ตอนที่ 210. ปัญญาทัศน์ของผู้นำ

พอหองจอพาทหารคนสนิทสามสิบคนพ้นจากประตูเมืองกังแฮจึงเร่งฝีเท้าม้าไปตามทางที่จะไปยังเมืองเกงจิ๋ว พอขี่ม้ามาได้ห้าเส้นก็ถึงแนวป่า พลันได้ยินเสียงประทัดสัญญาณดังขึ้น พร้อมกันนั้นเสียงโห่ร้องของทหารดังก้องไปทั้งสองข้างแนวป่า

            เห็นกำเหลงขี่ม้าพาทหารยกออกจากแนวป่าขวางทางข้างหน้าไว้ หองจอเห็นเป็นกำเหลงลูกน้องเก่าก็ค่อยคลายใจ จึงขี่ม้าตรงเข้าไปที่กำเหลงแล้วว่า “ตัวเราได้มีคุณเลี้ยงดูท่านมาโดยปกติ เหตุใดจึงมิได้คิดถึงคุณเรา กลับมาทรยศจะทำร้ายเราดังนี้”

            กำเหลงได้ตอบกลับไปว่า “เมื่อครั้งเราอยู่ด้วยท่านนั้น เราก็ได้ทำความชอบต่อท่านเป็นอันมาก ท่านก็มิได้ปูนบำเหน็จสิ่งใด แล้วซ้ำนินทาว่าเราเป็นโจรเที่ยวตีชิงกลางทะเล ให้เราได้ความอัปยศแก่ทหาร ไพร่บ้าน พลเมืองทั้งปวง เหตุใดท่านยังมีหน้ามาต่อว่า ว่ามีคุณต่อเรานั้นควรอยู่แล้วหรือ”

            หองจอฟังคำกำเหลงแล้วก็รู้ว่าบัดนี้กำเหลงเปลี่ยนไปเป็นคนละคน   หาใช่กำเหลงลูกน้องเก่าคนเดิมที่เชื่อถ้อยฟังคำและยำเกรงมาแต่ก่อนไม่ อาการของกำเหลงประจักษ์ชัดว่าพร้อมจะทำร้ายตัวทุกเมื่อ คำนึงดังนี้แล้วหองจอจึงคิดต่อไปว่ากำเหลงผู้นี้มีฝีมือเข้มแข็งกล้าหาญนัก หากจะต่อสู้กันซึ่งหน้าคงเกินกว่ากำลังเราจะต้านทานได้ ขืนต่อสู้ไปก็จะตายเปล่า

            คิดดังนี้แล้วใจหองจอก็เต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง เหลียวซ้ายแลขวาเห็นทหารที่ติดตามมาต่างนิ่งสงบคล้ายกับเกรงฝีมือของกำเหลง จึงชักม้าหันหลังกลับแล้วขับม้าหนีออกจากที่นั้นแต่โดยเร็ว

            กำเหลงเตรียมพร้อมที่จะเข้าต่อสู้กับหองจอ ไม่ทันคิดว่าหองจอจะหนีไปซึ่งหน้าก็ตะลึงอยู่ ในพลันนั้นได้ยินเสียงทหารเป็นอันมากโห่ร้องมาแต่ข้างหลัง กำเหลงสงสัยว่าจะเป็นทหารของฝ่ายไหนจึงเหลียวกลับไปมองดู เห็นเทียเภาขี่ม้านำหน้าทหารมาก็คิดด้วยใจโลภว่าตัวเราทำการมีความชอบถึงเพียงนี้ หากไม่รีบกำจัดหองจอ เทียเภาก็อาจช่วงชิงเอาความชอบไปครอง จำจะต้องรีบกำจัดหองจอให้เป็นความชอบไว้ก่อน

            คิดดังนั้นแล้วกำเหลงจึงไม่รั้งรอทักทายรายงานกับเทียเภานายทหารผู้ใหญ่ กระทืบโกลนม้ากระโจนไปข้างหน้ารีบขับม้าไล่ตามหองจอไป พอม้าของกำเหลงใกล้กับม้าหองจอในระยะชั่วเกาทัณฑ์แล้ว กำเหลงจึงเอาเกาทัณฑ์ขึ้นพาดสายเล็งยิงตรงไปที่หองจอ ถูกหองจอตกม้าตาย

