101 ปฏิบัติการพลิกชีวิต ตอนที่ 54 "สมาชิก กบข."

ไม่น่าเชื่อนะครับว่า ข้าราชการไทยส่วนมากยังคงมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับเงินๆทองๆน้อยมาก เพราะแม้แต่เรื่องที่แสนจะใกล้ตัว คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ที่บรรดาข้าราชการที่อยู่ในระบบ 1.16 ล้านคน ต้องจ่ายเงินเข้าไปในกองทุนฯกันทุกเดือน แต่สมาชิกส่วนใหญ่กลับไม่รู้ว่าควรให้ กบข.บริหารเงินที่มีกว่า 4.82 แสนล้านบาทอย่างไร

     กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข.ถูกจัดตั้งขึ้นมาเมื่อ 14 ปีที่แล้ว เพื่อมาทดแทนระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่ใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อสร้างหลักประกันหลังเกษียณสำหรับข้าราชการ โดยตัวข้าราชการและรัฐบาลจะร่วมกันสมทบคนละ 3% จากเงินเดือน เพื่อระดมเงินไปบริหารจัดการเพื่อให้เกิดผลตอบแทนในรูปแบบเดียวกันกับการ บริหารกองทุนรวมของภาคเอกชน
          
     ในจำนวนข้าราชการ 1,166,124 คนที่เป็นสมาชิก กบข.ในปัจจุบัน ข้าราชการกลุ่มใหญ่ที่สุดคือ ข้าราชการครู 38.39% ข้าราชการพลเรือน 28.48% ตำรวจ 14.92% ทหาร 14.11% ที่เหลือเป็นข้าราชการประเภทอื่นๆ
          
     น่าแปลกใจไหมครับที่แม้แต่ครู ที่ควรจะมีความรู้เรื่องเงินๆทองๆและนำไปถ่ายทอดและให้ความรู้เรื่องเงินๆ ทองๆให้กับลูกศิษย์ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเรื่องเงินในกระเป๋า แต่กลับไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องการออมและลงทุน แถมยังมีความเข้าใจผิดในหลายๆเรื่องจนน่าวิตก
          
     ฝากธนาคาร...รอรับดอกเบี้ยเงินฝาก คือคำตอบยอดนิยมจากผลวิจัยสมาชิก กบข.ปี 2553 ซึ่ง สมาชิกส่วนใหญ่บอกมาว่า
 
     - ไม่อยากให้กบข.ลงทุนในหุ้น เพราะเสี่ยงที่สุด 
     - ไม่อยากให้กบข.ลงทุนในต่างประเทศ เพราะไม่เข้าใจธุรกิจต่างประเทศ ที่สำคัญถ้าขาดทุนแล้วคนต่างชาติเอาไปหมด ลงทุนในประเทศดีกว่า ขาดทุนก็รู้ๆกันว่าขาดทุนให้ใค
     - ไม่อยากให้ กบข.ลงทุนในตราสารหนี้ เพราะไม่อยากเป็นหนี้

     เห็นคำตอบจากสมาชิกแบบนี้ คงต้องบอกว่าหนักใจแทน โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการคณะกรรมการ กบข.จริงๆ เพราะแสดงว่าต้องทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อสื่อให้สมาชิกเข้าใจวิธีการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับกองทุนขนาดใหญ่อย่างกบข.

     สิ่งหนึ่งที่ต้องเร่งแก้ไขนอกเหนือจากเรื่องของความรู้เรื่องเงินๆทองๆแล้ว สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่มีผลอย่างมาก หากดูจากคำตอบที่ได้รับจากสมาชิกส่วนใหญ่ก็คือ ทัศนคติในเชิงลบต่อการลงทุน  

     มันอาจจะเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธว่า ข้าราชการส่วนใหญ่จะมีทัศนคติโน้มเอียงไปทาง อนุรักษ์นิยม ทำให้กลัวความเสี่ยงในทุกรูปแบบ ยิ่งเมื่อถามถึงเรื่องเงินๆทองๆสำหรับวัยเกษียณ ซึ่งทำให้เกิดความคิดรวบยอดไปถึง เม็ดเงินก้อนสุดท้าย แนวคิดเรื่องของการลงทุนใดๆก็ตามที่จะทำให้เกิดความเสี่ยง จึงเป็นเรื่องที่ข้าราชการส่วนใหญ่ไม่ชอบ และต้องการปกป้องเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

