ตอนที่ 203. วิพากษ์ยุทธศาสตร์สามก๊ก
มหายุทธนาการระหว่างฝ่ายหนึ่งซึ่งต้องการปลีกวิเวกอยู่กับธรรมชาติตามวิถีแห่งเต๋า กับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งมีปณิธานมั่นในอันที่จะกอบกู้ฟื้นฟูพระราชวงศ์ฮั่น ทำนุบำรุงประชาราษฎรให้เป็นสุขใกล้ยุติลง ขงเบ้งตื่นขึ้นแล้วยังคงดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้ายไม่ยอมเลื้อยลงจากโงลังกั๋ง ได้แต่เสนอยุทธศาสตร์สามก๊กให้เล่าปี่ไปปฏิบัติ
หลังจากเสนอยุทธศาสตร์สามก๊กแล้ว ขงเบ้งสั่งให้ศิษย์น้อยเข้าไปหยิบแผนที่เมืองจีนซึ่งแสดงอาณาเขตเมืองเสฉวนอันมีหัวเมืองขึ้น 50 หัวเมืองมาแขวนที่ผนังห้องโถง ชี้ให้เล่าปี่ดูแล้วว่าทางใต้ฝั่งแม่น้ำแยงซี ซุนกวนได้ครองอำนาจเป็นใหญ่ เป็นปึกแผ่นไพบูลย์มาถึงสามชั่วอายุคน แผ่นดินสงบร่มเย็นเป็นสุข กำลังน้อยจึงเหมือนหนึ่งกำลังมาก ทางฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซีด้านตะวันออกจดทะเลหลวง ด้านตะวันตกติดต่อกับแดนเมืองเสฉวนนั้นอยู่ในอำนาจของโจโฉ ซึ่งมีกำลังใหญ่หลวงนัก ส่วนทางเมืองเกงจิ๋วนั้นอยู่หน้าศึก ด้านเหนือติดกับแดนในอำนาจของโจโฉ ด้านใต้ติดกับแดนเมืองกังตั๋ง ไปทางตะวันตกมีอาณาเขตเชื่อมต่อกับแดนเมืองเสฉวน หากไม่มีสติปัญญาแท้จริงแล้วก็ไม่อาจรักษาเมืองเกงจิ๋วไว้ได้ แต่เมืองเกงจิ๋วนี้เมื่อรวมเข้ากับแดนเมืองเสฉวนแล้วก็จะมีอาณาเขตกว้างใหญ่ เมื่อใดที่ท่านได้เมืองเกงจิ๋วแล้วก็จะได้เมืองเสฉวนด้วย และเมื่อนั้นท่านก็จะเป็นใหญ่สมความปรารถนา
เล่าปี่ได้ฟังคำขงเบ้งและดูแผนที่ตามที่ขงเบ้งได้ชี้แจงแสดงดังนั้นแล้ว จึงว่า “ซึ่งท่านมีความเมตตาสั่งสอนแนะนำให้ ข้าพเจ้ามีความยินดีนัก สว่างในดวงใจดุจว่าพระอาทิตย์มีปริมณฑลอันปราศจากเมฆ ส่องสว่างไปทั่วโลก”
แล้วว่าข้าพเจ้าวิตกอยู่ตรงที่เมืองเกงจิ๋วนั้นเล่าเปียวเป็นเจ้าเมือง ส่วนเมืองเสฉวนเล่าเจี้ยงเป็นเจ้าเมือง ทั้งสองเมืองนี้ปกครองด้วยคนแซ่เล่าซึ่งเป็นแซ่เดียวกับข้าพเจ้าและต่างก็เป็นเชื้อพระวงศ์ หากข้าพเจ้าจะคิดอ่านแย่งชิงเอาเมืองเกงจิ๋วและเมือง เสฉวนเป็นสิทธิแก่ตัว ก็เหมือนหนึ่งเป็นกบฏต่อพระราชวงศ์ฮั่น ทรยศต่อเชื้อพระวงศ์แซ่เดียวกัน กลายเป็นคนไร้ความกตัญญู ข้าพเจ้าไม่อาจตัดใจทำการดังนี้ได้
ขงเบ้งจึงว่าท่านกล่าวความดังนี้ก็ชอบด้วยประเพณีที่มีมาแต่ก่อน แต่การบนพื้นแผ่นดินนี้ย่อมเป็นไปตามวิถีอันสวรรค์ได้ลิขิต ข้าพเจ้าได้ตรองดูเหตุการณ์อย่างถี่ถ้วนแล้วเห็นว่าเล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋วอายุจะไม่ยืนยาวสืบไป ส่วนเล่าเจี้ยงก็เป็นคนไร้แก่นสาร ครองแดนเสฉวนได้อีกไม่นาน แม้ว่าท่านจะมีความกตัญญูต่อแผ่นดินไม่ประสงค์จะแย่งชิงเอาทั้งสองเมืองนี้ แต่ที่สุดแล้วทั้งสองเมืองนี้ก็จะมีอันเป็นไปเองแล้วจะตกเป็นสิทธิแก่ท่านเป็นมั่นคง
