ตอนที่ 227. บทสรุปของเนื้อที่คิดพึ่งเสือ
ชัวมอและเตียวอุ๋นสองนายทหารใหญ่เมืองเกงจิ๋วเดินทางกลับเมืองซงหยงด้วยความอิ่มเอมเปรมใจในโชควาสนาที่โจโฉเอื้อให้ ต่างวาดหวังอนาคตข้างหน้าว่าเมื่อเล่าจ๋องออกไปนอบน้อมโจโฉตามประเพณีแล้ว ความสมบูรณ์พูนสุขในทรัพย์สิ่งสินและอำนาจในเมืองเกงจิ๋วจะเกิดกับตัวเป็นอันมาก
เมื่อกลับเข้าถึงเมืองซงหยงชัวมอและเตียวอุ๋นจึงนำความทั้งปวงรายงานให้เล่าจ๋องทราบ เล่าจ๋องเจ้าเมืองผู้เยาว์ไม่แจ้งในเจตนาอันแท้จริงของโจโฉ ครั้นได้ยินคำสองขุนนางผู้ใหญ่พรรณนาความสำเร็จและอนาคตที่จะอยู่ในอำนาจครองเมืองเกงจิ๋วสืบไปก็มีความยินดี สั่งการให้ตบแต่งศาลาว่าราชการเมืองซงหยงและประดับธงทิวตามถนนหนทางจากประตูเมืองมาจนถึงศาลาว่าราชการอย่างสวยงาม และสมเกียรติของอัครมหาเสนาบดี ทั้งสั่งการให้ชาวเมืองแต่งเครื่องสักการะบูชาโจโฉตลอดสองข้างทาง ตั้งแต่ประตูเมืองมาจนถึงศาลาว่าราชการเมืองซงหยง และสั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่เตรียมการพิธีออกไปคำนับโจโฉตามประเพณีที่หัวเมืองซึ่งยอมอ่อนน้อมพึงปฏิบัติต่อผู้บัญชาการใหญ่ของกองทัพเมืองหลวงให้พร้อมจงทุกประการ
ครั้นสั่งการเสร็จสิ้นแล้ว เล่าจ๋องจึงเข้าไปหานางชัวฮูหยินผู้เป็นมารดาแล้วแจ้งความทั้งปวงให้นางชัวฮูหยินทราบ เพื่อเตรียมตัวออกไปคำนับโจโฉพร้อมกันในวันรุ่งขึ้น
ครั้นรุ่งเช้าเล่าจ๋องเจ้าเมืองใหม่แห่งเกงจิ๋ว นางชัวฮูหยินผู้เป็นมารดา และชัวมอ เตียวอุ๋น สองขุนนางผู้ใหญ่จึงได้นำขบวนแห่พร้อมด้วยตราสำหรับเมืองเกงจิ๋ว และข้าวของทั้งปวงออกจากเมืองซงหยงไปที่ค่ายของโจโฉที่ริมแม่น้ำ
พอไปถึงค่ายหลวงของโจโฉก็พากันเข้าไปคำนับ มอบตราสำหรับเมืองและบรรดาข้าวของทั้งปวงที่เตรียมมาสำหรับการพิธีอ่อนน้อมแก่โจโฉ
โจโฉเห็นการทั้งปวงสำเร็จดังความคิดก็มีใจยินดี กล่าวกับเล่าจ๋องว่าที่เล่าเปียวเคยแข็งข้อขัดขืนต่อราชสำนักนั้น เมื่อสิ้นบุญเล่าเปียวแล้วเราก็ไม่ถือโทษ การที่เจ้าและบรรดาขุนนางข้าราชการเมืองเกงจิ๋วได้พร้อมใจกันสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักนั้น เป็นการกระทำที่ถูก ที่ชอบด้วยธรรมเนียมประเพณีการปกครองมาแต่ก่อน เราขอบใจพวกเจ้าทุกคน และจะทำนุบำรุงให้มีความสุขสืบไป
เล่าจ๋องได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี คำนับโจโฉแล้วว่าบัดนี้ข้าพเจ้าได้ตบแต่งเมือง เตรียมการต้อนรับท่านอัครมหาเสนาบดีอย่างสมเกียรติแล้ว ดังนั้นจึงขอเชิญท่านเข้าไปตรวจราชการในเมืองซงหยงพร้อมกัน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ทหารและราษฎรทั้งปวง
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็รับคำ สั่งให้เคลื่อนกองทัพจากริมแม่น้ำยกไปตั้งอยู่ที่นอกเมืองซงหยง ส่วนตัวโจโฉและบรรดานายทหารที่สนิทพร้อมกับเล่าจ๋อง นางชัวฮูหยิน และชัวมอ เตียวอุ๋น ได้เดินทางเข้าไปในเมืองท่ามกลางการต้อนรับบูชาอย่างยิ่งใหญ่ตลอดสองข้างทาง
พอถึงศาลาว่าราชการเมืองซงหยง นายทหารคนสนิทที่ติดตามโจโฉมาได้เชิญโจโฉขึ้นไปนั่งบนที่ว่าราชการ และจัดให้เล่าจ๋อง นางชัวฮูหยิน และบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงของเมืองซงหยงยืนอยู่ข้างล่าง
พอโจโฉก้าวขึ้นไปนั่งบนที่ว่าราชการ บรรดาคนทั้งนั้นต่างคำนับ และอวยพรโจโฉพร้อมกันด้วยความยินดี เพราะเห็นว่าสถานการณ์เช่นนี้เป็นสถานการณ์ที่การรบราฆ่าฟันและควันไฟแห่งสงครามได้รอดพ้นไปจากเมืองซงหยงแล้ว ทุกคนจะได้มีความสุขถ้วนหน้ากัน
จะมีก็แต่เล่าจ๋องและนางชัวฮูหยินผู้มารดาเท่านั้นที่รู้สึกว่าเหตุการณ์ผิดสังเกตคล้าย ๆ กับว่าอำนาจในเมืองซงหยงได้ถูกโจโฉยึดไปสิ้นเชิงแล้ว และเริ่มกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป แต่ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้นก็ไม่สามารถทำประการใดได้ จึงได้แต่ปฏิบัติตามบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวง
โจโฉกวาดสายตาไปทั่วศาลาว่าราชการแล้ว จึงเรียกเก๊งอวดที่ปรึกษาเก่าของเล่าเปียวซึ่งโจโฉรู้กิตติศัพท์มาแต่ก่อนว่ามีสติปัญญาเป็นอันมากให้ออกมายืนอยู่ข้างหน้าที่ว่าราชการ แล้วปรารภขึ้นว่า “ตัวเราได้เมืองเกงจิ๋วบัดนี้ใช่จะมีความยินดีหามิได้ ซึ่งเราได้ตัวท่านนี้มีความยินดียิ่งกว่าได้เมืองเกงจิ๋วอีก”
เก๊งอวดได้ฟังคำโจโฉก็น้อมตัวลงคำนับเป็นเชิงขอบคุณที่โจโฉได้ให้ความสำคัญ โจโฉจึงกล่าวต่อไปว่าเราได้ยินกิตติศัพท์ของท่านมาตั้งแต่ครั้งเรารบกับเตียวสิ้วและเล่าเปียว มาบัดนี้เมื่อเมืองเกงจิ๋วขึ้นต่อราชสำนักแล้ว ตัวท่านก็เหมือนขึ้นอยู่กับการบังคับบัญชาของเรา แต่นี้ไปจงตั้งหน้าทำราชการตามปกติ ทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎรให้เป็นสุข
ว่าแล้วโจโฉจึงออกคำสั่งตั้งให้เก๊งอวดเป็นเจ้าเมืองกังเหลง ตั้งให้ฮูสวนและอองซานเป็นขุนนางผู้ใหญ่ของเมืองเกงจิ๋ว และแต่งตั้งให้เล่าจ๋องเป็นเจ้าเมืองเฉงจิ๋ว
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ณ บัดนี้ เหมือนกับเหตุการณ์เมื่อครั้งที่อ้วนเสี้ยวยกไปช่วยเมืองกิจิ๋วแล้วยึดอำนาจปกครอง ปลดเจ้าเมืองตลอดจนขุนนางข้าราชการทั้งปวงออกจากตำแหน่งและแต่งตั้งคนที่ไว้วางใจเข้าดำรงตำแหน่งแทน โจโฉได้ใช้อำนาจรัฐแต่งตั้งเจ้าเมืองให้ไปครองหัวเมืองที่ขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋ว และแต่งตั้งขุนนางผู้ใหญ่ของเมืองเกงจิ๋วตามใจชอบ
การตั้งเล่าจ๋องเป็นเจ้าเมืองเฉงจิ๋ว ซึ่งเป็นหัวเมืองจัตวาขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วนั้น เนื้อแท้ก็คือการปลดเล่าจ๋องออกจากตำแหน่ง และนี่คือการยึดอำนาจเมืองเกงจิ๋วอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เหมือนกับเมื่อครั้งที่อ้วนเสี้ยวยึดอำนาจปกครองเมืองกิจิ๋วทุกประการ
โจโฉปลดเล่าจ๋องออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองเกงจิ๋ว และตั้งให้เป็นเจ้าเมืองเฉงจิ๋วแล้ว ก็ออกคำสั่งให้เล่าจ๋องรีบเดินทางไปรับตำแหน่งที่เมืองเฉงจิ๋วในทันที นี่ก็คือการเนรเทศจากตำแหน่งเจ้าเมืองใหญ่ของหัวเมืองฝ่ายใต้ให้ไปอยู่ที่เมืองเล็ก ๆ แบบเสียไม่ได้เท่านั้น
นี่คือทัณฑ์จากสวรรค์ที่ลงแก่เล่าจ๋องผู้เป็นบุตรอกตัญญู และหาสติปัญญามิได้ ที่ว่าเป็นบุตรอกตัญญู หาสติปัญญามิได้นั้นเนื่องเพราะตัวเป็นแซ่ “เล่า” เป็นเชื้อสายของพระราชวงศ์ฮั่น ได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองโดยมิชอบไม่ทันไร ก็คิดเห็นญาติพี่น้องของตัวเองเป็นศัตรู ที่ต้องรบราฆ่าฟันให้ล้มตายกันไปข้างหนึ่ง เท่านั้นยังไม่พอยังคิดชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน ยอมพึ่งพาสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉ จึงต้องรับชะตากรรมดั่งนี้
แต่ความผิดทั้งนี้จะตำหนิเล่าจ๋องทั้งหมดนั้นก็จะไม่เป็นธรรมแก่เล่าจ๋องนัก เพราะการตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับเล่ากี๋ผู้พี่ และเล่าปี่ผู้เป็นอา แล้วยอมเข้าสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉ เป็นเพราะบรรดาที่ปรึกษาแลขุนนางข้าราชการของเมืองเกงจิ๋วซึ่งเล่าเปียวได้ชุบเลี้ยงมาแต่ก่อนได้ร่วมกันหว่านล้อมชักจูงจนไม่เห็นทางออกเป็นประการอื่น แลเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ความผิดในประการนี้ต้องโทษเล่าเปียวที่ชุบเลี้ยงคนชั่วและคนฉวยโอกาสให้มีอำนาจในบ้านเมือง ผลกรรมนั้นจึงตกทอดถึงลูกหลาน และทำให้อำนาจวาสนาในเมืองเกงจิ๋วรักษาไว้ไม่ได้ ต้องตกไปเป็นของคนอื่นดังนี้
แต่เล่าจ๋องนั้นแม้จะยังเป็นเด็ก แต่ก็ได้ศึกษาประวัติศาสตร์มาไม่น้อย พอได้ยินว่าโจโฉแต่งตั้งให้ตัวเป็นเจ้าเมืองเฉงจิ๋ว และให้รีบเดินทางไปรับตำแหน่ง ก็รู้ว่าบัดนี้โจโฉได้ยึดอำนาจปกครองเมืองเกงจิ๋วเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิ่งที่โจโฉกระทำต่อตนก็คือการเนรเทศออกไปอยู่หัวเมืองและดีร้ายก็อาจถูกสังหารในระหว่างทางก็ตกใจเป็นอันมาก
เมื่อรู้ทีรู้ท่าดังนี้แล้ว เล่าจ๋องจึงคุกเข่าลงอ้อนวอนต่อโจโฉว่า “ซึ่งท่านจะตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นเจ้าเมืองเฉงจิ๋วนั้น คุณมหาอุปราชหาที่สุดมิได้ ซึ่งข้าพเจ้าอุตส่าห์ออกมาคำนับท่านทั้งนี้ ใช่จะมีความปรารถนาเป็นเจ้าบ้านผ่านเมืองนั้นหามิได้ ข้าพเจ้าจะขอเป็นแต่ไพร่อยู่ในเมืองเกงจิ๋วนี้จะได้รักษาศพของบิดาและญาติทั้งปวงตามประเพณี ขอท่านได้กรุณาแก่ข้าพเจ้าเถิด”
ความอันเล่าจ๋องกล่าวกับโจโฉทั้งนี้ แม้มิได้บ่งบอกชัดว่ารู้ตัวว่าจะต้องถูกสังหาร แต่ก็แสดงออกถึงความรักตัวกลัวตาย และตระหนักถึงภัยในระหว่างถูกเนรเทศ ดังนั้นจึงแสดงเจตนาไม่รับตำแหน่งเจ้าเมืองแต่ขอเป็นราษฎรสามัญ โดยอ้างว่าเพื่อเซ่นบูชาศพของบิดาและญาติพี่น้องตามประเพณีเท่านั้น
โจโฉด้านหนึ่งรู้ทันความคิดของเล่าจ๋อง และอีกด้านหนึ่งย่อมเป็นวิสัยของคนคิดการใหญ่ที่จะต้องหวาดระแวงศัตรู ว่าตราบใดที่รากหญ้าคายังไม่ถูกกำจัดหมดสิ้น ยังคงฝังอยู่ในแผ่นดินแล้ว เมื่อใดเป็นฤดูฝนสายฝนหลั่งรดแล้ว รากหญ้าคาอันฝังอยู่ในดินนั้นก็ย่อมเจริญงอกงามขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง หากใจอ่อนปล่อยให้เล่าจ๋องอยู่ในเมืองเกงจิ๋วต่อไป แม้จะอยู่ในฐานะที่เป็นราษฎรสามัญ แต่หากวันใดโอกาสเอื้ออำนวยแล้ว ก็จะคิดอ่านแข็งอำนาจขึ้นมาได้
ดังนั้นเมื่อได้ฟังคำเล่าจ๋องแล้ว โจโฉจึงตอบว่า “ซึ่งเราจะให้ท่านไปอยู่เมืองเฉงจิ๋วบัดนี้ด้วยความเอ็นดูท่าน เห็นว่าเมืองเฉงจิ๋วกับเมืองหลวงใกล้กัน ท่านจะได้เข้าเฝ้าแหนพระเจ้าเหี้ยนเต้ ประการหนึ่งท่านจะอยู่ในเมืองเกงจิ๋วนี้ไกลพระเจ้าเหี้ยนเต้ แลเป็นที่เบียดเบียนแก่คนทั้งปวงจะอยู่มิสบาย จะได้ความเดือดร้อนเมื่อปลายมือ”
