ตอนที่ 230. กระบี่สายรุ้งมรกต

อิโต้นายทหารระดับผู้บังคับกองพันของโจโฉนำกองทหารตะลุยฆ่าฟันราษฎรที่อพยพตามเล่าปี่บาดเจ็บล้มตายลงอย่างมันมือ เพราะราษฎรเหล่านั้นล้วนไม่มีอาวุธและไม่สามารถต่อสู้ได้ ครั้นเห็นทหารของเล่าปี่ขี่ม้าอยู่ในฝูงชนแต่ผู้เดียวก็กระหยิ่มใจ รีบคุมทหารตรงเข้ามาหา

            พอม้าศึกของอิโต้และจูล่งใกล้จะเผชิญหน้ากัน จูล่งตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดัง ม้าที่อิโต้ขี่ตื่นตกใจ ผงะขาหน้าลอยทั้งสองข้าง จูล่งปรี่เข้าไปเอาทวนแทงอิโต้ตกม้าตาย

            จูล่งขี่ม้าตรงเข้าไปที่บิต๊ก บรรดาทหารของอิโต้เห็นตัวนายตกม้าตายในชั่วไม่ถึงเพลงรบก็แตกตื่นตกใจ พากันถอยหนีออกห่าง จูล่งจึงเข้าถึงตัวบิต๊กได้โดยสะดวก แล้วแก้มัดบิต๊กออกจากการพันธนาการ

            ทหารโจโฉหนีออกไปอยู่แต่ห่าง ๆ ไม่กล้าเข้ามาใกล้ จูล่งจึงจัดม้าสองตัวให้บิต๊กขี่ตัวหนึ่งและเชิญนางกำฮูหยินขึ้นขี่ม้าอีกตัวหนึ่ง พอบิต๊กและนางกำฮูหยินขึ้นม้าแล้วจูล่งได้กวาดสายตามองไปที่กองทหารของโจโฉซึ่งเป็นลูกน้องของอิโต้ เห็นทหารเหล่านั้นมีทีท่าขยาดกลัวก็วางใจว่าจะไม่ถูกรุมล้อม

            จูล่งเห็นดังนั้นจึงขี่ม้าพาบิต๊กและนางกำฮูหยินย้อนกลับไปที่เชิงสะพานเตียงปัน เห็นเตียวหุยขี่ม้าเป็นสง่าอยู่ที่เชิงสะพานแต่ผู้เดียวก็ดีใจ รีบพาบิต๊กและนางกำฮูหยินตรงเข้าไปหาเตียวหุย

            แต่พอเข้าไปใกล้เตียวหุยก็ตวาดใส่จูล่งด้วยเสียงอันดังว่า พี่ใหญ่ชุบเลี้ยงท่านเป็นอันดี เหตุไฉนจึงเอาใจออกหากไปเข้าด้วยโจโฉ

            จูล่งได้ยินดังนั้นก็ตกใจ รีบตอบกลับไปว่าเตียวหุยท่านอย่าเพิ่งวู่วาม ข้าพเจ้าไม่เคยคิดอ่านเอาใจออกหากจากเล่าปี่ไปเข้าด้วยโจโฉดังที่ท่านเข้าใจ เหตุทั้งนี้เนื่องจากข้าพเจ้าพลัดจากฮูหยินทั้งสองจึงได้ย้อนกลับไปค้นหาทำให้ล่าช้าอยู่ บัดนี้พบนางกำฮู หยินและบิต๊กแล้ว

            ว่าแล้วจูล่งจึงหันไปทางนางกำฮูหยินและบิต๊กเป็นทีให้เตียวหุยเห็นถึงความบริสุทธิ์ของตน เตียวหุยเห็นดังนั้นก็ค่อยคลายโทสะลงแต่ยังไม่ยอมรับผิด กล่าวขึ้นว่า นี่ดีที่กันหยงได้ล่วงหน้ามาแจ้งแก่ข้าพเจ้าก่อน หาไม่แล้วข้าพเจ้ากับท่านก็จะต้องผิดใจกันในครั้งนี้

