ตอนที่ 182. พลั้งวาจาชักพาเภทภัย
เล่าปี่มีน้ำใจสงสารเล่าเปียว ถลำตัวออกความคิดเห็นเกี่ยวกับการภายในครอบครัวของเล่าเปียว เสนอให้เล่าเปียวธำรงธรรมเนียมการปกครองแผ่นดิน ตั้งเล่ากี๋บุตรผู้ใหญ่ให้สืบทอดตำแหน่งเจ้าเมืองแทน แล้วค่อยคิดอ่านริดรอนอำนาจฝ่ายตรงข้ามของเล่ากี๋ จากนั้นก็ได้คิดว่าเป็นการเอื้อมหาเภทภัยมาใส่ตัว จึงคิดอุบายหาทางผ่อนคลายสถานการณ์ แล้วแสร้งร้องไห้
ครั้นเล่าเปียวสอบถามว่าร้องไห้ด้วยเหตุใด เล่าปี่จึงว่าชั่วชีวิตของข้าพเจ้ากินนอนบนหลังม้า ก้นแลตะโพกกระแทกอยู่กับหลังม้าไม่เว้นแต่ละวันจึงบาดเจ็บเป็นโลหิตไหลซึม พอรักษาหายก็บาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ดั่งนี้ มาระยะนี้แผลเก่าก็กำเริบขึ้นอีกเป็นที่ทรมานนัก เห็นว่าชะตาข้าพเจ้านี้จะมิยืนยาว ไม่สามารถทำนุบำรุงแผ่นดินสมดังปณิธานได้ จึงเสียใจร้องไห้เพราะเหตุนี้
เล่าปี่ตอบเล่าเปียวด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติด้วยหวังว่าจะได้ยินถึงหูนางชัวฮู หยินแล้วจะได้คลายใจ ผ่อนความพยาบาท ปล่อยให้เล่าปี่ตายด้วยโรคประจำตัวเอง นับเป็นอุบายที่แยบยลชนิดหนึ่งแต่อุบายชนิดนี้หรือจะใช้ได้ผลกับคนที่ใจเต็มไปด้วยความคิดริษยาพยาบาทแบบนางชัวฮูหยิน
เล่าเปียวจึงว่าเป็นธรรมดาชีวิตคน เกิดมาแล้วย่อมต้องป่วยเจ็บ เมื่อป่วยเจ็บแล้วก็ต้องตั้งหน้ารักษาพยาบาล ในไม่ช้าคงจะหายเป็นปกติสักวันหนึ่ง
แล้วว่าตัวเจ้ามีสติปัญญาแลโอบอ้อมอารี มีกิตติศัพท์ลือเลื่องไปทั่วทั้งแผ่นดิน ได้ยินมาว่าเมื่อครั้งที่อยู่กับโจโฉที่เมืองฮูโต๋นั้น ในขณะที่เจ้าเสพสุรากับโจโฉใต้ร่มต้นบ๊วยเขียว โจโฉได้ไต่ถามว่าในแผ่นดินนี้ผู้ใดมีสติปัญญาที่สามารถเป็นใหญ่ในแผ่นดินได้บ้าง ครั้งนั้นเจ้าได้เอ่ยชื่อเจ้าเมืองต่าง ๆ มากมาย แต่โจโฉไม่เห็นว่าคนไหนมีสติปัญญาเป็นใหญ่ในแผ่นดินได้ ในที่สุดก็สรุปว่าทั่วทั้งแผ่นดินนี้มีแต่โจโฉและเจ้าเท่านั้นที่จะเป็นยอดมหาบุรุษสามารถปกครองแผ่นดินได้
เล่าเปียวได้กล่าวต่อไปว่าเบื้องนั้นโจโฉครองอำนาจเป็นใหญ่กว่าผู้ใดในแผ่นดิน มีที่ปรึกษาผู้มีสติปัญญาแลแม่ทัพนายกองเป็นอันมาก ตัวเจ้าเป็นเพียงผู้อาศัย กระนั้นแล้วโจโฉยังเห็นว่าตัวเจ้ามีสติปัญญาและสามารถเป็นใหญ่ในแผ่นดินเสมอกับตัวโจโฉเอง เห็นได้ชัดว่าโจโฉประเมินกำลังสติปัญญาความสามารถของเจ้าว่ามากกว่าตัวโจโฉเองเสียอีก ดั่งนี้แล้วจะเสียน้ำใจไปไยกัน ไม่ควรเก็บความย่อท้อหรือละความพยายามไว้ในความคิด และไม่พึงหวั่นเกรงว่าจะไม่มีโอกาสทำนุบำรุงแผ่นดิน หากได้ตั้งหน้ามานะบากบั่น สร้างตัวขึ้นเป็นใหญ่แล้ว ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นสักวันหนึ่ง
เล่าปี่เสพสุราถึงขนาดก็มีใจฮึกเหิม ได้ยินเล่าเปียวกล่าวดังนั้น ความคึกคะนองในใจก็พลุ่งขึ้นด้วยแรงสุรา แล้วว่า “ข้าพเจ้าตั้งภูมิฐานเป็นที่มั่นลงได้ก็จะกลัวอะไรแก่หัวเมืองทั้งปวง อุปมาดังลูกไก่อยู่ในเงื้อมมือข้าพเจ้า”
