ตอนที่ 232. จริงในเท็จ เท็จในจริง

 กระบี่แชฮ้งเกี้ยมกรีดฝ่าอากาศเห็นแต่เงาสีเขียวครามปรากฏขึ้นวูบหนึ่ง แต่ไร้ศัพท์สำเนียงใด ๆ ให้เป็นที่สังเกต ประกายโลหิตสีแดงกลิ่นคาวคละคลุ้งสาดกระเด็นไปทั่วบริเวณ ร่างของจงสินนายทหารในสังกัดของแฮหัวตุ้นถูกผ่าออกเป็นสองซีกตั้งแต่หัวตลอดทั้งตัวตกลงจากหลังม้า

            ปลายกระบี่แชฮ้งเกี้ยมกรีดลงที่ข้างตัวม้าสุดแรงเหวี่ยงก็สุดเรี่ยวแรงของจูล่ง ทั้งม้าทั้งคนที่กรำศึกสู้รบกับทหารโจโฉตั้งแต่ยามสามจนถึงบ่ายสามโมงของวันรุ่งขึ้น ต่างสิ้นเรี่ยวแรงไปพร้อมกัน แต่จูล่งยังคงฝืนใจอีกชั่วอึดหนึ่งกระตุ้นม้าศึกคู่ใจรุดพุ่งไปข้างหน้า ครู่หนึ่งก็ถึงเชิงสะพานเตียงปัน

            จูล่งเห็นเตียวหุยยังคงยืนม้าเป็นสง่าอยู่ที่เชิงสะพานก็คลายใจรู้สึกว่าปลอดภัยแน่แล้ว จึงร้องบอกเตียวหุยด้วยเสียงอ่อนอิดโรยว่า ครั้งนี้เหลือกำลังของข้าพเจ้าแล้ว เตียวหุยท่านช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด

            เตียวหุยเห็นจูล่งและม้าต่างสิ้นเรี่ยวแรง ครั้นได้ยินดังนั้นจึงว่า ท่านจงรีบไปพบเล่าปี่ทางด้านหลังเพราะพี่ใหญ่รอท่านอยู่ช้านานแล้ว ทางด้านนี้ข้าพเจ้าจะรับมือกับทหารของโจโฉเอง

            จูล่งได้ฟังดังนั้นจึงขี่ม้าไปตามทิศทางที่เตียวหุยบอก จูล่งขี่ม้ามาได้ประมาณสองร้อยเส้นก็ถึงชายป่าแห่งหนึ่ง เห็นเล่าปี่และกองทหารตั้งพักอยู่ที่แนวป่านั้น จึงขี่ม้าตรงเข้าไปหา

            จูล่งลงจากหลังม้าตรงเข้าไปคำนับเล่าปี่ ร้องไห้แล้วเล่าความที่ได้ฝ่าฟันกรำศึกอยู่ท่ามกลางทหารโจโฉตลอดทั้งคืนจนล่วงบ่ายสามโมง ตลอดจนเหตุการณ์ที่นางบิฮู หยินกระโดดบ่อน้ำตายให้เล่าปี่ฟังทุกประการ

            ว่าแล้วจูล่งจึงแกะกระดุมเสื้อเกราะออก แล้วกล่าวว่าข้าพเจ้าได้รับอาเต๊ามาจากฮูหยินแล้วห่อเปลไว้ในอ้อมอก เมื่อตอนเช้ายังดิ้นอยู่แต่บัดนี้นิ่งสนิท จะเป็นประการใดไม่รู้เลย ขอท่านได้โปรดอภัยให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

            สิ้นคำจูล่งก็อุ้มอาเต๊าออกจากเปลที่อ้อมอก เห็นอาเต๊ายังหลับสนิทอยู่ก็ยินดี จึงว่าวาสนาของอาเต๊าคงเป็นถึงที่พระมหากษัตริย์ ตลอดเวลาที่อยู่ในอ้อมอกของข้าพเจ้าและอยู่ในท่ามกลางข้าศึก อาเต๊าไม่เคยร้องไห้หรือดิ้นรนให้รบกวนสมาธิของข้าพเจ้า หรือให้เป็นที่สังเกตของข้าศึก ว่าแล้วจูล่งจึงอุ้มอาเต๊าส่งให้กับมือของเล่าปี่