ลีลาการเจรจาความเมืองของโจโฉดังนี้นับเป็นลีลาชั้นครู ที่แม้ยึดอำนาจเขามาแล้วคิดขับไล่ไสส่ง ก็ยังคิดอ่านหาเหตุผลที่หากฟังผิวเผินแล้วตั้งอยู่ในทำนองคลองธรรม และความปรารถนาดีเป็นล้นพ้น นี่คือข้อพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งว่า “การเมืองคือสงครามที่ไม่หลั่งเลือด” ซึ่งเหมาเจ๋อตงประธานพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ได้พร่ำเตือนแก่สหายร่วมรบมิให้ประมาทในเรื่องการเมือง เพราะมีความโหดเหี้ยมอำมหิตเท่า ๆ กันกับสงคราม
เล่าจ๋องได้ฟังดังนั้นก็มิรู้ที่จะทัดทานประการใดได้ เพราะเกรงกลัวอำนาจของโจโฉจนเหลือประมาณ จึงคำนับรับคำสั่งแต่โดยดี
โจโฉจึงสั่งให้เล่าจ๋องรีบออกเดินทางจากเมืองซงหยงไปรับตำแหน่งที่เมืองเฉงจิ๋วแต่เพลานั้น
เล่าจ๋องคำนับลาโจโฉออกมาแล้ว พามารดาและคนสนิทพร้อมข้าวของสัมภาระส่วนตัวออกเดินทางไปเมืองเฉงจิ๋ว โดยมีขุนนางเก่าและพรรคพวกที่รู้จักนับถือติดตามออกมาส่งเป็นขบวนเล็กๆ ขบวนหนึ่ง
พอขบวนของเล่าจ๋องมาถึงริมฝั่งแม่น้ำที่จะข้ามจากแดนเมืองซงหยงไปยังแดนเมืองเฉงจิ๋ว บรรดาขุนนางเก่าและพรรคพวกที่ติดตามมาก็ได้คำนับอำลาและส่งเล่าจ๋องเพียงริมฝั่งแม่น้ำนั้น คงเหลือแต่อองอุ้ยขุนนางเก่าผู้ภักดีที่ขอติดตามเล่าจ๋องไปเมืองเฉงจิ๋ว
หลังจากที่เล่าจ๋องคำนับลาโจโฉออกไปจัดแจงเดินทางไปรับตำแหน่งที่เมืองเฉงจิ๋วนั้น โจโฉได้เรียกอิกิ๋มเข้ามากระซิบสั่งว่า เล่าจ๋องบุตรเล่าเปียวผู้นี้อุปมาเหมือนลูกเสือ หากเลี้ยงไว้ก็จะเป็นอันตรายในภายหน้า แต่จะฆ่าเสียที่นี่เล่าคนทั้งปวงก็จักครหานินทาได้ แลพรรคพวกเก่าของเล่าเปียวก็จะผูกพยาบาทต่อตัวเรา ดังนั้นเราจึงวางอุบายให้เล่าจ๋องไปอยู่เมืองเฉงจิ๋ว ในระหว่างทางให้ท่านคุมทหารรีบตามขบวนของเล่าจ๋องไปแล้วสังหารเสียให้สิ้น อย่าให้เหลือร่องรอย
อิกิ๋มรับคำสั่งโจโฉแล้วก็คำนับลาออกมา จัดแจงทหารที่ไว้วางใจคอยทีอยู่ พอรู้ว่าขบวนของเล่าจ๋องออกเดินทางพักหนึ่งแล้วก็คุมทหารติดตามไป
อิกิ๋มลอบพาทหารติดตามขบวนของเล่าจ๋องไปอย่างเงียบเชียบ ถ่วงเวลาไว้จนใกล้ค่ำ เห็นปลอดคนแล้วจึงคุมทหารยกไปสกัดขบวนของเล่าจ๋องไว้ แล้วตวาดว่าไอ้ลูกศัตรู จะรีบหนีไปไหน บัดนี้ท่านอัครมหาเสนาบดีมีคำสั่งให้เรามาตัดศีรษะเสียให้สิ้น อย่าได้วุ่นวายไปเลย จงยอมให้เราตัดศีรษะแต่โดยดี
เล่าจ๋องได้ฟังดังนั้นก็ตกใจไม่รู้ที่จะพูดประการใด กอดเอานางชัวฮูหยินผู้เป็นมารดาไว้แน่น นางชัวฮูหยินก็ตกใจพอกัน รู้ตัวว่าความตายกำลังเยื้องกรายเข้ามาพรากชีวิตสองแม่ลูก จึงกอดเล่าจ๋องไว้กับอกแล้วร้องไห้
อองอุ้ยขุนนางเก่าเห็นดังนั้นก็โกรธอิกิ๋ม และสงสารสองแม่ลูกเป็นอันมาก ดังนั้นแม้ว่าอองอุ้ยจะมีอายุเลยวัยกลางคนไปแล้ว แต่ด้วยน้ำใจที่ยังภักดีต่อเล่าเปียวไม่มีเสื่อมคลาย จึงชักกระบี่ตรงเข้าไปจะฟันอิกิ๋มเพื่อหวังจะช่วยเหลือสองแม่ลูกให้รอดจากอันตราย
บทสรุปของเนื้อสมันที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว แล้วขอเข้าไปพึ่งเสือ ย่อมเป็นเช่นนี้.