เล่าเปียวได้ฟังดังนั้นก็ตะลึงและนิ่งอึ้งอยู่ เล่าปี่เห็นดังนั้นก็ได้คิดว่าพลั้งปาก กล่าวความใหญ่ถึงเพียงนั้นอาจเป็นภัยแก่ตัวเองก็ทำเป็นเมาสุรามากขึ้นเพื่อให้เข้าใจว่าความที่พลั้งออกจากปากนั้นหาใช่ความรู้สึกนึกคิดของตัวเล่าปี่เองไม่ หากเป็นไปเพราะแรงฤทธิ์แห่งสุรานั้น ครั้นทำทีว่าเมาสุราถึงขนาดแล้วจึงถือโอกาสคำนับลาเล่าเปียวกลับไปที่พักซึ่งถูกจัดไว้ที่เรือนรับรองแขกเมืองเนื่องจากเป็นเวลาค่ำมืด ไม่เหมาะที่จะเดินทางกลับเมืองซินเอี๋ย
เมื่อครั้งที่โจโฉกับเล่าปี่ดื่มสุรากันในสวนภายในจวนของโจโฉที่เมืองฮูโต๋ วิพากษ์ยอดคนในแผ่นดิน เล่าปี่พยายามถ่อมตัวว่าเป็นม้านอกสนามจนโจโฉต้องตัดบทว่าในแผ่นดินนี้มีแต่เล่าปี่กับตัวเองเท่านั้นที่นับได้ว่าเป็นยอดคน เล่าปี่ได้ฟังก็ตกใจจนตะเกียบร่วงหลุดจากมือ แต่บังเอิญเกิดเสียงฟ้าร้องเล่าปี่จึงแสร้งเอามืออุดหูทำทีเป็นตกใจเสียงฟ้าร้อง ทำให้โจโฉคลายใจว่าเล่าปี่เป็นคนขี้ขลาด จึงทำให้เล่าปี่รอดตาย แต่มาครั้งนี้เล่าปี่ที่ฮึกเหิมด้วยแรงสุรากลับกล่าวความพลั้งปากอย่างลำพอง เสมือนหนึ่งว่าทั่วทั้งแผ่นดินอยู่ในเงื้อมมือตัว ขอเพียงแต่ให้ตั้งหลักได้มั่นคงเท่านั้น แต่พลันที่สิ้นคำลงเล่าปี่ก็ได้คิดว่าผิดพลั้งปากไปแล้ว จึงทำอุบายผ่อนคลายอีกครั้งหนึ่ง
แต่พอเล่าปี่ไปแล้ว เล่าเปียวซึ่งยังคงแคลงใจในถ้อยคำของเล่าปี่อยู่ก็ยิ่งเพิ่มความระแวงแคลงใจเล่าปี่ว่าจะเป็นอันตรายต่อตัวในวันหน้า จึงเดินกลับไปที่ห้องพักด้วยสีหน้ากังวล ในขณะนั้นนางชัวฮูหยินยังคงแอบยืนฟังดังที่เล่าปี่ได้คาดการ พอเห็นเล่าเปียวจะลุกออกจากที่นางชัวฮูหยินจึงทำทีว่าเพิ่งเดินออกมาจากที่ด้านใน ตรงมาที่เล่าเปียวแล้วว่าข้าพเจ้าบังเอิญจะเดินออกมาตามท่านจึงได้ยินความที่เล่าปี่ได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้
แล้วยุเล่าเปียวว่าความอันเล่าปี่ได้กล่าวเป็นการดูหมิ่นหัวเมืองทั้งปวง ไม่เห็นผู้ใดแม้กระทั่งตัวท่านว่าอยู่ในสายตา สะท้อนถึงจิตใจที่คิดแย่งชิงอำนาจขึ้นเป็นใหญ่ ความนี้ท่านได้เห็นแลได้ยินประจักษ์แก่ตัวแล้วมิใช่หรือ นี่คือความอันสมกับที่ข้าพเจ้าได้กล่าวแต่วันก่อนว่าสักวันหนึ่งเล่าปี่จะคิดมิซื่อชิงเอาเมืองเกงจิ๋วจากท่าน อย่ากระนั้นเลยขอให้ท่านเร่งคิดอ่านกำจัดเล่าปี่เสียไม่ให้ทันเติบใหญ่เข็มแข็งมากกว่านี้ เมืองเกงจิ๋วจึงจะปลอดภัย
เล่าเปียวได้ฟังดังนั้นก็พรั่นใจว่านางชัวฮูหยินผู้ภรรยาจะได้ยินความที่ตัวได้ยกขึ้นปรึกษาเล่าปี่ในเรื่องเล่ากี๋และเล่าจ๋อง แต่ในขณะเดียวกันก็ประหวั่นใจในถ้อยคำของเล่าปี่ยิ่งนัก สีหน้าเล่าเปียวจึงเต็มไปด้วยความกังวลอีกครั้งหนึ่งแต่มิได้ว่ากล่าวประการใด ได้แต่ส่ายศีรษะแล้วเดินเข้าไปที่ข้างใน
นางชัวฮูหยินเดินตามเข้าไปส่งเล่าเปียว พอเล่าเปียวเข้าที่พักแล้ว นางชัวฮูหยินจึงออกมาที่ห้องโถง สั่งสาวใช้คนสนิทให้รีบไปตามชัวมอผู้น้องเข้ามาพบเป็นการด่วน
