ตอนที่ 231. วีรกรรมทหารเสือแห่งเสียงสัน

จูล่งมีอาเต๊าอยู่ในอ้อมอก ในเวลานี้จึงมีความคิดที่จะหนีออกจากยุทธภูมิไปให้ถึงเล่าปี่โดยเร็วที่สุด ไม่มีความคิดที่จะสู้รบกับผู้ใด แต่เมื่อเห็นเตียวคับคุมทหารขวางทางข้างหน้าอยู่ สถานการณ์จึงบังคับให้ไม่มีทางเลือก ในขณะที่เตียวคับเห็นจูล่งขี่ม้าอยู่แต่ผู้เดียวก็กระหยิ่มใจ ต่างฝ่ายจึงต่างขี่ม้าเข้าปะทะกัน

            จูล่งเข้ารบกับเตียวคับเพียงเพื่อหาหนทางหนีเอาตัวรอด ดังนั้นในขณะที่ประทวนกับเตียวคับ สายตาก็สอดส่ายจ้องหาโอกาสที่จะหนีออกจากวงรบแล้วฝ่าออกไปให้พ้นจากวงล้อมของทหารโจโฉให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งรบติดพันเนิ่นช้าไปเท่าใดก็จะถูกทหารโจโฉรุมล้อมหนาแน่นมากขึ้นเท่านั้น มิหนำซ้ำกำลังของจูล่งก็อ่อนล้าอิดโรยลงทุกที

            จูล่งรบกับเตียวคับบนหลังม้ามาถึงเพลงรบที่สิบห้า พอประทวนกันแล้วม้าของแต่ละฝ่ายวิ่งสวนทางกัน จูล่งเห็นเป็นโอกาสจึงกระทืบโกลนม้าให้กระโจนไปทางด้านตะวันออก ในขณะที่ม้าเตียวคับยังคงวิ่งสวนไปทางด้านตะวันตก จูล่งจึงหลุดออกจากวงรบแล้วขี่ม้าลุยฝ่าวงล้อมของทหารของโจโฉ 

            บรรดาพลทหารเดินเท้าของโจโฉในบริเวณนั้นเห็นฝีมือการรบของจูล่งเข้มแข็งกล้าหาญนักก็เกรงกลัวฝีมือจูล่งไม่กล้าเข้าใกล้หรือขวางหน้าม้าของจูล่ง ม้าจูล่งวิ่งไปทางไหน ทหารโจโฉในทางนั้นก็แตกฮือเป็นทาง จูล่งจึงหลุดรอดออกมาจากวงล้อมของทหารโจโฉกองนั้นได้

            เตียวคับเห็นดังนั้นก็ขี่ม้าไล่ตามจูล่งไป จูล่งรู้ว่าถูกเตียวคับไล่ตามก็เร่งฝีเท้าม้าให้วิ่งเร็วขึ้น ในขณะที่วิ่งหนีอยู่นั้นเท้าหน้าของม้าจูล่งตกลงไปในหลุมเก่าแห่งหนึ่ง ม้ายั้งตัวไม่ทันก็เสียหลักทรุดตัวลง

            เตียวคับเห็นได้ทีก็ขับม้าปรี่เข้าไป ได้ระยะแล้วเงื้อทวนจะแทงจูล่ง ในทันใดนั้นบังเกิดแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นที่บริเวณตัวจูล่งกระทบตาของเตียวคับจนมองข้างหน้าไม่เห็น เตียวคับและม้าที่ขี่นั้นตกใจชะงักอยู่ ในพลันนั้นจูล่งได้กระทืบโกลนม้าผลุดลุกขึ้นจากหลุมโผนทะยานหนีไปข้างหน้าได้ราวกับปาฏิหาริย์

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) พรรณนาความตอนนี้ว่าเป็นเรื่องของบุญญาธิการคือ “ขณะนั้นเป็นบุญของอาเต๊าซึ่งจะได้เป็นกษัตริย์ มิควรที่จะตายด้วยอาวุธ ก็บันดาลเป็นแสงเพลิงวาบสว่างเป็นเปลวขึ้นจากหลุม”

            ในขณะที่สามก๊กหลายฉบับที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในยุโรประบุว่าปรากฏการณ์ทั้งนี้ไม่ใช่ปาฏิหาริย์แต่ประการใด แต่เป็นเพราะแสงสะท้อนของเสื้อเกราะจูล่ง เนื่องจากขณะนั้นเป็นเวลาบ่าย แสงตะวันสาดส่องจากด้านตะวันตกไปทางด้านตะวันออก จูล่งขี่ม้าโฉมหน้าไปทางตะวันออก ในขณะที่เตียวคับขี่ม้าไล่ตาม ในขณะที่ขี่ม้าไล่อยู่นั้นแสงอาทิตย์แม้กระทบเสื้อเกราะสีเงินของจูล่งแต่ก็ไม่สะท้อนเข้าตาของเตียวคับ แต่พอม้าที่จูล่งขี่เสียหลักทรุดลงเป็นเชิงมุมที่ทำให้แสงอาทิตย์กระทบเสื้อเกราะของจูล่งแล้วสะท้อนไปเข้าตาของเตียวคับพอดี เตียวคับจึงเห็นเป็นประกายวาบขึ้น ทำให้สายตาพร่ามัวมองไม่เห็นเหตุการณ์ข้างหน้าจึงชะงักอยู่ จูล่งได้ถือโอกาสนั้นกระตุ้นม้าให้รีบโจนหนีไปโดยเร็ว

            เตียวคับเห็นเหตุการณ์ประหลาดเช่นนั้นก็เข้าใจว่าเป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดแต่เทพยดาบันดาลให้เกิดแสงประหลาดเพื่อช่วยเหลือจูล่งก็ตกใจกลัวแล้วชะงักอยู่กับที่ ไม่กล้าที่จะไล่ติดตามจูล่งต่อไป

            ความคิดและความเชื่อในลักษณะนี้ยังคงแพร่หลายในสังคมจีนในยุคนั้น แม้ในยุคหลังสืบมาปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกันก็เคยเกิดขึ้นในสมัยปลายราชวงศ์ถังครั้งนั้นพระนางบูเช็กเทียนยังคงเป็นพระสนมของฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ถัง นักพรตในลัทธิเต๋าซึ่งเป็นราชครูได้ตรวจดูวิถีโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้าเห็นว่ามีดาวดวงหนึ่งลักษณะประหลาดกำลังโคจรเข้าบดบังดาวประจำพระองค์ของฮ่องเต้ มีลักษณะร้ายถึงขนาดที่จะสิ้นราชวงศ์ ครั้นตรวจตราดูต่อไปก็เชื่อว่าดาวร้ายดวงนี้คือพระนางบูเช็กเทียน ดังนั้นนักพรตราชครูดังกล่าวจึงกระทำพิธีไสยเพื่อทำลายจิตวิญญาณของพระนางบูเช็กเทียน ปรากฏว่ามีเทพยดาสังหรณ์ดลใจให้พระนางบูเช็กเทียนทราบว่าถูกคิดร้ายโดยราชครู จึงไปหาราชครูถึงที่ทำพิธี ราชครูเห็นว่าพระนางบูเช็กเทียนทราบความแล้วก็คิดสังหารพระนางบูเช็กเทียนเสีย ในขณะที่แทงกระบี่ใส่พระนางบูเช็กเทียนนั้นเกิดแสงประหลาดสว่างขึ้นรอบตัวของพระนางบูเช็กเทียน ราชครูมองข้างหน้าไม่เห็นก็ตกใจ ด้วยเชื่อว่าเป็นเทพยดาบันดาลให้เป็นไป จึงยอมเลิกพิธีและถูกสังหารในที่สุด

            ความจริงในขณะที่ราชครูกำลังจะแทงพระนางบูเช็กเทียนนั้น พระจันทร์ซึ่งเพ็ญเต็มดวงกำลังโคจรพ้นหลืบเมฆ แสงสว่างของดวงจันทร์ต้องปิ่นที่ปักมวยผมของพระนางบูเช็กเทียนได้จังหวะเชิงมุมที่พอดีทำให้เกิดแสงสว่างขึ้น ทำนองเดียวกับกรณีของเตียวคับที่เห็นแสงสว่างพุ่งขึ้นจากตัวของจูล่งฉะนั้น

            ความเชื่อในเรื่องปาฏิหาริย์และเทพยดาบันดาลจึงยังคงแพร่หลายอยู่ในสังคมจีนยุคนั้น เตียวคับเป็นคนที่เชื่อในเรื่องเหล่านี้ เมื่อเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้แล้วก็คิดว่าแลเมื่อเทพยดาปกป้องคุ้มครองจูล่งแล้ว ถึงจะมานะไล่ตามต่อไปก็ไม่อาจเอาชนะอำนาจแห่งเทพยดาได้ ดังนั้นเตียวคับจึงชักม้ากลับไปทางเขาเกงสัน