เมื่อกลับเข้าถึงเมืองซงหยงชัวมอและเตียวอุ๋นจึงนำความทั้งปวงรายงานให้เล่าจ๋องทราบ เล่าจ๋องเจ้าเมืองผู้เยาว์ไม่แจ้งในเจตนาอันแท้จริงของโจโฉ ครั้นได้ยินคำสองขุนนางผู้ใหญ่พรรณนาความสำเร็จและอนาคตที่จะอยู่ในอำนาจครองเมืองเกงจิ๋วสืบไปก็มีความยินดี สั่งการให้ตบแต่งศาลาว่าราชการเมืองซงหยงและประดับธงทิวตามถนนหนทางจากประตูเมืองมาจนถึงศาลาว่าราชการอย่างสวยงาม และสมเกียรติของอัครมหาเสนาบดี ทั้งสั่งการให้ชาวเมืองแต่งเครื่องสักการะบูชาโจโฉตลอดสองข้างทาง ตั้งแต่ประตูเมืองมาจนถึงศาลาว่าราชการเมืองซงหยง และสั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่เตรียมการพิธีออกไปคำนับโจโฉตามประเพณีที่หัวเมืองซึ่งยอมอ่อนน้อมพึงปฏิบัติต่อผู้บัญชาการใหญ่ของกองทัพเมืองหลวงให้พร้อมจงทุกประการ
ครั้นสั่งการเสร็จสิ้นแล้ว เล่าจ๋องจึงเข้าไปหานางชัวฮูหยินผู้เป็นมารดาแล้วแจ้งความทั้งปวงให้นางชัวฮูหยินทราบ เพื่อเตรียมตัวออกไปคำนับโจโฉพร้อมกันในวันรุ่งขึ้น
ครั้นรุ่งเช้าเล่าจ๋องเจ้าเมืองใหม่แห่งเกงจิ๋ว นางชัวฮูหยินผู้เป็นมารดา และชัวมอ เตียวอุ๋น สองขุนนางผู้ใหญ่จึงได้นำขบวนแห่พร้อมด้วยตราสำหรับเมืองเกงจิ๋ว และข้าวของทั้งปวงออกจากเมืองซงหยงไปที่ค่ายของโจโฉที่ริมแม่น้ำ
พอไปถึงค่ายหลวงของโจโฉก็พากันเข้าไปคำนับ มอบตราสำหรับเมืองและบรรดาข้าวของทั้งปวงที่เตรียมมาสำหรับการพิธีอ่อนน้อมแก่โจโฉ
โจโฉเห็นการทั้งปวงสำเร็จดังความคิดก็มีใจยินดี กล่าวกับเล่าจ๋องว่าที่เล่าเปียวเคยแข็งข้อขัดขืนต่อราชสำนักนั้น เมื่อสิ้นบุญเล่าเปียวแล้วเราก็ไม่ถือโทษ การที่เจ้าและบรรดาขุนนางข้าราชการเมืองเกงจิ๋วได้พร้อมใจกันสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักนั้น เป็นการกระทำที่ถูก ที่ชอบด้วยธรรมเนียมประเพณีการปกครองมาแต่ก่อน เราขอบใจพวกเจ้าทุกคน และจะทำนุบำรุงให้มีความสุขสืบไป
เล่าจ๋องได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี คำนับโจโฉแล้วว่าบัดนี้ข้าพเจ้าได้ตบแต่งเมือง เตรียมการต้อนรับท่านอัครมหาเสนาบดีอย่างสมเกียรติแล้ว ดังนั้นจึงขอเชิญท่านเข้าไปตรวจราชการในเมืองซงหยงพร้อมกัน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ทหารและราษฎรทั้งปวง
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็รับคำ สั่งให้เคลื่อนกองทัพจากริมแม่น้ำยกไปตั้งอยู่ที่นอกเมืองซงหยง ส่วนตัวโจโฉและบรรดานายทหารที่สนิทพร้อมกับเล่าจ๋อง นางชัวฮูหยิน และชัวมอ เตียวอุ๋น ได้เดินทางเข้าไปในเมืองท่ามกลางการต้อนรับบูชาอย่างยิ่งใหญ่ตลอดสองข้างทาง
พอถึงศาลาว่าราชการเมืองซงหยง นายทหารคนสนิทที่ติดตามโจโฉมาได้เชิญโจโฉขึ้นไปนั่งบนที่ว่าราชการ และจัดให้เล่าจ๋อง นางชัวฮูหยิน และบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงของเมืองซงหยงยืนอยู่ข้างล่าง
พอโจโฉก้าวขึ้นไปนั่งบนที่ว่าราชการ บรรดาคนทั้งนั้นต่างคำนับ และอวยพรโจโฉพร้อมกันด้วยความยินดี เพราะเห็นว่าสถานการณ์เช่นนี้เป็นสถานการณ์ที่การรบราฆ่าฟันและควันไฟแห่งสงครามได้รอดพ้นไปจากเมืองซงหยงแล้ว ทุกคนจะได้มีความสุขถ้วนหน้ากัน