ความแลแผนที่อันขงเบ้งนำแสดงแก่เล่าปี่ ณ บัดนี้ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งทำเพิ่งพูดในวันที่พบกับเล่าปี่ แต่ประจักษ์ชัดว่าเป็นการบ้านที่ขงเบ้งได้จัดแจงคิดอ่านจบสิ้นในช่วงเวลานับแต่เล่าปี่ไปเยือนแดนมังกรหลับครั้งแรก จึงสามารถสรุปกำหนดขึ้นเป็นหลักยุทธศาสตร์สามก๊กอันหลักแหลมลึกซึ้งได้ ดังนั้นการเยือนโงลังกั๋งสองครั้งก่อนของเล่าปี่แม้จะมิได้พบขงเบ้งแต่ได้ก่อเกิดภาระอันหนักอึ้งแก่ขงเบ้งในการพิเคราะห์ความทั้งปวงที่เป็นไปในแผ่นดิน แล้วคิดอ่านกำหนดขึ้นเป็นยุทธศาสตร์เข็มมุ่งแลยุทธวิธี ทั้งทางการเมือง การทูต และการทหาร จนเล่าปี่ฟังแล้วก็เห็นหนทางข้างหน้าสว่างไสวว่าจะสามารถตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ได้ตามแผนการนั้น
ยุทธศาสตร์สามก๊กอันขงเบ้งได้นำเสนอแก่เล่าปี่นี้ประกอบขึ้นด้วยสองส่วน คือส่วนที่เป็นยุทธศาสตร์และส่วนที่เป็นเข็มมุ่งที่พึงปฏิบัติให้สำเร็จจึงจะบรรลุถึงยุทธศาสตร์ดังกล่าว ดังนั้นการทำความเข้าใจในยุทธศาสตร์และเข็มมุ่งดังกล่าวจึงเป็นเรื่องจำเป็นต่อความเข้าใจในวิถีดำเนินของสามก๊ก และเป็นที่ตั้งแห่งข้อสังเกตว่าวันเวลาใดที่มุ่งมั่นดำเนินตามยุทธศาสตร์และเข็มมุ่งนี้อย่างถูกต้องก็จะเกิดอานุภาพและผลอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเมื่อใดที่ลังเลหรือก้าวพลั้งพลาดไปจากยุทธศาสตร์และเข็มมุ่งดั่งนี้แล้วก็จะเกิดผลอีกอย่างหนึ่ง
ยุทธศาสตร์สามก๊กแบ่งออกเป็นสองระยะคือ
ระยะแรก จะต้องทำแผ่นดินจีนให้กลายเป็นสามก๊ก คือโจโฉก๊กหนึ่ง ซุนกวนก๊กหนึ่ง และเล่าปี่เป็นอีกก๊กหนึ่ง เพราะสถานการณ์ที่เล่าปี่มีกำลังเล็กและอ่อนแอที่สุดย่อมไม่อาจต้านทานรับมือและเอาชัยชนะแก่โจโฉได้โดยง่าย ในขณะที่ซุนกวนแห่งเมืองกังตั๋งนั้นก็ตั้งอยู่ในชัยภูมิอันมั่นคงปลอดภัยและอุดม ย่อมไม่อาจเอาชนะได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นการกำหนดยุทธศาสตร์ให้เป็นสามก๊กจึงเป็นแต่ยุทธศาสตร์เดียวเท่านั้นที่จะสามารถทำให้เล่าปี่ตั้งตัวได้ เป้าหมายของยุทธศาสตร์ขั้นนี้คือเล่าปี่จะต้องได้เมืองเกงจิ๋วและเมืองเสฉวนไว้เป็นฐานกำลังให้สำเร็จ
ระยะที่สอง เมื่อเป็นสามก๊กแล้วจะต้องสร้างสัมพันธไมตรีกับหัวเมืองทั้งปวง รอคอยโอกาสเป็นทีแล้วจึงค่อยเข้ายึดแผ่นดินตงง้วน คือแผ่นดินที่อยู่ในอำนาจครอบครองของโจโฉ และเมื่อทำการสำเร็จแล้วก็เหมือนหนึ่งได้เมืองกังตั๋งด้วย ดังนี้การรวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งก็จะบรรลุผลสำเร็จ
เพื่อบรรลุถึงยุทธศาสตร์ดังกล่าว ขงเบ้งได้กำหนดเข็มมุ่งทั้งทางการเมือง การทูต และการทหารไว้เป็นสามประการคือ
ประการแรก จะต้องยึดเมืองเกงจิ๋วให้ได้ก่อน แล้วจึงยึดเมืองเสฉวนต่อไป ซึ่งขงเบ้งมั่นใจว่าเข็มมุ่งประการนี้จะสามารถบรรลุผลอย่างแน่นอน เพราะได้คำนวณสถานการณ์แล้ว ทั้งสองเมืองนี้จะตกได้แก่เล่าปี่
ประการที่สอง จะต้องดำเนินการทางการทูต ทางการเมืองและทางการทหาร “เหนือรบโจโฉ ใต้จับมือซุนกวน” นั่นคือการผูกสัมพันธมิตรกับซุนกวนรับมือกับโจโฉ
ประการที่สาม จะต้องสร้างไมตรีผูกมิตรกับหัวเมืองโดยรอบเมืองเสฉวน และต้องรักษาเมืองเกงจิ๋วไว้ให้สำเร็จ คอยโอกาสที่แผ่นดินวุ่นวายแล้วจึงค่อยยึดเอาแผ่นดินตงง้วน เมื่อสำเร็จแล้วก็เหมือนได้แผ่นดินกังตั๋งด้วย เมื่อนั้นแผ่นดินจีนก็จะเป็นหนึ่งเดียว