            เล่าปี่เห็นจูล่งอ่อนล้าอิดโรยไม่เหลือเรี่ยวแรง ในขณะที่เสื้อเกราะสีเงินเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตสีแดงดุจรดด้วยน้ำครั่ง แม้ผมเผ้าและใบหน้าของจูล่งล้วนเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดหนาเกรอะกรัง ทั้งเลือดเก่าที่แห้งสนิทแล้วและเลือดใหม่ที่สาดมาจากร่างของจงสิน เล่าปี่ก็รู้ว่าจูล่งได้ทุ่มเทเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อพิทักษ์อาเต๊ามาถึงที่นี่

            เล่าปี่รับอาเต๊ามาพินิจดูใบหน้า เห็นอาเต๊านอนหลับนิ่งสนิทอยู่เล่าปี่ก็โยนอาเต๊าลงกับพื้นแล้วว่า “เพราะไอ้จัญไรคนเดียวนี้ จูล่งทหารเอกเราจักแหล่นจะเสียแก่ข้าศึก” แล้วเล่าปี่ก็เบือนหน้าไปเสียอีกทางหนึ่ง

            จูล่งเห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบวิ่งเข้าไปอุ้มอาเต๊าขึ้นจากพื้น ร้องไห้แล้วคุกเข่าลงกับพื้น คำนับเล่าปี่และว่าท่านอย่าได้โกรธเคืองอาเต๊าเลย เป็นความผิดของข้าพเจ้าเองที่ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองครอบครัวของท่านให้ปลอดภัยได้ “อันตัวข้าพเจ้านี้ถึงตายก็จะเอาโลหิตทาแผ่นดินไว้ให้ปรากฏ จะขอสนองคุณท่าน”

            จูล่งร้องไห้แล้วกล่าวต่อไปว่า ข้าพเจ้าสู้อุตส่าห์เอาชีวิตนี้เข้าปกป้องคุ้มครองอาเต๊าออกมาจากกองทหารของโจโฉตั้งแต่เวลายามสามจนถึงเวลานี้ โดยมิได้เห็นแก่ชีวิตของตัวเอง ขอท่านจงเห็นแก่ความภักดีกตัญญูที่ข้าพเจ้ามีต่อท่านโปรดงดความโกรธอาเต๊าเถิด

            แล้วจูล่งจึงอุ้มอาเต๊าส่งแก่เล่าปี่อีกครั้งหนึ่ง เล่าปี่มีน้ำตาซึมนองเต็มใบหน้าเพราะสงสารจูล่ง  รับอาเต๊าจากมือจูล่งแล้วส่งให้แก่นางกำฮูหยิน นางกำฮูหยินเห็นอาเต๊าผู้บุตรรอดปลอดภัยก็มีความยินดีจนน้ำตาไหลซึมทั่วใบหน้าเช่นเดียวกัน

            ในขณะที่จูล่งกำลังต่อสู้อยู่กับจงจิ๋นและจงสินนั้น บุนเพ่งนายทหารเอกเมืองเกงจิ๋วซึ่งได้เข้าสวามิภักดิ์กับโจโฉได้ยกกองทหารไล่ตามมาแต่ไม่ทัน เพราะจูล่งสังหารสองพี่น้องจงจิ๋นและจงสินเสียก่อน

            บุนเพ่งยกทหารมาถึงเชิงสะพานเตียงปัน จูล่งก็ข้ามพ้นสะพานไปแล้ว เห็นแต่เตียวหุยยืนม้าเป็นสง่าอยู่ที่เชิงสะพานอีกฟากหนึ่งแต่ผู้เดียว แต่ในป่าด้านข้างนั้นเห็นฝุ่นคลีฟุ้งตลบเป็นปริมณฑลกว้าง เพราะเหตุที่ทหารม้าซึ่งเตียวหุยสั่งให้เอากิ่งไม้ผูกกับหางม้าแล้ววิ่งสลับไปมาอยู่ในป่าก็สำคัญผิดคิดว่าเตียวหุยวางกลอุบายทำทีว่าอยู่แต่ผู้เดียว และซุ่มทหารกองใหญ่ไว้ในป่า บุนเพ่งจึงพรั่นใจสั่งให้กองทหารหยุดอยู่ที่เชิงสะพานอีกฟากหนึ่ง