ชัวมอถูกนางชัวฮูหยินตามตัวเป็นการด่วนก็ตกใจว่าคงจะมีเรื่องร้ายแรงจึงรีบเดินทางเข้ามาที่จวนในเพลานั้น ครั้นได้พบนางชัวฮูหยินซึ่งนั่งรออยู่ที่ห้องโถงก็สอบถามถึงเหตุที่ถูกตามตัว นางชัวฮูหยินจึงเล่าความซึ่งเล่าเปียว เล่าปี่ได้ปรึกษาหารือกันให้ชัวมอฟังทุกประการ
ชัวมอได้ฟังดังนั้นจึงว่าบัดนี้เมื่อเล่าปี่เมาสุรา และพักอยู่ที่เรือนรับรองแขกเมืองจึงเป็นโอกาสอันดีที่จะกำจัดเล่าปี่เสียในคืนนี้ เพราะหากปล่อยให้เล่าปี่กลับไปเมืองซินเอี๋ยแล้วก็ยากที่จะกำจัด
นางชัวฮูหยินได้ฟังความคิดของชัวมอก็เห็นด้วย เพราะในความคิดของนางชัวฮูหยินบัดนี้เห็นว่าเล่าปี่คือขวากหนามสำคัญที่จะขวางกั้นเส้นทางสู่อำนาจเจ้าเมืองเกงจิ๋วของเล่าจ๋องผู้บุตรในวันหน้า ดังนั้นการกำจัดเล่าปี่จึงเท่ากับเป็นการถอนขวากหนามเปิดหนทางอันสะดวกให้เล่าจ๋องครองอำนาจ เหตุนี้แม้นางชัวฮูหยินจะมีความเกรงใจเล่าเปียวอยู่บ้าง แต่ก็มั่นใจในอำนาจทางการทหารของชัวมอผู้น้องและมั่นใจว่าอำนาจตัวเป็นที่กลัวเกรงของเล่าเปียวผู้สามีจึงออกปากให้ชัวมอทำการตามความเห็นที่เสนอ
ชัวมอเห็นนางชัวฮูหยินผู้พี่คล้อยตามความคิดตัวจึงคำนับลากลับไปที่กองทหาร จัดแจงกำลังทหารที่สนิทไว้พร้อมสรรพ รอเวลาปลอดคนแล้วจะยกไปจับเล่าปี่
ฝ่ายเล่าปี่เมื่อคำนับลาเล่าเปียวมาที่ตึกรับรองแขกเมืองแล้วก็ประหวั่นใจในสิ่งที่ได้พลั้งปากพูดไป แต่ได้คิดว่าคำพูดคนเมื่อพลั้งออกจากปากแล้วไม่อาจแก้ไขให้กลับคืนได้ดังเดิม แม้จะกังวลใจสืบไปก็ไม่ได้ประโยชน์และไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ คิดดังนี้แล้วเล่าปี่จึงเอาหนังสือมานั่งอ่านที่ห้องโถงหน้าของเรือนพักรับรอง
ในขณะที่เล่าปี่กำลังอ่านหนังสืออยู่นั้น อีเจี้ยขุนนางเมืองเกงจิ๋วที่รักใคร่สนิทสนมชอบพอกับเล่าปี่และไปมาหาสู่เป็นเนืองนิจได้มาที่เรือนพักของเล่าปี่อย่างเร่งร้อน พอพบเล่าปี่ก็รีบบอกอย่างลุกลี้ลุกลนว่าวันนี้ท่านทำการสิ่งใดผิดใจกับชัวมอหรือ ข้าพเจ้าได้ผ่านไปที่กองทหารเห็นชัวมอกำลังจัดเตรียมทหารอย่างคึกคัก สดับความแล้วทราบว่าจะยกกำลังทหารมาจับตัวท่าน จงคิดรีบหนีเอาตัวรอดเถิด
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ แล้วกล่าวว่าหากจะหนีไปในทันทีโดยมิได้บอกกล่าวร่ำลาเล่าเปียวเสียก่อนย่อมไม่สมควร
อีเจี้ยจึงว่าหากท่านทอดเวลาเพื่อร่ำลาเล่าเปียวก่อนแล้ว การร่ำลาครั้งนี้คงเป็นการร่ำลาไปยมโลกเป็นแน่แท้ เพราะชัวมอจะต้องสังหารท่านเป็นมั่นคง จงรีบหนีเสียแต่เวลานี้จึงจะชอบ
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย คำนับลาอีเจี้ยแล้วรีบพาทหารที่ติดตามมาหนีกลับไปเมืองซินเอี๋ยแต่เวลานั้น
ชัวมอจัดเตรียมทหารไว้พร้อมแล้ว พอย่างเข้ายามสองเห็นเป็นโอกาสเหมาะเพราะผู้คนได้เข้าที่พักหลับนอนสิ้นแล้ว จึงพาทหารมาที่เรือนพักของเล่าปี่ เห็นข้างในที่พักสว่างไสวอยู่แต่เงียบเสียงผู้คน ชัวมอจึงถามยามรักษาการณ์ว่าเล่าปี่อยู่ที่ไหน
