ตอนที่ 19. ดวงตะวันในกองฟาง

ณ ป่าเชิงเขาปักคูสาน หองจูเปียนฮ่องเต้น้อยและหองจูเหียบพระอนุชาต่างมารดา ถูกขันทีทิ้งไว้แล้วหลบหนีเอาตัวรอด  ได้ยินเสียงอลหม่านทั้งแสงไฟสว่างอยู่ไกล ๆ ก็ตกใจกลัว เพราะไม่รู้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรู จึงพากันซ่อนตัวเงียบเสียงสนิทจนกองทหารผ่านไป

            หลังเที่ยงคืนล่วงเข้ายามสาม ในราวป่ามืดสนิท ยินเสียงสัตว์ร้องสนั่น ไม่รู้ดีร้าย กษัตริย์พระองค์น้อยและพระอนุชาก็ยิ่งประหวั่นพรั่นพรึง หันซ้ายแลขวาหน้าหลังก็มืดมิดไม่เห็นทาง แม้ยังเยาว์วัยอ่อนประสบการณ์นักแต่ยังคงดำรงสติมั่นเกินประสาเด็ก คำนึงว่าหากพลัดหลงกันแล้วไม่รู้ที่จะติดตามหาพบกันได้ฉันใด สองขัตติยะพระองค์น้อยจึงเอาชายภูษาทรงผูกเข้าไว้ ไปทางไหนจะได้รู้ตัวตามกันไป
             ยิ่งดึกยิ่งหนาวเหน็บ น้ำค้างลงจัด สองพระองค์ยังคงซัดเซไปในป่าโดยไร้ทิศทาง ช่างน่าเวทนายิ่งนัก

             ขณะนั้นพลันมีหิ่งห้อยกลุ่มใหญ่บินระเรี่ยระดับสายตาอยู่ในป่า พุ่งตรงเข้ามายังสองพระองค์ แสงหิ่งห้อยแม้น้อยนักแต่เมื่อรวมกลุ่มในที่มืดแล้ว ทำให้ทั้งสองพระองค์เห็นทางในราวป่า กลุ่มหิ่งห้อยบินนำไปข้างหน้าตามทางนั้นเป็นที่อัศจรรย์ ทั้งสองพระองค์จึงเสด็จตามแสงหิ่งห้อยที่นำทางนั้นไป

            หองจูเหียบผู้น้องสังเกตเห็นเป็นที่ประหลาดนัก จึงตรัสกับฮ่องเต้ผู้พี่ว่าหิ่งห้อยนี้คงเป็นเทพยดา มีเมตตาแก่สองเราผู้ยาก จึงนิรมิตเป็นหิ่งห้อยมานำทางให้ แล้วประโลมใจผู้พี่ว่าบุญเราสองพี่น้องคงยังไม่สิ้น เทพยดาจึงบันดาลให้เป็นไปดั่งนี้

            ทั้งสองพระองค์คำนึงและเห็นความอัศจรรย์ฉะนี้แล้ว ก็มีกำลังพระทัยด้วยปิติ อันเป็นอาหารของจิตเกิดความปราโมทย์ยินดีโชติช่วงขึ้นในจิตของทั้งสองพระองค์ ทำลายความง่วงเหงาหาวนอนมลายไปสิ้น

            ทั้งสองพระองค์เสด็จพระดำเนินตามแสงหิ่งห้อยตลอดทั้งคืน โดยไม่รู้ว่าไปทางใด ใกล้ไกลสักเพียงไหน พระบาททั้งสองชอกช้ำพุพอง พระโลหิตห้อพระบาท เต็มไปด้วยทุกขเวทนา ก็ถึงราวป่าเชิงชายเขาเป็นเวลาใกล้รุ่งสาง สิ้นพระกำลังลงทั้งสองพระองค์ ไม่สามารถเสด็จพระดำเนินต่อไปได้ ทอดพระเนตรเห็นฟางกองใหญ่ใกล้ราวป่า ก็เสด็จพระดำเนินเข้าไปทอดพระวรกายลงหลับใหลไปทั้งสองพระองค์