     แนวคิดที่ต้องการให้นำเงินไปฝากธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ยอย่างเดียว สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึง ความกลัวความเสี่ยงจากการสูญเงินต้นของ สมาชิก กบข. แต่กลับไม่รู้ถึงพิษภัยของอัตราเงินเฟ้อ ที่ทำให้ค่าเงินลดลง  
ลองคิดดูว่า หากนำเงินไปฝากธนาคารวันนี้ 100 บาท ได้ดอกเบี้ยเพียง 0.75-1.0 % แต่เงินเฟ้อ เฉลี่ยสูงถึง 3.3-3.5% สิ้นปีได้เงินมา 101 บาทก็จริง แต่ค่าเงินจริงเหลือเพียงประมาณ 97.5-97.7บาท แบบนี้เรียกว่า ขาดทุน

     สำหรับแนวคิดที่ไม่อยากให้กองทุนฯไปลงทุนในหุ้น ก็เพราะมีทัศนคติเชิงลบ ทั้งๆที่หากมองภาพในระยะยาวก็จะเห็นได้ชัดว่า การลงทุนในหุ้นยังคงเป็นตราสารที่สามารถให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวได้สูง ที่สุด เมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นๆ ถึงแม้จะมีความผันผวนระหว่างทางอยู่บ้าง

     เปรียบเทียบให้เห็นชัด ในช่วงที่ภาวะตลาดหุ้นตกต่ำเช่นปี 2551 ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นติดลบไปถึง 43.73% แต่เมื่อภาวะตลาดดีดตัวกลับในปี 2552 ผลตอบแทนจากหุ้นก็ทะยานบวกไปที่ 65.81% ในขณะที่ปีนี้ถือเป็นปีกลางๆ ดัชนีจนถึงสิงหาคมก็ยังเป็นบวกอยู่ประมาณ 24%
          
     การลงทุนในหุ้นก็เป็นแบบนี้ แกว่งขึ้น-ลง ตามภาวะตลาด แต่เฉลี่ยรวมระยะยาวแล้วมักจะเป็นบวก ซึ่งก็สอดคล้องกับสมาชิกโดยรวมที่กว่าจะถอนเงินออกได้ก็ต้องฝากกันนานเป็น สิบๆปี ที่สำคัญสมาชิกที่เกษียณในปีที่ตลาดหุ้นตก ไม่จำเป็นต้องนำเงินออกจากกบข.ในปีนั้นฝากต่อไปได้ รอปีที่กำไรค่อยถอนออกก็ได้
          
     เพราะความกลัวความเสี่ยง แนวคิดในเรื่องของนำเงินไปลงทุนต่างประเทศจึงยิ่งดูจะเป็นเรื่องไม่ดี ไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ เพราะกลัวขาดทุน ทั้งๆที่ สาเหตุของการกระจายการลงทุนไปในต่างประเทศของ กบข.ก็เพราะต้องการกระจายความเสี่ยง และต้องการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้น
          
      ลองคิดง่ายๆว่า หากกบข.นำเม็ดเงินที่มีอยู่กว่า 4.82 แสนล้านบาท ไปลงทุนในตลาดการเงิน หรือ ตลาดทุน ในประเทศเพียงอย่างเดียว กบข.ก็จะกลายเป็น ผู้ลงทุนรายใหญ่ ที่เวลาขยับตัวแต่ละครั้ง ก็จะส่งผลอย่างมากต่อตลาดทันที
           
     มาถึงคำตอบสุดท้ายที่ สมาชิกกบข.ไม่อยากให้ลงทุนในตราสารหนี้ เพราะกลัวเป็นหนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความไม่เข้าใจในเรื่องพื้นฐานทางการเงินของ สมาชิก กบข.อย่างชัดเจน เพราะ การลงทุนในตราสารหนี้ไม่ได้แปลว่ากบข.เป็นหนี้  

     ในทางตรงข้าม การลงทุนในตราสารหนี้ หมายถึงการที่เราได้เป็นเจ้าหนี้ เจ้าของตราสารหนี้คือลูกหนี้เรา ถึงเวลาที่เราขายตราสารหนี้ไป ลูกหนี้เหล่านั้นก็ต้องคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับเรา ที่สำคัญ ตราสารหนี้ถือเป็นหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนก็อาจจะต่ำไปด้วย

     ความเห็นจากสมาชิก กบข. เกี่ยวกับการบริหารเงินของกบข.ที่สะท้อนออกมาทั้ง 4 เรื่อง ทำให้ไม่น่าประหลาดใจว่า ทำไมคนไทยส่วนใหญ่จึงยังคงนิยมที่จะออมเงินอยู่กับสถาบันการเงินอย่างธนาคาร ต่อไป เพราะถึงแม้จะมีผู้คนบางกลุ่มที่กระโจนเข้าสู่โลกยุคใหม่ ที่มีนวัตกรรมทางการเงินก้าวหน้าไปอย่างมากมาย แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ ความรู้เรื่องเงินๆทองๆของพวกเขายังคงอยู่ในโลกที่ “ไม่รู้” ด้วยซ้ำไปว่าตัวเอง “ไม่รู้” อะไร น่าเศร้าไหมครับ!!! 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร