101 ปฏิบัติการพลิกชีวิต ตอนที่ 51 "ออมเพื่อเกษียณ"

เป็นเรื่องน่ายินดีนะครับ ที่มีผู้คนจำนวนมากที่เดียวที่สนใจในเรื่องของการวางแผนเรื่องเงินๆทองๆ เพื่อการเกษียณกันมากพอสมควร สังเกตได้จาก คำถามที่ส่งเข้ามาสอบถาม และปรึกษาขอคำแนะนำผ่านรายการวิทยุทาง FM 101 “ปฏิบัติการพลิกชีวิต” และ ผ่าน www.moneymartthai.com

     คุณพีเล่าให้ฟังว่า เธอและสามี มีอายุ 50-51ปีตามลำดับ ทำงานเป็นลูกจ้างในบริษัทแห่งหนึ่ง มีรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 3 แสนบาท โดยรายได้จำนวนนี้หักเงินสะสม (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ไปแล้ว 5% โดยคาดว่าเมื่อเกษียณจะได้เงินสะสมรวมกันประมาณ 3 ล้านบาท
          
     นอกจากนี้ทั้งคู่ยังลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF-Retirement Mutual Fund) และ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF-Long Term Equity Fund) เพื่อช่วยลดหย่อนภาษี และเป็นการลงทุนเพื่อวัยเกษียณฯไว้รวมกันปีละประมาณ 1 แสนบาท ตั้งแต่ปี 2549
          
     ขณะเดียวกันก็มีการออมเพื่อวัยเกษียณผ่านการประกันชีวิต ซึ่งจะเริ่มมีเงินทะยอยคืนตั้งแต่ปี 2557 ไปจนมีอายุ 63 ปี ปีละประมาณสองแสนบาท แต่ในปีที่มีอายุ 59 ปี จะได้รับคืนมากที่สุดคือประมาณ 1.8 ล้านบาท
          
     ปัจจุบัน คุณพี มีลูก 2 คน อายุ 15 และ 11 ปี โดยค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในเวลานี้นอกจาก ค่าใช้จ่ายจำเป็น และค่าผ่อนบ้าน ที่ยังคงมียอดหนี้คงค้างอยู่ 1.5 ล้านบาทแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะเป็นค่าใช้จ่ายเรื่องการเรียนของลูก
          
     คุณพี ตั้งใจว่าจะเก็บเงินเพื่อซื้อกองทุนรวมต่อไป ปีละประมาณ 1 แสนบาท และฝากออมทรัพย์ไว้อีกประมาณปีละ 1 แสนบาท เช่นกัน
          
     คำถามก็คือ หากมีการเตรียมการไว้เพื่อวัยเกษียณอย่างที่เล่ามาให้ฟังนั้นจะเพียงพอหรือไม่
          
     ก่อนอื่นต้องขอชมทั้งคุณพีและสามีที่มองการณ์ไกลได้มีการเตรียมการไว้เพื่อ วัยเกษียณรองรับไว้พอสมควร เพราะคาดว่าเมื่อถึงตอนเกษียณอายุของทั้งคู่ จะมีเงินรวมกันถึงราว 4.8 ล้านบาท จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ ผลตอบแทนจากประกันชีวิต โดยยังไม่นับเงินลงทุนที่สามารถจะทยอยไถ่ถอนออกมาจากกองทุน RMF และ LTF ที่ครบกำหนดในแต่ละปี
          
     ขณะเดียวกัน เม็ดเงินที่จะได้รับจากเงินสะสมที่คืนมาจากการประกันชีวิตตั้งแต่ปี 2557 ก็น่าจะช่วยลดภาระในเรื่องค่าใช้จ่ายในการศึกษาของคุณลูกทั้งสองคนลงไปได้ บ้าง และกว่าจะเกษียณอายุของทั้งคู่ ลูกๆทั้งสองคนก็น่าจะใกล้จบ และจบการศึกษากันไปแล้ว ทำให้ไม่มีภาระหนักมากนักหลังเกษียณ
          
     อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของผม ถ้าพิจารณาจากรายได้ และอายุที่อยู่ในวัย 50 ต้นๆของทั้งคู่ ยังน่าจะมีโอกาสที่จะสะสมความมั่งคั่งได้เพิ่มอีก เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถจะมีอิสรภาพทางการเงินได้อย่างดีเมื่อตอนเกษียณ
          
     ข้อแรก ทั้งคู่ยังมีโอกาสที่จะลงทุนเพิ่มเติมในกองทุน RMF และ LTF เนื่องจากสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้มากกว่าที่มีการลงทุนอยู่เพียงปีละ 1 แสนบาท เพราะนอกจากจะช่วยในการลดหย่อนภาษีเงินได้ในแต่ละปีแล้ว ยังเท่ากับเป็นการลงทุนระยะยาวไปในเวลาเดียวกันด้วย
          
     ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น หากคุณมีรายได้ต่อเดือนไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาท ก็ทำใจให้สบายได้ เพราะไม่ต้องเสียภาษีในปีนั้นๆ แต่หากมีรายได้สุทธิ(รายได้รวมหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) รวมกันเกินกว่า 1.5 แสนบาทเมื่อไรก็จะเริ่มเสียภาษีตามขั้นบันไดไปเป็นลำดับ



     อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรสามารถให้เรานำค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่เราสามารถนำมาใช้เป็นค่าลด หย่อนภาษีได้ เช่น หักค่าใช้จ่าย 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาท ค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท ค่าลดหย่อนบุตร ค่าลดหย่อนบุพการี ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต (ไม่เกินหนึ่งแสนบาท) ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากการซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างที่อยู่อาศัย และเงินบริจาค (ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนอื่นๆ)

     นอกเหนือจากที่เราได้รับค่าลดหย่อนในส่วนแรกแล้ว เพื่อการส่งเสริมการออมเพื่อเกษียณอายุ กรมสรรพากรยังให้สิทธิลดหย่อน เงินที่เราจ่ายภาคบังคับให้กับกองทุนประกันสังคม และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพในแต่ละปีอีกด้วย
          
     ที่สำคัญคือ สิทธิ์ลดหย่อนการลงทุนใน กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งคุณพีและสามีน่าจะใช้สิทธิในการลงทุน ในกองทุน LTF ซึ่งลงทุนในหุ้นมากขึ้น ในช่วง 10 ปี สุดท้ายก่อนเกษียณ เพราะน่าจะสามารถให้ผลตอบแทนเฉลี่ยได้สูงกว่า กองทุน RMF ที่ปกติมักจะวางน้ำหนักการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงไม่สูงมาก นัก
          
     จากแผนเดิมที่จะลงทุนในกองทุน RMF และ LTF เพียงปีละแสนบาท ก็อาจจะเพิ่มเป็นกองละแสนบาท หรือปีละ สองแสนบาท ซึ่งหมายความว่าในช่วง 10 ปีข้างหน้าคุณพีและสามี จะมีต้นทุนของเม็ดเงินที่นำไปลงทุนในกองทุนฯทั้งสองกองรวมกันถึงประมาณ 2 ล้านบาท บวกกับที่ลงทุนไว้ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี 2549 ประมาณ 5 แสนบาท ไม่นับผลตอบแทนจากการลงทุนในอนาคตของเงินประมาณ 2.5 ล้านบาท
          
     อย่างไรก็ตาม ผมแนะนำให้ลงทุนในลักษณะทะยอยลงทุนหรือ โดยซื้อเฉลี่ยทุกๆเดือน (Dollar Cost Averaging) จากเงินเดือนในแต่ละเดือน เพื่อไม่ให้ต้องเป็นภาระหนักในช่วงปลายปี และยังช่วยเฉลี่ยต้นทุน เพราะหากไปซื้อในช่วงปลายปี มักจะเป็นช่วงที่ราคาหุ้นมักจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้นหน่วยลงทุนก็อาจจะแพงตามไปด้วย
          
     นอกจากนี้ ผมอยากแนะนำให้คุณพีน่าจะลองกลับไปพิจารณาเม็ดเงินที่ลงทุนในกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพ โดยอาจจะขอใช้สิทธิ์ปรับพอร์ตการลงทุนมาเน้นการลงทุนในรูปแบบที่สามารถให้ผล ตอบแทนสูงในช่วง 5 ปีข้างหน้า และค่อยลดน้ำหนักการลงทุนที่มีความเสี่ยงลดลงในช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณ เนื่องจากในปัจจุบัน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนใหญ่จะให้สิทธิ์พนักงานเลือกรูปแบบการลงทุนที่ เหมาะสมกับแต่ละคนได้ (Employee Choices)
          
     กรณีของคุณพี และสามี เป็นตัวอย่างที่ดีของ ครอบครัวที่รู้จักวางแผนเรื่องเงินๆทองๆ เพื่อชีวิตที่ดีของครอบครัวในอนาคต ซึ่งหากคนส่วนใหญ่เริ่มเตรียมวางแผนชีวิตกันตั้งแต่วันนี้ ผมรับรองว่า เมื่อถึงวัยเกษียณคุณจะสามารถใช้ชีวิตอย่างคนไม่ธรรมดาได้อย่างแน่นอน
          
     ข้อได้เปรียบที่สุดสำหรับคนที่อายุยังน้อยคือ “เวลา” ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่จะทำให้เงินทำงานให้เราได้อย่างเต็มที่และมี ประสิทธิภาพสูงสุด แต่หากมาตั้งหลักเอาเมื่อตอนกำลังจะถึงวัยเกษียณ ถึงแม้จะยังไม่ถึงกับสายเกินไป แต่ก็ต้องเหนื่อยหนักหน่อยละครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันอาทิตย์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