่นี้ว่าเป็นเชื้อกษัตริย์กระเซ็นกระสายพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นเราไม่รู้ แจ้งแต่ว่าตระกูลของเล่าปี่นั้นเป็นคนอนาถา ตัวเล่าปี่เล่าก็เป็นแต่คนทอเสื่อขาย ควรหรือจะมาองอาจไม่คิดเจียมตัว แลจะต่อสู้โจโฉนั้นเราไม่เห็นด้วย”

             ลกเจ๊กเห็นเพื่อนขุนนางกล่าวโต้ตอบกับขงเบ้งด้วยเหตุและผลประการต่าง ๆ แล้วต่อสู้ถ้อยคำของขงเบ้งมิได้ จึงเห็นว่าปัญหาเกี่ยวกับฐานะและตระกูลที่โจโฉเป็นถึงทายาทของมหาอุปราชในแผ่นดินก่อนนั้นเด่นชัด สามารถจะข่มฐานะและตระกูลของเล่าปี่ได้ถนัดมือ แล้วขงเบ้งคงจะไม่สามารถแสดงเหตุผลหักล้างกลบเกลื่อนให้เป็นอื่นไปได้ ดังนั้นจึงยกเอาเรื่องฐานะและตระกูลเป็นประเด็นหลักรุกเข้าตีขงเบ้ง
             ขงเบ้งพอได้ยินชื่อขุนนางหนุ่มเมืองกังตั๋งที่ลุกขึ้นจากที่ออกมายืนอยู่กลางห้องโถงกล่าวความดังนั้น เหตุการณ์ที่เล่าลือเกี่ยวกับตัวลกเจ๊กเมื่อครั้งอยู่ในวัยเด็ก แล้วเข้าไปในงานเลี้ยงที่อ้วนสุดจัดขึ้นก็ย้อนกลับเข้าสู่ห้วงความคิดและความทรงจำอย่างแจ่มแจ้ง

            ดังนั้นเมื่อลกเจ๊กยกประเด็นเรื่องฐานะและตระกูลระหว่างโจโฉกับเล่าปี่ขึ้นเป็นข้อโจมตี ขงเบ้งจึงกุมเอาประเด็นเดียวกันนี้รุกตอบโต้ลกเจ๊กอย่างหนักหน่วงในทันใดว่า “ท่านนี้หรือชื่อว่าลกเจ๊ก เมื่อยังเป็นเด็กอยู่นั้นลักส้มเขาเอาไปให้มารดา นั่งลงเถิดเราจะเจรจาด้วย ซึ่งท่านนับถือโจโฉว่าเป็นเชื้อสายของโจฉำก็จริง แต่โจฉำนั้นเป็นคนกตัญญูสัตย์ซื่อต่อเจ้าปรากฏมาแต่ก่อน อันโจโฉนี้เป็นคนเสียชาติเสียตระกูล มิได้ประพฤติตามประเพณีปู่ย่าตายาย ทำให้ผิดจากตระกูลของตัว ซึ่งจะนับถือว่าดีนั้นก็แต่คนพาลเหมือนหนึ่งท่าน อันเล่าปี่นายเรานั้นก็เป็นเชื้อสายพระเจ้าเหี้ยนเต้ พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ทำนุบำรุงให้ยศถานาศักดิ์ คนทั้งปวงก็รู้อยู่ เหตุไฉนท่านจึงว่าเป็นคนอนาถา ถึงมาตรว่าเป็นคนทอเสื่อขายเกือกก็ดี อันนี้ประเพณีเป็นที่ทำมาหากินจะอับอายเป็นกระไรนักหนา ฝ่ายพระเจ้าฮั่นโกโจนั้นเล่าก็มิใช่เป็นเชื้อพระวงศ์มา แต่ก่อนก็เป็นแต่พันนายบ้าน แต่กอปรไปด้วยความเพียรก็ได้เป็นกษัตริย์อันใหญ่จึงได้สืบพระราชวงศ์เสวยราชสมบัติมาตราบเท่าทุกวันนี้ ท่านจะมาประมาทเล่าปี่นายเรานั้นหาควรไม่ ตัวท่านเป็นเด็กยังมิสิ้นกลิ่นน้ำนม จะมาอวดรู้กว่าผู้ใหญ่นั้นอย่าเจรจาสืบไปเลย”

            ลกเจ๊กไม่คาดคิดว่าขงเบ้งจะรู้ความหลังครั้งก่อนแต่ครั้งตัวอยู่ในวัยเด็ก ได้เข้าไปในงานเลี้ยงที่อ้วนสุดจัดขึ้น แล้วลักส้มจากงานเลี้ยงจนถูกจับได้ ครั้นถูกไต่สวนก็รับสารภาพ แต่อ้างว่าที่ลักส้มนั้นมิได้มีเถยจิตคิดเป็นโจร เป็นแต่รำลึกถึงคุณมารดาจึงลักส้มเพื่อจะเอาไปให้มารดา พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเกิดความสงสารจึงปล่อยตัวไป ครั้นถูกขงเบ้งลำเลิกความหลังขึ้นต่อหน้าบรรดาเพื่อนขุนนางดังนี้ก็รู้สึกละอายใจ และได้รับความอัปยศเป็นอันมาก    ทั้งถ้อยคำที่ขงเบ้งเจรจาโต้ตอบล้วนเป็นความจริงที่ใคร ๆ ก็รู้กันทั่วไป แม้ลกเจ๊กเองก็รู้กระจ่าง จึงสิ้นคำที่จะต่อถ้อยวาจากับขงเบ้งอีกต่อไป ลกเจ๊กได้ความอัปยศดังนี้จึงก้มหน้าถอยกลับมานั่งในที่เดิม

            ฝ่ายเหยียมจุ้นซึ่งเป็นขุนนางตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนอีกคนหนึ่ง เห็นบรรดาเพื่อนขุนนางต่อถ้อยร้อยคำสู้ขงเบ้งมิได้ ต่างถูกตีโต้จนต้องสงบปากสงบคำแล้วถอยกลับมานั่งอยู่ในตำแหน่งที่เดิมก็คิดว่าเพื่อนขุนนางเหล่านั้นยกความขึ้นเจรจาในเรื่องการเมือง การปกครอง และตระกูลฐานะ ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ขงเบ้งรอบรู้และถนัดจัดเจน ดังนั้นจึงต่อสู้ด้วยขงเบ้งมิได้ หากได้ยกประเด็นเกี่ยวกับบทกฎหมายอันเป็นราชนิติขึ้นว่ากล่าวแล้ว ขงเบ้งอาจจะไม่ล่วงรู้กระจ่างแจ้ง คงจะเสียทีแก่เราเป็นมั่นคง

            เหยียมจุ้นคะเนการดังนี้แล้วจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปกลางห้องโถงบ้าง คำนับขงเบ้งเป็นทีอ่อนน้อมตามธรรมเนียมแล้วว่า อันวาจาที่ท่านกล่าวทั้งนี้ล้วนเป็นเรื่องที่โต้เถียงกันไปได้ในประการต่าง ๆ สุดแท้แต่โวหารของผู้ใดจะมีโวหารกว่ากัน หาเป็นแก่นสารไม่

            เหยียมจุ้นตำหนิการยกเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้ตอบโต้กันมาว่าไร้สาระแล้วจึงถามขงเบ้งต่อไปว่า ในการปกครองบ้านเมืองนั้นท่านอาศัยคัมภีร์บทกฎหมายประการใด

            ขงเบ้งมองไปทางเหยียมจุ้น ครั้นได้ฟังคำของเหยียมจุ้นแล้วจึงเขม้นมองเหยียมจุ้นตั้งแต่หัวจรดเท้า ในใจก็คิดว่าเหยียมจุ้นเจรจาความทั้งนี้ช่างไร้สาระแก่นสารยิ่งกว่าบรรดาขุนนางทั้งปวง ทั้งไม่เกี่ยวกับเรื่องราวการศึกสงครามที่กองทัพโจโฉกดดันอยู่ฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซีแม้แต่น้อย แต่หากไม่ตอบถ้อยสั่งสอนเหยียมจุ้นเสียบ้างแล้ว   เหยียมจุ้นก็จะสำคัญผิดในตัวเองไปมากกว่านี้

            ดังนั้นขงเบ้งจึงโต้เหยียมจุ้นกลับไปว่า “ซึ่งท่านจะให้ค้นเอาถ้อยคำอันคนโบราณตกแต่งไว้ไพเราะอยู่แล้วมาเจรจานั้นหามีใครนับถือไม่ ด้วยเป็นคนลอกกากตำรา ถ้าท่านดีมีปัญญาก็จะผ่อนผันด้วยความคิดของตัว ถึงจะทำการณรงค์สงครามก็อาศัยปัญญาเป็นปัจจุบัน จึงจะแก้ไขเอาชัยชนะได้ ซึ่งท่านผู้มีสติปัญญาแต่ก่อนได้ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินนั้น ใช่จะเอาตำรามากางดูก็หาไม่ อันตัวท่านเหล่านี้ก็ดี แต่มีกระดาษกับพู่กัน ตกแต่งถ้อยคำพูดเล่นตามสบาย”

            เหยียมจุ้นถูกขงเบ้งรุกตอบโต้ตรงกับจุดอ่อนที่มีอยู่ในใจแบบนักวิชาการคือนอกจากกากตำราซึ่งมีอยู่เต็มหัวแล้วไม่มีความคิดอ่านหรือข้อคิดเห็นอันใดที่เป็นส่วนตัวก็อ้ำอึ้งอยู่ ในขณะที่มิรู้ที่จะทำประการใดนั้น ก็ได้ยินเสียงเพื่อนขุนนางที่ปรึกษาอีกคนหนึ่งคือเทียตก ดังมาแต่ข้างหลังว่าความอันขงเบ้งท่านเจรจาช่างวางกล้ามใหญ่โตราวกับว่าการใดในแผ่นดินก็รู้กระจ่างทำได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ไปทั้งสิ้น ข้าพเจ้าเกรงว่าเวลาทำเข้าจริงจะไม่เหมือนดังที่ปากว่า เมื่อนั้นตัวข้าพเจ้าถึงแม้จะเป็นผู้น้อย เอาการงานอันใดมิได้ก็จะพลอยหัวเราะเยาะเอาได้