ยามรักษาการณ์ไม่รู้ความนัยก็แจ้งไปตามจริงว่าเล่าปี่ได้พาทหารเดินทางกลับเมืองซินเอี๋ยตั้งแต่ช่วงกลางยามต้นแล้ว ชัวมอได้ฟังดังนั้นคำนวณเวลาแล้วเห็นว่าจะไล่ติดตามเล่าปี่ไปไม่ทันก็มีความแค้นเคืองขุ่นใจเป็นอันมาก พลันเกิดความคิดว่าเมื่อเล่าปี่หนีไปดังนี้แล้วก็ต้องสร้างความระแวงชิงชังเล่าปี่ขึ้นในใจเล่าเปียวให้มากขึ้น เมื่อเล่าเปียวสิ้นความวางใจเล่าปี่แล้วก็เหมือนได้กำจัดขวากหนามของเล่าจ๋องและตระกูลชัวไปพร้อมกัน
คิดดังนี้แล้วชัวมอจึงเรียกเอาพู่กันแล้วเขียนกลอนบทหนึ่งไว้ที่ฝาพนังห้องโถงเรือนพักรับรองของเล่าปี่เป็นทำนองว่าเล่าปี่เป็นผู้เขียน แล้วพาทหารกลับที่ตั้ง
ครั้นรุ่งขึ้นชัวมอจึงเข้าไปรายงานเล่าเปียวว่าได้รับรายงานจากทหารรักษาการณ์เรือนรับรองแขกเมืองว่าเมื่อตอนกลางคืนยามต้นไม่ทราบว่าเล่าปี่มีเรื่องเร่งร้อนประการใดจึงได้พาทหารหนีออกจากเรือนรับรองและเดินทางกลับเมืองซินเอี๋ยแล้ว
แล้วว่าข้าพเจ้าคาดว่าเล่าปี่คงคิดอ่านเอาใจออกหากจากท่าน จึงรีบหนีไปโดยไม่ได้ร่ำลา อนึ่งก่อนที่ข้าพเจ้าจะเข้ามารายงานต่อท่าน ก็ได้ไปตรวจการที่เรือนรับรองปรากฏว่าเล่าปี่ได้เขียนกลอนบทหนึ่งทิ้งไว้ ขอเชิญท่านไปดูให้เป็นที่ประจักษ์
เล่าเปียวได้ฟังดังนั้นก็สงสัย แต่ในใจนั้นความระแวงแคลงใจเล่าปี่ก็เพิ่มขึ้น จึงรับคำชัวมอแล้วพากันไปที่เรือนรับรอง เห็นกลอนบทหนึ่งเขียนไว้ที่ผนังมีความว่า
“สู้จำใจทุกข์ทรมานนานปีแล้ว
บัลลังก์แก้วมังกรทองที่ปองใฝ่
มังกรหรือจะอยู่สระได้นานไป
ฟ้ากว้างใหญ่คือที่หมายได้ครอบครอง”
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่าความอันจารึกไว้นั้นเป็นโคลง ซึ่งถอดมาจากภาคภาษาจีนคำต่อคำดังนี้
“บทหนึ่งว่าสู้จำใจทุกข์ทรมานเป็นหลายปีแล้ว
บทสองว่าตั้งใจคิดการจะเอาราชสมบัติ
บทสามว่ามังกรซึ่งจะอยู่ในสระแลห้วยหนองนั้นไม่ได้
บทสี่ว่าอันมังกรนั้นถ้าได้ทีแล้วก็จะขึ้นสำแดงฤทธิ์บนอากาศ”
เล่าเปียวเห็นโคลงดังกล่าวแล้ว ความโกรธก็พลุ่งขึ้นสุดขีด ชักกระบี่ออกมากวัดแกว่งแล้วว่า “กูจะฆ่าเล่าปี่อันเป็นคนทรยศเสียให้ได้”
เล่าเปียวกล่าวความนี้แล้วเดินออกจากเรือนรับรองอย่างหัวเสีย คิดจะตรงไปที่ศาลาบัญชาการทหารเพื่อสั่งการให้เตรียมกองทัพยกไปจับตัวเล่าปี่ แต่พอก้าวข้ามธรณีประตูก็ฉุกคิดได้ว่าเล่าปี่มาอาศัยเราที่เมืองเกงจิ๋วนี้เป็นเวลาช้านานแล้ว ไม่เคยปรากฏว่าเล่าปี่แต่งโคลงกลอน การที่มีโคลงกลอนปรากฏขึ้นดังนี้หรือว่ามีผู้ใดคิดอ่านทำปลอมขึ้นเพื่อใส่ร้ายเล่าปี่ หวังยืมมือเรากำจัดเล่าปี่เสีย
เล่าเปียวฉุกคิดดังนี้แล้วจึงคิดต่อไปว่าเรื่องนี้น่าจะมีเงื่อนงำและเกี่ยวข้องกับเรื่องของเล่ากี๋แลเล่าจ๋อง แต่เล่าเปียวนั้นเป็นคนฉลาด แม้เมื่อคิดดังนี้แล้วก็ข่มใจทำทีเป็นโกรธเล่าปี่อยู่ดังเดิม เดินกลับมาที่ห้องโถงอีกครั้งหนึ่ง ทำทีเป็นโกรธแล้วเอากระบี่นั้นแซะเอาโคลงซึ่งเขียนไว้ที่ผนังออกไปจนหมดสิ้น
ชัวมอเห็นเล่าเปียวมีอาการโกรธดังนั้นก็สำคัญผิดว่าเล่าเปียวต้องกลหลงเชื่อว่าเล่าปี่คิดการกำเริบ แล้วเขียนโคลงทิ้งไว้ เห็นเป็นทีจึงว่ากับเล่าเปียวว่าบัดนี้กองทัพเมืองเกงจิ๋วก็พร้อมอยู่แล้ว ขอท่านจงออกคำสั่งให้ยกไปเมืองซินเอี๋ยกำจัดเล่าปี่เสีย.