            ในขณะที่จูล่งกำลังขี่ม้าหนีไปอย่างรวดเร็วนั้น เห็นทหารของกองทัพโจโฉสองนายคือเจียวเหียและเจียวหลำคุมกองทหารสกัดอยู่ข้างหน้า จูล่งคิดจะหลีกออกข้างทางแต่ทันใดนั้นได้ยินเสียงร้องมาจากข้างหลังว่าทหารเล่าปี่เจ้าจะหนีไปทางไหน จูล่งเหลียวหลังกลับมามองเห็นม้าเอี๋ยนและเตียวคีคุมทหารเดินเท้าไล่ตามมา

            นายทหารทั้งสี่คนนี้ล้วนเป็นนายทหารเก่าของอ้วนเสี้ยว หลังจากที่โจโฉได้เมืองกิจิ๋ว ปราบศึกภาคเหนือราบคาบแล้ว นายทหารทั้งสี่นายนี้จึงได้โอนสังกัดมาขึ้นอยู่กับกองทัพของโจโฉ

            จูล่งจะไปข้างหน้าก็มิได้ จะออกข้างทางก็มิได้ ทั้งข้างหลังก็มีทหารติดตามมา จึงจำต้องตัดสินใจเข้ารบอีกครั้งหนึ่ง ทั้งๆ ที่เรี่ยวแรงทั้งม้าและคนอ่อนล้าลงจวนเจียนจะสิ้นกำลังเต็มทีแล้ว

            จูล่งชักม้าเข้าปะทะกับกองทหารของโจโฉซึ่งสกัดอยู่ข้างหน้า ในขณะที่กำลังต่อสู้กันอยู่นั้นทหารของโจโฉที่ไล่หลังมาก็ได้เข้ากลุ้มรุม จูล่งแต่ผู้เดียวขี่ม้ารบอยู่ท่ามกลางวงล้อมของทหารตัวนายทั้งสี่คน โดยมีพลทหารเดินเท้ากลุ้มรุมสมทบอยู่วงนอกโดยรอบลานรบนั้น

            การต่อสู้เป็นไปอย่างชุลมุน และประชิดตัว จูล่งเห็นว่าจะใช้ทวนไม่ถนัด จึงเอาทวนมาถือไว้ในมือซ้าย และกุมบังเหียนม้าไปในตัว มือขวาชักกระบี่แชฮ้งเกี้ยมออกฟาดฟัน

            ประกายสีครามเขียวต้องแสงอาทิตย์แวบวาบปลาบแปลบ ผสมกับสีแดงของโลหิตสาดกระจายเป็นระยะ ๆ จูล่งใช้กระบี่แชฮ้งเกี้ยมฟาดฟันไปโดยรอบทุกทิศทาง ถูกทหารโจโฉบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก เงากระบี่คลุมถึงไหนเลือดทหารโจโฉก็สาดกระเด็นถึงนั่น ประกายสีเขียวครามของกระบี่และสีแดงของโลหิตกระจายไปทั่วทั้งวงรบนั้น ทหารของโจโฉที่อยู่ในวงนอกเห็นเพื่อนทหารบาดเจ็บล้มตายลงเป็นใบไม้ร่วงก็พากันเกรงกลัวอานุภาพของจูล่งและกระบี่แชฮ้งเกี้ยม แล้วแตกฮือออกไป

            จูล่งเห็นพ้นระยะคับขันจึงขี่ม้าฝ่าทะลวงวงล้อมของทหารกองนั้นออกไปได้อีก ครั้งหนึ่ง และบุกฝ่ากองทหารของโจโฉที่เรียงรายอยู่โดยรอบเพื่อจะไปให้ถึงสะพานเตียงปันให้เร็วที่สุด

            เวลาบ่ายวันนั้นกองทัพหลวงของโจโฉเคลื่อนมาถึงเขาเกงสัน ตัวโจโฉได้ขึ้นไปบนเนินเขาเพื่อสำรวจยุทธภูมิและไปถึงจุดที่เล่าปี่ ขงเบ้ง เคยยั้งกองทหารก่อนที่จะถูกโจมตี โจโฉยืนม้าอยู่ภายใต้สัปทน ทอดสายตาดูทั่วทั้งยุทธภูมิ เห็นคลาคล่ำไปด้วยธงทิวและกองทหารของฝ่ายตัว ในขณะที่อาณาประชาราษฎรที่อพยพตามเล่าปี่บาดเจ็บล้มตายอยู่เกลื่อนกลาดทั่วทั้งเนินเขา