            ณ ที่นั้นเป็นเขตบ้านของซุยก๊ก อดีตขุนนางที่ลาออกจากราชการเนื่องจากทนระบบส่วยสินบนของสิบขันทีไม่ได้ แล้วมาปักหลักทำไร่นาอยู่ ณ ภูมิลำเนาแห่งนี้

            ด้วยบุญวาสนาของซุยก๊กที่จะได้ทำนุบำรุงช่วยเหลือฮ่องเต้พระองค์น้อยและพระอนุชา สืบสายพระราชสันตติวงศ์ของพระเจ้าฮั่นโกโจบนบัลลังก์มังกรต่อไป ราตรีนั้นใกล้จะสาง บังเกิดความฝันโดยเทพยดาสังหรณ์ว่าเห็นพระอาทิตย์สองดวงตกลงที่กองฟางหลังบ้าน

            ซุยก๊กสะดุ้งตื่นขึ้นเห็นแสงตะวันทอทาบฟ้าเบื้องบูรพาทิศ เห็นเป็นนิมิตประหลาดกว่าความฝันที่เคยมีมาแต่หนหลัง ไม่ทันได้ล้างหน้าทำธุระส่วนตัว ก็ผลันออกจากบ้านไปที่กองฟาง  เห็นพระราชบุตรทั้งสองพระองค์หลับใหลท่ามกลางความหนาวแลเปียกชุ่มไปด้วยน้ำค้าง เป็นที่เวทนายิ่งนัก

            ซุยก๊กสงสัยนักจึงปลุกพระราชบุตรทั้งสองให้ตื่นขึ้นแล้วถามว่าท่านนี้มาแต่ที่ใด จึงมาหลับใหลไร้สติในสภาพดั่งนี้

            ทั้งสองพระองค์ตื่นขึ้นแล้ว หองจูเปียนฮ่องเต้น้อยยังงัวเงียอยู่ ไม่ทันกล่าวประการใด หองจูเหียบผู้น้องจึงชี้ไปที่หองจูเปียนแล้วว่าขึ้นก่อนว่านั่นคือหองจูเปียน เชื้อสายแห่งพระเจ้าฮั่นโกโจเป็นฮ่องเต้อยู่ ณ เมืองลกเอี๋ยง   ตัวเราเป็นน้องชื่อหองจูเหียบ เหตุมีมาแต่ขันทีสิบคนกระทำการหยาบช้า บ้านเมืองจลาจลวุ่นวาย เราถูกขันทีจับเป็นตัวประกัน แล้วนำไปทิ้งไว้ที่ในป่า หลงทางมาถึงที่นี่ จึงขอท่านได้เมตตาได้เป็นที่พักอาศัยสักไม่กี่ชั่วยาม

            ซุยก๊กได้ฟังคำของหองจูเหียบ พินิจพระราชบุตรทั้งสองแล้วมีบุคลิกลักษณะต่างจากลูกชาวป่าทั่วไป ผิวพรรณต้องแสงอุทัยยามอรุณผ่องใสกว่าคนทั้งปวง ทั้งภูษาทรงก็บ่งว่าหาใช่คนธรรมดาสามัญไม่ หากเป็นเครื่องทรงของฮ่องเต้ และพระราชวงศ์ซึ่งตนเองยังคงจำติดตาจนถึงทุกวันนี้ ก็เชื่อตามคำหองจูเหียบ