ยุทธศาสตร์และเข็มมุ่งดังกล่าวนี้ เป็นความจำเป็นและเป็นความถูกต้องที่จะต้องกำหนดในเบื้องแรก มิฉะนั้นแล้วการดำเนินการทั้งปวงก็เสมือนหนึ่งไร้ทิศทาง ไม่อาจบรรลุผลสำเร็จได้
อิทธิพลทางความคิดจากยุทธศาสตร์นี้ได้ส่งผลต่ออิทธิพลทางความคิดทางยุทธศาสตร์ในชั้นหลัง และมีอิทธิพลต่อการค้นคว้ากฎแห่งสงครามและทฤษฎีว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับสงครามในชั้นหลังด้วย
เหมาเจ๋อตงได้สรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “สงครามเป็นเครื่องมือทางการเมือง และเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง” เพราะเหตุนี้จึงสรุปต่อไปว่า “สงครามคือการเมืองที่หลั่งเลือด และการเมืองก็คือสงครามที่ไม่หลั่งเลือด”
เหมาเจ๋อตงผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนและนักคิดผู้ยิ่งใหญ่แห่งลัทธิมาร์คเลนิน ได้กล่าวต่อไปว่า “เมื่อจะดำเนินการทางการเมือง ข้อแรกต้องรู้ว่าใครเป็นศัตรู ใครเป็นมิตร จะต้องรู้ว่าจะสามัคคีกับใคร ไปรบกับใคร”
นักการเมืองบางจำพวกดำเนินงานทางการเมืองโดยไร้ทิศทาง ไร้เป้าหมาย และไร้อนาคต นักการเมืองเหล่านี้ความจริงหาใช่นักการเมืองไม่ หากเป็นเพียงนักเลือกตั้งมีเป้าหมายเพียงเพื่อการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ส่วนพรรคหรือส่วนพวกเท่านั้น วิถีดำเนินของคนเหล่านี้ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของปวงชน ความสำเร็จของคนเหล่านี้ก็คือความพินาศย่อยยับของบ้านเมือง และความยากไร้ของปวงชน
นักการเมืองจำพวกนี้จึงมักถือหลักคติว่า “การเมืองไม่มีมิตรแท้และไม่มีศัตรูถาวร” นั่นก็คือใครก็ได้ต่อให้เลวทรามต่ำช้าสักเพียงไหน หากมีผลประโยชน์ร่วมกันแล้วก็สามารถร่วมมือร่วมการกันได้ แต่หากผลประโยชน์ขัดกันแล้วต่อให้เป็นมิตรร่วมสาบานก็พร้อมที่จะทำลายล้างให้วายวอดได้ลงคอ
บ้านใด เมืองใด ประเทศใดมีนักการเมืองถ่อยต่ำช้าแบบนี้ ย่อมมีอนาคตที่บ้านเมืองจะต้องกลายเป็นทาสของชาติอื่น ย่อมมีอนาคตที่ปวงชนจะต้องกลายเป็นทาสของชาติอื่น หรือมิฉะนั้นก็จะเกิดกลียุคขึ้นในบ้านเมือง เพราะเมื่อใดที่ราษฎรเดือดร้อนทุกข์เข็ญ ไม่เห็นทางออกก็ย่อมพร้อมเพรียงกันปฏิเสธอำนาจและการปกครองนั้น แล้วลุกขึ้นสู้เพื่อกอบกู้ฟื้นฟูบ้านเมืองของตน ก่อตั้งอำนาจรัฐของประชาชนขึ้นสักวันหนึ่ง
เล่าปี่ได้ฟังขงเบ้งยืนยันมั่นเหมาะว่าในที่สุดเมืองเกงจิ๋วและเมืองเสฉวนจะต้องตกได้แก่เล่าปี่ และเมื่อดำเนินตามยุทธศาสตร์สามก๊กแล้วก็จะเป็นหนทางที่จะบรรลุถึงปณิธานของตัวก็มีความยินดียิ่งนัก คำนับขงเบ้งแล้วว่าแผนการยุทธศาสตร์ของท่านนี้เลอเลิศนัก ขอเชิญท่านออกไปช่วยทำราชการด้วยข้าพเจ้า ทำนุบำรุงสั่งสอนให้ข้าพเจ้าดำเนินการตามแผนการยุทธศาสตร์นี้สืบไป
ขงเบ้งจึงว่าตัวข้าพเจ้าเป็นชาวป่าบ้านนอกคอกนา มีสติปัญญาอันน้อย การทั้งปวงที่เคยทำก็เป็นการหยาบตามประสาชาวป่า แตกต่างจากการแผ่นดินซึ่งละเอียดอ่อนลึกซึ้งนัก ซึ่งจะไปอยู่ทำราชการด้วยท่านนั้นเกรงว่าจะทำให้ราชการของท่านเสียไป