            เหยียมจุ้นได้ยินเสียงเทียตกจึงรู้สึกประหนึ่งมวยที่กำลังถูกชกล้มลงกับพื้น แล้วได้ยินเสียงระฆังช่วยก็ดีใจ รีบถอยกลับมานั่งที่เดิม สวนกับเทียตกซึ่งลุกเดินออกจากที่เข้ามาแทน

            ขงเบ้งได้ยินเสียงเทียตกก็มองผ่านเหยียมจุ้น เห็นเทียตกเดินออกมา แต่ถ้อยคำอันเทียตกเจรจาว่ากล่าวนั้นก็หาแก่นสารอันใดมิได้ แต่เนื่องเพราะขงเบ้งประสงค์ที่จะแสดงภูมิปัญญาให้ปรากฏไว้แก่ขุนนางเมืองกังตั๋ง    จึงย้ำคำของเทียตกยอมรับเสียตรง ๆ ว่าตัวเทียตกนั้นเป็นคนเอาการมิได้

            แล้วว่า “อันลักษณะคนเอาการมิได้นั้นมีสองประการ อันคนเอาการมิได้ที่ดีนั้นก็ย่อมประกอบด้วยความอุตส่าห์กระทำการสนองคุณเจ้าโดยสุจริตตามสติปัญญา แล้วก็มัธยัสถ์เจียมตัวมิได้ลบหลู่ผู้อื่น ซึ่งเอาการมิได้ที่ชั่วนั้นก็เจรจาโจกเจกเล่น การสักสิ่งหนึ่งก็ทำมิเป็น คนจำพวกนี้ก็ได้ชื่อว่าชั่วนัก ซึ่งท่านจะเก็บเอาคำคนโบราณมาเจรจาด้วยเรานั้นจะประโยชน์อันใด เราหาต้องการไม่”

            ขงเบ้งไม่เพียงกล่าวโจมตีเทียตก โดยย้อนคำที่เทียตกกล่าวขึ้นเองว่าเป็นคนที่เอาการมิได้ และได้แสดงถึงลักษณะคนที่เอาการมิได้ว่ามีอยู่สองประเภท คือประเภทที่เอาการมิได้แต่ยังเป็นคนดี กับประเภทที่เอาการมิได้แต่เป็นคนชั่ว ขงเบ้งได้กระหน่ำตีเทียตกว่านอกจากเป็นคนที่เอาการมิได้แล้ว ยังเป็นคนเอาการมิได้ประเภทที่เป็นคนชั่วอีกด้วย                        

            เทียตกได้ยินคำขงเบ้งก็อดสูใจนัก มิรู้ที่จะโต้ตอบประการใด จึงถอยกลับเข้ามานั่งในที่เดิม
            ในขณะนั้นบรรดาขุนนางที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนที่ต่างคนต่างถอยกลับมานั่งตามที่ประจำตำแหน่งตัว ให้รู้สึกอัปยศและอับจนถ้อยคำ ได้แต่ก้มหน้านิ่งแล้วมองตากันปริบ ๆ

            ขงเบ้งเห็นดังนั้นจึงเดินกลับไปนั่งที่สำหรับแขกเมืองดังเดิม แล้วเอาพัดขนนกโบกไปมา ทำทีเป็นทองไม่รู้ร้อน

            ในขณะที่ขงเบ้งและบรรดาที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือนกำลังโต้ตอบกันอยู่นั้น โลซกเกรงว่าบรรดาที่ปรึกษาเมืองกังตั๋งจะกลุ้มรุมโต้เถียงจนขงเบ้งรับมือไม่อยู่ จึงวิตกว่าความปรารถนาที่จะให้เมืองกังตั๋งทำสงครามกับกองทัพโจโฉโดยมิยอมอ่อนน้อมจะเสียการไป โลซกจึงรีบออกไปทางด้านนอกเพื่อแสวงหาขุนนางเหล่าทหารอันเป็นที่เกรงใจของบรรดาขุนนางทั้งปวง

            โลซกเดินไปสวนกับอุยกายขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหารซึ่งรับราชการเมืองกังตั๋งตั้งแต่ครั้งซุนเกี๋ยน กำลังเดินจะเข้ามาที่ศาลาว่าราชการ สองขุนนางจึงคำนับทักทายกันตามอย่างธรรมเนียม แล้วโลซกจึงปรารภความทั้งปวงให้อุยกายทราบ อุยกายทราบความแล้วจึงเดินเข้ามาที่ศาลาว่าราชการพร้อมกับโลซก
            พอเดินมาใกล้ประตูห้องโถงนอกของศาลาว่าราชการ ก็ได้ยินเสียงการโต้ตอบระหว่างขงเบ้งกับขุนนางที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือน อุยกายจึงร้องตะโกนเข้ามาด้วยเสียงอันดังว่า “เหลวไหลแท้ ๆ เหลวไหลแท้ ๆ.”

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