            ซุยก๊กตกตะลึงอยู่อึดใจหนึ่งตั้งสติได้แล้วรีบคุกเข่าลงกับพื้น กราบถวายบังคมแล้วทูลว่าข้าพเจ้านี้นามซุยก๊ก เดิมรับราชการเป็นขุนนางในพระเจ้าเลนเต้อยู่ที่ลกเอี๋ยงราชธานี ครั้งนั้นสิบขันทีทำหยาบช้า ข่มเหงรังแกขุนนางข้าราชการ ข้าพเจ้าทำราชการด้วยความสัตย์สุจริต มิได้เบียดเบียนราษฎร ไม่มีส่วยสินบนกำนัลแก่ขันที จึงได้รับความเดือดร้อน ข้าพเจ้าจึงกราบถวายบังคมลาออกจากราชการ มาทำไร่ไถนาอยู่ ณ บ้านนี้

            แล้วซุยก๊กจึงได้อัญเชิญทั้งสองพระองค์เสด็จเข้าไปที่ในบ้านของตน  จัดที่พักและอาหารถวายสองพระราชบุตรผู้เยาว์ด้วยใจที่เบิกบานภักดีเป็นล้นพ้น ที่คนชาวนาสามัญแห่งบ้านป่ามีวาสนาได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทในยามยากเช่นนี้

            ฝ่ายบินของนำทหารออกเที่ยวตามหาฮ่องเต้กับพระอนุชาตลอดทั้งคืนจนสว่าง ตกสายก็มาถึงเขตบ้านซุยก๊กขุนนางนอกราชการ ซุยก๊กได้ยินเสียงอึกทึกจึงออกนอกบ้านมาดูเหตุ เห็นบินของขี่ม้าคุมทหารมา มีศีรษะคนคุ้นตาผูกติดอยู่ข้างคอม้า เข้าใกล้แล้วก็จำได้ว่าเป็นศีรษะต๋วนกุยขันที จึงถามว่านี่เป็นศีรษะของต๋วนกุยขันที เกิดเหตุอย่างใดขึ้นในพระราชวังหรือ

             บินของฟังคำของซุยก๊กแล้วคิดอยู่ในใจว่าคนผู้นี้มีบุคลิกกริยาท่าทางและคำเจรจาผิดจากชาวป่า ทั้งรู้จักต๋วนกุยขันที ย่อมมิใช่ชาวป่าธรรมดา น่าจะเป็นขุนนางราชสำนักนอกราชการ จึงเล่าความให้ซุยก๊กฟังทั้งสิ้นและว่าเราติดตามหาพระราชบุตรทั้งสองพระองค์ตลอดทั้งคืน ล้าเต็มทีขอพักที่บ้านท่านสักชั่วยามแล้วจะออกติดตามพระราชบุตรต่อไป
             ซุยก๊กมีความยินดีนัก จึงบอกบินของว่าเป็นบุญของพระราชบุตรแล้วที่จะไม่ต้องยากลำบากพระวรกายอีกต่อไป ท่านไม่ต้องออกไปค้นหาอีกต่อไปแล้ว เพราะบัดนี้เราได้พบทั้งสองพระองค์ที่กองฟางหลังบ้าน และเชิญเสด็จประทับอยู่ในบ้าน เชิญท่านเข้าเฝ้าด้วยกันเถิด

            บินของทราบแล้วดีใจนัก สั่งทหารสื่อสารให้รีบเดินทางเข้าพระนครรายงานให้ราชสำนักทราบ จากนั้นซุยก๊กจึงนำบินของเข้าเฝ้าพระราชบุตรข้างในบ้าน บินของ กราบทูลว่าบัดนี้ความวุ่นวายในพระราชวังยุติลงแล้ว เป็นธรรมเนียมแต่โบราณมาว่าแผ่นดินจะว่างฮ่องเต้มิได้ ดังนั้นจึงขอทูลเชิญพระองค์เสด็จกลับพระนครเสวยราชสมบัติดังเดิม บ้านเมืองจึงจะเป็นปกติสุขสืบไป

            ฮ่องเต้พระองค์น้อยและพระอนุชามีความยินดียิ่งนัก ตรัสตอบรับคำเชิญแล้ว ซุยก๊ก บินของ จึงจัดม้าถวายทั้งสองพระองค์ เสด็จออกจากบ้านป่ากลับพระนคร