จะมีก็แต่เล่าจ๋องและนางชัวฮูหยินผู้มารดาเท่านั้นที่รู้สึกว่าเหตุการณ์ผิดสังเกตคล้าย ๆ กับว่าอำนาจในเมืองซงหยงได้ถูกโจโฉยึดไปสิ้นเชิงแล้ว และเริ่มกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป แต่ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้นก็ไม่สามารถทำประการใดได้ จึงได้แต่ปฏิบัติตามบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวง
โจโฉกวาดสายตาไปทั่วศาลาว่าราชการแล้ว จึงเรียกเก๊งอวดที่ปรึกษาเก่าของเล่าเปียวซึ่งโจโฉรู้กิตติศัพท์มาแต่ก่อนว่ามีสติปัญญาเป็นอันมากให้ออกมายืนอยู่ข้างหน้าที่ว่าราชการ แล้วปรารภขึ้นว่า “ตัวเราได้เมืองเกงจิ๋วบัดนี้ใช่จะมีความยินดีหามิได้ ซึ่งเราได้ตัวท่านนี้มีความยินดียิ่งกว่าได้เมืองเกงจิ๋วอีก”
เก๊งอวดได้ฟังคำโจโฉก็น้อมตัวลงคำนับเป็นเชิงขอบคุณที่โจโฉได้ให้ความสำคัญ โจโฉจึงกล่าวต่อไปว่าเราได้ยินกิตติศัพท์ของท่านมาตั้งแต่ครั้งเรารบกับเตียวสิ้วและเล่าเปียว มาบัดนี้เมื่อเมืองเกงจิ๋วขึ้นต่อราชสำนักแล้ว ตัวท่านก็เหมือนขึ้นอยู่กับการบังคับบัญชาของเรา แต่นี้ไปจงตั้งหน้าทำราชการตามปกติ ทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎรให้เป็นสุข
ว่าแล้วโจโฉจึงออกคำสั่งตั้งให้เก๊งอวดเป็นเจ้าเมืองกังเหลง ตั้งให้ฮูสวนและอองซานเป็นขุนนางผู้ใหญ่ของเมืองเกงจิ๋ว และแต่งตั้งให้เล่าจ๋องเป็นเจ้าเมืองเฉงจิ๋ว
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ณ บัดนี้ เหมือนกับเหตุการณ์เมื่อครั้งที่อ้วนเสี้ยวยกไปช่วยเมืองกิจิ๋วแล้วยึดอำนาจปกครอง ปลดเจ้าเมืองตลอดจนขุนนางข้าราชการทั้งปวงออกจากตำแหน่งและแต่งตั้งคนที่ไว้วางใจเข้าดำรงตำแหน่งแทน โจโฉได้ใช้อำนาจรัฐแต่งตั้งเจ้าเมืองให้ไปครองหัวเมืองที่ขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋ว และแต่งตั้งขุนนางผู้ใหญ่ของเมืองเกงจิ๋วตามใจชอบ
การตั้งเล่าจ๋องเป็นเจ้าเมืองเฉงจิ๋ว ซึ่งเป็นหัวเมืองจัตวาขึ้นต่อเมืองเกงจิ๋วนั้น เนื้อแท้ก็คือการปลดเล่าจ๋องออกจากตำแหน่ง และนี่คือการยึดอำนาจเมืองเกงจิ๋วอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เหมือนกับเมื่อครั้งที่อ้วนเสี้ยวยึดอำนาจปกครองเมืองกิจิ๋วทุกประการ
โจโฉปลดเล่าจ๋องออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองเกงจิ๋ว และตั้งให้เป็นเจ้าเมืองเฉงจิ๋วแล้ว ก็ออกคำสั่งให้เล่าจ๋องรีบเดินทางไปรับตำแหน่งที่เมืองเฉงจิ๋วในทันที นี่ก็คือการเนรเทศจากตำแหน่งเจ้าเมืองใหญ่ของหัวเมืองฝ่ายใต้ให้ไปอยู่ที่เมืองเล็ก ๆ แบบเสียไม่ได้เท่านั้น
นี่คือทัณฑ์จากสวรรค์ที่ลงแก่เล่าจ๋องผู้เป็นบุตรอกตัญญู และหาสติปัญญามิได้ ที่ว่าเป็นบุตรอกตัญญู หาสติปัญญามิได้นั้นเนื่องเพราะตัวเป็นแซ่ “เล่า” เป็นเชื้อสายของพระราชวงศ์ฮั่น ได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองโดยมิชอบไม่ทันไร ก็คิดเห็นญาติพี่น้องของตัวเองเป็นศัตรู ที่ต้องรบราฆ่าฟันให้ล้มตายกันไปข้างหนึ่ง เท่านั้นยังไม่พอยังคิดชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน ยอมพึ่งพาสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉ จึงต้องรับชะตากรรมดั่งนี้