            กำเหลงขี่ม้าตรงเข้ามาตัดเอาศีรษะหองจอแล้วหิ้วศีรษะหองจอกลับไปรายงานซุนกวน

            ซุนกวนเห็นกำเหลงตัดศีรษะหองจอมาได้ก็มีความยินดีเป็นอันมาก สั่งให้เอาศีรษะหองจอใส่ในถังแช่น้ำผึ้งแล้วปิดผนึกไว้ สั่งให้ทหารคุมถังศีรษะหองจอแล้วว่าเมื่อกลับถึงเมืองกังตั๋งแล้วจะได้เอาศีรษะหองจอนี้เซ่นศพบิดาให้หายความแค้น

            จากนั้นซุนกวนจึงสั่งให้ยกทหารเข้าไปในเมืองกังแฮ เรียกประชุมบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งปวงแล้วสรรเสริญความชอบของกำเหลงเป็นอันมาก และแต่งตั้งให้กำเหลงเป็นนายทหารประจำกองทัพเมืองกังตั๋งเป็นบำเหน็จความชอบครั้งนี้

            ซุนกวนได้ปรารภต่อที่ประชุมว่าบัดนี้เรายึดเมืองกังแฮได้แล้ว สมควรจะดำเนินการประการใดต่อไป

            เตียวเจียวจึงว่าเมื่อยึดเมืองกังแฮได้แล้ว กองทัพของเรามีทางเลือกสองทางคือรุดหน้าเข้าตีเมืองเกงจิ๋วต่อไป หรือว่าจะถอยทัพกลับเมืองกังตั๋ง

            แล้วขยายความต่อไปว่า “ซึ่งท่านจะยกไปตีเมืองเกงจิ๋วนั้นเห็นทหารจะได้ความลำบากนัก เพราะเหตุว่าเล่าเปียวรู้ตัวก็จะตระเตรียมป้องกันรักษาเมืองไว้อย่างมั่นคง ขอให้ท่านยกกองทัพกลับไปเมืองกังตั๋งก่อน บำรุงทหารให้มีกำลัง”

            เตียวเจียวเป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือนของกังตั๋ง มีแนวคิดสายพิราบ จึงไม่คิดจะรุดหน้าเข้าตีเมืองเกงจิ๋ว กลับเสนอให้ซุนกวนเลิกทัพกลับกังตั๋ง ปรับปรุงกองทัพบำรุงกำลังทหารให้เข้มแข็งเสียก่อน ซึ่งทำให้ดูประหนึ่งว่าเป็นยุทธวิธีเชิงรับ แต่เสือเฒ่าระดับเตียวเจียวก็ย่อมมีเขี้ยวเล็บ จึงเสนอต่อไปว่าเมื่อท่านเลิกทัพกลับกังตั๋งแล้ว เตรียมกำลังไว้ให้พร้อม เมื่อเล่าเปียวทราบข่าวว่าหองจอเสียทีก็จะมีความแค้นเคือง เห็นว่าจะยกกองทัพบุกกังตั๋ง ฝ่ายเราตั้งรับอยู่ในแดนเมืองกังตั๋งอันเป็นชัยภูมิที่มีเปรียบ เห็นจะได้ชัยชนะแก่ทัพเมืองเกงจิ๋วโดยง่าย จากนั้นค่อยไล่ตามตีเข้ายึดเมืองเกงจิ๋ว

            ซุนกวนได้ฟังแผนการของเตียวเจียวแล้ว น้ำใจก็เอนเอียงไปตามข้อเสนอนั้น แต่กังวลว่าเมืองกังแฮที่เพิ่งยึดได้ใหม่จะรักษาไว้อย่างไร จึงปรึกษาว่าสมควรที่จะวางกำลังทหารรักษาเมืองกังแฮหรือไม่