ครั้นเล่าเปียวสอบถามว่าร้องไห้ด้วยเหตุใด เล่าปี่จึงว่าชั่วชีวิตของข้าพเจ้ากินนอนบนหลังม้า ก้นแลตะโพกกระแทกอยู่กับหลังม้าไม่เว้นแต่ละวันจึงบาดเจ็บเป็นโลหิตไหลซึม พอรักษาหายก็บาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ดั่งนี้ มาระยะนี้แผลเก่าก็กำเริบขึ้นอีกเป็นที่ทรมานนัก เห็นว่าชะตาข้าพเจ้านี้จะมิยืนยาว ไม่สามารถทำนุบำรุงแผ่นดินสมดังปณิธานได้ จึงเสียใจร้องไห้เพราะเหตุนี้
เล่าปี่ตอบเล่าเปียวด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติด้วยหวังว่าจะได้ยินถึงหูนางชัวฮู หยินแล้วจะได้คลายใจ ผ่อนความพยาบาท ปล่อยให้เล่าปี่ตายด้วยโรคประจำตัวเอง นับเป็นอุบายที่แยบยลชนิดหนึ่งแต่อุบายชนิดนี้หรือจะใช้ได้ผลกับคนที่ใจเต็มไปด้วยความคิดริษยาพยาบาทแบบนางชัวฮูหยิน
เล่าเปียวจึงว่าเป็นธรรมดาชีวิตคน เกิดมาแล้วย่อมต้องป่วยเจ็บ เมื่อป่วยเจ็บแล้วก็ต้องตั้งหน้ารักษาพยาบาล ในไม่ช้าคงจะหายเป็นปกติสักวันหนึ่ง
แล้วว่าตัวเจ้ามีสติปัญญาแลโอบอ้อมอารี มีกิตติศัพท์ลือเลื่องไปทั่วทั้งแผ่นดิน ได้ยินมาว่าเมื่อครั้งที่อยู่กับโจโฉที่เมืองฮูโต๋นั้น ในขณะที่เจ้าเสพสุรากับโจโฉใต้ร่มต้นบ๊วยเขียว โจโฉได้ไต่ถามว่าในแผ่นดินนี้ผู้ใดมีสติปัญญาที่สามารถเป็นใหญ่ในแผ่นดินได้บ้าง ครั้งนั้นเจ้าได้เอ่ยชื่อเจ้าเมืองต่าง ๆ มากมาย แต่โจโฉไม่เห็นว่าคนไหนมีสติปัญญาเป็นใหญ่ในแผ่นดินได้ ในที่สุดก็สรุปว่าทั่วทั้งแผ่นดินนี้มีแต่โจโฉและเจ้าเท่านั้นที่จะเป็นยอดมหาบุรุษสามารถปกครองแผ่นดินได้
เล่าเปียวได้กล่าวต่อไปว่าเบื้องนั้นโจโฉครองอำนาจเป็นใหญ่กว่าผู้ใดในแผ่นดิน มีที่ปรึกษาผู้มีสติปัญญาแลแม่ทัพนายกองเป็นอันมาก ตัวเจ้าเป็นเพียงผู้อาศัย กระนั้นแล้วโจโฉยังเห็นว่าตัวเจ้ามีสติปัญญาและสามารถเป็นใหญ่ในแผ่นดินเสมอกับตัวโจโฉเอง เห็นได้ชัดว่าโจโฉประเมินกำลังสติปัญญาความสามารถของเจ้าว่ามากกว่าตัวโจโฉเองเสียอีก ดั่งนี้แล้วจะเสียน้ำใจไปไยกัน ไม่ควรเก็บความย่อท้อหรือละความพยายามไว้ในความคิด และไม่พึงหวั่นเกรงว่าจะไม่มีโอกาสทำนุบำรุงแผ่นดิน หากได้ตั้งหน้ามานะบากบั่น สร้างตัวขึ้นเป็นใหญ่แล้ว ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นสักวันหนึ่ง
เล่าปี่เสพสุราถึงขนาดก็มีใจฮึกเหิม ได้ยินเล่าเปียวกล่าวดังนั้น ความคึกคะนองในใจก็พลุ่งขึ้นด้วยแรงสุรา แล้วว่า “ข้าพเจ้าตั้งภูมิฐานเป็นที่มั่นลงได้ก็จะกลัวอะไรแก่หัวเมืองทั้งปวง อุปมาดังลูกไก่อยู่ในเงื้อมมือข้าพเจ้า”
เล่าเปียวได้ฟังดังนั้นก็ตะลึงและนิ่งอึ้งอยู่ เล่าปี่เห็นดังนั้นก็ได้คิดว่าพลั้งปาก กล่าวความใหญ่ถึงเพียงนั้นอาจเป็นภัยแก่ตัวเองก็ทำเป็นเมาสุรามากขึ้นเพื่อให้เข้าใจว่าความที่พลั้งออกจากปากนั้นหาใช่ความรู้สึกนึกคิดของตัวเล่าปี่เองไม่ หากเป็นไปเพราะแรงฤทธิ์แห่งสุรานั้น ครั้นทำทีว่าเมาสุราถึงขนาดแล้วจึงถือโอกาสคำนับลาเล่าเปียวกลับไปที่พักซึ่งถูกจัดไว้ที่เรือนรับรองแขกเมืองเนื่องจากเป็นเวลาค่ำมืด ไม่เหมาะที่จะเดินทางกลับเมืองซินเอี๋ย
