การค้นหาหุ้น Surprise

หุ้นที่มีผลประกอบการที่ดีกว่าที่ตลาดหรือนักวิเคราะห์คาดหวัง หรือที่ภาษานักวิเคราะห์เรียกว่ามี Earnings Surprise ซึ่ง มักจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนมุมมองของผลประกอบการให้ดีขึ้น มีกำไรต่อหุ้นสูงขึ้น (Earnings per share) และมีราคาต่อหุ้น หาร กำไรต่อหุ้น หรือ P/E ที่ลดลง กลยุทธ์เราเรียกว่า การค้นหาหุ้นที่มี Earnings Revising หรือหุ้นที่นักวิเคราะห์เปลี่ยนมุมมองในทางบวกอย่างฉับพลัน

หุ้นในลักษณะนี้ มักจะเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าปกติ (Abnormal Returns) มีตัวอย่างมากมายเลยครับ

แต่ ผมขออนุญาตยกมาแค่หนึ่งตัวอย่าง เช่น หุ้นในกลุ่ม MAI ตัวหนึ่งที่มีผลการดำเนินงานดีขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเปลี่ยนธุรกิจจากทำวิจัยมาเป็นงานที่ปรึกษาทางการเงิน (Investment banking) ซึ่งทำให้ราคาหุ้นได้มีการปรับฐานราคาซื้อขายจากในอดีตที่ 0.5-0.6 บาทต่อหุ้น มาสู่ระดับ 0.9-1.2 บาทต่อหุ้น ต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น

การเปลี่ยนมุมมองเป็นบวกอย่างฉับพลัน อาจนำไปประยุกต์ใช้ในการคาดการณ์ทิศทางของราคาหุ้นหรือดัชนีได้ กล่าวคือ เมื่อ ใดก็ตามที่นักวิเคราะห์ได้ทยอยการปรับมุมมองที่เป็นบวกของผลดำเนินงานของ หุ้นที่มี Market Capitalization ขนาดใหญ่เมื่อใด ดัชนีหุ้นก็จะเดินหน้าเป็นบวกได้เลย (อันนี้เป็นกลยุทธ์สำหรับคนที่ชอบลงทุนในตลาดอนุพันธ์นะครับ)
ผม เคยมีโอกาสศึกษาผลของการปรับมุมมองในทางบวกของผลการดำเนินงานของบริษัทจด ทะเบียนที่มีผลต่อราคาหุ้น ซึ่งเรื่องต่างๆ เหล่านี้เป็นลักษณะการศึกษา Micro Trading Strategy ในวิชา Behavior Finance ครับ และมีเรื่องที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟังดังนี้ครับ

กรณีที่หนึ่ง : ราคาของหุ้นที่มี Market Capitalization ขนาดเล็ก จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของกำไรได้ดีกว่าหุ้นที่มี Market Cap ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หุ้น Dog (หุ้นที่ไม่มีใครอยากได้) ถ้ามีการประกาศ Earnings Surprise หุ้นจะกระโดดในทางบวกทันที
กรณีที่สอง: หุ้น ที่มีจำนวนนักวิเคราะห์ทำการวิเคราะห์จำนวนน้อย ถ้าหุ้นตัวนั้นมี Earning Surprise ราคาหุ้นตัวนั้นจะตอบสนองต่อข่าวได้เร็วกว่าหุ้นที่มีจำนวนที่นักวิเคราะห์ ทำการวิเคราะห์จำนวนมาก เนื่อง จากข่าวดีเกี่ยวกับผลประกอบการยังไม่ได้ถูกคาดการณ์ไว้ในราคาหุ้น (Good news has not been priced in) ซึ่งเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Under Coverage Effect
ฉะนั้น ถ้านักลงทุนเห็นราคาหุ้นบางตัวที่วิ่งขึ้นหรือวิ่งลงก่อนหน้าการประกาศผล ประกอบการ สัก 1-2 สัปดาห์ ก็สามารถคาดเดาว่าอาจจะมีข่าวเรื่องผลประกอบการซ่อนอยู่ (ทั้งในทางดีและทางร้าย)

กรณีที่สาม :หุ้น ที่มีการเปลี่ยนแปลง ในปริมาณการซื้อขาย (Trading Volume) และราคา รวมถึงการแกว่งตัว (Volatility) ในรอบระยะเวลา 1 เดือนก่อนหน้านั้น ราคาหุ้นนั้นจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของข่าวดีที่เกิดจากผลประกอบการได้ ดีกว่าหุ้นโดยปกติ
กรณีที่สี่ : หุ้น ที่มีราคา Price/ Book Value ที่ต่ำ จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของผลประกอบการที่ Surprise มากกว่าหุ้นที่มี Price/ Book Value ที่สูง
กรณีที่ห้า : หุ้นที่มี P/E ต่ำ จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของผลประกอบการที่ Surprise มากกว่าหุ้นที่มี P/E สูง
กรณีที่หก : หุ้น ที่มีการกระจายตัวที่กว้างของคาดการณ์ผลดำเนินงาน (Earnings Dispersion) คือมีบวกบ้างลบบ้าง จะมีการตอบสนองของ Earnings Revision มากกว่าหุ้นที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ผลดำเนินงานในทางใกล้เคียงกัน

กล่าวโดยสรุป การสังเกตพฤติกรรมราคาหุ้น อาจนำไปสู่การค้นพบหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงได้

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