            เมื่อโจโฉกวาดสายตาไปทางด้านตะวันออกเห็นจูล่งสวมเกราะสีเงินอาบโลหิตสีแดงฉานกำลังต่อสู้อยู่ท่ามกลางทหารฝ่ายเมืองหลวงอย่างชุลมุน มีลักษณาการคล้ายกับเรือใบน้อยสีแดงลอยล่องฝ่าคลื่นลมอยู่ท่ามกลางพระมหาสมุทร ดูปราดเปรียวแคล่วคล่องว่องไวเข้มแข็งกล้าหาญยิ่งนัก จึงถามทหารคนสนิทที่ยืนม้าอยู่ข้างตัวว่าทหารเล่าปี่ผู้นี้เป็นใคร

            บรรดาทหารคนสนิทเหล่านั้นไม่รู้จักจูล่งมาแต่ก่อน จึงรายงานโจโฉว่าทหารเล่าปี่ผู้นี้ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด โจโฉมีน้ำใจรักคนดีมีฝีมือและใคร่รู้จักทหารของเล่าปี่ผู้นี้ จึงสั่งให้โจหองลงไปถามชื่อแซ่

            โจหองคำนับลาโจโฉแล้วขี่ม้าตรงเข้าไปในบริเวณที่ต่อสู้ชุลมุนกันอยู่นั้น แล้วตรงเข้าไปถามจูล่งว่าท่านนี้ชื่อใด

            จูล่งเห็นโจหองเข้ามาไต่ถามชื่อแซ่โดยไม่มีลักษณะอาการที่จะเข้าต่อสู้ก็ตอบไปแต่โดยดีด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบหนักแน่นว่า “เราคือจูล่งชาวเมืองเสียงสัน”

            เมื่อโจหองทราบชื่อแซ่ของจูล่งแล้ว จึงขี่ม้าวิ่งกลับไปหาโจโฉ แล้วรายงานความซึ่งได้สอบถามกับจูล่งนั้น

            โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงสรรเสริญจูล่งว่า “ทหารคนนี้มีอำนาจประดุจเสือ” ในขณะที่น้ำใจก็ใคร่ได้ตัวจูล่งมารับราชการ จึงออกคำสั่งสนามว่าห้ามมิให้บรรดาทหารทั้งปวงใช้เกาทัณฑ์ยิงจูล่งเป็นอันขาด และให้พยายามจับเป็นจูล่งนำมามอบให้จงได้

            คำสั่งสนามถูกถ่ายทอดไปยังกองทหารของโจโฉทั่วทั้งยุทธภูมิอย่างรวดเร็ว และคำสั่งนี้ได้กลายเป็นตาข่ายเพชรคุ้มกันตัวจูล่งให้แคล้วคลาดรอดตายจากคมเกาทัณฑ์ของทหารโจโฉ ดังนั้นบรรดาทหารของโจโฉทั่วทั้งยุทธภูมิจึงได้แต่เข้ารบด้วยจูล่งด้วยอาวุธสั้นคือดาบ กระบี่และอาวุธยาวคือทวนเท่านั้น

            จูล่งได้ต่อสู้กับทหารโจโฉซึ่งสกัดอยู่เป็นชุลมุน สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายว่า “จูล่งฆ่านายกองใหญ่เสียได้ถึงสองนาย ทหารเอกห้าสิบคน โลหิตติดเกราะแลข้างม้าดุจหนึ่งรดด้วยน้ำครั่ง”

            จูล่งรอดออกจากวงล้อมของทหารโจโฉไปได้อีกกองหนึ่งแล้วจึงรีบขี่ม้ามุ่งจะไปให้ถึงสะพานเตียงปันโดยเร็วที่สุด แต่พอมาถึงเนินเขาแห่งหนึ่งก็ถูกจงจิ๋นและจงสินสองพี่น้องซึ่งเป็นนายทหารในสังกัดของแฮหัวตุ้นคุมกองทหารสกัดไว้อีกกองหนึ่ง คนหนึ่งถือขวานใหญ่เป็นอาวุธ อีกคนหนึ่งใช้ทวนลายเป็นอาวุธ

            สองนายทหารของโจโฉเห็นจูล่งขี่ม้าฝ่ามาแต่ผู้เดียวและมีลักษณะอ่อนแรงอิดโรยจึงร้องตวาดใส่จูล่งว่า ไอ้ทหารขี้แพ้ของเล่าปี่ จงยอมให้พวกเราจับกุมแต่โดยดี