            บุนเพ่งไม่กล้ายกทหารรุกไปข้างหน้า เกิดความลังเลคิดจะกลับไปรายงานให้กองทัพหลวงทราบ ครู่หนึ่งโจหยิน ลิเตียน แฮหัวเอี๋ยน งักจิ้น เตียวเลี้ยว เตียวคับ และเคาทู ยกทหารตามมาทัน บุนเพ่งจึงชักม้าเข้าไปปรึกษากับนายทหารเอกทั้งเจ็ดว่าจะดำเนินการประการใด

            บรรดานายทหารใหญ่ของกองทัพโจโฉที่มาใหม่ทั้งเจ็ดนายฟังคำบุนเพ่งแล้วหันไปมองที่ป่าด้านข้างเห็นฝุ่นคลีคลุ้งตลบเป็นปริมณฑลกว้างสมคำของบุนเพ่งจึงเห็นพ้องต้องกันว่าขงเบ้งแต่งกลอุบายให้เตียวหุยแต่ผู้เดียวมาลวงล่อให้พวกเรายกทหารรุกไปข้างหน้า โดยซุ่มกองทหารจำนวนมากไว้ในป่า หากหลงกลขงเบ้งคงจะเสียทีแก่ข้าศึก

            บรรดานายทหารทั้งแปดคนล้วนได้กิตติศัพท์สติปัญญาในกลอุบายการสงครามของขงเบ้งซึ้งอยู่แก่ใจทุกตัวคน โดยเฉพาะโจหยินนั้นได้สัมผัสรสชาติความปราชัยต่อกลอุบายของขงเบ้งอย่างยับเยินมาแล้วก็เชื่อสนิทใจ

            เมื่อเห็นพ้องต้องกันเช่นนี้แล้วบรรดานายทหารทั้งแปดนายจึงได้แต่หยุดกองทัพทั้งปวงไว้ที่เชิงสะพานเตียงปันนั้น แล้วสั่งให้ม้าเร็วรีบย้อนกลับไปรายงานให้โจโฉทราบ

            โจโฉฟังรายงานแล้วเห็นเป็นที่ประหลาดใจจึงรีบยกทหารตามมาที่เชิงสะพานเตียงปัน เห็นแม่ทัพทั้งแปดกองยืนม้าปรึกษาหารือกันอยู่ก็เข้าไปสมทบ บรรดานายทหารเหล่านั้นเห็นโจโฉยกมาจึงพากันเข้าไปคำนับแล้วรายงานความทั้งปวงให้โจโฉทราบ

            ในขณะนั้นเตียวหุยยืนม้าอยู่ที่เชิงสะพานเตียงปัน เห็นนายทหารของโจโฉทั้งแปดนายสุมหัวปรึกษาหารือกันแล้วหยุดนิ่งอยู่ที่เชิงสะพานก็รู้ทีว่าทหารของโจโฉไม่กล้ายกกองทัพข้ามสะพานมา เพราะเกรงว่าจะต้องกลอุบายก็กระหยิ่มในใจ พอเห็นทหารอีกกองหนึ่งยกมาเป็นจำนวนมาก มีธงทิวประจำตัวนายทัพระบุชื่อโจโฉก็รู้ว่าโจโฉคุมทัพมาเอง

            เตียวหุยเขม้นมองไปที่กองทหารกองใหญ่ที่เพิ่งยกมานั้น เห็นโจโฉขี่ม้าอยู่ภายใต้สัปทนสีเหลืองปักลายเมฆพลิ้วสีทอง ในขณะเดียวกันนั้นโจโฉก็ได้ฟังรายงานของนายทหารทั้งแปดแล้วเกิดความสงสัย ขี่ม้าออกไปหน้าทหารจ้องมองไปที่เตียวหุยและหันหน้ามองไปที่แนวป่าซึ่งฝุ่นคลีคละคลุ้งอยู่

            เตียวหุยเห็นดังนั้นจึงร้องตวาดด้วยเสียงอันดังประดุจฟ้าถล่มแผ่นดินทะลายว่า “ตัวกูชื่อเตียวหุย ผู้ใดซึ่งมีฝีมือเข้มแข็งจงมาสู้กัน ลองกำลังดูให้ถึงแพ้แลชนะ”