            ขบวนเสด็จลับเขตบ้านซุยก๊กมาพักหนึ่งก็เห็นขบวนของขุนนางเดินทางมุ่งมายังขบวนเสด็จ ปรากฏว่าเป็นคณะของข้าราชสำนักคืออ้องอุ้น อิวปิ๋ว ซุยเก๋ง เตียวเป็ง  เปาซุ่น และมีอ้วนเสี้ยว คุมทหารห้าร้อยนายตามขบวนมา

            ขบวนขุนนางข้าราชสำนักและทหารเห็นฮ่องเต้พระองค์น้อยและพระอนุชาแล้ว รีบลงจากหลังม้าเข้าไปรับเสด็จถวายบังคมแล้วร้องไห้ด้วยความดีใจระคนสงสารในทั้งสองพระองค์

             บินของและซุยก๊กได้รายงานเหตุการณ์ให้ขุนนางข้าราชสำนักฟัง และมอบศีรษะต๋วนกุยขันทีแก่อ้วนเสี้ยว อ้วนเสี้ยวจึงสั่งให้ทหารนำศีรษะต๋วนกุยเข้าเมือง แห่ประจานความชั่วร้ายของสิบขันทีแล้วเอาไปฝังเสียที่นอกเมือง

            คณะขุนนางข้าราชสำนักจัดรถม้าพระที่นั่งให้เป็นที่ประทับ แล้วจัดขบวนเสด็จเดินทางกลับ

            ในขณะที่ขบวนขุนนางข้าราชสำนักออกจากวังหลวงไปรับเสด็จนิวัตพระนครนั้น ก็เกิดความอึกทึกขึ้นเป็นที่ผิดสังเกต ทหารของตั๋งโต๊ะที่ลาดตระเวนรอบค่ายซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงพระนคร สงสัยสอบถามความจากชาวบ้านทราบความแล้วจึงเข้าไปรายงานให้ตั๋งโต๊ะทราบ

            ตั๋งโต๊ะทราบความแล้วเห็นโอกาสที่จะสร้างความชอบรับเสด็จคืนพระนครอย่างหนึ่ง และฉวยโอกาสเข้าแทรกกิจการภายในราชสำนัก อันเป็นวัตถุประสงค์หลักในการเดินทัพเข้าเมืองหลวงอีกอย่างหนึ่ง จึงจัดทหารสามพันยกตามคณะข้าราชสำนักไปในทิศทางเดียวกัน

            ขบวนเสด็จเคลื่อนมาได้ประมาณ 100 เส้นเศษ ก็เห็นกองทหารยกมาเป็นจำนวนมาก คณะขุนนางก็ตกใจเพราะไม่รู้ว่าเป็นกองทัพผู้ใด จึงให้หยุดขบวนเสด็จไว้ และให้อ้วนเสี้ยวนำทหารตั้งขบวนป้องกันขบวนเสด็จ

            อ้วนเสี้ยวขับม้านำทหารออกไปหน้าขบวนเสด็จ ปะเข้ากับกองทหารของตั๋งโต๊ะ กองทหารของตั๋งโต๊ะก็หยุดพลไว้ ณ ที่นั้น อ้วนเสี้ยวจึงถามไปว่าเป็นทัพผู้ใดยกมา

            ตั๋งโต๊ะได้ยินก็ขับม้าไปหน้าทหาร ไม่ตอบคำอ้วนเสี้ยว ถามกลับไปว่าฮ่องเต้และพระอนุชาอยู่ที่ใด เสด็จมาในขบวนทหารนี้ด้วยหรือไม่