            จูล่งได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ขี่ม้าพุ่งตรงไปที่จงจิ๋นและจงสินในทันที สองพี่น้องนายทหารของโจโฉได้ชักม้าเข้ารุมล้อมจูล่งในทันที การต่อสู้บนหลังม้าโดยจูล่งถูกรุมล้อมในขณะที่อ่อนล้าเต็มทีจึงเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

            พอถึงเพลงที่สามจูล่งก็เอาทวนแทงจงจิ๋นตกม้าตาย ในขณะที่จงสินกำลังตะลึงอยู่นั้นจูล่งได้รีบชักม้าหนีไปอย่างรวดเร็ว พอจงสินหายตกตะลึงจึงเร่งฝีเท้าม้าไล่ตามจูล่งไป

            จูล่งในยามนี้รู้ตัวดีว่าอ่อนล้าสิ้นเรี่ยวแรงทั้งม้าและคน แขนทั้งสองข้างล้าเหนื่อยอ่อนแทบจะยกทวนไม่ได้ แต่ด้วยใจที่รับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ที่จะต้องพาอาเต๊าส่งให้ถึงเล่าปี่ให้จงได้จึงยังคงฝืนใจเร่งฝีเท้าม้าหนีจงสินอย่างไม่คิดชีวิต แต่กำลังม้าอ่อนล้าลงแล้วในขณะที่ม้าของจงสินนั้นยังสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอยู่

            จูล่งตั้งหน้าตั้งตาหนีโดยไม่เหลียวหลัง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าข้าศึกขี่ม้าไล่ตามมา แต่วิสัยทหารเสือแม้ไม่เหลียวหลังก็ยังสังเกตการไล่ตามของข้าศึกอย่างใกล้ชิด หูสดับตรับฟังเสียงม้าที่ไล่ตามมาข้างหลัง ตาก็ชำเลืองที่พื้น เห็นเงาปลายทวนของจงสินใกล้เข้ามาทุกที ก็คะเนได้ว่าบัดนี้จงสินขี่ม้าไล่ตามมาใกล้ในระยะห่างชั่วเท่าความยาวของคันทวนแล้ว จูล่งได้เปลี่ยนทวนจากมือขวามาถือไว้ในมือซ้าย แล้วโน้มตัวไปบนหลังม้าประหนึ่งว่ามิให้ต้านลมในการหนี แต่มือขวานั้นกุมด้ามกระบี่แชฮ้ง  เกี้ยมไว้มั่น ในขณะที่สายตาก็เขม้นจ้องที่พื้น สังเกตเงาทวนของจงสินที่ใกล้เข้ามาทุกที

            พอจูล่งเห็นเงาศีรษะม้าของจงสินทาบใกล้เข้ามาข้างหลังม้าที่จูล่งขี่ก็รู้ว่าจงสินได้ขี่ม้าเข้ามาใกล้ระยะแทงทวนแล้ว จูล่งจึงชักบังเหียนม้าให้หันกลับในทันที

            จงสินขี่ม้าไล่ตามจูล่งมาติด ๆ เห็นจูล่งตั้งหน้าตั้งตาหนีโดยมิได้เหลียวหลังก็กระหยิ่มใจว่าจะแทงจูล่งให้บาดเจ็บแล้วจับตัวจูล่งไปมอบแก่โจโฉเอาความชอบ ดังนั้นเมื่อศีรษะม้าที่ขี่จ่อถึงท้ายม้าของจูล่งได้ระยะแทงทวน จงสินจึงเงื้อทวนขึ้นจะแทงจูล่ง

            ในทันใดนั้นจูล่งได้ชักบังเหียนม้าไปทางด้านซ้าย กลับหลังหันเข้าเผชิญหน้ากับจงสิน เอาทวนในมือซ้ายปัดทวนของจงสิน มือขวาชักกระบี่แชฮ้งเกี้ยมโจมฟันจงสินตั้งแต่ศีรษะขาดเป็นสองซีกตายคาที่

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายว่า “อกจงสินแลอกจูล่งจักแหล่นจะปะทะกันเข้า จูล่งเอาทวนปัดทวนจงสินโดยเร็วกระเด็นไป จึงชักเอากระบี่ฟันจงสินถูกศีรษะตลอดลงไปตัวขาดออกตกลงซีกหนึ่ง”

            จงสินขับไล่จูล่งที่เห็นว่าอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงมาอย่างรวดเร็วด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องและประมาทจึงชะตาขาดในบัดนั้น.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