            บรรดานายทหารของโจโฉทั้งกองทัพได้ยินเสียงตวาดดังสนั่นก็ตกใจ พอได้ยินว่าเจ้าของเสียงชื่อเตียวหุยจึงต่างรำลึกถึงคำสั่งสนามที่โจโฉออกคำสั่งไปยังทหารทุกกองทุกหน่วยตั้งแต่เมื่อครั้งที่กวนอูยอมอยู่ด้วยกับโจโฉ แล้วสังหารงันเหลียง บุนทิว นายทหารเอกของอ้วนเสี้ยวเสีย ในครั้งนั้นโจโฉได้สรรเสริญฝีมือการรบของกวนอูเป็นอันมาก กวนอูได้ถ่อมตัวว่ามีฝีมือเพียงประมาณเท่านั้น และหวังที่จะข่มขวัญโจโฉและทหารในวันหน้า กวนอูได้กล่าวกับโจโฉว่าน้องเล็กแห่งคำสาบานของสวนท้อที่ชื่อเตียวหุยมีฝีมือล้ำเลิศกว่าใครในแผ่นดิน แม้ว่านายทัพจะยืนอยู่ในท่ามกลางหมู่ทหารนับแสนเตียวหุยก็สามารถตีฝ่าเข้าไปปลิดชีวิตได้โดยง่าย เสมือนหนึ่งหยิบส้มออกจากลังเท่านั้น โจโฉจึงได้ออกคำสั่งสนามไปทั่วทั้งกองทัพว่าสืบไปเมื่อหน้าหากทหารผู้ใดหรือหน่วยใดเผชิญหน้ากับเตียวหุยก็อย่าได้เข้ารบเป็นอันขาด กิตติศัพท์ดังกล่าวนี้ได้แพร่ขจรขจายทั่วไปในกองทัพของโจโฉ ทำให้เกิดความยำเกรงในฝีมือของเตียวหุยประการหนึ่ง และเพราะความกลัวจึงต่างยึดถือคำสั่งสนามของโจโฉอย่างเคร่งครัดว่าไม่ให้เข้ารบกับเตียวหุย

            เสียงตวาดที่ดังสนั่นประดุจฟ้าถล่มแผ่นดินทะลายผิดจากทหารทั้งปวง ประกอบเข้ากับชื่อของเตียวหุยที่โจโฉได้ออกคำสั่งสนามไว้ก่อนจึงทำให้ทหารของโจโฉทั้งกองทัพแตกตื่นตกใจ บ้างก็เตรียมชักม้าจะหันหลังกลับ บ้างก็มีสีหน้าซีดเผือด บรรดาพลกลองก็หยุดตี หยุดให้สัญญาณ นายทหารคนหนึ่งตกใจจนตับแตกแล้วตกลงจากหลังม้าถึงแก่ความตายไปต่อหน้าต่อตา กองทัพของโจโฉตกตะลึงและเงียบสงัดงันลงในบัดนั้น

            ตัวโจโฉเองเป็นคนขี้ระแวงสงสัย เห็นลักษณาการที่เตียวหุยยืนม้าอยู่แต่ผู้เดียวในขณะที่ในป่าด้านข้างมีฝุ่นคลีคลุ้งตลบเป็นปริมณฑลกว้าง ความคิดก็โน้มไปว่าขงเบ้งวางกลอุบายหลอกให้รุกข้ามสะพานไป ครั้นได้ยินเสียงตวาดของเตียวหุยก็ตกใจ และพอได้ยินชื่อว่านายทหารเล่าปี่ที่ยืนม้าอยู่นั้นคือเตียวหุยก็รำลึกถึงคำของกวนอูแต่ครั้งก่อนได้ โจโฉจึงเผลอตัวเอามือลูบที่คอราวกับจะสำรวจว่าศีรษะยังอยู่บนบ่าหรือไม่

            เพราะความระแวงและไม่ตั้งอยู่ในความประมาทที่มีอยู่ประจำอัธยาศัยของโจโฉดังนี้ ความคิดที่จะเอาตัวรอดปลอดภัยไว้ก่อนจึงเกิดขึ้น ดังนั้นโจโฉจึงสั่งให้ถอยทัพกลับมาทางด้านหลังสามร้อยเส้น แต่ให้เตียวเลี้ยว เตียวคับ และเคาทู เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่เชิงสะพาน และสั่งกำชับว่าห้ามไม่ให้ยกทหารข้ามสะพานไปเป็นอันขาด

            เตียวหุยเห็นโจโฉถอยทัพกลับไปเช่นนั้นจึงขี่ม้าเข้าไปในราวป่า สั่งทหารให้แก้กิ่งไม้ที่ผูกหางม้าไว้นั้นออก และพาทหารออกมารื้อสะพานไม่ให้ทหารโจโฉข้ามมาได้ เสร็จแล้วจึงพาทหารกลับไปหาเล่าปี่

            เมื่อไปถึงเล่าปี่แล้วเตียวหุยได้เข้าไปคำนับและรายงานความทั้งปวงให้เล่าปี่ทราบ

            เล่าปี่ฟังรายงานแล้วจึงว่า ตัวเจ้ามีฝีมือกล้าหาญเป็นที่ประจักษ์เกรงขามแก่ข้าศึกก็จริงอยู่ แต่สติปัญญาคิดอ่านการสงครามไม่ตลอด เจ้าทำกลอุบายทั้งนี้โจโฉต้องกลคิดว่าเจ้าซุ่มกำลังทหารไว้ในป่าจึงไม่กล้ายกทหารข้ามสะพานมา การที่เจ้ารื้อสะพานออกเหมือนหนึ่งจะบอกโจโฉว่าความจริงมิได้มีทหารซุ่มอยู่ในป่าแต่ประการใด เมื่อโจโฉทราบความคงได้คิดและคงจะยกตามมา ถ้าหากเจ้าไม่รื้อสะพานออกโจโฉก็จะต้องกลอุบายต่อไป ดังนี้เราจึงว่าเจ้าคิดอ่านกลอุบายในการสงครามไม่ตลอด

            เล่าปี่วิพากษ์เตียวหุยดังนั้นแล้วจึงออกคำสั่งให้กองทหารทั้งปวงรีบยกไปตามทางลัดเพื่อจะไปยังท่าฮันจิ๋น กำชับให้ทหารทุกกองรีบเดินทางเพราะในไม่ช้ากองทัพโจโฉจะยกไล่ตามมา

            ฝ่ายเตียวเลี้ยว เตียวคับ และเคาทู เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่เชิงสะพานเตียงปัน เห็นเตียวหุยหลบเข้าไปในป่า และมีทหารออกมารื้อสะพาน จากนั้นในบริเวณป่าก็เงียบสงัด ฝุ่นที่คละคลุ้งอยู่ก็สงบลงจึงเกิดความสงสัย แต่ไม่กล้ารุกไปข้างหน้า เพราะโจโฉมีคำสั่งไม่ให้ยกทหารข้ามสะพานไปโดยเด็ดขาด ดังนั้นนายทหารทั้งสามคนจึงขี่ม้ากลับไปหาโจโฉ และรายงานความทั้งปวงให้โจโฉทราบ

            โจโฉฟังรายงานสิ้นคำก็หัวเราะ แล้วว่าเราหลงกลไอ้เตียวหุยแล้ว นี่คือกลอุบายที่เรียกว่า “จริงในเท็จ เท็จในจริง” เพราะความจริงเตียวหุยมีทหารจำนวนน้อยซุ่มอยู่ในป่า แกล้งทำให้ฝุ่นคลีคละคลุ้งให้สำคัญผิดว่ามีทหารจำนวนมากเพื่อหลอกลวงเราเท่านั้น

            แฮหัวเอี๋ยนได้ฟังดังนั้นก็สงสัยจึงถามโจโฉว่าเพราะเหตุใดท่านอัครมหาเสนาบดีจึงกล่าวเช่นนี้ โจโฉหัวเราะอีกครั้งหนึ่งแล้วตอบว่า การที่เตียวหุยให้ทหารมารื้อสะพานก็เพราะกลัวว่าเราจะยกทหารตามไป เหตุที่กลัวก็เพราะมีทหารน้อย หากเป็นกลอุบายจริงแท้แล้วเตียวหุยไม่ชอบที่จะรื้อสะพาน

            บรรดานายทหารทั้งปวงได้ฟังคำโจโฉก็เข้าใจ ต่างพากันสรรเสริญความคิดสติปัญญาในการสงครามของโจโฉเป็นอันมาก

            โจโฉจึงออกคำสั่งให้เคลื่อนกองทัพตรงไปที่เชิงสะพานเตียงปัน และเกณฑ์ทหารทำสะพานใหม่เป็นสามสะพาน กำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันเดียวจะได้รีบยกทหารตามเล่าปี่ไป.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