            เตียวเจียวจึงว่าเมืองกังแฮเป็นเมืองหน้าด่าน ตั้งอยู่ในแดนเปลี่ยว ห่างจากตัวเมืองเกงจิ๋วและห่างจากตัวเมืองกังตั๋ง หากวางกำลังรักษาเมืองกังแฮไว้เต็มอัตราก็จะลดทอนกำลังเมืองกังตั๋งให้อ่อนด้อยลง แต่ถ้าหากวางกำลังรักษาเมืองกังแฮไว้แต่น้อยก็เหมือนสูญเปล่าเพราะไม่สามารถต้านทานหรือตั้งรับการเข้าตีได้ ดังนั้นควรจะปล่อยทิ้งเมืองกังแฮไว้เพราะเมื่อใดที่ได้เมืองเกงจิ๋วแล้ว ก็เหมือนหนึ่งได้เมืองกังแฮด้วย

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบกับแผนการความคิดของเตียวเจียว จึงสั่งให้เลิกทัพกลับเมืองกังตั๋ง แล้วสั่งให้ประหารโซหุยเพื่อเอาศีรษะโซหุยไปเซ่นศพของซุนเกี๋ยนผู้บิดาพร้อมกับศีรษะของหองจอ

            กำเหลงได้ยินคำสั่งของซุนกวนดังนั้นจึงตรงเข้าไปตรงหน้าซุนกวน คุกเข่าลงคำนับแล้วว่าตัวข้าพเจ้านี้เป็นหนี้บุญคุณโซหุยอยู่เป็นอันมาก ด้วยเมื่อครั้งที่ข้าพเจ้ายังอยู่กับหองจอ ได้ความอัปยศเสียน้ำใจท้อถอยเกือบจะไม่เป็นผู้คน ก็ได้โซหุยท้วงติงตักเตือน แนะนำชี้ช่องทางและช่วยเหลือ จึงทำให้มีกำลังใจอยู่สืบมา

            แล้วว่าในยามที่ข้าพเจ้ามีความคิดอ่านสับสน โซหุยก็ได้เจรจาว่ากล่าวแนะนำให้ข้าพเจ้ามาอยู่ทำราชการด้วยท่าน ข้าพเจ้าจึงมีโอกาสได้ทำความชอบไว้แก่กังตั๋ง ขอท่านจงเห็นแก่ข้าพเจ้าอภัยโทษให้แก่โซหุยเพื่อให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสแทนคุณเพื่อนด้วยเถิด

            ซุนกวนได้ฟังดังนั้นก็ตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วว่าโซหุยมีโทษถึงตาย แต่ก็มีความชอบอยู่สองสถาน คือการได้ว่ากล่าวแนะนำให้ท่านมาทำราชการอยู่ด้วยเราสถานหนึ่ง และความชอบที่มีคุณครองใจท่านอยู่อีกสถานหนึ่ง ตัวท่านเองก็ทำความชอบไว้แก่กังตั๋งเป็นอันมาก ดังนั้นเราจะยกโทษตายให้แก่โซหุย แต่ยังวิตกอยู่ว่าเมื่อเรายกโทษให้แล้วโซหุยก็จะไม่คิดอ่านสมัครใจอยู่ด้วยเราโดยสุจริต โอกาสเปิดเมื่อใดก็อาจหนีกลับไปเมืองกังแฮเมื่อนั้น การข้างเมืองกังตั๋งก็จะเสียไป

            กำเหลงจึงว่าท่านละโทษตายให้แก่โซหุยก็เหมือนหนึ่งประทานชีวิตใหม่ พระคุณล้นฟ้าเหมือนหนึ่งบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้า โซหุยเป็นคนมีใจกตัญญู คงจะรำลึกถึงพระคุณท่านแล้วตั้งใจทำราชการอยู่ด้วยท่านโดยสุจริต ข้าพเจ้าเป็นมิตรสนิทของโซหุยประจักษ์แจ้งน้ำใจมิตรเป็นอันดีจึงกล้ากล่าวความทั้งนี้

            แล้วกำเหลงจึงกล่าวต่อไปว่า หากแม้นสืบไปเมื่อหน้าโซหุยคิดมิซื่อ เอาใจออกหากจากท่านแล้วหลบหนีไป ข้าพเจ้าขอเอาศีรษะบนบ่านี้เป็นประกันไว้แก่ท่าน หากเกิดเหตุเช่นนั้นแล้วท่านจงเอาศีรษะของข้าพเจ้าแทนโซหุยเถิด

            ซุนกวนจึงว่าเมื่อท่านรับรองมั่นคงดังนี้ เราก็จะยกโทษให้โซหุย แล้วซุนกวนจึงสั่งให้ปล่อยโซหุยและตั้งให้เป็นนายทหารในสังกัดของกำเหลง