เล่าปี่จึงว่าขอท่านอย่าได้บิดพลิ้ว จงเมตตาข้าพเจ้าและอาณาประชาราษฎรทั้งปวง หากแม้นว่าท่านไม่ออกไปช่วยคิดอ่านทำการแล้ว คงไม่อาจปราบปรามยุคเข็ญให้แผ่นดินเป็นสุขได้ อาณาประชาราษฎรจะได้รับความเดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด
เล่าปี่กล่าวความสิ้นคำแล้ว ความอัดอั้นตื้นตันประดังขึ้นในอก มิรู้ที่จะกล่าวความใดต่อไปได้ จึงก้มหน้าลงจรดพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่กับที่
ขงเบ้งเห็นดังนั้นก็เวทนานัก ทั้งประจักษ์ว่าเล่าปี่มีศรัทธา วิริยะอุตสาหะ ภักดีต่อตัวโดยสุจริตก็สงสาร น้ำใจที่คิดอ่านจะเสนอเพียงแผนการแต่ตัวไม่ยอมออกจากโงลังกั๋งก็สิ้นสุดสะบั้นลง ณ บัดนั้น จึงกล่าวกับเล่าปี่ว่า “ถ้าท่านมีความรักใคร่ข้าพเจ้ามั่นคงอยู่แล้ว ก็อย่าร้องไห้วิตกไปเลย ตัวข้าพเจ้าก็จะไปทำราชการด้วยท่าน ถึงมาตรว่าข้าพเจ้าจะเป็นประการใดก็ดีก็จะช่วยทำนุบำรุงตามสติปัญญา”
คำขงเบ้งที่ว่า “ถึงมาตรว่าข้าพเจ้าจะเป็นประการใดก็ดี” เป็นความที่จะข้ามไปมิได้เป็นอันขาด ด้วยภูมิปัญญาความรู้ความสามารถ หยั่งคาดการณ์ในเบื้องหน้าได้กระจ่างไม่ต่างกับสุมาเต๊กโช มีหรือที่ขงเบ้งจะไม่รู้ว่าการออกไปช่วยเล่าปี่คนไร้วาสนาเป็นการใหญ่หลวง
สุมาเต๊กโชได้เห็นการณ์เบื้องหน้าว่า “ขงเบ้งได้ความระกำใจ รากโลหิตออกเมื่อภายหลัง” สิ่งที่สุมาเต๊กโชเห็นดังนี้ ขงเบ้งก็ย่อมแลเห็นดุจเดียวกัน แต่แม้กระนั้นถึงจะเห็นอนาคตข้างหน้าดังนี้แล้วก็ยังยอมรับชะตากรรมนั้น ทั้งนี้เหตุผลก็คงมีอยู่ประการเดียวเท่านั้นคือเป็นผลจากอำนาจแห่งธรรม คือศรัทธา วิริยะ อุตสาหะ และความภักดีโดยสุจริต
หรือแม้หากพิจารณาอีกนัยยะหนึ่งก็เป็นไปได้ว่าแม้จะรู้ว่าสวรรค์ลิขิตชะตาเล่าปี่ไว้เป็นประการใด แต่ก็จะอาศัยภูมิปัญญาแห่งตัวแก้ลิขิตสวรรค์นั้นได้สำเร็จ แลเมื่อพิเคราะห์อัธยาศัยน้ำใจของขงเบ้งที่ทรนงในความคิดแลสติปัญญาตัวแล้ว ก็เล็งเห็นได้ว่าความประการนี้ก็มีเหตุผลหนักหน่วงอยู่เป็นอันมาก
เล่าปี่ได้ฟังขงเบ้งรับคำเชิญจะออกไปช่วยทำราชการด้วยก็มีน้ำใจยินดีนัก เรียกกวนอู เตียวหุย เข้าไปในกระท่อมแล้วให้คำนับขงเบ้ง กวนอู เตียวหุย แม้ขุ่นเคืองขงเบ้งจนเห็นอาการได้ชัดแต่ก็ขัดใจเล่าปี่ไม่ได้ จำใจต้องเข้าไปคำนับ ขงเบ้งเห็นอาการสองน้องร่วมสาบานของเล่าปี่ก็รู้ทีแล้วรับคำนับตามธรรมเนียม
เล่าปี่สั่งให้ทหารติดตามเอาแพรพรรณสิ่งของทั้งปวงที่เตรียมไปแล้วมอบแก่ขงเบ้งเป็นการคำนับ ขงเบ้งก็รับเอาสิ่งของทั้งนั้น แล้วว่าเวลาวันนี้ค่ำแล้ว ท่านจงพักค้างคืนเสียที่นี่ราตรีหนึ่งก่อน วันรุ่งพรุ่งนี้ค่อยเดินทางกลับไปเมืองซินเอี๋ย
เล่าปี่ก็รับคำ ขงเบ้งจึงสั่งให้ศิษย์น้อยจัดแจงที่พักแล้วจัดหาอาหารเลี้ยงดูเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย และทหารติดตาม
ขงเบ้ง เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย และจูกัดกิ๋น กินอาหารร่วมโต๊ะสนทนาถึงความเป็นไปในบ้านป่าจนเวลาล่วงยามแรกของราตรีจึงเสร็จสิ้น แต่เล่าปี่ยังไม่เต็มใจที่จะเข้าหลับนอนด้วยบรรยากาศบ้านป่ายามนี้เป็นที่เบิกบานสำราญใจนัก จึงบอกให้กวนอู เตียวหุย เข้านอนก่อนตามอัธยาศัย.