เมื่อครั้งที่โจโฉกับเล่าปี่ดื่มสุรากันในสวนภายในจวนของโจโฉที่เมืองฮูโต๋ วิพากษ์ยอดคนในแผ่นดิน เล่าปี่พยายามถ่อมตัวว่าเป็นม้านอกสนามจนโจโฉต้องตัดบทว่าในแผ่นดินนี้มีแต่เล่าปี่กับตัวเองเท่านั้นที่นับได้ว่าเป็นยอดคน เล่าปี่ได้ฟังก็ตกใจจนตะเกียบร่วงหลุดจากมือ แต่บังเอิญเกิดเสียงฟ้าร้องเล่าปี่จึงแสร้งเอามืออุดหูทำทีเป็นตกใจเสียงฟ้าร้อง ทำให้โจโฉคลายใจว่าเล่าปี่เป็นคนขี้ขลาด จึงทำให้เล่าปี่รอดตาย แต่มาครั้งนี้เล่าปี่ที่ฮึกเหิมด้วยแรงสุรากลับกล่าวความพลั้งปากอย่างลำพอง เสมือนหนึ่งว่าทั่วทั้งแผ่นดินอยู่ในเงื้อมมือตัว ขอเพียงแต่ให้ตั้งหลักได้มั่นคงเท่านั้น แต่พลันที่สิ้นคำลงเล่าปี่ก็ได้คิดว่าผิดพลั้งปากไปแล้ว จึงทำอุบายผ่อนคลายอีกครั้งหนึ่ง
แต่พอเล่าปี่ไปแล้ว เล่าเปียวซึ่งยังคงแคลงใจในถ้อยคำของเล่าปี่อยู่ก็ยิ่งเพิ่มความระแวงแคลงใจเล่าปี่ว่าจะเป็นอันตรายต่อตัวในวันหน้า จึงเดินกลับไปที่ห้องพักด้วยสีหน้ากังวล ในขณะนั้นนางชัวฮูหยินยังคงแอบยืนฟังดังที่เล่าปี่ได้คาดการ พอเห็นเล่าเปียวจะลุกออกจากที่นางชัวฮูหยินจึงทำทีว่าเพิ่งเดินออกมาจากที่ด้านใน ตรงมาที่เล่าเปียวแล้วว่าข้าพเจ้าบังเอิญจะเดินออกมาตามท่านจึงได้ยินความที่เล่าปี่ได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้
แล้วยุเล่าเปียวว่าความอันเล่าปี่ได้กล่าวเป็นการดูหมิ่นหัวเมืองทั้งปวง ไม่เห็นผู้ใดแม้กระทั่งตัวท่านว่าอยู่ในสายตา สะท้อนถึงจิตใจที่คิดแย่งชิงอำนาจขึ้นเป็นใหญ่ ความนี้ท่านได้เห็นแลได้ยินประจักษ์แก่ตัวแล้วมิใช่หรือ นี่คือความอันสมกับที่ข้าพเจ้าได้กล่าวแต่วันก่อนว่าสักวันหนึ่งเล่าปี่จะคิดมิซื่อชิงเอาเมืองเกงจิ๋วจากท่าน อย่ากระนั้นเลยขอให้ท่านเร่งคิดอ่านกำจัดเล่าปี่เสียไม่ให้ทันเติบใหญ่เข็มแข็งมากกว่านี้ เมืองเกงจิ๋วจึงจะปลอดภัย
เล่าเปียวได้ฟังดังนั้นก็พรั่นใจว่านางชัวฮูหยินผู้ภรรยาจะได้ยินความที่ตัวได้ยกขึ้นปรึกษาเล่าปี่ในเรื่องเล่ากี๋และเล่าจ๋อง แต่ในขณะเดียวกันก็ประหวั่นใจในถ้อยคำของเล่าปี่ยิ่งนัก สีหน้าเล่าเปียวจึงเต็มไปด้วยความกังวลอีกครั้งหนึ่งแต่มิได้ว่ากล่าวประการใด ได้แต่ส่ายศีรษะแล้วเดินเข้าไปที่ข้างใน
นางชัวฮูหยินเดินตามเข้าไปส่งเล่าเปียว พอเล่าเปียวเข้าที่พักแล้ว นางชัวฮูหยินจึงออกมาที่ห้องโถง สั่งสาวใช้คนสนิทให้รีบไปตามชัวมอผู้น้องเข้ามาพบเป็นการด่วน
ชัวมอถูกนางชัวฮูหยินตามตัวเป็นการด่วนก็ตกใจว่าคงจะมีเรื่องร้ายแรงจึงรีบเดินทางเข้ามาที่จวนในเพลานั้น ครั้นได้พบนางชัวฮูหยินซึ่งนั่งรออยู่ที่ห้องโถงก็สอบถามถึงเหตุที่ถูกตามตัว นางชัวฮูหยินจึงเล่าความซึ่งเล่าเปียว เล่าปี่ได้ปรึกษาหารือกันให้ชัวมอฟังทุกประการ