            จูล่งเห็นเหตุการณ์คลี่คลายลงจึงถามเตียวหุยว่า บัดนี้เล่าปี่นายเราอยู่ที่ไหน

            เตียวหุยจึงว่าเล่าปี่อยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลเท่าใดนัก จูล่งจึงกล่าวกับเตียวหุยต่อไปว่าวานท่านช่วยนำนางกำฮูหยินและบิต๊กไปสมทบกับเล่าปี่ก่อน ตัวข้าพเจ้าจะย้อนกลับไปค้นหานางบิฮูหยินและอาเต๊า แล้วจะกลับมาในภายหลัง

            จูล่งกล่าวสิ้นคำแล้วจึงชักม้าหันกลับควบไปทางด้านเขาเกงสันเพื่อค้นหานางบิฮูหยินและอาเต๊าต่อไป ในขณะที่เตียวหุยได้สั่งให้ทหารคนหนึ่งนำทางนางกำฮูหยินและบิต๊กไปพบเล่าปี่

            จูล่งขี่ม้ามาได้ครู่หนึ่งเห็นแฮหัวอิ๋นนายทหารคนสนิทของโจโฉขี่ม้าถือทวน ข้างหลังสะพายกระบี่มีลักษณะสะดุดตาคุมทหารห้าสิบคนขี่ม้าตรงเข้ามา สกัดไม่ให้จูล่งขี่ม้าไปข้างหน้าได้ จูล่งเห็นดังนั้นจึงชักม้าปรี่เข้าใส่แฮหัวอิ๋น ทั้งสองฝ่ายรบกันได้ไม่ถึงเพลงจูล่งก็เอาทวนแทงแฮหัวอิ๋นตกม้าตาย

            บรรดาทหารที่ติดตามแฮหัวอิ๋นเห็นดังนั้นก็ตกใจ พากันวิ่งหนีไปคนละทิศคนละทาง

            จูล่งชำเลืองมองไปที่ศพของแฮหัวอิ๋นเห็นกระบี่ที่สะพายอยู่ข้างหลังมีลักษณะพิเศษประหลาดตานักก็รู้ว่าเป็นกระบี่ที่ยอดเยี่ยม จึงตรงเข้าไปที่ศพของแฮหัวอิ๋น ลงจากหลังม้าแล้วแก้สายรัดเอากระบี่ออกจากข้างหลังของแฮหัวอิ๋น เห็นที่ข้างฝักกระบี่ฝังตัวอักษรทำด้วยทองคำว่า “แชฮ้งเกี้ยม” ซึ่งแปลว่ากระบี่สายรุ้งมรกต จูล่งจึงชักกระบี่ออกดู

            ปรากฏว่าที่ข้างลำตัวกระบี่สลักอักษรจารึกชื่อว่า “กระบี่แชฮ้งเกี้ยม” เช่นเดียวกับชื่อที่ข้างฝักกระบี่ มีสีเขียวครามเข้ม มีประกายลักษณะคมวาววาม จูล่งได้ลองเอากระบี่นั้นฟันที่คันทวนของแฮหัวอิ๋น คันทวนนั้นก็ขาดสะบั้นราวกับฟันกระดาษ จูล่งจึงทดลองเอากระบี่นั้นฟันไปที่ปลายทวนของแฮหัวอิ๋นอีกครั้งหนึ่ง เสียง “เฉียบ!” ดังขึ้น ปลายทวนซึ่งเป็นโลหะก็ขาดเป็นสองท่อนราวกับฟันหยวก จูล่งเห็นดังนั้นก็ยินดียิ่งนักรู้ว่านี่เป็นกระบี่วิเศษ จึงสอดกระบี่ไว้ในฝักแล้วสะพายไว้ด้านหลัง