หลังจากเสนอยุทธศาสตร์สามก๊กแล้ว ขงเบ้งสั่งให้ศิษย์น้อยเข้าไปหยิบแผนที่เมืองจีนซึ่งแสดงอาณาเขตเมืองเสฉวนอันมีหัวเมืองขึ้น 50 หัวเมืองมาแขวนที่ผนังห้องโถง ชี้ให้เล่าปี่ดูแล้วว่าทางใต้ฝั่งแม่น้ำแยงซี ซุนกวนได้ครองอำนาจเป็นใหญ่ เป็นปึกแผ่นไพบูลย์มาถึงสามชั่วอายุคน แผ่นดินสงบร่มเย็นเป็นสุข กำลังน้อยจึงเหมือนหนึ่งกำลังมาก ทางฝั่งเหนือของแม่น้ำแยงซีด้านตะวันออกจดทะเลหลวง ด้านตะวันตกติดต่อกับแดนเมืองเสฉวนนั้นอยู่ในอำนาจของโจโฉ ซึ่งมีกำลังใหญ่หลวงนัก ส่วนทางเมืองเกงจิ๋วนั้นอยู่หน้าศึก ด้านเหนือติดกับแดนในอำนาจของโจโฉ ด้านใต้ติดกับแดนเมืองกังตั๋ง ไปทางตะวันตกมีอาณาเขตเชื่อมต่อกับแดนเมืองเสฉวน หากไม่มีสติปัญญาแท้จริงแล้วก็ไม่อาจรักษาเมืองเกงจิ๋วไว้ได้ แต่เมืองเกงจิ๋วนี้เมื่อรวมเข้ากับแดนเมืองเสฉวนแล้วก็จะมีอาณาเขตกว้างใหญ่ เมื่อใดที่ท่านได้เมืองเกงจิ๋วแล้วก็จะได้เมืองเสฉวนด้วย และเมื่อนั้นท่านก็จะเป็นใหญ่สมความปรารถนา
เล่าปี่ได้ฟังคำขงเบ้งและดูแผนที่ตามที่ขงเบ้งได้ชี้แจงแสดงดังนั้นแล้ว จึงว่า “ซึ่งท่านมีความเมตตาสั่งสอนแนะนำให้ ข้าพเจ้ามีความยินดีนัก สว่างในดวงใจดุจว่าพระอาทิตย์มีปริมณฑลอันปราศจากเมฆ ส่องสว่างไปทั่วโลก”
แล้วว่าข้าพเจ้าวิตกอยู่ตรงที่เมืองเกงจิ๋วนั้นเล่าเปียวเป็นเจ้าเมือง ส่วนเมืองเสฉวนเล่าเจี้ยงเป็นเจ้าเมือง ทั้งสองเมืองนี้ปกครองด้วยคนแซ่เล่าซึ่งเป็นแซ่เดียวกับข้าพเจ้าและต่างก็เป็นเชื้อพระวงศ์ หากข้าพเจ้าจะคิดอ่านแย่งชิงเอาเมืองเกงจิ๋วและเมือง เสฉวนเป็นสิทธิแก่ตัว ก็เหมือนหนึ่งเป็นกบฏต่อพระราชวงศ์ฮั่น ทรยศต่อเชื้อพระวงศ์แซ่เดียวกัน กลายเป็นคนไร้ความกตัญญู ข้าพเจ้าไม่อาจตัดใจทำการดังนี้ได้
ขงเบ้งจึงว่าท่านกล่าวความดังนี้ก็ชอบด้วยประเพณีที่มีมาแต่ก่อน แต่การบนพื้นแผ่นดินนี้ย่อมเป็นไปตามวิถีอันสวรรค์ได้ลิขิต ข้าพเจ้าได้ตรองดูเหตุการณ์อย่างถี่ถ้วนแล้วเห็นว่าเล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋วอายุจะไม่ยืนยาวสืบไป ส่วนเล่าเจี้ยงก็เป็นคนไร้แก่นสาร ครองแดนเสฉวนได้อีกไม่นาน แม้ว่าท่านจะมีความกตัญญูต่อแผ่นดินไม่ประสงค์จะแย่งชิงเอาทั้งสองเมืองนี้ แต่ที่สุดแล้วทั้งสองเมืองนี้ก็จะมีอันเป็นไปเองแล้วจะตกเป็นสิทธิแก่ท่านเป็นมั่นคง
ความแลแผนที่อันขงเบ้งนำแสดงแก่เล่าปี่ ณ บัดนี้ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งทำเพิ่งพูดในวันที่พบกับเล่าปี่ แต่ประจักษ์ชัดว่าเป็นการบ้านที่ขงเบ้งได้จัดแจงคิดอ่านจบสิ้นในช่วงเวลานับแต่เล่าปี่ไปเยือนแดนมังกรหลับครั้งแรก จึงสามารถสรุปกำหนดขึ้นเป็นหลักยุทธศาสตร์สามก๊กอันหลักแหลมลึกซึ้งได้ ดังนั้นการเยือนโงลังกั๋งสองครั้งก่อนของเล่าปี่แม้จะมิได้พบขงเบ้งแต่ได้ก่อเกิดภาระอันหนักอึ้งแก่ขงเบ้งในการพิเคราะห์ความทั้งปวงที่เป็นไปในแผ่นดิน แล้วคิดอ่านกำหนดขึ้นเป็นยุทธศาสตร์เข็มมุ่งแลยุทธวิธี ทั้งทางการเมือง การทูต และการทหาร จนเล่าปี่ฟังแล้วก็เห็นหนทางข้างหน้าสว่างไสวว่าจะสามารถตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ได้ตามแผนการนั้น
ยุทธศาสตร์สามก๊กอันขงเบ้งได้นำเสนอแก่เล่าปี่นี้ประกอบขึ้นด้วยสองส่วน คือส่วนที่เป็นยุทธศาสตร์และส่วนที่เป็นเข็มมุ่งที่พึงปฏิบัติให้สำเร็จจึงจะบรรลุถึงยุทธศาสตร์ดังกล่าว ดังนั้นการทำความเข้าใจในยุทธศาสตร์และเข็มมุ่งดังกล่าวจึงเป็นเรื่องจำเป็นต่อความเข้าใจในวิถีดำเนินของสามก๊ก และเป็นที่ตั้งแห่งข้อสังเกตว่าวันเวลาใดที่มุ่งมั่นดำเนินตามยุทธศาสตร์และเข็มมุ่งนี้อย่างถูกต้องก็จะเกิดอานุภาพและผลอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเมื่อใดที่ลังเลหรือก้าวพลั้งพลาดไปจากยุทธศาสตร์และเข็มมุ่งดั่งนี้แล้วก็จะเกิดผลอีกอย่างหนึ่ง
ยุทธศาสตร์สามก๊กแบ่งออกเป็นสองระยะคือ
ระยะแรก จะต้องทำแผ่นดินจีนให้กลายเป็นสามก๊ก คือโจโฉก๊กหนึ่ง ซุนกวนก๊กหนึ่ง และเล่าปี่เป็นอีกก๊กหนึ่ง เพราะสถานการณ์ที่เล่าปี่มีกำลังเล็กและอ่อนแอที่สุดย่อมไม่อาจต้านทานรับมือและเอาชัยชนะแก่โจโฉได้โดยง่าย ในขณะที่ซุนกวนแห่งเมืองกังตั๋งนั้นก็ตั้งอยู่ในชัยภูมิอันมั่นคงปลอดภัยและอุดม ย่อมไม่อาจเอาชนะได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นการกำหนดยุทธศาสตร์ให้เป็นสามก๊กจึงเป็นแต่ยุทธศาสตร์เดียวเท่านั้นที่จะสามารถทำให้เล่าปี่ตั้งตัวได้ เป้าหมายของยุทธศาสตร์ขั้นนี้คือเล่าปี่จะต้องได้เมืองเกงจิ๋วและเมืองเสฉวนไว้เป็นฐานกำลังให้สำเร็จ
ระยะที่สอง เมื่อเป็นสามก๊กแล้วจะต้องสร้างสัมพันธไมตรีกับหัวเมืองทั้งปวง รอคอยโอกาสเป็นทีแล้วจึงค่อยเข้ายึดแผ่นดินตงง้วน คือแผ่นดินที่อยู่ในอำนาจครอบครองของโจโฉ และเมื่อทำการสำเร็จแล้วก็เหมือนหนึ่งได้เมืองกังตั๋งด้วย ดังนี้การรวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งก็จะบรรลุผลสำเร็จ
เพื่อบรรลุถึงยุทธศาสตร์ดังกล่าว ขงเบ้งได้กำหนดเข็มมุ่งทั้งทางการเมือง การทูต และการทหารไว้เป็นสามประการคือ
ประการแรก จะต้องยึดเมืองเกงจิ๋วให้ได้ก่อน แล้วจึงยึดเมืองเสฉวนต่อไป ซึ่งขงเบ้งมั่นใจว่าเข็มมุ่งประการนี้จะสามารถบรรลุผลอย่างแน่นอน เพราะได้คำนวณสถานการณ์แล้ว ทั้งสองเมืองนี้จะตกได้แก่เล่าปี่
ประการที่สอง จะต้องดำเนินการทางการทูต ทางการเมืองและทางการทหาร “เหนือรบโจโฉ ใต้จับมือซุนกวน” นั่นคือการผูกสัมพันธมิตรกับซุนกวนรับมือกับโจโฉ
ประการที่สาม จะต้องสร้างไมตรีผูกมิตรกับหัวเมืองโดยรอบเมืองเสฉวน และต้องรักษาเมืองเกงจิ๋วไว้ให้สำเร็จ คอยโอกาสที่แผ่นดินวุ่นวายแล้วจึงค่อยยึดเอาแผ่นดินตงง้วน เมื่อสำเร็จแล้วก็เหมือนได้แผ่นดินกังตั๋งด้วย เมื่อนั้นแผ่นดินจีนก็จะเป็นหนึ่งเดียว
ยุทธศาสตร์และเข็มมุ่งดังกล่าวนี้ เป็นความจำเป็นและเป็นความถูกต้องที่จะต้องกำหนดในเบื้องแรก มิฉะนั้นแล้วการดำเนินการทั้งปวงก็เสมือนหนึ่งไร้ทิศทาง ไม่อาจบรรลุผลสำเร็จได้