ชัวมอได้ฟังดังนั้นจึงว่าบัดนี้เมื่อเล่าปี่เมาสุรา และพักอยู่ที่เรือนรับรองแขกเมืองจึงเป็นโอกาสอันดีที่จะกำจัดเล่าปี่เสียในคืนนี้ เพราะหากปล่อยให้เล่าปี่กลับไปเมืองซินเอี๋ยแล้วก็ยากที่จะกำจัด
นางชัวฮูหยินได้ฟังความคิดของชัวมอก็เห็นด้วย เพราะในความคิดของนางชัวฮูหยินบัดนี้เห็นว่าเล่าปี่คือขวากหนามสำคัญที่จะขวางกั้นเส้นทางสู่อำนาจเจ้าเมืองเกงจิ๋วของเล่าจ๋องผู้บุตรในวันหน้า ดังนั้นการกำจัดเล่าปี่จึงเท่ากับเป็นการถอนขวากหนามเปิดหนทางอันสะดวกให้เล่าจ๋องครองอำนาจ เหตุนี้แม้นางชัวฮูหยินจะมีความเกรงใจเล่าเปียวอยู่บ้าง แต่ก็มั่นใจในอำนาจทางการทหารของชัวมอผู้น้องและมั่นใจว่าอำนาจตัวเป็นที่กลัวเกรงของเล่าเปียวผู้สามีจึงออกปากให้ชัวมอทำการตามความเห็นที่เสนอ
ชัวมอเห็นนางชัวฮูหยินผู้พี่คล้อยตามความคิดตัวจึงคำนับลากลับไปที่กองทหาร จัดแจงกำลังทหารที่สนิทไว้พร้อมสรรพ รอเวลาปลอดคนแล้วจะยกไปจับเล่าปี่
ฝ่ายเล่าปี่เมื่อคำนับลาเล่าเปียวมาที่ตึกรับรองแขกเมืองแล้วก็ประหวั่นใจในสิ่งที่ได้พลั้งปากพูดไป แต่ได้คิดว่าคำพูดคนเมื่อพลั้งออกจากปากแล้วไม่อาจแก้ไขให้กลับคืนได้ดังเดิม แม้จะกังวลใจสืบไปก็ไม่ได้ประโยชน์และไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ คิดดังนี้แล้วเล่าปี่จึงเอาหนังสือมานั่งอ่านที่ห้องโถงหน้าของเรือนพักรับรอง
ในขณะที่เล่าปี่กำลังอ่านหนังสืออยู่นั้น อีเจี้ยขุนนางเมืองเกงจิ๋วที่รักใคร่สนิทสนมชอบพอกับเล่าปี่และไปมาหาสู่เป็นเนืองนิจได้มาที่เรือนพักของเล่าปี่อย่างเร่งร้อน พอพบเล่าปี่ก็รีบบอกอย่างลุกลี้ลุกลนว่าวันนี้ท่านทำการสิ่งใดผิดใจกับชัวมอหรือ ข้าพเจ้าได้ผ่านไปที่กองทหารเห็นชัวมอกำลังจัดเตรียมทหารอย่างคึกคัก สดับความแล้วทราบว่าจะยกกำลังทหารมาจับตัวท่าน จงคิดรีบหนีเอาตัวรอดเถิด
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ แล้วกล่าวว่าหากจะหนีไปในทันทีโดยมิได้บอกกล่าวร่ำลาเล่าเปียวเสียก่อนย่อมไม่สมควร
อีเจี้ยจึงว่าหากท่านทอดเวลาเพื่อร่ำลาเล่าเปียวก่อนแล้ว การร่ำลาครั้งนี้คงเป็นการร่ำลาไปยมโลกเป็นแน่แท้ เพราะชัวมอจะต้องสังหารท่านเป็นมั่นคง จงรีบหนีเสียแต่เวลานี้จึงจะชอบ
เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย คำนับลาอีเจี้ยแล้วรีบพาทหารที่ติดตามมาหนีกลับไปเมืองซินเอี๋ยแต่เวลานั้น
ชัวมอจัดเตรียมทหารไว้พร้อมแล้ว พอย่างเข้ายามสองเห็นเป็นโอกาสเหมาะเพราะผู้คนได้เข้าที่พักหลับนอนสิ้นแล้ว จึงพาทหารมาที่เรือนพักของเล่าปี่ เห็นข้างในที่พักสว่างไสวอยู่แต่เงียบเสียงผู้คน ชัวมอจึงถามยามรักษาการณ์ว่าเล่าปี่อยู่ที่ไหน
ยามรักษาการณ์ไม่รู้ความนัยก็แจ้งไปตามจริงว่าเล่าปี่ได้พาทหารเดินทางกลับเมืองซินเอี๋ยตั้งแต่ช่วงกลางยามต้นแล้ว ชัวมอได้ฟังดังนั้นคำนวณเวลาแล้วเห็นว่าจะไล่ติดตามเล่าปี่ไปไม่ทันก็มีความแค้นเคืองขุ่นใจเป็นอันมาก พลันเกิดความคิดว่าเมื่อเล่าปี่หนีไปดังนี้แล้วก็ต้องสร้างความระแวงชิงชังเล่าปี่ขึ้นในใจเล่าเปียวให้มากขึ้น เมื่อเล่าเปียวสิ้นความวางใจเล่าปี่แล้วก็เหมือนได้กำจัดขวากหนามของเล่าจ๋องและตระกูลชัวไปพร้อมกัน