            จากนั้นซุนกวนจึงสั่งให้แต่งพิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของซุนเกี๋ยน โดยเอาศีรษะของหองจอเป็นเครื่องเซ่นสังเวย ซุนกวนได้คุกเข่าลงหน้าป้ายวิญญาณของซุนเกี๋ยนแล้วว่า วิญญาณของบิดาอยู่แห่งหนตำบลใด ขออัญเชิญมาสถิต ณ แท่นบูชาในบัดนี้ ด้วยว่าข้าพเจ้าซุนกวนบุตรกตัญญูได้ล้างแค้นแทนบิดาสำเร็จแล้ว และขอเอาศีรษะของหองจอผู้ปรปักษ์เป็นเครื่องสังเวยวิญญาณบิดาท่าน

            หลังจากเซ่นไหว้ซุนเกี๋ยนเสร็จแล้ว ซุนกวนจึงสั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงบรรดาขุนนาง นายทหารผู้มีความชอบในการสงครามครั้งนี้ แล้วปูนบำเหน็จแก่บรรดาแม่ทัพนายกองโดยถ้วนหน้ากัน

            ในระหว่างที่กำลังกินโต๊ะเสพสุราฉลองชัยชนะกันอยู่นั้น เล่งทองบุตรเล่งโฉซึ่งถูกกำเหลงใช้เกาทัณฑ์ยิงถึงแก่ความตายในการศึกเมืองกังแฮครั้งก่อน เห็นกำเหลงอยู่ในงาน มีสีหน้าเบิกบานในความชอบ ความแค้นที่กำเหลงสังหารบิดาก็ประดังขึ้นในอก เล่งทองจึงกระชับกระบี่แล้วเดินตรงไปที่โต๊ะของกำเหลง

            พอเข้าไปใกล้เล่งทองก็ชักกระบี่เงื้อขึ้นจะฟันกำเหลง ในขณะเดียวกันนั้นกำ   เหลงสังเกตเห็นนายทหารหนุ่มเดินตรงเข้ามา มือกุมกระบี่ มีอาการเป็นที่ประหลาดก็พรั่นใจ ระมัดระวังตัวมิได้ประมาท 

            ครั้นกำเหลงเห็นเล่งทองชักกระบี่ออกจากฝักแล้วเงื้อขึ้นจะฟันก็ตกใจ เบี่ยงตัวหลบยกเก้าอี้ที่นั่งขึ้นรับกระบี่ของเล่งทอง คมกระบี่ของเล่งทองฟันเก้าอี้ที่กำเหลงยกขึ้นรับจนขาดออกเป็นสองเสี่ยง

            ความชุลมุนวุ่นวายจึงเกิดขึ้น ซุนกวนเห็นดังนั้นจึงลุกเดินมาที่เกิดเหตุ แล้วกล่าวแก่เล่งทองว่า “ซึ่งท่านจะคิดแค้นพยาบาทกำเหลงนั้นหาควรไม่ เมื่อกำเหลงฆ่าบิดาเสียนั้นเพราะกำเหลงเป็นทหาร กินข้าวแดงของหองจอ จำจะอาสาให้ถึงขนาด บัดนี้กำเหลงก็ได้มาอยู่กับเราแล้ว ท่านจงเห็นแก่เรา อย่าคิดพยาบาทกำเหลงสืบไปเลย”

            ซุนกวนเจ้าเมืองกังตั๋งหนุ่ม แม้จะเยาว์ก็แต่วัย แต่หาได้เยาว์แก่ความคิดไม่ ลีลาความสามารถในการเป็นผู้นำคนได้ฉายกระจ่างจ้าให้เห็นเด่นชัดนัก จึงว่ากล่าวจำแนกแยกแยะเหตุผลต้นปลายที่มีมาแต่ก่อนแล้วไกล่เกลี่ยให้ปรองดองกันเพราะสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว มิหนำซ้ำยังย้ำให้เล่งทองคลายความพยาบาทด้วยการขอให้เล่งทองเห็นแก่ตัวซุนกวนเอง