อิทธิพลทางความคิดจากยุทธศาสตร์นี้ได้ส่งผลต่ออิทธิพลทางความคิดทางยุทธศาสตร์ในชั้นหลัง และมีอิทธิพลต่อการค้นคว้ากฎแห่งสงครามและทฤษฎีว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับสงครามในชั้นหลังด้วย
เหมาเจ๋อตงได้สรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “สงครามเป็นเครื่องมือทางการเมือง และเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง” เพราะเหตุนี้จึงสรุปต่อไปว่า “สงครามคือการเมืองที่หลั่งเลือด และการเมืองก็คือสงครามที่ไม่หลั่งเลือด”
เหมาเจ๋อตงผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนและนักคิดผู้ยิ่งใหญ่แห่งลัทธิมาร์คเลนิน ได้กล่าวต่อไปว่า “เมื่อจะดำเนินการทางการเมือง ข้อแรกต้องรู้ว่าใครเป็นศัตรู ใครเป็นมิตร จะต้องรู้ว่าจะสามัคคีกับใคร ไปรบกับใคร”
นักการเมืองบางจำพวกดำเนินงานทางการเมืองโดยไร้ทิศทาง ไร้เป้าหมาย และไร้อนาคต นักการเมืองเหล่านี้ความจริงหาใช่นักการเมืองไม่ หากเป็นเพียงนักเลือกตั้งมีเป้าหมายเพียงเพื่อการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ส่วนพรรคหรือส่วนพวกเท่านั้น วิถีดำเนินของคนเหล่านี้ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของปวงชน ความสำเร็จของคนเหล่านี้ก็คือความพินาศย่อยยับของบ้านเมือง และความยากไร้ของปวงชน
นักการเมืองจำพวกนี้จึงมักถือหลักคติว่า “การเมืองไม่มีมิตรแท้และไม่มีศัตรูถาวร” นั่นก็คือใครก็ได้ต่อให้เลวทรามต่ำช้าสักเพียงไหน หากมีผลประโยชน์ร่วมกันแล้วก็สามารถร่วมมือร่วมการกันได้ แต่หากผลประโยชน์ขัดกันแล้วต่อให้เป็นมิตรร่วมสาบานก็พร้อมที่จะทำลายล้างให้วายวอดได้ลงคอ
บ้านใด เมืองใด ประเทศใดมีนักการเมืองถ่อยต่ำช้าแบบนี้ ย่อมมีอนาคตที่บ้านเมืองจะต้องกลายเป็นทาสของชาติอื่น ย่อมมีอนาคตที่ปวงชนจะต้องกลายเป็นทาสของชาติอื่น หรือมิฉะนั้นก็จะเกิดกลียุคขึ้นในบ้านเมือง เพราะเมื่อใดที่ราษฎรเดือดร้อนทุกข์เข็ญ ไม่เห็นทางออกก็ย่อมพร้อมเพรียงกันปฏิเสธอำนาจและการปกครองนั้น แล้วลุกขึ้นสู้เพื่อกอบกู้ฟื้นฟูบ้านเมืองของตน ก่อตั้งอำนาจรัฐของประชาชนขึ้นสักวันหนึ่ง
เล่าปี่ได้ฟังขงเบ้งยืนยันมั่นเหมาะว่าในที่สุดเมืองเกงจิ๋วและเมืองเสฉวนจะต้องตกได้แก่เล่าปี่ และเมื่อดำเนินตามยุทธศาสตร์สามก๊กแล้วก็จะเป็นหนทางที่จะบรรลุถึงปณิธานของตัวก็มีความยินดียิ่งนัก คำนับขงเบ้งแล้วว่าแผนการยุทธศาสตร์ของท่านนี้เลอเลิศนัก ขอเชิญท่านออกไปช่วยทำราชการด้วยข้าพเจ้า ทำนุบำรุงสั่งสอนให้ข้าพเจ้าดำเนินการตามแผนการยุทธศาสตร์นี้สืบไป
ขงเบ้งจึงว่าตัวข้าพเจ้าเป็นชาวป่าบ้านนอกคอกนา มีสติปัญญาอันน้อย การทั้งปวงที่เคยทำก็เป็นการหยาบตามประสาชาวป่า แตกต่างจากการแผ่นดินซึ่งละเอียดอ่อนลึกซึ้งนัก ซึ่งจะไปอยู่ทำราชการด้วยท่านนั้นเกรงว่าจะทำให้ราชการของท่านเสียไป
เล่าปี่จึงว่าขอท่านอย่าได้บิดพลิ้ว จงเมตตาข้าพเจ้าและอาณาประชาราษฎรทั้งปวง หากแม้นว่าท่านไม่ออกไปช่วยคิดอ่านทำการแล้ว คงไม่อาจปราบปรามยุคเข็ญให้แผ่นดินเป็นสุขได้ อาณาประชาราษฎรจะได้รับความเดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด
เล่าปี่กล่าวความสิ้นคำแล้ว ความอัดอั้นตื้นตันประดังขึ้นในอก มิรู้ที่จะกล่าวความใดต่อไปได้ จึงก้มหน้าลงจรดพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่กับที่
ขงเบ้งเห็นดังนั้นก็เวทนานัก ทั้งประจักษ์ว่าเล่าปี่มีศรัทธา วิริยะอุตสาหะ ภักดีต่อตัวโดยสุจริตก็สงสาร น้ำใจที่คิดอ่านจะเสนอเพียงแผนการแต่ตัวไม่ยอมออกจากโงลังกั๋งก็สิ้นสุดสะบั้นลง ณ บัดนั้น จึงกล่าวกับเล่าปี่ว่า “ถ้าท่านมีความรักใคร่ข้าพเจ้ามั่นคงอยู่แล้ว ก็อย่าร้องไห้วิตกไปเลย ตัวข้าพเจ้าก็จะไปทำราชการด้วยท่าน ถึงมาตรว่าข้าพเจ้าจะเป็นประการใดก็ดีก็จะช่วยทำนุบำรุงตามสติปัญญา”
คำขงเบ้งที่ว่า “ถึงมาตรว่าข้าพเจ้าจะเป็นประการใดก็ดี” เป็นความที่จะข้ามไปมิได้เป็นอันขาด ด้วยภูมิปัญญาความรู้ความสามารถ หยั่งคาดการณ์ในเบื้องหน้าได้กระจ่างไม่ต่างกับสุมาเต๊กโช มีหรือที่ขงเบ้งจะไม่รู้ว่าการออกไปช่วยเล่าปี่คนไร้วาสนาเป็นการใหญ่หลวง
สุมาเต๊กโชได้เห็นการณ์เบื้องหน้าว่า “ขงเบ้งได้ความระกำใจ รากโลหิตออกเมื่อภายหลัง” สิ่งที่สุมาเต๊กโชเห็นดังนี้ ขงเบ้งก็ย่อมแลเห็นดุจเดียวกัน แต่แม้กระนั้นถึงจะเห็นอนาคตข้างหน้าดังนี้แล้วก็ยังยอมรับชะตากรรมนั้น ทั้งนี้เหตุผลก็คงมีอยู่ประการเดียวเท่านั้นคือเป็นผลจากอำนาจแห่งธรรม คือศรัทธา วิริยะ อุตสาหะ และความภักดีโดยสุจริต
หรือแม้หากพิจารณาอีกนัยยะหนึ่งก็เป็นไปได้ว่าแม้จะรู้ว่าสวรรค์ลิขิตชะตาเล่าปี่ไว้เป็นประการใด แต่ก็จะอาศัยภูมิปัญญาแห่งตัวแก้ลิขิตสวรรค์นั้นได้สำเร็จ แลเมื่อพิเคราะห์อัธยาศัยน้ำใจของขงเบ้งที่ทรนงในความคิดแลสติปัญญาตัวแล้ว ก็เล็งเห็นได้ว่าความประการนี้ก็มีเหตุผลหนักหน่วงอยู่เป็นอันมาก
เล่าปี่ได้ฟังขงเบ้งรับคำเชิญจะออกไปช่วยทำราชการด้วยก็มีน้ำใจยินดีนัก เรียกกวนอู เตียวหุย เข้าไปในกระท่อมแล้วให้คำนับขงเบ้ง กวนอู เตียวหุย แม้ขุ่นเคืองขงเบ้งจนเห็นอาการได้ชัดแต่ก็ขัดใจเล่าปี่ไม่ได้ จำใจต้องเข้าไปคำนับ ขงเบ้งเห็นอาการสองน้องร่วมสาบานของเล่าปี่ก็รู้ทีแล้วรับคำนับตามธรรมเนียม
เล่าปี่สั่งให้ทหารติดตามเอาแพรพรรณสิ่งของทั้งปวงที่เตรียมไปแล้วมอบแก่ขงเบ้งเป็นการคำนับ ขงเบ้งก็รับเอาสิ่งของทั้งนั้น แล้วว่าเวลาวันนี้ค่ำแล้ว ท่านจงพักค้างคืนเสียที่นี่ราตรีหนึ่งก่อน วันรุ่งพรุ่งนี้ค่อยเดินทางกลับไปเมืองซินเอี๋ย
เล่าปี่ก็รับคำ ขงเบ้งจึงสั่งให้ศิษย์น้อยจัดแจงที่พักแล้วจัดหาอาหารเลี้ยงดูเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย และทหารติดตาม
ขงเบ้ง เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย และจูกัดกิ๋น กินอาหารร่วมโต๊ะสนทนาถึงความเป็นไปในบ้านป่าจนเวลาล่วงยามแรกของราตรีจึงเสร็จสิ้น แต่เล่าปี่ยังไม่เต็มใจที่จะเข้าหลับนอนด้วยบรรยากาศบ้านป่ายามนี้เป็นที่เบิกบานสำราญใจนัก จึงบอกให้กวนอู เตียวหุย เข้านอนก่อนตามอัธยาศัย.