            ฮ่องเต้พระองค์น้อยหองจูเปียน เห็นกองทหารยกมาดั่งนี้ก็ตกพระทัย มิรู้ที่จะตรัสประการใด ในขณะที่หองจูเหียบพระอนุชาหาได้มีพระอาการใดผิดปกติไม่ มีพระสติมั่นอยู่ ได้ยินคำตั๋งโต๊ะแล้ว จึงตรัสด้วยน้ำพระสุรเสียงใสบริสุทธิ์เป็นสง่าให้ได้ยินทั่วกันว่านั่นเป็นทัพผู้ใดยกมาตามหาฮ่องเต้

            ตั๋งโต๊ะฟังรับสั่งถามแล้วถวายรายงานว่าข้าพเจ้านี้ชื่อตั๋งโต๊ะ เป็นเจ้าเมืองซีหลง รับหมายตราให้ยกเข้าเมืองหลวงเพื่อจับขันทีมาฆ่าเสีย แต่เกิดจลาจลขึ้นในพระนคร และทราบว่าบัดนี้ทั้งสองพระองค์ประทับอยู่นอกพระนคร มีความห่วงใยในความปลอดภัยของทั้งสองพระองค์ จึงยกทหารมาถวายความอารักขา

            หองจูเหียบตรัสตอบไปว่าข้ออ้างถวายความอารักขานั้นจะต่างอะไรกับการควบคุมตัวเล่า ท่านจะเป็นกบฏหรือ
ตั๋งโต๊ะรีบทูลว่าข้าพเจ้านี้หามีจิตคิดกบฎต่อราชบัลลังก์แต่ประการใดไม่ หากมารับเสด็จด้วยใจสัตย์ซื่อ ถือภักดีในพระราชวงศ์ เพื่อถวายความปลอดภัยแก่ทั้งสองพระองค์

            หองจูเหียบสำทับกลับไปว่าในเมื่อท่านว่ามาด้วยความจงรักภักดี ไฉนจึงไม่ลงจากหลังม้าถวายความเคารพตามธรรมเนียมเล่า?

            พระดำรัสของหองจูเหียบที่ตอบโต้กับตั๋งโต๊ะแคล่วคล่องต้องตามธรรมเนียมอันขุนนางต้องปฏิบัติเกินสติปัญญาของเด็กนัก กระทบเข้ากับใจดำของตั๋งโต๊ะ ดังนั้นตั๋งโต๊ะจึงตกใจลนลานลงจากหลังม้า กองทหารที่ติดตามมาก็ลงจากหลังม้าสิ้น แล้วพร้อมกันถวายความเคารพ

            หองจูเหียบเห็นเป็นที จึงตรัสทำนองผูกใจตั๋งโต๊ะว่า “ท่านนี้มิเสียแรงเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ใจสัตย์ซื่อ คำต้นกับคำปลายต้องกัน”

            ตั๋งโต๊ะฟังรับสั่งแล้วหัวใจก็พองโตเพราะเป็นคนบ้ายอ ความคิดอ่านก็โลดแล่นไปไกล ด้วยต้องใจพระอนุชาพระองค์น้อย คิดอยู่ในใจว่า “หองจูเหียบมีสติปัญญาพูดจาหลักแหลมนัก กูจะคิดอ่านยกหองจูเปียนออกเสีย จะให้หองจูเหียบเป็นเจ้าแผ่นดินในเมืองลกเอี๋ยง”

            จากนั้นขบวนเสด็จจึงได้เคลื่อนออกจากที่ โดยมีตั๋งโต๊ะคุมกองทหารตามส่งเสด็จกลับพระนคร ตัวตั๋งโต๊ะและทหารองครักษ์ได้ตามเข้าไปส่งเสด็จถึงเขตพระราชฐานชั้นนอก แล้วออกมาอยู่ ณ  ค่ายนอกกำแพงพระนคร

            เชื้อสายพระเจ้าฮั่นโกโจกำลังเผชิญกับจอมปิศาจร้ายตั๋งโต๊ะ ด้วยผลแห่งความคิดของโฮจิ๋นและอ้วนเสี้ยวด้วยประการฉะนี้. 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