            เล่งทองเห็นซุนกวนเข้ามาห้ามปรามดังนั้นก็เกรงใจ คุกเข่าลงคำนับซุนกวนแล้วร้องไห้ ในขณะที่ความแค้นก็ยังแน่นอยู่ในอก สายตาเหลือบไปมองกำเหลงประหนึ่งอยากจะกินเลือดเนื้อของกำเหลงเสียให้จงได้ แต่อำนาจที่ภักดีและเกรงใจต่อซุนกวนนั้นเหนือกว่า เล่งทองจึงนิ่งอึ้งอยู่มิได้ว่ากล่าวประการใด

            ซุนกวนเห็นอาการเล่งทองดังนั้นก็แจ้งในกิริยาว่ายังผูกพยาบาทกำเหลงอยู่ แต่ก็เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของบุตรกตัญญูที่รู้คุณบุพการี เพราะเป็นความรู้สึกเช่นเดียวกับตัวซุนกวนเองที่คิดแค้นหองจอเจ้าเมืองกังแฮ ด้วยความรู้จิตรู้ใจของผู้ใต้บังคับบัญชาดังนี้ ซุนกวนจึงไม่แข็งขืนบังคับสืบไป พอเห็นเหตุการณ์สงบลง ซุนกวนจึงว่ากล่าวให้เล่งทองกลับไปนั่งในที่เดิม ตัวซุนกวนเองก็เดินกลับมาประจำที่ของเจ้าเมือง

            ความเป็นผู้นำของมนุษย์มิใช่การกระทำตัวเป็นบุรุษไปรษณีย์เหมือนกับนายกรัฐมนตรีบางคน เพราะมนุษย์มีสติปัญญาความคิดอ่าน  ดังนั้นความเป็นผู้นำของมนุษย์จึงไม่เพียงแต่ต้องเป็นแก่นแกนแห่งความสามัคคีและชี้ทิศนำทางให้แก่ผู้คนเท่านั้น คัมภีร์อันมีมาแต่โบราณสำหรับผู้นำคนได้ว่าไว้ว่า

            "การได้ยินเสียงฟ้าร้องไม่จัดว่ามีโสตประสาทดี ผู้นำคนจะต้องมีปัญญาทัศน์อันสามารถได้ยินเสียงซึ่งคนไม่ได้พูด 

            การได้เห็นภูเขาอยู่เบื้องหน้าไม่จัดว่ามีจักษุประสาทดี ผู้นำคนจะต้องมีปัญญาทัศน์อันสามารถเห็นในสิ่งที่คนมองไม่เห็น”

            ซุนกวนเล็งด้วยปัญญาทัศน์แล้วเห็นความพยาบาทระหว่างเล่งทองกับกำเหลงยังไม่สร่างสิ้น แต่ความจำเป็นแห่งกังตั๋งยังต้องใช้นายทหารทั้งสองคนนี้เป็นกำลังสืบไป ดังนั้นเพื่อมิให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยกร้าวฉานในกองทัพ ซุนกวนจึงมีคำสั่งตั้งให้กำ  เหลงเป็นแม่กองลาดตระเวน คุมเรือรบร้อยลำและทหารห้าพัน ยกไปตั้งอยู่ปากน้ำเมืองกังแฮทำหน้าที่ลาดตระเวน และแต่งตั้งให้เล่งทองเป็นนายทหารผู้ใหญ่เป็นขวัญและกำลังใจของเล่งทองและเป็นการแสดงน้ำใจของซุนกวนให้ประจักษ์ว่ายังคงระลึกถึงคุณงามความดีของเล่งโฉอดีตขุนพลแห่งกังตั๋งที่ได้พลีชีพในการศึกครั้งก่อน

            เสร็จสิ้นจากการคลี่คลายปัญหาระหว่างเล่งทองกับกำเหลงแล้ว ซุนกวนจึงให้จิวยี่ยกกองทัพเรือไปตั้งอยู่ที่ปากน้ำเมืองเองฮอ ส่วนตัวซุนกวนเองคุมทหารไปตั้งอยู่ตำบลชีสองนอกเมืองกังตั๋ง ตระเตรียมกองทัพบก กองทัพเรือไว้พร้อมสรรพเพื่อรับมือกับกองทัพเมืองเกงจิ๋วตามแผนการความคิดของเตียวเจียว.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