            อันแฮหัวอิ๋นผู้นี้นับเป็นญาติสนิทของโจโฉ และเป็นผู้ที่โจโฉไว้วางใจให้ความสนิทสนมเป็นพิเศษ ตัวโจโฉเองได้ครองกระบี่วิเศษสองเล่ม เล่มหนึ่งชื่อว่า “กระบี่อี้เทียนเกี้ยม” หรือกระบี่ที่เป็นเอกในใต้หล้า อีกเล่มหนึ่งชื่อว่า “กระบี่แชฮ้งเกี้ยม” หรือกระบี่สายรุ้งมรกต กระบี่อี้เทียนเกี้ยมเป็นกระบี่วิเศษที่โจโฉใช้ประจำตัว ส่วนกระบี่แชฮ้งเกี้ยมนั้นโจโฉได้มอบให้แก่แฮหัวอิ๋นใช้ประจำตัว กระบี่แชฮ้ง เกี้ยมนี้นับเป็นกระบี่วิเศษเล่มหนึ่งของแผ่นดิน มีอานุภาพร้ายแรง ยามกรีดกรายกระบี่แทบจะไร้เสียง มีความคมสามารถตัดเหล็กได้ดุจดังหยวก

            สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่ากระบี่ที่จูล่งได้จากศพของแฮหัวอิ๋นมีชื่อว่ากระบี่กีเทียนเกี้ยม ซึ่งน่าจะเป็นกระบี่เล่มเดียวกันกับกระบี่อี้เทียนเกี้ยม และคลาดเคลื่อนสับสนในการแปล เพราะกระบี่อี้เทียนเกี้ยมเป็นกระบี่สำหรับตัวของโจโฉ ไม่ใช่กระบี่ประจำตัวแฮหัวอิ๋นคือกระบี่แชฮ้งเกี้ยม

            แฮหัวอิ๋นถูกจูล่งใช้ทวนแทงตกม้าตายโดยไม่ทันได้ใช้กระบี่วิเศษ ในขณะที่จูล่งอาศัยฝีมือทวนไม่ถึงเพลงก็ปลิดชีวิตแฮหัวอิ๋นแล้วชิงเอากระบี่แชฮ้งเกี้ยมมาครอบครองไว้ได้

            กระบี่จะวิเศษหรือไม่ จึงมีความสำคัญน้อยกว่าผู้ใช้กระบี่ หากเป็นเซียนกระบี่แล้วต่อให้มีเพียงกิ่งไม้อยู่ในมือก็สามารถใช้กิ่งไม้นั้นประดุจดังกระบี่วิเศษปลิดชีวิตคนได้ในพริบตา แต่หากไร้ฝีมือหรือไม่ใช่เซียนกระบี่ ต่อให้มีกระบี่วิเศษอยู่ในมือก็ไม่อาจรักษาชีวิตรอดได้ ทำนองเดียวกันกับกุนซือผู้มีสติปัญญา หากตกอยู่ในน้ำมือนายที่ไร้สติปัญญาความคิดอ่านก็เหมือนกับกระบี่วิเศษที่อยู่ในมือของคนไร้ฝีมือฉะนั้น ดังนั้นวิสัยผู้นำจึงต้องสามารถหยั่งรู้ได้ว่าผู้ใดมีสติปัญญาความคิดอ่านและปรีชาสามารถเป็นกุนซือได้ เมื่อรู้แล้วก็ต้องรู้จักช่วงใช้และเมื่อช่วงใช้แล้วก็ต้องวางใจ ดังนี้กุนซือผู้นั้นก็จะมีอานุภาพประดุจดั่งกระบี่วิเศษที่สามารถสร้างคุณูปการและความสำเร็จแก่ผู้เป็นนายได้