แต่ความผิดทั้งนี้จะตำหนิเล่าจ๋องทั้งหมดนั้นก็จะไม่เป็นธรรมแก่เล่าจ๋องนัก เพราะการตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับเล่ากี๋ผู้พี่ และเล่าปี่ผู้เป็นอา แล้วยอมเข้าสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉ เป็นเพราะบรรดาที่ปรึกษาแลขุนนางข้าราชการของเมืองเกงจิ๋วซึ่งเล่าเปียวได้ชุบเลี้ยงมาแต่ก่อนได้ร่วมกันหว่านล้อมชักจูงจนไม่เห็นทางออกเป็นประการอื่น แลเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ความผิดในประการนี้ต้องโทษเล่าเปียวที่ชุบเลี้ยงคนชั่วและคนฉวยโอกาสให้มีอำนาจในบ้านเมือง ผลกรรมนั้นจึงตกทอดถึงลูกหลาน และทำให้อำนาจวาสนาในเมืองเกงจิ๋วรักษาไว้ไม่ได้ ต้องตกไปเป็นของคนอื่นดังนี้
แต่เล่าจ๋องนั้นแม้จะยังเป็นเด็ก แต่ก็ได้ศึกษาประวัติศาสตร์มาไม่น้อย พอได้ยินว่าโจโฉแต่งตั้งให้ตัวเป็นเจ้าเมืองเฉงจิ๋ว และให้รีบเดินทางไปรับตำแหน่ง ก็รู้ว่าบัดนี้โจโฉได้ยึดอำนาจปกครองเมืองเกงจิ๋วเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิ่งที่โจโฉกระทำต่อตนก็คือการเนรเทศออกไปอยู่หัวเมืองและดีร้ายก็อาจถูกสังหารในระหว่างทางก็ตกใจเป็นอันมาก
เมื่อรู้ทีรู้ท่าดังนี้แล้ว เล่าจ๋องจึงคุกเข่าลงอ้อนวอนต่อโจโฉว่า “ซึ่งท่านจะตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นเจ้าเมืองเฉงจิ๋วนั้น คุณมหาอุปราชหาที่สุดมิได้ ซึ่งข้าพเจ้าอุตส่าห์ออกมาคำนับท่านทั้งนี้ ใช่จะมีความปรารถนาเป็นเจ้าบ้านผ่านเมืองนั้นหามิได้ ข้าพเจ้าจะขอเป็นแต่ไพร่อยู่ในเมืองเกงจิ๋วนี้จะได้รักษาศพของบิดาและญาติทั้งปวงตามประเพณี ขอท่านได้กรุณาแก่ข้าพเจ้าเถิด”
ความอันเล่าจ๋องกล่าวกับโจโฉทั้งนี้ แม้มิได้บ่งบอกชัดว่ารู้ตัวว่าจะต้องถูกสังหาร แต่ก็แสดงออกถึงความรักตัวกลัวตาย และตระหนักถึงภัยในระหว่างถูกเนรเทศ ดังนั้นจึงแสดงเจตนาไม่รับตำแหน่งเจ้าเมืองแต่ขอเป็นราษฎรสามัญ โดยอ้างว่าเพื่อเซ่นบูชาศพของบิดาและญาติพี่น้องตามประเพณีเท่านั้น
โจโฉด้านหนึ่งรู้ทันความคิดของเล่าจ๋อง และอีกด้านหนึ่งย่อมเป็นวิสัยของคนคิดการใหญ่ที่จะต้องหวาดระแวงศัตรู ว่าตราบใดที่รากหญ้าคายังไม่ถูกกำจัดหมดสิ้น ยังคงฝังอยู่ในแผ่นดินแล้ว เมื่อใดเป็นฤดูฝนสายฝนหลั่งรดแล้ว รากหญ้าคาอันฝังอยู่ในดินนั้นก็ย่อมเจริญงอกงามขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง หากใจอ่อนปล่อยให้เล่าจ๋องอยู่ในเมืองเกงจิ๋วต่อไป แม้จะอยู่ในฐานะที่เป็นราษฎรสามัญ แต่หากวันใดโอกาสเอื้ออำนวยแล้ว ก็จะคิดอ่านแข็งอำนาจขึ้นมาได้
ดังนั้นเมื่อได้ฟังคำเล่าจ๋องแล้ว โจโฉจึงตอบว่า “ซึ่งเราจะให้ท่านไปอยู่เมืองเฉงจิ๋วบัดนี้ด้วยความเอ็นดูท่าน เห็นว่าเมืองเฉงจิ๋วกับเมืองหลวงใกล้กัน ท่านจะได้เข้าเฝ้าแหนพระเจ้าเหี้ยนเต้ ประการหนึ่งท่านจะอยู่ในเมืองเกงจิ๋วนี้ไกลพระเจ้าเหี้ยนเต้ แลเป็นที่เบียดเบียนแก่คนทั้งปวงจะอยู่มิสบาย จะได้ความเดือดร้อนเมื่อปลายมือ”