คิดดังนี้แล้วชัวมอจึงเรียกเอาพู่กันแล้วเขียนกลอนบทหนึ่งไว้ที่ฝาพนังห้องโถงเรือนพักรับรองของเล่าปี่เป็นทำนองว่าเล่าปี่เป็นผู้เขียน แล้วพาทหารกลับที่ตั้ง
ครั้นรุ่งขึ้นชัวมอจึงเข้าไปรายงานเล่าเปียวว่าได้รับรายงานจากทหารรักษาการณ์เรือนรับรองแขกเมืองว่าเมื่อตอนกลางคืนยามต้นไม่ทราบว่าเล่าปี่มีเรื่องเร่งร้อนประการใดจึงได้พาทหารหนีออกจากเรือนรับรองและเดินทางกลับเมืองซินเอี๋ยแล้ว
แล้วว่าข้าพเจ้าคาดว่าเล่าปี่คงคิดอ่านเอาใจออกหากจากท่าน จึงรีบหนีไปโดยไม่ได้ร่ำลา อนึ่งก่อนที่ข้าพเจ้าจะเข้ามารายงานต่อท่าน ก็ได้ไปตรวจการที่เรือนรับรองปรากฏว่าเล่าปี่ได้เขียนกลอนบทหนึ่งทิ้งไว้ ขอเชิญท่านไปดูให้เป็นที่ประจักษ์
เล่าเปียวได้ฟังดังนั้นก็สงสัย แต่ในใจนั้นความระแวงแคลงใจเล่าปี่ก็เพิ่มขึ้น จึงรับคำชัวมอแล้วพากันไปที่เรือนรับรอง เห็นกลอนบทหนึ่งเขียนไว้ที่ผนังมีความว่า
“สู้จำใจทุกข์ทรมานนานปีแล้ว
บัลลังก์แก้วมังกรทองที่ปองใฝ่
มังกรหรือจะอยู่สระได้นานไป
ฟ้ากว้างใหญ่คือที่หมายได้ครอบครอง”
สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่าความอันจารึกไว้นั้นเป็นโคลง ซึ่งถอดมาจากภาคภาษาจีนคำต่อคำดังนี้
“บทหนึ่งว่าสู้จำใจทุกข์ทรมานเป็นหลายปีแล้ว
บทสองว่าตั้งใจคิดการจะเอาราชสมบัติ
บทสามว่ามังกรซึ่งจะอยู่ในสระแลห้วยหนองนั้นไม่ได้
บทสี่ว่าอันมังกรนั้นถ้าได้ทีแล้วก็จะขึ้นสำแดงฤทธิ์บนอากาศ”
เล่าเปียวเห็นโคลงดังกล่าวแล้ว ความโกรธก็พลุ่งขึ้นสุดขีด ชักกระบี่ออกมากวัดแกว่งแล้วว่า “กูจะฆ่าเล่าปี่อันเป็นคนทรยศเสียให้ได้”
เล่าเปียวกล่าวความนี้แล้วเดินออกจากเรือนรับรองอย่างหัวเสีย คิดจะตรงไปที่ศาลาบัญชาการทหารเพื่อสั่งการให้เตรียมกองทัพยกไปจับตัวเล่าปี่ แต่พอก้าวข้ามธรณีประตูก็ฉุกคิดได้ว่าเล่าปี่มาอาศัยเราที่เมืองเกงจิ๋วนี้เป็นเวลาช้านานแล้ว ไม่เคยปรากฏว่าเล่าปี่แต่งโคลงกลอน การที่มีโคลงกลอนปรากฏขึ้นดังนี้หรือว่ามีผู้ใดคิดอ่านทำปลอมขึ้นเพื่อใส่ร้ายเล่าปี่ หวังยืมมือเรากำจัดเล่าปี่เสีย
เล่าเปียวฉุกคิดดังนี้แล้วจึงคิดต่อไปว่าเรื่องนี้น่าจะมีเงื่อนงำและเกี่ยวข้องกับเรื่องของเล่ากี๋แลเล่าจ๋อง แต่เล่าเปียวนั้นเป็นคนฉลาด แม้เมื่อคิดดังนี้แล้วก็ข่มใจทำทีเป็นโกรธเล่าปี่อยู่ดังเดิม เดินกลับมาที่ห้องโถงอีกครั้งหนึ่ง ทำทีเป็นโกรธแล้วเอากระบี่นั้นแซะเอาโคลงซึ่งเขียนไว้ที่ผนังออกไปจนหมดสิ้น
ชัวมอเห็นเล่าเปียวมีอาการโกรธดังนั้นก็สำคัญผิดว่าเล่าเปียวต้องกลหลงเชื่อว่าเล่าปี่คิดการกำเริบ แล้วเขียนโคลงทิ้งไว้ เห็นเป็นทีจึงว่ากับเล่าเปียวว่าบัดนี้กองทัพเมืองเกงจิ๋วก็พร้อมอยู่แล้ว ขอท่านจงออกคำสั่งให้ยกไปเมืองซินเอี๋ยกำจัดเล่าปี่เสีย.