            จูล่งสะพายกระบี่เข้าที่แล้วรีบขี่ม้าควบฝ่าเข้าไปในหมู่ราษฎรที่บาดเจ็บล้มตายเกลื่อนกลาดแต่ผู้เดียวโดยมิได้หวั่นเกรงต่อกองทหารของโจโฉ จนไปถึงบ้านร้างแห่งหนึ่ง เห็นครอบครัวราษฎรสามสี่คนทั้งนั่งทั้งนอนร้องไห้เพราะความบาดเจ็บ จึงขี่ม้าเข้าไปถามว่าเห็นนางบิฮูหยินภรรยาของเล่าปี่บ้างหรือไม่

            ชายชราผู้หนึ่งเห็นจูล่งก็จำได้ว่าเป็นนายทหารอารักขาครอบครัวเล่าปี่ จึงชี้มือไปทางด้านข้างบ้านร้างนั้น แล้วว่านางบิฮูหยินถูกทวนทหารโจโฉที่ขา ไม่สามารถเดินต่อไปได้ จึงอุ้มบุตรแอบไปซ่อนอยู่ที่ข้างบ้าน

            จูล่งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี รีบขี่ม้าอ้อมไปทางด้านข้างแต่ไม่เห็นนาง    บิฮูหยิน จูล่งได้มองไปโดยรอบเห็นตึกหลังหนึ่งถูกไฟไหม้และพังทะลายลงเหลือแต่ฝาผนัง จึงขี่ม้าเข้าไปในบริเวณตึก เห็นนางบิฮูหยินอุ้มอาเต๊านั่งร้องไห้อยู่ที่ริมบ่อน้ำ จูล่งจึงรีบลงจากหลังม้าวิ่งเข้าไปคำนับนางบิฮูหยินแล้วร้องไห้ตาม

            นางบิฮูหยินอุ้มอาเต๊าหนีทหารโจโฉตั้งแต่ตอนยามสาม พลัดกับจูล่งและเล่าปี่จึงหนีปะปนเข้ามาอยู่ในหมู่ราษฎรที่อพยพมาด้วยกัน ครั้นตอนใกล้สางทหารโจโฉกองหนึ่งได้บุกเข้ามาฆ่าฟันราษฎรบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก ในขณะที่นางบิฮูหยินอุ้มอาเต๊าหนีทหารโจโฉอยู่นั้นถูกทหารโจโฉผู้หนึ่งใช้ทวนแทง แต่บังเอิญนางบิฮูหยินล้มลงพอดี ทวนจึงพลาดไปถูกขา ในขณะที่ชุลมุนอยู่นั้น ทหารของโจโฉก็ผ่านไป นางบิฮูหยินจึงอุ้มอาเต๊าหนีมาซ่อนอยู่ที่ริมตึก แต่พอฟ้าสว่างไม่เห็นทหารของเล่าปี่ เห็นแต่ทหารของโจโฉอยู่โดยรอบก็คิดว่าคงเอาชีวิตไม่รอดแล้ว เป็นห่วงก็แต่อาเต๊าบุตรโทนคนเดียวของเล่าปี่ที่เกิดแต่นางกำฮูหยินว่าจะพลอยตายตามไปด้วย นางคิดถึงเล่าปี่ว่าจะสิ้นผู้สืบสกุลก็เสียใจจึงร้องไห้ซมอยู่ที่ริมบ่อน้ำจนกระทั่งจูล่งมาพบ

            พอเห็นหน้าจูล่งนางบิฮูหยินก็ดีใจ จึงว่า “ท่านพบข้าพเจ้าบัดนี้ก็เหมือนหนึ่งเอาชีวิตลูกข้าพเจ้าไว้ ขอท่านได้มีความกรุณาพาเอาอาเต๊านี้ไปให้บิดาให้ได้เห็นหน้าหน่อยหนึ่งเถิด อันตัวข้าพเจ้านี้ถึงจะตายก็ตามแต่เวรหนหลัง”

            จูล่งได้ฟังดังนั้นจึงว่าข้าพเจ้ามีหน้าที่อารักขาคุ้มครองท่าน แต่ทำผิดหน้าที่ไม่สามารถคุ้มครองรักษาท่านได้ จึงพลัดพรากจากกันทำให้ท่านบาดเจ็บดังนี้ โทษของข้าพเจ้าใหญ่หลวงนัก แต่บัดนี้เมื่อตามมาพบท่านแล้วจึงขอเชิญท่านขึ้นม้าของข้าพเจ้า ส่วนข้าพเจ้าจะเดินนำหน้าตีฝ่าทหารโจโฉพาท่านไปพบเล่าปี่ให้จงได้

            นางบิฮูหยินได้ฟังดังนั้นจึงว่า ขณะนี้ทหารข้าศึกได้รายล้อมอยู่โดยรอบ ตัวข้าพเจ้าบาดเจ็บสาหัสเห็นชีวิตจะไม่รอด ห่วงก็แต่อาเต๊า จะเป็นตายร้ายดีประการใด ขอให้อยู่ในความคุ้มครองดูแลของท่านไปให้ถึงเล่าปี่จงได้ ท่านจงรีบพาอาเต๊ากลับไปหาเล่าปี่ อย่าได้ห่วงข้าพเจ้าอีกเลย

            จูล่งได้ฟังคำมีความหมายประหลาดเป็นทำนองว่าฮูหยินจะไม่กลับไปด้วยก็พรั่นใจ พอเห็นทหารโจโฉรายล้อมใกล้เข้ามาจึงว่า ขอท่านจงรีบขึ้นม้าเถิด หากหน่วงเหนี่ยวเนิ่นช้าอยู่ ทหารโจโฉเข้ามาใกล้แล้วก็จะหนีไปได้โดยยาก

            ในขณะนั้นเสียงทหารโจโฉโห่ร้องกระชับวงล้อมใกล้เข้ามาทุกที นางบิฮูหยินได้ยินเสียงทหารรายล้อมเข้ามาทุกด้านจึงว่า หากท่านห่วงข้าพเจ้าอยู่ก็จะพลอยพากันตายสิ้น อย่าได้ห่วงข้าพเจ้าเลย จงพาอาเต๊ากลับไปหาเล่าปี่เถิด ทิ้งข้าพเจ้าไว้อยู่ที่นี่เพราะหากจะติดตามท่านไปก็จะเป็นเครื่องถ่วงหน้าถ่วงหลังทำให้ท่านพาอาเต๊ากลับไปหาเล่าปี่ไม่ได้

            นางบิฮูหยินกล่าวดังนั้นแล้วก็ร้องไห้หนักขึ้น ในขณะเดียวกันก็อุ้มอาเต๊าส่งให้แก่จูล่ง แต่จูล่งไม่ยอมรับ คะยั้นคะยอให้นางบิฮูหยินรีบขึ้นม้าถึงสองครั้ง สามครั้ง แต่นางบิฮูหยินก็ไม่ยอมขึ้นม้า จูล่งได้อ้อนวอนอยู่เป็นเวลาครู่หนึ่งก็ไม่ได้ผล ในขณะที่เสียงโห่ร้องของทหารโจโฉเข้ามาใกล้เต็มที

            จูล่งจึงกล่าวอย่างหนักแน่นว่าท่านอย่าถ่วงเวลาอยู่อีกเลย จงรีบขึ้นม้า หากล่าช้าต่อไปก็จะพลอยพากันตายสิ้น

            นางบิฮูหยินได้ฟังดังนั้นจึงวางอาเต๊าลงกับพื้น แล้วกระโดดลงในบ่อน้ำ จูล่งเห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบวิ่งไปที่บ่อน้ำเห็นเป็นบ่อลึกและเงียบเสียงสนิทก็รู้ว่านางบิฮูหยินจมน้ำตายแล้ว จูล่งก็ร้องไห้ แล้วรีบกวาดเอาซากตึกซึ่งปรักหักพังขนไปถมในบ่อ หวังจะมิให้ทหารของโจโฉค้นพบศพของนางบิฮูหยิน

            จากนั้นจึงเอาผ้าห่อตัวอาเต๊าผูกเป็นเปล จูล่งแกะกระดุมเสื้อเกราะออกแล้วคาดเปลอาเต๊าไว้กับอกจนแน่นหนา จากนั้นจึงกลัดกระดุมเสื้อเกราะทับอาเต๊าซึ่งอยู่ในเปลนั้นอีกชั้นหนึ่ง รัดกุมดีแล้วจึงรีบขึ้นม้าเตรียมจะขี่ย้อนกลับไปทางสะพานเตียงปัน

            พอจูล่งพ้นจากตึกร้างนั้นได้ไม่ถึงเส้น เห็นฮันเบ๋งทหารรองของโจโฉคุมทหารเดินเท้ากองใหญ่สกัดขวางทางข้างหน้าอยู่ จูล่งจึงขี่ม้าเตรียมตีฝ่าออกไป ฮันเบ๋งเห็นดังนั้นก็ขี่ม้าเข้ารบด้วยจูล่ง

            จูล่งรบกับฮันเบ๋งได้เกือบสามเพลงก็เอาทวนแทงฮันเบ๋งตกม้าตาย พลทหารเดินเท้าลูกน้องของฮันเบ๋งเห็นตัวนายตายก็แตกตื่นตกใจไม่คิดอ่านสู้รบ จูล่งจึงขี่ม้าฝ่าออกไปได้

            จูล่งกรำศึกปะทะกับทหารของโจโฉตั้งแต่ยามสามจนกระทั่งตกสายของวันใหม่ก็อ่อนล้าอิดโรยลง แต่ความสำนึกในภาระหน้าที่ที่สำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตัวในบัดนี้คือการปกป้องคุ้มครองอาเต๊าบุตรโทนของเล่าปี่ให้ไปถึงเล่าปี่โดยปลอดภัยให้จงได้

            รำลึกดังนี้แล้วรู้สึกว่าอาเต๊านิ่งอยู่ในอ้อมอกไม่เคลื่อนไหวก็ตกใจ จูล่งเอามือคลำที่หน้าอกรู้สึกว่าอาเต๊ายังหายใจเป็นปกติอยู่ก็ยินดี นึกชมบุญของอาเต๊าว่าอยู่ในเปลอันอึดอัดใต้เสื้อเกราะที่ทั้งเปรอะเปื้อนแดงฉานและยังเหม็นกลิ่นคาวเลือดข้าศึกก็ยังอุตส่าห์หลับได้สนิท ไม่ดิ้นรนหรือร้องไห้รบกวนสมาธิของเราเลย ฤาว่าวันหน้าอาเต๊าจะได้เป็นพระกษัตริย์

            จูล่งรำลึกดังนี้แล้วความปราโมทย์จึงเกิดขึ้นกับจิต ขจัดความอ่อนล้าโรยแรงไปสิ้น บังเกิดความกระปรี้กระเปร่าเข้าแทนที่ จูล่งยืดอกหายใจลึก ๆ แล้วควบม้าออกไป

            พอพ้นทหารฮันเบ๋งได้ไม่นาน ก็เห็นเตียวคับคุมทหารสกัดขวางทางข้างหน้าอยู่อีกกองหนึ่ง จูล่งไม่มีทางเลี่ยงหนีไปทางอื่นได้จึงขี่ม้าตรงเข้าไปโดยไม่ยำเกรงต่อกองทหารของโจโฉ เตียวคับเห็นจูล่งขี่ม้ามาแต่ผู้เดียวก็ชักม้าตรงเข้ารบกับจูล่ง.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