ลีลาการเจรจาความเมืองของโจโฉดังนี้นับเป็นลีลาชั้นครู ที่แม้ยึดอำนาจเขามาแล้วคิดขับไล่ไสส่ง ก็ยังคิดอ่านหาเหตุผลที่หากฟังผิวเผินแล้วตั้งอยู่ในทำนองคลองธรรม และความปรารถนาดีเป็นล้นพ้น นี่คือข้อพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งว่า “การเมืองคือสงครามที่ไม่หลั่งเลือด” ซึ่งเหมาเจ๋อตงประธานพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ได้พร่ำเตือนแก่สหายร่วมรบมิให้ประมาทในเรื่องการเมือง เพราะมีความโหดเหี้ยมอำมหิตเท่า ๆ กันกับสงคราม
เล่าจ๋องได้ฟังดังนั้นก็มิรู้ที่จะทัดทานประการใดได้ เพราะเกรงกลัวอำนาจของโจโฉจนเหลือประมาณ จึงคำนับรับคำสั่งแต่โดยดี
โจโฉจึงสั่งให้เล่าจ๋องรีบออกเดินทางจากเมืองซงหยงไปรับตำแหน่งที่เมืองเฉงจิ๋วแต่เพลานั้น
เล่าจ๋องคำนับลาโจโฉออกมาแล้ว พามารดาและคนสนิทพร้อมข้าวของสัมภาระส่วนตัวออกเดินทางไปเมืองเฉงจิ๋ว โดยมีขุนนางเก่าและพรรคพวกที่รู้จักนับถือติดตามออกมาส่งเป็นขบวนเล็กๆ ขบวนหนึ่ง
พอขบวนของเล่าจ๋องมาถึงริมฝั่งแม่น้ำที่จะข้ามจากแดนเมืองซงหยงไปยังแดนเมืองเฉงจิ๋ว บรรดาขุนนางเก่าและพรรคพวกที่ติดตามมาก็ได้คำนับอำลาและส่งเล่าจ๋องเพียงริมฝั่งแม่น้ำนั้น คงเหลือแต่อองอุ้ยขุนนางเก่าผู้ภักดีที่ขอติดตามเล่าจ๋องไปเมืองเฉงจิ๋ว
หลังจากที่เล่าจ๋องคำนับลาโจโฉออกไปจัดแจงเดินทางไปรับตำแหน่งที่เมืองเฉงจิ๋วนั้น โจโฉได้เรียกอิกิ๋มเข้ามากระซิบสั่งว่า เล่าจ๋องบุตรเล่าเปียวผู้นี้อุปมาเหมือนลูกเสือ หากเลี้ยงไว้ก็จะเป็นอันตรายในภายหน้า แต่จะฆ่าเสียที่นี่เล่าคนทั้งปวงก็จักครหานินทาได้ แลพรรคพวกเก่าของเล่าเปียวก็จะผูกพยาบาทต่อตัวเรา ดังนั้นเราจึงวางอุบายให้เล่าจ๋องไปอยู่เมืองเฉงจิ๋ว ในระหว่างทางให้ท่านคุมทหารรีบตามขบวนของเล่าจ๋องไปแล้วสังหารเสียให้สิ้น อย่าให้เหลือร่องรอย
อิกิ๋มรับคำสั่งโจโฉแล้วก็คำนับลาออกมา จัดแจงทหารที่ไว้วางใจคอยทีอยู่ พอรู้ว่าขบวนของเล่าจ๋องออกเดินทางพักหนึ่งแล้วก็คุมทหารติดตามไป
อิกิ๋มลอบพาทหารติดตามขบวนของเล่าจ๋องไปอย่างเงียบเชียบ ถ่วงเวลาไว้จนใกล้ค่ำ เห็นปลอดคนแล้วจึงคุมทหารยกไปสกัดขบวนของเล่าจ๋องไว้ แล้วตวาดว่าไอ้ลูกศัตรู จะรีบหนีไปไหน บัดนี้ท่านอัครมหาเสนาบดีมีคำสั่งให้เรามาตัดศีรษะเสียให้สิ้น อย่าได้วุ่นวายไปเลย จงยอมให้เราตัดศีรษะแต่โดยดี
เล่าจ๋องได้ฟังดังนั้นก็ตกใจไม่รู้ที่จะพูดประการใด กอดเอานางชัวฮูหยินผู้เป็นมารดาไว้แน่น นางชัวฮูหยินก็ตกใจพอกัน รู้ตัวว่าความตายกำลังเยื้องกรายเข้ามาพรากชีวิตสองแม่ลูก จึงกอดเล่าจ๋องไว้กับอกแล้วร้องไห้
อองอุ้ยขุนนางเก่าเห็นดังนั้นก็โกรธอิกิ๋ม และสงสารสองแม่ลูกเป็นอันมาก ดังนั้นแม้ว่าอองอุ้ยจะมีอายุเลยวัยกลางคนไปแล้ว แต่ด้วยน้ำใจที่ยังภักดีต่อเล่าเปียวไม่มีเสื่อมคลาย จึงชักกระบี่ตรงเข้าไปจะฟันอิกิ๋มเพื่อหวังจะช่วยเหลือสองแม่ลูกให้รอดจากอันตราย
บทสรุปของเนื้อสมันที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว แล้วขอเข้าไปพึ่งเสือ ย่อมเป็นเช่นนี้.